โลกยุคใหม่สไตล์ศรีอาริยเมตตรัยจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร
โลกยุคใหม่สไตล์ศรีอาริยเมตตรัยจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร
โลกยุคนี้ไม่ใช่ยุคของพระศรีอาริยเมตตรัย แต่เพราะบุพกรรมที่ต้องมารับหน้าที่สานต่อพุทธธรรมกึ่งหลังพุทธกาล ทำให้โลกต้องเปลี่ยนไป ตามเหตุตามปัจจัยดังนี้
๑) ผู้ปกครองโลกธรรม ๘
จะเปลี่ยนถ่ายจากพระพุทธเจ้าสมณโคดม ไปเป็นพระศรีอาริยเมตตรัยโพธิสัตว์แทน เนื่องจากสัตว์ที่มาเกิดยุคหลังนี้มีกรรมมาก และไม่เข้าข่ายที่จะมีบุญกรรมสัมพันธ์กับพระพุทธเจ้า ทำให้ต้องเปลี่ยนถ่ายผู้ปกครองธรรมกาล ทั้งยังช่วยสลับปรับเปลี่ยนเวรกรรมที่พระพุทธเจ้าเคยได้กระทำไว้ รอยกรรมก็จะเปลี่ยนวิถีไปตามแบบใหม่ คือ แบบศรีอาริยเมตตรัย เช่น การที่ผู้หญิงมีบทบาทในสังคมมากขึ้นกว่าเมื่อก่อน (ยุคพระพุทธเจ้าสมณโคดม ผู้หญิงถูกกดอย่างมากมาตลอด แม้แต่พระภิกษุณีก็มีน้อยเหลือเกิน) เพศที่สามจะมีบทบาทในสังคม รวมทั้งมีบุตรได้ ทั้งๆ ที่เป็นชาย (จากรอยกรรมที่พระมหากัจจายนะ สาปแช่งชายคนหนึ่งให้กลายเป็นหญิง และได้แต่งงานจนคลอดบุตร)
๒) สัตว์ที่คอยรักษาโลกธรรม
จะเปลี่ยนถ่ายจาก “พญานาค” ไปเป็น “มังกร” แทน เนื่องจากสัตว์ที่มาเกิดยุคหลังนี้มีกรรมมาก มีฤทธิ์เดชมากกว่าเดิมมาก อิทธิฤทธิ์ของพญานาคยังเอาพวกอสูรไม่อยู่ ในเหล่าอสูรมากมาย มังกรนับว่ามีฤทธิ์เดชมากที่สุดอย่างหนึ่ง และสามารถควบคุมอสูรเหล่าอื่นได้ ซึ่งมังกรมีหลายประเภท ถ้าเป็นมังกรทอง จะไม่มีสัตว์อื่นใดคุมได้นอกจากมังกรฟ้า ซึ่งผู้ที่ได้มังกรทองจะมีลักษณะคล้ายเจงกีสข่าน แม้มีภรรยามากแม้แต่ภรรยาก็คุมไม่อยู่ ต้องอาศัยมังกรฟ้า ซึ่งอยู่ในกายของเซียนทรงอยู่ จึงจะคุมให้สงบได้ นั่นคือ ใช้มังกรฟ้าคุมมังกรทอง จึงจะทำได้ อีกกรณีคือ ใช้มังกรมาร ซึ่งเป็นมังกรดำที่กินมารเป็นอาหาร คอยคุมมังกรทอง ในกรณีนี้ มังกรทองไม่อาจเอาชนะมังกรมารได้ มังกรมารจะถูกคุมได้โดยมังกรฟ้าเท่านั้น แต่ทั้งมังกรมาร, มังกรฟ้า, มังกรทอง ล้วนเป็นมังกรที่บำเพ็ญได้ยาก ที่ง่ายที่สุด คือ มังกรดำคู่กับหงส์ทอง ทั้งสองจะคอยดูแลควบคุมกัน อย่างสมดุล แต่อำนาจจะไม่เทียบเท่ามังกรทั้งสามแบบข้างต้น ในปัจจุบัน มีผู้บำเพ็ญได้มังกรทองแล้วหลายท่าน, มังกรฟ้าหนึ่งท่าน (แต่มังกรฟ้าได้พ้นความเป็นมังกรไปแล้วในภายหลัง) และมังกรมาร กำลังบำเพ็ญอยู่แต่ยังไม่สำเร็จ ดังนั้น มังกรมารที่ฝึกยังไม่สำเร็จและมังกรทอง จึงเป็นของคู่ตรงข้ามกัน ที่ยังพอคานอำนาจกันได้ แม้ไม่มีมังกรฟ้า
๓) ดวงจิตที่จะได้จัดสรรมาเกิด
จะเปลี่ยนถ่ายจาก “ดวงจิตที่เป็นพุทธบริษัทสี่ประเภท” กลายเป็น เทพ, พรหม, ยักษ์, มาร มาเกิดในพระพุทธศาสนาแทน จากผลกรรมที่พระอานนท์ทูลขอพระศาสนาจากพระพุทธเจ้าไว้ได้กึ่งหนึ่ง คือ ครึ่งแรก ได้เป็นของพุทธบริษัทของพระพุทธเจ้า แต่เมื่อหมดยุคแล้ว จะกลายเป็นของยักษ์, มาร, เทพ, พรหม สี่เหล่านี้มาดูแลแทน
ตัวอย่างผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงในทางธรรมที่ส่งผลต่อทางโลก
๑) ผู้หญิงจะอยู่หน้า (อวโลกิเตศวรคุมมังกร) ผู้ชายจะอยู่หลัง (ขี่หงส์)
๒) การแก้ปัญหาจะใช้วิธีแบบผู้หญิง ทำให้ความรุนแรงลดลงกว่าผู้ชาย
๓) โลกจะเย็นลง เพราะผู้ชายยอมถอยไปอยู่เบื้องหลัง และผู้หญิงทำแทน
๔) ผู้ชายไม่ค่อยทำงาน แต่เป็นศูนย์รวมใจของบ้าน และทำให้คนศรัทธา
๕) ผู้ชายไปทางธรรมมากกว่าทางโลก เลี้ยงลูก สอนธรรม ผู้หญิงทำงาน
๖) ผู้ชายเข้าสังคมสังสรรค์สานสัมพันธ์เครือข่ายอยู่เบื้องหลังแทนที่ผู้หญิง
๗) ผู้ชายมีภรรยามากได้ ประหยัดต่อขนาด เป็นเศรษฐศาสตร์ในครัวเรือน
๘) ผู้หญิงไม่จำเป็นต้องเป็นพรหมจรรย์ก่อนแต่ง แม้ท้องก่อนแต่งก็ยอมรับได้
๙) ผู้คนจะรุนแรงก่อกรรมเลวร้ายมากขึ้น ผู้ชายเก็บตัวอยู่บ้านได้สังคมจะสงบ
ของวิเศษคู่บารมีผู้บำเพ็ญแบบพระโพธิสัตว์
“คทาหยก” ของทิพย์มหาลาภคู่บารมีพระโพธิสัตว์
เครื่องรางของขลังให้โชคลาภของคนไทยเชื้อสายจีนมีมากมาย เช่น คางคกสามขา, เต่ามังกร, ปลามังกร ฯลฯ เหล่านี้เป็นสัตว์ทิพย์มีจิตวิญญาณ เหมือนพวกกุมารทองที่คนไทยชอบเลี้ยงกัน แต่กุมารทองมีฤทธิ์ช่วยค้าขายได้ มีเมตตามหานิยมในตัว ทว่าในด้านโชคลาภแล้ว ไม่เท่ากับ “คทาหยก” คทาหยกนี้ หากไม่ใช่ผู้มีบุญบารมีมากจริงๆ แล้วจะไม่ได้ครอบครอง ผู้จะได้ครอบครองคทาหยกได้แก่ เทพเจ้าแห่งโชคลาภ, พระโพธิสัตว์ที่มีกายแบบเมตตรัย, พระโพธิสัตว์ที่มีกายแบบสมันตภัทร หากเราสังเกตดีๆ จะพบภาพบันทึกคทาหยกนี้เป็นของคู่บารมีของพระเมตตรัยและพระสมันตภัทรบ่อยๆ ท่านจะถือโดยใช้มือรองหัวคทาไว้ด้านล่าง แล้วใช้ส่วนปลายพาดไว้บนไหล่ เมื่อหมุนคทาหยกก็จะเรียกเงินทองเข้ามาได้ นับเป็นของทิพย์ที่โดดเด่นมากที่สุดในด้านโชคลาภ แต่ได้ครองยาก ไม่เหมือนพวกอสูรคางคกสามขา, ปลามังกร, เต่ามังกร ฯลฯ พวกนี้ เป็นจิตวิญญาณที่ต้องการมาอาศัยอยู่กับมนุษย์อยู่แล้ว เพราะภพอสูรนั้นเป็นอบายภูมินั่นเอง
ดังที่กล่าวแล้วว่าคทาหยกเป็นของคู่บารมีของพระโพธิสัตว์กายสมันตภัทร และโพธิสัตว์กายเมตตรัย ไม่เช่นนั้น ก็ต้องบำเพ็ญแบบเทพแห่งโชคลาภ ซึ่งต้องช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยากให้มีโชคลาภมากมายเป็นทุนก่อนบุญบารมีจึงจะได้ขึ้นชั้นเทพได้ซึ่งเป็นทางอ้อมนาน แต่การบำเพ็ญโพธิสัตว์นั้นเร็วกว่าเพราะอาศัยธรรม การพัฒนาจิตวิญญาณภายใน มากกว่าการทำกิจต่างๆ กับมนุษย์ อนึ่ง การบำเพ็ญบารมีให้ได้ถึงกายเมตตรัยหรือสมันตภัทรนั้น หากไม่มีบารมีเก่าเป็นทุน เร่งบำเพ็ญเอาในปัจจุบันชาติ จะต้องเริ่มบำเพ็ญบารมีจากกายโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรจนผ่านได้ก่อน แล้วบำเพ็ญตามพระโพธิสัตว์มัญชุศรีต่ออีก จากนั้นบำเพ็ญต่อตามแบบพระโพธิสัตว์กษิติครรภ์ จึงจะเข้าสู่การบำเพ็ญแบบเมตตรัย เป็นการบำเพ็ญช่วงที่สี่ จากช่วงนี้ไปแล้ว ก็สามารถบำเพ็ญได้อีกในกายสมันตภัทร
จะเห็นว่ากว่าจะได้ครอบครองคทาหยกนั้นไม่ใช่ง่ายๆ ต้องบำเพ็ญบารมีตามแบบพระโพธิสัตว์ถึงสี่องค์อย่างต่ำ ยกเว้นว่ามีบารมีเก่าก่อน เช่น เป็นคนที่เกิดจากจิตแบ่งภาคของพระโพธิสัตว์องค์นั้นๆ โดยตรง เช่น เป็นจิตภาคแบ่งของพระเมตตรัย หรือพระสมันตภัทร ข้าพเจ้าได้พบบุคคลหลายคน ในจำนวนนั้น มีผู้ที่เป็นจิตภาคแบ่งของพระเมตตรัยและพระสมันตภัทรจำนวนไม่น้อยทีเดียว แต่หลายท่านยังไม่ทราบตนเอง บางท่านหลงทาง คิดอยากรวยแต่ใช้วิธีที่ผิด ทั้งๆ ที่ตนเองก็มีบุญบารมีเก่า หากบำเพ็ญบารมีให้ถูกต้องตรงทางแล้ว โชคลาภ, สักการะ, เมตตามหานิยม ย่อมมาถึงตนได้ไม่ยากเลย
“แจกันน้ำมนต์” ของทิพย์ล้างอาถรรพ์ของโพธิสัตว์
แจกันน้ำมนต์เป็นของทิพย์คู่บารมีของผู้บำเพ็ญบารมีจนได้กายอวโลกิเตศวร คุณสมบัติพิเศษคือ ใช้ล้างอาถรรพ์ เหมือนน้ำมนต์ที่พระสงฆ์ทำให้คนทั้งหลายนั่นเอง การทำน้ำมนต์ เป็นส่วนหนึ่งของการบำเพ็ญบารมีแบบโพธิสัตว์ เพราะพระอรหันตสาวก จะไม่ยุ่งกรรมของใคร กรรมใดใครก่อ ก็ปล่อยให้เขาชดใช้กันเองตามธรรมชาติ ท่านจะปล่อยวางความเมตตา จะเมตตาเฉพาะเหตุที่จะทำให้หลุดพ้นเท่านั้น ถ้าเป็นทุกข์ทางโลก เช่น เจ็บป่วย ก็ปล่อยไปตามธรรมชาติ หากโปรดได้ถึงอริยบุคคลท่านก็จะทำเป็นกิจของท่าน แต่สำหรับการทำน้ำมนต์ปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย พระอรหันตสาวกจะไม่ทำ จะมีแต่พระอรหันตโพธิสัตว์ถึงจะทำ ถ้าพระอรหันตสาวกทำ ก็จะต้องรับกรรมแทนผู้ที่ตนช่วยเหลือ เพราะเข้าไปขัดขวางมีเรื่องกับเจ้ากรรมนายเวรของคนผู้นั้น ตนก็ต้องรับแทน เกี่ยวพันเข้าไปด้วย ดังนั้น พระอรหันตสาวกรูปใดกระทำน้ำมนต์ หากไม่มากเกินกรรมเก่าที่ตนต้องชำระไม่เป็นไร คือ ทำด้วยจำเป็นจริงๆ แต่ถ้าทำด้วยเป็นกิจหนึ่ง ใครมาให้ทำก็ทำไป อันนี้ กรรมจะสะสมเรื่อยๆ บุญบารมีจะเกิด จนกลายเป็นพระอรหันตโพธิสัตว์ในที่สุด ซึ่งก็ไม่ใช่สิ่งเลวร้ายอะไร เพราะยอมช่วยเหลือสรรพสัตว์อื่นก่อน ตนค่อยนิพพานทีหลัง
ดังที่กล่าวว่าแจกันน้ำมนต์เป็นของคู่บารมีพระโพธิสัตว์ที่มีกายทิพย์แบบอวโลกิเตศวร ดังนั้น ผู้ที่จะครอบครองได้ จึงต้องบำเพ็ญบารมีให้ได้ถึงกายโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ซึ่งไม่ยากเกินไป พระสงฆ์หากมีจิตใจเป็นพระจริง คือ ไม่อยากวุ่นวายทางโลก ขออยู่สงบเลยมาบวชพระ เป็นสมมุติสงฆ์นั้น หากปฏิบัติดีระดับหนึ่ง ไม่คิดเพื่อสนองกิเลสส่วนตัวมากเกินไป แม้จะอยากได้เงินบ้าง, ลาภบ้าง แต่ก็ไม่เกินขอบเขต แม้ละกิเลสไม่ได้ ไม่บรรลุธรรมอะไร ก็ยังพอได้ถึงกายทิพย์แบบภิกษุ ละสังขารแล้วจะจุติที่สวรรค์ชั้นที่สาม (ยามา) ซึ่งหากบำเพ็ญบุญสร้างบารมีขึ้นอีกเพียงไม่มากนัก ก็สามารถได้สวรรค์ชั้นดุสิต มีกายทิพย์เป็นโพธิสัตว์แล้ว ดังนั้น พระสงฆ์ที่ทำเพื่อสรรพสัตว์นั้น จึงได้สวรรค์ชั้นที่สี่ (ดุสิต) ได้เป็นพระโพธิสัตว์ไม่ยากเลย แต่จะไม่ได้นิพพานเท่านั้นเอง อันนี้ยากหน่อย
แจกันน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์ มีพลังมากพอล้างอาถรรพ์มนต์ดำที่คนกระทำใส่ผู้อื่นได้ หากใครมีกายทิพย์ข้างในเป็นอวโลกิเตศวร ก็สามารถทำน้ำมนต์ได้ศักดิ์สิทธิ์ทุกคน หรือง่ายๆ คือ หญิงใดที่เสียสละตนเพื่อพ่อแม่, สามี, บ้านเมือง, ผู้อื่นได้ ได้กายทิพย์อวโลกิเตศวรทุกคน หญิงกตัญญูยอมแต่งงานเพื่อผู้อื่น เหล่านี้ ทำน้ำมนต์แล้วศักดิ์สิทธิ์ทั้งนั้น ใช้คาถาอะไรก็ได้ที่อยู่ในคำสอนของพระพุทธเจ้า เพื่อช่วยเปล่งพลังออกมา เท่านั้นเอง สามารถทำได้ไม่ยาก เพราะคนมากมายได้บารมีระดับกายอวโลกิเตศวรนันไม่ยาก ได้กันเยอะ และเป็นกายทิพย์แรกสุด ที่ผู้จะได้ถึงโพธิสัตว์จะได้ก่อนกายทิพย์ชนิดอื่นๆ
คัมภีร์ดอกบัว ของทิพย์คู่มือสอนธรรมของโพธิสัตว์
คัมภีร์ดอกบัวเป็นของทิพย์คู่บารมีของผู้บำเพ็ญบารมีจนได้กายมัญชุศรี คุณสมบัติพิเศษคือ มีธรรมเฉพาะของตนใช้โปรดสัตว์ได้ ไม่ต้องไปอ่านหรือเอาธรรมของใครอื่น เป็นส่วนหนึ่งของการบำเพ็ญบารมีแบบโพธิสัตว์แบบมัญชุศรี โดยจะเริ่มจากการอ่านพระคัมภีร์ที่มีแต่เดิมก่อน แล้วเรียบเรียงใหม่ ให้ง่ายขึ้น หรือพิสดารขึ้น หรือเหมาะสมกับยุคสมัยแก้ปัญหาหรือความยึดติดในปัจจุบันมากขึ้น ดังนั้น ผู้บำเพ็ญเพื่อให้ได้คัมภีร์ดอกบัวทิพย์นี้ จะต้องเป็นนักเขียน หรือฝึกเขียน สร้างผลงานด้านการเขียนธรรมะ เผยแพร่ธรรมถึงระดับหนึ่งก่อน เมื่อถึงจุดหนึ่ง บารมีถึงแล้วจะเกิด “คัมภีร์ดอกบัว” จากนั้น จะไม่ต้องพึ่งพาคัมภีร์ใดอีก สามารถนำธรรมะออกมาจากตนเองได้เลย คัมภีร์ดอกบัว เป็นของคู่บารมีเฉพาะตน แต่ละคนมีธรรมแตกต่างกัน แม้มุ่งเน้นหลุดพ้นทุกข์เหมือนกัน ดังนั้น แนวทางการสอน เนื้อหาธรรมที่แต่ละท่านแม้บำเพ็ญได้กายมัญชุศรีเหมือนกัน ก็ต่างกัน
ดังที่กล่าวว่าคัมภีร์ดอกบัวเป็นของคู่บารมีพระโพธิสัตว์ที่มีกายทิพย์แบมัญชุศรี ดังนั้น ผู้ที่จะครอบครองได้ จึงต้องบำเพ็ญบารมีให้ได้ถึงกายโพธิสัตว์คัมภีร์ดอกบัว ซึ่งไม่ยากเกินไป ขอให้เป็นผู้ “ใฝ่การศึกษา” เป็นผู้ “แสวงหาสัจธรรม” เป็นผู้ “สนใจใคร่รู้” นี่คือ จุดเริ่มต้นของการบำเพ็ญจนเกิดกายมัญชุศรีได้ไม่ยากเกินไปนัก แต่ก่อนที่บุคคลธรรมดาผู้ใฝ่รู้จะได้กายทิพย์มัญชุศรีนั้น จะมีการทดสอบให้เสียสละบางอย่างก่อน เช่น เรียนอยู่คณะยิ่งใหญ่ จบแล้วได้ลาภสักการะมากแน่ๆ แต่กลับยอมสละไปเพื่อเรียนสิ่งที่ตนสนใจตามอุดมการณ์ของตน แสวงหาอะไรไม่รู้ เหมือนไร้สาระ หาไม่เจอ แต่ไม่ลดละอุดมการณ์ที่จะแสวงหานั้น เช่น นักวิทยาศาสตร์มากมายที่พยายามค้นหาทฤษฎีอธิบายธรรมชาติในแบบของตนเองจนต้องสละเงิน, ตำแหน่ง ไปทำหน้าที่นักวิจัยจนๆ ตามอุดมการณ์ที่ตนอยากรู้ ไม่ใช่ตามคำสั่งจ้างของใคร ก็จะได้กายโพธิสัตว์มัญชุศรีได้ง่ายๆ แต่เมื่อได้กายทิพย์นี้แล้วยังไม่ได้คัมภีร์ดอกบัวจนกว่าจะบรรลุธรรมมีธรรมของตนเท่านั้น จึงจะได้คัมภีร์ดอกบัว และเมื่อได้คัมภีร์ดอกบัวแล้วจะเหมือนนักปราชญ์คนหนึ่งทีเดียว
คัมภีร์ดอกบัว มีหลายรูปแบบหลายลักษณะ บางลักษณะ เป็นตำราที่ไม่ใช่ธรรมะ เช่น ตำราพิชัยสงคราม อันนี้ก็มีผู้บำเพ็ญได้เช่นกัน เช่น เป็นกุนซือที่ให้คำแนะนำการวางแผนการต่างๆ จนถึงจุดหนึ่งได้บรรลุโพธิสัตว์มัญชุศรี ก็รวบรวมตำราของตนขึ้นมาได้ บารมีจนเกิดคัมภีร์ดอกบัวได้เช่นกัน ตำรามีหลายชนิด เช่น ตำราแพทย์, ตำราพยากรณ์, ตำราทางการทหาร, ตำราทางการปกครอง ฯลฯ แล้วแต่ว่าจะบำเพ็ญได้คัมภีร์อะไร
คนเล่นของ เอาของไว้ไหน ดูอย่างไร เอามาได้อย่างไร
ชนบทแถบภาคเหนือที่ยากจน แต่กลับเล่นของกันเยอะมาก ด้วยความเชื่อในเรื่องผีสางเทวดา และเป็นประเพณีเลยทีเดียวว่าเมื่อถึงวัยหนึ่ง จะต้องมี “ของดี” ติดตัวไว้ เพื่อป้องกันตัวจากศัตรู ดังนั้น ชีวิตข้าพเจ้าจึงอยู่ใต้วงล้อมของ “คนเล่นของ” โดยไม่รู้ตัว
เริ่มจากตาของข้าพเจ้า
ตาเล่นหลายอย่าง มีบางอย่างที่แรงมาก เคยได้ยินว่าต้องใช้ “ไม้ที่ถูกฟ้าผ่า” มาทำของ แต่ตาไม่ชอบทำใครก่อน ยกเว้นคนผู้นั้น จะล่วงเกินตา แล้ววันนั้นก็มาถึง เมื่อคนผู้หนึ่งมีเรื่องกับตา และไม่นานนัก เขาก็ปวดท้องทรมานตายไป แม่ได้เล่าให้ฟังว่าสงสัยอาจเป็นตา ที่ทำคนผู้นี้ เพราะเมื่อก่อนตาจะเสีย ตาเห็นคนสามคนมาหา เรียกให้ลงบ้าน ทำให้ตาตกบ้านลงไป และกลายเป็นคนจำอะไรไม่ได้ ตายังไม่ยอมตาย ทรมาน แม่ต้องล้อมไว้อยู่เหมือนอยู่ในคอก ข้าพเจ้าเห็นก็อนาถใจ เหมือนตาจะรอให้ข้าพเจ้าไปรับของต่อจากตา ตาเคยให้ข้าพเจ้าบางอย่าง เป็นการ “ทำอย่างอ่อน” คือ แค่ให้เขามาพึ่งเรา เป็นการสั่งสอนเท่านั้น แต่จริงแล้ว ตามีของแรงกว่านั้นมาก คือ “ทำถึงตาย” เลยทีเดียว มีคนมาขออาคมต่อจากตา แต่ตาไม่ยอมให้ เพราะหวงของ ก่อนตาจะเสีย ข้าพเจ้าทำใจไม่ได้ที่จะเห็นสภาพตา จึงไม่กล้าไปดูใจ ทำให้ของที่ตาเคยเล่น ไม่อาจถ่ายทอดมาสู่ข้าพเจ้าได้ แต่เคยคนผู้หนึ่ง มาเลี้ยงเหล้าตา แล้วแอบถามเอาคาถาจากตาไปก็มี
ต่อมาก็ลุงของข้าพเจ้า
ลุงของข้าพเจ้าสมัยหนุ่มเคยมีคนโบราณมาจากไหนไม่ทราบ มาสักยันต์ให้ แล้วก็เอามีดอีโต้สับเข้าไปที่พุงก็ไม่เข้า เรียกได้ว่าฟันไม่เข้า ถ้าเป็นพระสมัยนี้คงดังระเบิดเถิดเทิง คนแห่มาดูกันหนักหนาแล้ว ลุงมีลูกชายสองคนที่ไม่เอาไหน และไม่สนใจกลับมาดูลุงเลย ข้าพเจ้าสงสารจึงไปหาลุงและป้าที่อยู่ในที่ทุรกันดารเข้าถึงได้ยากนั้น อยู่กับท่านได้ไม่นานก็กลับมา แต่ท่านก็ไม่พูดไม่กล่าวอะไรกับข้าพเจ้า ครั้งต่อมาก็ไปเยี่ยมอีก ลุงก็ไม่สนใจข้าพเจ้า ข้าพเจ้าคิดได้ว่าลุงคงจะรอให้ลุกชายมาดูใจ ลุกชายลุงเอาแต่เล่นการพนันจนหมดตัว หมดทางไป วันหนึ่ง จึงต้องไปเฝ้าไข้ลุงที่ป่วยอยู่ กินอะไรไม่ได้มานานแสนนาน แต่ลุงก็ไม่ตาย ทั้งๆ ที่ผอมมากอยู่ และมีจิตที่เข้มแข็งผ่องใส จนข้าพเจ้าคิดว่าลุงอาจไม่ตายก็ได้กระมัง แต่แล้ว เมื่อหลังจากลุกชายลุงไปหา ลุงอาจถ่ายทอดของในตัวให้เขาโดยที่เขาไม่รู้ ไม่นานนักลุงก็จากไปอย่างสงบ ทว่า “ศพของลุงเผาไม่ไหม้” ทำให้สัปเหร่อต้องเผาใหม่จนกว่าจะไหม้ ส่วนลูกชายคนนั้นของลุง ถึงวาระกรรม ขับรถประสบอุบัติเหตุ แต่เขาก็ไม่ตาย รอดได้ อาการไม่มากนัก แต่ก็พอเป็นการสั่งสอนเป็นเบื้องต้น ให้สำนึกตน ข้าพเจ้าคิดว่าลุงไม่ยอมให้ของข้าพเจ้า แต่เก็บไว้ให้ลูกชายแทน
พระในวัดใกล้บ้าน
ก็เล่นของกันมากมายหลายรูป บางรูปเล่นจนมั่นใจก็เปิดเผยตัวเอง รับรักษาโรคต่างๆ อีกรูปหนึ่งแอบเล่นเงียบๆ ในกุฏิ ท่านก็บอกนัยๆ ว่ามีบ้าง (ถ้าเราจะไปเรียนรู้จากเขาก็คงได้) แต่ข้าพเจ้ากับพระที่เล่นของอย่างเปิดเผยคนนั้นเข้ากันยาก เลยเข้าถึงพระในวัดไม่ได้ ส่วนพระอีกรูปจะอยู่แต่ในป่าช้าหลังวัด ไม่ยอมเข้าร่วมกับพระรูปไหน รูปนี้ก็มีของในตัวเหมือนกัน เรียกว่าไม่ถูกกันเท่าไร เพราะของที่เล่นคงไม่เข้ากันนัก วันหนึ่ง พระต่างวัดมาเรียนวิชชากับพระที่วัดใกล้บ้าน มีคนเล่าให้ข้าพเจ้าฟังว่าพระเห็นรูปนั้นไปที่ต้นยางใหญ่หลังวัด ดังนั้นข้าพเจ้าจึงชวนเพื่อนที่มีตาทิพย์ไปดู เห็นในต้นนั้นมีจิตวิญญาณที่หม่นหมองอยู่มากมาย จึงใช้บทสวดปลดปล่อยวิญญาณได้พักใหญ่ เพื่อนก็เห็นดวงจิตของเขากลายเป็นสีสว่างพวยพุ่งออกจากต้นยางใหญ่มากมาย และดวงสุดท้ายอยู่ลึกมาก ออกมาเป็นดวงไฟใหญ่สีน้ำเงินลอยออกไป เรียกว่าพระเอาของไว้ที่ต้นยางนี้ (ของนี้อาจเป็นประเภทผีพราย) พอเราทำพิธีเสร็จไม่นานนัก บรรยากาศก็เปลี่ยนไป เมื่อก่อนไม่มีใครเข้าไปหลังวัดเพราะเป็นป่าช้าเก่า เป็นที่ฝังศพคนแก่ด้วย แต่หลังจากเราทำพิธีสำเร็จแล้ว คนมากมายได้ไปอาศัยที่นั่น นับข้าวโพดบ้าง, เล่นฟุตบอลบ้าง ฯลฯ