นี่เป็นเว็บไซต์นี้จัดทำขึ้นมาเพื่อเก็บข้อมูลในการศึกษาพุทธศาสนานิกายตันตระเพื่อทำความเข้าใจในเรื่องเกี่ยวกับวัชระยาน โดยเก็บเอาจากประสบการณ์ของข้าพเจ้าในการวิวัฒนาการแต่ละขั้นตอนของการพัฒนาไปสู่สัมโภคกายหรือที่เรามักจะเรียกวันว่ากายทิพย์ พุทธศาสทางธิเบตพัฒนาถึงขึ้นกายสีรุ้งก็มี บางครั้งเรียกกายเรืองแสง กายสายฟ้า(วัชระกาย) โดยกระผมพยายามศึกษาเรียนรู้จากคุรุ ครูบาอาจารย์ ผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญอีกทั้งยังเก็บรวบรวมข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตในเว็บไซต์ต่างๆในส่วนที่เกี่ยวข้องไว้เป็นคลังข้อมูลเพื่อจะได้ศึกษาให้เข้าใจทั้งพื้นฐาน ทฤษฎี และภาคปฏิบัติการทา่งจิตวิญญาณขั้นสูง ประกอบอีกด้วย
แรกเริ่มเดิมทีที่ได้เข้ามาศึกษาในเรื่องนี้นั้น เกิดจากความเจ็บป่วยของตัวเอง จึงต้องดิ้นรนหาทางรักษาตัวเอง ไม่ได้มีจุดประสงค์ในการที่อยากจะเป็นผู้มีอิทธิฤทธิ์หรือผู้วิเศษแต่อย่างใด แต่เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง ซึ่งมันมีผลอันเนื่องมาจากอารมณ์ของตนเอง จนส่งผลไปยังอวัยวะภายในร่างกาย เรื่องนี้เกี่ยวข้องกันโดยเฉพาะลมปราณ ซึ่งคนโบราญได้เคยบันทึกเอาไว้แล้ว การได้มารู้และเข้าใจถึงศาสตร์พลังจิตเพิ่มขึ้นอีกมันจึงเป็นผลพลอยได้ที่ได้มาจากการศึกษาเรื่องราวเหล่านี้ให้เป็นพลังงานในแบบวิทยาศาสตร์ ในรูปของไฟฟ้าและสนามแม่เหล็กที่ทำงานสอดประสานกัน
ในบางเรื่องราวอาจมีการนำเอาเรื่องราวของอภินิหารหรือปรากฏการณ์ที่เหนือธรรมชาติมาลงเอาไว้ด้วย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นผมไม่อยากให้ทุกคนที่อ่านได้ไปยึดติดกับมันมากนัก ในความคิดเห็นของผมที่เอามาลงเพื่อวัถุประสงค์ที่อยากจะศึกษาว่า “มันทำอะไรได้บ้างเมื่อเดินมาถึงจุดๆหนึ่งและมันจะมีผลอย่างไรตามมาอีกเป็นลูกโซ่” การปลดปล่อยพลังจิตออกไปแต่ละครั้ง มันจะเกิดผลทางฟิสิกส์อย่างหนึ่งในทฤษฎีควอนตัม คือการสะท้อนกลับของพลังงาน ภาษาชาวพุทธเรียกว่า “กรรมสนองกรรม” นั่นแหละครับ เรื่องเหล่านี้ไม่ต้องการให้คนงมงายและก็ไม่ได้หวังให้คนได้เชื่ออย่างไม่ลืมหูลืมตา แต่ความรู้ทุกอย่างต้องผ่านการพิจารณาจากสติปัญญาของตนเอง
วิธีการในการบำบัดปัญหาสุขภาพของตัวเราเองนั้น ไม่อาจจะเอาวิธีการเดียวกันเหล่านี้ไปใช้กับคนหมดทุกคนบนโลกนี้ได้ แต่มีอย่างหนึ่งที่อยากจะบอกคือ เราสามารถเอามาประยุกต์เป็นแนวทางเฉพาะตัวกันได้ ทั้งนี้ทั้งนั้นวิชาความรู้มันต้องเกิดมาจาก “กูรูภายใน” คือเราต้องโน้มใจไปฟังเสียงจากข้างในดูว่า เราควรทำอย่างไรในสถานะการณ์แบบนี้ มันจะบอกเราออกมาผ่านสัญชาติญาณนั่นแหละครับ คนบางคนอาจกินอาหารทะเลไม่ได้เพราะมีอาการแพ้ แต่บางคนอาจจะกินได้ ดังนั้นวิธีบำบัดกบางรูปแบบอาจจะใช้ไม่ได้ผลกับบางคน แต่จะได้ผลกับบางคนเท่านั้น ดังนั้นการใช้ความคิดสร้างสรรค์ภายในกลั่นกรองประมวลผลเพื่อเอาวิชาความรู้ในความลี้ลับของจักรวาลมาใช้ให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด จึงต้องประมวลออกมาจากจิตใจทีเป็นธรรม ไม่มีความโน้มเอียง และพลังอารมณ์ต้องเป็นพลังงานบวกอีกด้วยจึงจะเกิดผลลัพท์ที่ดีที่สุด
การได้เข้ามารู้จักตันตระมันทำให้ผมได้ค้นพบ “ความสุดยอดแห่งที่สุดของทั้งสองขั้ว” มันเกิดจากพลังของจักระพื้นฐาน Root กระตุ้นให้พบกับความสุดขีดในทุกอารมณ์ รักก็รักแบบดื่มด่ำ เศร้าก็เศร้าแบบจมดึง โกรธก็ระเบิดอารมณ์ยิ่งกว่าประมณู สัมผัสกับความสุดขั้วในทุกอารมณ์ ตอกย้ำสัญญาทุกอย่างลงในจิตใต้สำนึกชนิดเอาใส่โลงตอกตะปูแล้วเอาฝังดินอีก ได้พบกับความสุขที่สุดขั้วชนิดทะลุสวรรค์เลยทีเดียวในขณะเดียวกันก็ได้พบกับความทุกข์แบบสุดขั้วชนิดจมดิ่งลงสู่นรกอเวจี ศาสตร์ของตันตระจะนำพาคุณไปพบเจอกับประสบการณ์ของเรื่องราวและอารมณ์เหล่านั้น จนในที่สุดคุณก็จะเกิดความเบื่อหน่ายในวัฏะสงสาร เห็นในทุกๆวงรอบของพลังงานแล้วคุณก็จะสามารถเปลี่ยนแปลงพลังงานจากความทุกข์มาเป็นความสุขได้ เปลี่ยนยาพิษเป็นอาหารอันเลิศรศ เปลี่ยนความตายมาเป็นการเกิดใหม่ เปลี่ยนความหลากหลายมาเป็นหนึ่งเดียว เปลี่ยนทวิลักษณ์มารวมกันเป็นหนึ่งกับพระเจ้า Oneness ดั่งหัวข้อที่ผมได้ขึ้นหัวเว็บไซต์เอาไว้ มันคือ “ศาสตร์และศิลป์ในการเปลี่ยนโลกใบนี้” จนผมต้องให้คำนิยามแก่ศาสตร์ความรู้โบราณนับเป็นพันๆปีโดยขึ้นสโลแกนว่า “วัชระยาน ตันตระ ศิลปะแห่งการเปลี่ยนแปลง”
ความรู้จากแนวทางของตันตระคือการเรียนรู้ที่จะสามารถนำเอายาพิษมาแปรเปลี่ยนให้เป็นอาหารอันเลิศรสได้ คำกล่าวนี้ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน แต่มันคือความจริง การที่จะไปยังจุดนั้นได้มันขึ้นอยู่กับสติปัญญาของคนแต่ละคน คนที่อ่านหนังสือมามากอาจจะมีความรู้มากแต่ไม่มีวันรู้อย่างลึกซึ้งเพราะเขาไม่ได้ไปทำความรู้จักหรือสื่อสารกับกูรูภายในของตัวเอง ตัวอย่างเช่นยาพาราเซตามอล เรารู้ว่ามันกินเพื่อแก้ปวด เราลองเอาไปให้คนสองคนกินกันโดยคนหนึ่งกำลังปวดหัวอยู่แต่อีกคนหนึ่งสบายไม่เป็นอะไรเลย คนที่จะสามารถสัมผัสกับสรรพคุณของฤทธิ์ยาได้ก็คงต้องเป็นคนที่กำลังปวดหัว ส่วนคนทีไม่ปวดเอาไปให้กินเขาก็ไม่รู้ฤทธิ์ยาหรอกครับ ดังนั้นการที่จะรู้และสัมผัสได้ลึกซึ้งในแนวทางของตันตระก็คือต้องเข้าไปสัมผัสกับยาพิษทางจิตใจอย่างนั้นจริงๆถึงจะเข้าใจมันได้ และจะทำให้เราค้นพบทางออกทางแก้ไขอันแท้จริง ดั่งคำสอนลับที่ว่า
” คนถูกผูกมัดด้วยกิเลส ดังนั้นมันจะถูกปลดปล่อยด้วยกิเลสเช่นเดียวกัน”