วันตักบาตรเทโวนี้ สามภพเปิด ใครอยากครองมังกรจงรีบหาทางคว้าไว้

วันตักบาตรเทโวนี้ สามภพเปิด ใครอยากครองมังกรจงรีบหาทางคว้าไว้

วันตักบาตรเทโวนี้ สามภพเปิด ใครอยากครองมังกรจงรีบหาทางคว้าไว้

คนจีนเชื่อว่ามังกรเป็นเผ่าพันธุ์ของต้นตระกูลฮ่องเต้ เหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะมังกรมักมาเกิดเป็นฮ่องเต้หรือฮ่องเต้ตายไปแล้วมักจุติเป็นมังกรนั่นเอง สิ่งนี้ นักพรตเต๋าได้รู้และได้บันทึกไว้ พร้อมทั้งถ่ายทอดวิชชาความรู้นี้ต่อมาสู่ศิษย์ที่เป็นนักปราชญ์ทั้งหลาย หลายท่านได้เข้าทำงานเป็นขุนนางก็เผยแพร่ความรู้นี้ไปในวงการเมืองของประเทศจีนต่อไป ดังนั้น จึงกล่าวได้อีกนัยหนึ่งว่า “ผู้ใดได้ครอบครองมังกร ผู้นั้นได้เป็นใหญ่” ไม่ว่าจะทำกิจได้ก็ตาม เช่น เป็นพ่อค้า ก็เป็นพ่อค้าที่ยิ่งใหญ่ ทว่า มังกรก็มีหลายระดับ เช่น มังกรดิน (มังกรไร้ปีก) จะมีศักดิ์ต่ำกว่ามังกรฟ้า (มังกรที่มีปีก) มังกรดินสีอื่น จะมีศักดิ์ต่ำกว่ามังกรดินสีทอง และมังกรดินสีอื่นที่ไม่ใช่สีทอง จะมีฤทธานุภาพต่างกันออกไปตามขนาดตัวและพลังภายใน ในบรรดามังกรสี่สีนี้ มังกรดำมีฤทธิ์มากที่สุด เมื่อบำเพ็ญอิทธิฤทธิ์ถึงที่สุดแล้ว จะบรรลุเป็น “มังกรมาร” คือ มังกรดำที่กินมารเป็นอาหารได้นั่นเอง มังกรมารนี้ ไม่มีใครปราบได้นอกจากมังกรฟ้า ซึ่งเป็นศัตรูคู่ตรงข้ามกัน หากมังกรดำกินมารได้น้อย และไม่สามารถบรรลุความเป็นมังกรมารได้ ก็อาจไม่สามารถปราบพญามารได้ ทำให้ไม่สามารถขึ้นเป็นใหญ่ถึงที่สุดได้ มังกรดำที่ปราบพญามารไม่ได้นี้ จะไม่บรรลุมังกรมาร  

ข้าพเจ้าพบนักปฏิบัติธรรมท่านหนึ่ง มีสานุศิษย์มากมาย โดยเฉพาะชาวกรุงเทพฯ ที่เต็มไปด้วยความเครียดและพลังจิตภาคดำ ทำงานด้วยความโกรธบ้าง เคืองแค้นไม่พอใจบ้าง หรือริษยากันบ้าง ดังนั้น มารมากมายแทรกอยู่ในกายชาวกรุงเทพฯ นั้น ทำให้เป็นแหล่งอาหารชั้นดีของมังกรดำ ซึ่งอยู่ในกายสังขารของภรรยาของอาจารย์ท่านนี้ โดยอาจารย์ท่านนี้ มีกายทิพย์เป็นพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ เมื่อทำกิจสามารถเปิดร่างให้เบื้องบนผ่านเข้ามาใช้สื่อสารและสอนมนุษย์ได้มากมายหลายองค์ ทำให้มีบริวารมาก แต่บริวารเหล่านี้ ไม่รู้ ว่าตนเองเป็น “ถุงเก็บมาร” มีจิตเข้าทางมาร ริษยาอาฆาต ซ่อนลึก ไม่ใช่คนดีแท้จริง จิตแบบนี้ไปชักนำมารเข้ามาแทรกในกายของตน จากนั้น มารเหล่านี้ก็ถูกพามาที่สถานธรรม และถูกมังกรดำกินไปมากมาย มังกรดำตนนี้กินมารเพื่อช่วยเบื้องบนปราบมาร และเมื่อกินมารเข้าไปมากๆ เข้า ก็ทำให้บริวารของพญามารตนหนึ่ง ลดลง  พญามารตนนี้แทรกอยู่ในกายของนักปฏิบัติธรรมอีกท่านหนึ่ง โดยที่เจ้าของร่างไม่เคยได้พบปะกันเลย แต่จิตวิญญาณที่แทรกในกายสังขารของเขาทั้งสองนั้น ทำสิ่งตรงข้ามกันและเป็นศัตรูกัน มังกรดำตนนั้น ยังไม่สามารถเอาชนะพญามารได้ จึงไม่สามารถกินพญามารได้ และทำให้ยังไม่บรรลุเป็น “มังกรมาร” ปกติแล้ว มังกรมารจะเกิดขึ้นบนโลกได้ จะมีมังกรฟ้าเกิดร่วมด้วย ทว่ามังกรฟ้าได้เข้ามาบำเพ็ญในกายข้าพเจ้าจนบรรลุเซียนแล้วจึงพ้นจากกรรมที่ต้องปะทะกับมังกรมาร และส่งผลให้มังกรมารไม่ได้เกิดในโลกนี้ คือ มังกรดำตนนั้นบำเพ็ญแล้วไม่สำเร็จเป็นมังกรมารนั่นเอง เพราะมังกรฟ้าคู่ปรับพ้นไปแล้วจากบ่วงกรรม “ขาดหยินก็ไม่มีหยาง ขาดหยางก็สิ้นหยิน” ดังนั้น มังกรมารเกิดไม่ได้เพราะมังกรฟ้าพ้นกรรมไปแล้วนั่นเอง มังกรดำและพญามารตนนั้นจึงรอวันปะทะกันเอง

วันตักบาตรเทโว เป็นพุทธประเพณีที่พระพุทธองค์ทรงกระทำไว้ ให้โลกและสามภพเดินตามรอยเป็นแบบอย่าง ในวันนี้ สัตว์ทั้งสามภพจะอ้างสิทธิ์ ขอผ่อนปรนให้เบื้องบนเปิดสามภพ และทำให้สัตว์ในโลกทิพย์หลายชนิดออกมาสู่โลกมนุษย์มากมาย ปกติ สามภพก็เปิดให้ทุกวันตักบาตรเทโวของทุกปีอยู่แล้ว แต่สัตว์ในสามภพที่ได้มาสู่โลกมนุษย์นั้น จะถูกจัดสรรมาว่าจะมีเท่าไร ใครบ้างจะได้กลับมาบอกข่าวของตนแก่มวลมนุษย์ผู้เป็นญาติ ซึ่งในทุกปีจะมีปริมาณไม่มากเกินไป ยกเว้น เมื่อใดก็ตามที่มีพระพุทธเจ้าหรือผู้มีบุญบารมีใกล้เคียงพระพุทธเจ้าทำการ “เปิดสามภพ” เช่น ใช้บทสวดมนต์เปิดสามภพ ก็จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ สามภพเปิดออก สัตว์ในโลกทิพย์มากมายจะมาสู่มนุษย์ และทำให้มนุษย์ประสบเคราะห์กรรมมากมาย เช่น พวกอสูรบางเหล่ามาแทรกสิงในกายมนุษย์แล้วหลงเหลือค้างไม่ยอมกลับ ทำให้มนุษย์ป่วยเป็นโรคเรื้อรังต้องนอนซมได้ ทว่า มนุษย์อีกพวก เช่น หมอผี จะใช้ช่วงเวลาที่สามภพเปิดนี้ในการทำกิจบางอย่าง     

สามภพจะเปิดควรเตรียมตัวอย่างไร?

ควรทำจิตให้ว่างบริสุทธิ์มากๆ เข้าไว้ สั่งสมบารมีที่ทำมาจนดีแล้ว เพื่อรอรับจิตวิญญาณบางดวงที่จะออกมาจากที่กักขัง ดวงวิญญาณเหล่านี้ มีหลายแบบ, หลายระดับ, หลายชนิด บ้างก็มีฤทธิ์มาก, บ้างก็ดุร้ายมาก ฯลฯ เมื่อพวกเขาออกมาแล้ว เป้าหมายที่สำคัญของพวกเขาคือ “ร่างมนุษย์ที่เหมาะสมกับตนเอง” เช่น มนุษย์ที่มียศใหญ่ ตำแหน่งทางสังคมดี และเงินทองมากมาย ร่างเหล่านี้จะเป็น “เป้าหมาย” เป็นเหยื่อของเหล่าปีศาจร้าย ดังนั้น พระพุทธเจ้าจึงทรงสอนว่าให้ “สมถะเรียบง่าย” ไม่ใช่ว่าจะทำเพื่ออวดตัวว่าเป็นคนดีแต่อย่างใดเลย แต่เพื่อความปลอดภัยจากจิตวิญญาณที่ร้ายกาจเหล่านี้ ซึ่งในโลกทิพย์นั้น ข้าพเจ้าขอเตือนว่า “เหนือฟ้ายังมีฟ้า” บางท่านไม่รู้มาจากไหน ตบะเป็นหมื่นๆ ปี ก็มี มาปราบ มากำราบเราได้ บางท่านก็ไม่รู้มาจากไหน ขุดมาจากไหน มีฤทธิ์เดชร้ายกาจมาก ไม่เกรงกลัวกรรมและความตายเลยก็มี ฯลฯ จิตวิญญาณที่เลวและร้ายมากๆ นี้ ชอบร่างที่สนองกิเลสให้ตนได้มากๆ ส่วนจิตวิญญาณที่พิเศษนั้น จะเลือกแต่ร่างที่มีคุณธรรม, บารมีธรรมสูงส่ง เช่น ผู้ทรงธรรม เหล่านี้จะได้จิตวิญญาณที่ดี มาช่วยงานและอาศัยอยู่ด้วย ในช่วงนั้นถ้ารับไว้และโปรดให้อยู่ร่วมกันได้ก็จะเกิดประโยชน์มาก การที่จะได้ดวงจิตวิญญาณที่ดีมาช่วยกิจนั้น ต้องมีการเตรียมตัวให้พร้อมก่อนวันนั้นดังนี้

๑)   บำเพ็ญบารมีให้สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้

ช่วงนี้ผู้บำเพ็ญบารมีต้องสะสมบารมีไว้ให้มาก บารมียิ่งมากยิ่งได้ดวงจิตวิญญาณที่มีความสามารถมาก หากบำเพ็ญบารมีหลายอย่างไว้แต่เก่าก่อนแล้ว ให้ทำการรวมบารมีเก่าให้เป็นหนึ่ง หากมีจิตวิญญาณหลายดวงแยกกันไปบำเพ็ญบารมีรอไว้ ให้ทำการรวมจิตวิญญาณรวมกายทิพย์เป็นหนึ่งเดียว ก็จะทำให้บารมีสูงขึ้นไปยิ่งกว่าเดิม เมื่อทำได้เช่นนี้ ก็จะรับจิตวิญญาณขั้นสูงได้ เช่น หากได้กายโพธิสัตว์หลายกาย รวมกายแล้วเกิดเป็นยูไล ก็จะสามารถครองมังกรทองได้ แต่หากไม่รวมกายบารมีจะครองมังกรทองไม่ได้ 

๒)   ปฏิบัติทางจิตให้บริสุทธิ์มากที่สุดเท่าที่ทำได้

ยิ่งจิตบริสุทธิ์มาก เบื้องบนยิ่งจัดสรรจิตวิญญาณที่มีฤทธิ์ร้ายกาจมากๆ มาให้ เพราะเห็นว่ากำลังจิตเรามากพอ บริสุทธิ์มากพอ มีตบะมากพอที่จะฉุดช่วยดวงจิตที่ออกมาจากที่กักขังนั้น ดังนั้น ยิ่งเราทำให้จิตมีพลังภาคขาวมากเท่าไร ยิ่งมีโอกาสได้ดวงจิตที่มีฤทธิ์มากมาอยู่อาศัยด้วย และเขาก็จะทำกิจเพื่อเราแต่ในแบบของเขาเอง ทำให้เราเจริญไปในทางโลกได้ หรือยิ่งใหญ่เกินใครก็ได้ ซึ่งตอนนั้นเราต้องคอยคุมไม่ให้มากเกินไป

๓)   ทำกายสังขารให้มีที่ว่างพอรองรับจิตวิญญาณเพิ่ม

ทำความสะอาดภายใน ถ้าในร่างกายเรายังมีสัตว์พาหนะทิพย์ หรือมีมารมีอสูรแทรกอยู่ พวกนี้จะไม่ยอมให้จิตวิญญาณดวงอื่นๆ เข้ามาได้อีกง่ายๆ นัก เพราะจะแย่งครองร่างไว้แต่เพียงผู้เดียว ดังนั้น เราต้องรีบโปรดจิตวิญญาณภายในกายของเราให้หมด อย่าให้มีเหลือตกค้างไว้ ให้พ้นทุกข์ไปสู่สุขคติภูมิให้ได้ ก็จะเหลือที่ว่างพอเปิดรับจิตวิญญาณอื่น 

๔)   ตั้งจิตอธิษฐานในการโปรดจิตวิญญาณในกายของตน

คือ การอุทิศร่างกายของตนเป็นที่อาศัยของจิตวิญญาณอื่น หรือกล่าวง่ายๆ คือ ยอมให้ผีมาสิงใช้ร่างเราเพื่อปฏิบัติธรรมปลดทุกข์นั่นเอง ควรทำการตั้งจิตอธิษฐาน ยิ่งได้จุดธูปตั้งนะโมสามจบให้จิตตรงต่อพระพุทธเจ้า ขอท่านเป็นพยานแล้วกล่าวด้วยวาจาด้วยแล้ว จะยิ่งดี ทว่า การทำเช่นนี้ได้ต้องมีความพร้อมจริงๆ อินทรีย์แก่กล้ามากพอแล้วจริงๆ

เมื่อสามภพเปิดออกแล้ว จิตวิญญาณมากมายที่เคยถูกกักขังอยู่จะออกมาจากที่กักขัง ในจำนวนนี้จะมีฤทธิ์เดชมากผิดปกติทีเดียว วันตักบาตรเทโวนี้ ขอให้เตรียมตัวเตรียมใจให้พร้อม โดยเฉพาะผู้ที่บำเพ็ญบารมีได้กายทิพย์เป็นโพธิสัตว์แล้ว จะได้ครองสัตว์อสูรเป็นพาหนะทรง ซึ่งวันนั้นจะมีมากมายให้เลือก หรือพวกเขาจะแย่งกันเอง หรือจัดสรรกันเองว่าจะควรคู่กับผู้ใด เมื่อได้ครอบครองแล้วก็ให้โปรดจิตวิญญาณเหล่านี้ให้ดีต่อไป

วิชชา หยินหยาง “หงส์คู่มังกร”

การฝึกวิชชาทางจิตคู่กันที่เรียกว่า “วิชชาหยิน หยาง” คือ การฝึกวิชชาทางจิตที่มีความแตกต่างกันแบบตรงข้าม เป็นคู่ๆ มีหลายแบบ แล้วแต่ละคู่ว่าจะหยิบเอาวิชชาคู่ไหนที่ตรงกันข้ามกันมาฝึก เช่น การฝึกร้อนคู่เย็น, ขาวคู่ดำ, ฟ้าคู่ดิน, จันทร์คู่อาทิตย์ ฯลฯ เมื่อบุคคลตั้งใจจะฝึกวิชชาที่ได้รับการถ่ายทอดเป็นคู่ๆ ร่วมกันแล้ว ก็เริ่มเข้าสู่กระบวนการฝึก จนกว่าจะสำเร็จวิชชาคู่ หยินหยาง ต่อไป บทความนี้จะขอกล่าวถึงวิชชาหงส์คู่มังกร

วิชชาหงส์คู่มังกรคืออะไร?

คือวิชชาสำหรับผู้มีลมปราณแบบหงส์และมังกร การจะมีลมปราณแบบนั้นได้ ต้องพัฒนาจิตวิญญาณให้สูงขึ้นถึงโพธิสัตว์ทั้งคู่ก่อน จากนั้นเมื่อฝึกบำเพ็ญบารมีต่อไป จะได้สัตว์ทิพย์เป็นพาหนะทรง เช่น มังกรทอง, ม้าทิพย์, ช้างหกงา, สิงห์ทิพย์ ฯลฯ ซึ่งพวกเขาไม่มีกายสังขาร มีแต่กายทิพย์ ที่บรรจุลมปราณทิพย์ไว้ภายใน เมื่อเข้ามาสู่กายสังขารของมนุษย์ ก็จะเพิ่มลมปราณบางชนิดเข้าไปตามนั้น เช่น ถ้าผู้บำเพ็ญบารมีได้ม้าขาวเป็นพาหนะทรง ก็มีลมปราณแบบม้าขาว ขับดันให้มีพฤติกรรมและคุณสมบัติพิเศษแบบม้าขาว ถ้ามีสัตว์ทิพย์เป็นมังกร ก็มีลมปราณมังกร ดังนั้น ในการฝึกวิชาหงส์คู่มังกร จึงต้องบำเพ็ญบารมีให้ได้มังกรกับหงส์ก่อนคนละหนึ่งชนิด หรือฝึกในช่วงที่ก่อนจะได้ แล้วอาศัยความทุ่มเทจากการฝึกนั้น เป็นเครื่องนำพาหงส์และมังกรมาให้ (แม้ไม่มีมาก่อน ถ้าฝึกวิชชาด้วยทุ่มเทและศรัทธา สิ่งเหล่านี้ก็เข้ามาได้ไม่ยาก) ทำให้มีลมปราณพิเศษ ที่เรียกว่า “ลมปราณมังกร” และ “ลมปราณหงส์” ซึ่งลมปราณพวกนี้อยู่ในกายทิพย์หงส์และมังกร เหมือนร่างกายมนุษย์ที่ต้องมีเลือดลมหล่อเลี้ยงฉะนั้น กายทิพย์ก็มีลมปราณหล่อเลี้ยงเช่นกัน สำหรับนักวิทยาศาสตร์จะเรียกสิ่งนี้ว่า “ออร่าหรือพลังชีวิตนั่นเอง”

หงส์ทิพย์และมังกรซึ่งเป็นจิตวิญญาณจะมีวิชชาประจำตัวของเขา แตกต่างกันออกไป ส่งผลต่อคุณสมบัติภายในที่แตกต่างกันออกไป เช่น หงส์ทิพย์มีพลังทำให้คนรักถึงขั้นหลงใหลอยากได้ครอบครองเพียงคนเดียวทีเดียว เนื่องจาก หงส์เป็นของหายาก เกิดยาก เทียบได้กับสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ของโลกอย่างหมีแพนด้าเลยทีเดียว ในโลกทิพย์หงส์มีจำนวนน้อยกว่าสัตว์เหล่าอื่น มนุษย์ที่ได้หงส์หรือมังกรมาครอง หากไม่ฝึกปรือวิชชาให้หงส์หรือมังกรก็จะขาดความสามารถ หรือสู้ตัวอื่นไม่ได้ การฝึกนั้นไม่ยาก เพียงปล่อยร่างกายนั้นให้หงส์หรือมังกรได้ใช้ชั่วคราวเพื่อการฝึกวิชชาของเขา เขาก็จะใช้ร่างนั้นเดินวิชชาไป เหมือนกับเจ้าของร่างถูกผีสิง ทว่า มีสติรู้ตัว และมีปัญญาเท่าทันตลอด

ทำไมต้องฝึกวิชชา “หยิน-หยาง”หงส์คู่มังกร

ผู้หญิงที่บำเพ็ญบารมีถึงจุดหนึ่งมักได้บารมีระดับพระโพธิสัตว์ มีกายทิพย์แบบอวโลกิเตศวร คือ เหมือนพระกวนอิม แต่ไม่ใช่องค์เดียวกัน เหมือนเทวดาที่เป็นนาคก็จะมีรูปร่างเหมือนๆ กันแต่ไม่ใช่ตนเดียวกัน พระโพธิสัตว์ที่มีกายแบบนี้ จะมีบารมีได้ขี่สัตว์พาหนะคู่บารมีคือ “มังกรดำ” ซึ่งมังกรดำ เกิดจากฮ่องเต้หรือพระราชาที่มีนิสัยดุร้าย โหดเหี้ยม ไม่ค่อยมีคุณธรรมนัก เมื่อตายแล้วก็ต้องมาเป็นสัตว์พาหนะทรงให้พระโพธิสัตว์เพื่อปรับ ปรุงตัวเองให้ดีขึ้น ทว่า เมื่อมังกรดำไปอยู่ในกายของผู้มีบารมีแบบอวโลกิเตศวรแล้ว มักมีวิสัยเก่าติดมามาก ยังไม่สามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมได้ทันที ทำให้มีอาการแปลกๆ เช่น ดุร้าย, โมโหง่าย, หงุดหงิด, เกรี้ยวกราด, ควบคุมตัวเองไม่ได้ บางท่านในช่วงแรกๆ แทบจะเป็นบ้าเลยทีเดียว เพราะจิตจะยังควบคุมมังกรดำไม่ได้ บางครั้งก็ปะทะกันภายใน ทำให้เจ้าของร่างมีอาการป่วยเกิดขึ้นได้ จำต้องฝึกโปรดให้มังกรดำอยู่ในความเรียบร้อยและสามารถอาศัยร่วมกันในกายสังขารเดียวกันได้ มังกรดำบางตัวไปอาศัยในกายสังขารของสามีแทนก็มี เพื่อใช้ร่างนั้นออกไปทำการต่างๆ ที่ตนต้องการ ทำให้สามีภรรยาที่เคยดีต่อกันทะเลาะกันได้ มังกรดำยิ่งโตยิ่งมีฤทธิ์มาก เมื่อถึงจุดหนึ่ง หากมังกรดำอาระวาด จำต้องฆ่าทิ้ง ซึ่งผู้ที่จะลงมือได้ต้องระดับพระยูไล บารมีพระอวโลกิเตศวรยังไม่สามารถทำได้ แต่ยังมีวิธีดูแลมังกรดำที่ดีกว่านั้น คือ การใช้ “หงส์คุมมังกร” อยู่เหนือมังกร

การควบคุมมังกรให้อยู่ในกรอบศีลธรรม

วิธีที่หนึ่ง กินเจปรับคุมพฤติกรรม

วิธีที่หนึ่งเป็นวิธีเก่าแก่ที่ใช้กันมานานตามพระกวนอิมผู้ครองมังกรดำ และถ่ายทอดมาทางอนุตรธรรม คือการควบคุมดูแลพฤติกรรมของมังกรดำ โดยเฉพาะเรื่องอาหารการกิน ต้องกินอาหารไม่มาก ทีละน้อย เท่าที่พอหิว ไม่ควรเลี้ยงมังกรดำให้เคยชินกับการกินอาหารมากๆ จะยิ่งทำให้มังกรดำโตเร็วมากเกินไป และยิ่งกินอาหารจุขึ้น ต้องหาอาหารมาให้มากขึ้น หากไม่มีอาหารกิน มังกรดำก็จะเครียดมาก ทำให้เจ้าของร่างรู้สึกหงุดหงิด หรือเครียดได้โดยไม่มีสาเหตุ หาสาเหตุไม่ได้ ดังนั้น ผู้บำเพ็ญแบบเจ้าแม่กวนอิม จึงมักกินเจ แม้จะมีเหตุผลสารพัดประการที่อธิบายว่าการกินเจดี เพื่อโน้มน้าวใจให้กินเจ แต่เหตุผลที่สำคัญมากข้อหนึ่งคือ การฝึกร่างกายให้ไม่ฆ่าสัตว์ เพราะหากมังกรดำเข้ามาอยู่ร่วมในร่างกายหลังจากที่ผู้บำเพ็ญได้ถึงพระโพธิสัตว์แล้ว เขาก็จะกินตามกายสังขารนั้นๆ ถ้ากายสังขารกินเนื้อ เขาก็จะกินเนื้อตามไปด้วย และส่งผลให้ตอนกลางคืนที่เราหลับ มังกรดำจะออกไปหาวัวควายของชาวบ้านกิน และส่งผลให้วัวควายเหล่านั้นเป็นโรคระบาดตายได้ง่ายและมากขึ้น นอกจากนี้ มังกรดำของบางท่านยังน่ากลัวมาก เพราะเป็นมังกรกินคน หรือสูบพลังชีวิตจากมนุษย์ด้วยกัน เช่น กินมารที่แฝงเข้ามาอยู่ในกายคน

วิธีที่สอง โปรดให้มังกรดำเป็นมังกรทอง

วิธีที่สองเป็นวิธีของหลี่ปู้เหว่ย ซึ่งเป็นบิดาแท้ของจิ๋นซีฮ่องเต้ ซึ่งโปรดมังกรดำในกายของจิ๋นซีฮ่องเต้ให้เป็นมังกรทอง ซึ่งปกติ หากมังกรดำบำเพ็ญธรรมไปพร้อมกายสังขารด้วย พลังดำในกายจะลดลง และเมื่อได้รับพลังด้านดีแล้ว จะกลายเป็นสีทอง คือ แปลงสภาพเป็นมังกรทอง ทำให้เป็นคนที่แม้ดุแต่ก็มีคุณธรรม เหมือนจิ๋นซีฮ่องเต้ในช่วงแรก แต่ช่วงหลังมังกรทองของจิ๋นซีมีพลังดำครอบงำเข้าไป ทำให้มังกรทองเสื่อมเป็นมังกรดำ และกลายเป็นฮ่องเต้ที่โหดร้ายในที่สุด ตัวอย่างผู้ได้ครองมังกรทองอีกท่านหนึ่ง คือ เจงกีสข่าน เป็นผู้นำที่มีความเป็นผู้นำ มีคุณธรรม แต่ใช้ “สงครามเอาชนะคน” ทำให้คนตายมากมาย เพราะจิตดวงหนึ่งของเขาเป็น “อสูรมังกรทอง” นั่นเอง นี่คือ วิธีแรกที่จะทำให้มังกรดำไม่ทำร้ายผู้คนได้ และสามารถรับใช้งานพระโพธิสัตว์ร่วมกันต่อไปได้

วิธีที่สาม ใช้หงส์คุมมังกร

วิธีที่สามเป็นวิธีของ “บูเช็คเทียน” คือ การใช้ “หงส์เหนือมังกร” เพื่อคุมมังกรให้อยู่ในความสงบสุข ถ้าผู้ชายคนไหน มีจิตใจดุร้าย กายทิพย์ข้างในเป็นมังกรดำ จะต้องเลือกภรรยาที่มีกายทิพย์ข้างในเป็นหงส์เพื่อควบคุมพฤติกรรมตนเอง เรียกว่า “หงส์คู่มังกร” คือ ฝ่ายชายเป็นมังกร หญิงเป็นหงส์ แต่ถ้าฝ่ายหญิงได้บารมีถึงพระโพธิสัตว์ และทรง “มังกร” เป็นพาหนะแล้ว ฝ่ายชายต้องได้บารมีพระโพธิสัตว์แต่ทรง “หงส์” เป็นสัตว์ทิพย์คู่บารมีแทน กรณีนี้ จะกลายเป็นชายเป็นหงส์ หญิงเป็นมังกร คือ ชายอ่อนแอแต่จิตใจงดงามเรียกศรัทธาให้คนรักและสยบได้ แต่หญิงมีความดุเข้มและมีความสามารถทางการทหาร เช่นนี้ ก็จะสามารถไปด้วยกันได้ ฝ่ายหญิงทำงานเบื้องหลัง ซึ่งอาจใช้วิธีแบบนอกกฎหมาย เพราะเป็นวิถีของอสูรแต่ฝ่ายชายเรียบร้อยไร้ตำหนิงดงามน่าศรัทธา อย่างนี้ก็ครองคู่ยิ่งใหญ่ได้เหมือนกัน แบบนี้หาได้ยาก หงส์คู่มังกรนั้นเป็นของที่เกิดได้ยาก

วิธีที่สี่ ปราบแล้วโปรดให้เกิดใหม่

วิธีที่สี่ คือ การปราบให้ยอมสยบแล้วบำเพ็ญธรรมต่อในกายสังขารมนุษย์จนกายทิพย์มังกรสลายกลายเป็นกายทิพย์ใหม่ที่ดีกว่า (ตายแล้วเกิดใหม่แบบโอปปาติกะ) เช่น จากมังกรดำพอสำนึกผิดแล้ว หมดกรรมแล้ว กายทิพย์สลาย เกิดใหม่เป็นกายนารายก็ได้ นี่คือ วิธีการปราบแล้วโปรด ทำให้มังกรสำนึกแต่เขาจะต้องยอมตายสลายกายทิพย์มังกรไป เพื่อเกิดใหม่เป็นเวไนยสัตว์ที่ดีกว่าเก่า ซึ่งเป็นวิธีสุดท้ายที่จะใช้เพราะทำให้สูญเสียมังกรซึ่งเป็นสัตว์พาหนะทรงไป ต้องเปลี่ยนพาหนะทรงเป็นมังกรตัวใหม่ เริ่มเลี้ยงใหม่

การบำเพ็ญหงส์คู่มังกร

ฝ่ายหญิงเมื่อปฏิบัติตนเป็นหญิงที่ดีแล้ว เช่น กตัญญูต่อพ่อแม่, รักสามีและลูกอย่างที่ยอใสละตนเองแทนได้ ก็สามารถได้กายทิพย์ “อวโลกิเตศวร” ได้ เมื่อต้องเข้ายุ่งเกี่ยวกับทางการเมือง, การทหาร, วงการนักเลงและผู้มีอิทธิพลแล้ว ก็จะได้อสูรมังกรดำมาเอง เพราะกรรมและบารมีที่ทำนั้น อันนี้ได้กันมาก ไม่ยาก แต่ฝ่ายชายที่จะบำเพ็ญให้ได้ถึงพระโพธิสัตว์และขี่หงส์ได้นั้นยากมาก ควรต้องบำเพ็ญกายทิพย์แบบกษิติครรภ์หรือแบบเมตตรัยมาก่อน คือ ต้องเคยลุ่มหลงรักผู้หญิงจนหัวปักหัวปำ ละทิ้งได้ทุกสิ่งทุกอย่าง ยอมสละได้ทุกสิ่ง แม้กระทั่งชีวิตตน หรือยอมสละหญิงที่ตนรักไปให้ชายอื่นเชยชม หรือใจกว้างยอมรับ ยอมให้อภัยภรรยาที่มีชู้ได้ ก็จะบำเพ็ญขึ้นกายเมตตรัยได้ เมื่อได้กายนี้แล้ว บำเพ็ญต่อ คือ มั่นคงต่อคนรักหนึ่งเดียวเท่านั้น แม้จะมีสนมมากมายเท่าใดก็ตาม ก็จะได้ “หงส์ทอง” มาเป็นสัตว์พาหนะทรง ในยามนี้ฝ่ายชายจะอ่อนโยนมาก ก็จะสามารถคุมมังกรดำที่อยู่ในกายของฝ่ายหญิงได้ ตัวอย่าง หลี่ปู้เหว่ยพ่อของจิ๋นซีฮ่องเต้ วางแผนยอมให้ภรรยาตนเองแก่ฮ่องเต้ โดยฮ่องเต้ไม่รู้ว่านางมีท้องลูกของหลี่ปู้เหว่ย หลี่ปู้เหว่ย จึงสำเร็จกายเมตตรัย ขี่หงส์ทอง ส่วนภรรยาได้กายอวโลกิเตศวร ขี่มังกรดำ ทั้งคู่ร่วมกันวางแผนให้จิ๋นซีฮ่องเต้ลูกของตนเป็นใหญ่ ซึ่งก็ทำได้สำเร็จ หงส์คู่มังกรนั้น นอกจากจะเป็นเป็นคู่รักที่มีรักแท้ต่อกันแล้ว ยังประสบความสำเร็จทางการเมืองอย่างสูงอีกด้วย ทว่า ชายหญิงทั้งคู่นี้ต้องยอมเสียสละและใจกว้างมาก คือ ฝ่ายชายยอมให้ภรรยาของตนแก่ชายอื่น ฝ่ายหญิงยอมแต่งงานเพื่ออำนาจทางการเมือง แต่จิตใจกลับภักดีแต่สามีเก่าของตน ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำได้ยากมาก ในบางกรณี หงส์คู่มังกร ก็สามารถเกิดได้ในพระราชาที่ได้บารมีทรงมังกรดำ และขุนนางที่ภักดียอมจำนนและมีบารมีทรงหงส์ทอง อย่างนี้ นับว่าเป็นที่สุดของการได้เป็นพระราชา คือ การได้ครอบครองทั้งหงส์และมังกรคู่กัน

ในประวัติศาสตร์จีน ยุคสามก๊ก เหล่าปราชญ์เต๋า, นักพรตเต๋า ก็ได้กล่าวปริศนาธรรมทิ้งไว้ให้เหล่านักการเมืองและนักปฏิวัติที่จะสร้างก๊กใหม่แทนที่ก๊กเก่าที่จะล่มสลายนั้นว่า “มังกรฮกหลงคู่หงส์ทอง” คือ ใครคิดจะเป็นใหญ่ในใต้หล้ามีบารมีล้นฟ้ารวบรวมแผ่นดินได้จะต้องได้ครอบครอง “หงส์คู่มังกร” โดยพวกเขาล้วนทราบกันดีว่าใครได้บารมีทรงหงส์และมังกร ในที่นี้ มังกรฮกหลง คือ มังกรที่หลับใหลในตำนาน และจะตื่นขึ้นผงาดและเป็นใหญ่ในใต้หล้า ก็คือ ขงเบ้ง ที่เก็บตัวบำเพ็ญมีเต่ามังกรในกาย และเมื่อเก็บตัวสั่งสมวิชชาความรู้ถึงจุดหนึ่งแล้ว เต่ามังกรนั้นจะบรรลุเป็น “มังกรฟ้า” มีปีกโบยบินได้ ที่เรียกว่ามังกรฮกหลงนั่นเอง ไม่ใช่มังกรเผ่าปกติ และเพราะผ่าเหล่าจึงต้องเก็บตัวเพื่อไม่ให้ถูกจัดการก่อน ทว่า ขงเบ้งบำเพ็ญมังกรฮกหลงไม่สำเร็จ เพราะเพื่อนที่ไปทำงานให้เล่าปี่นั้น ได้พาเล่าปี่มาหาเขาก่อนเวลา ทำให้แผนการพลาดไปในที่สุด อนึ่ง ถ้าได้ครองมังกรฟ้าเพียงตัวเดียวก็เหนือกว่ามังกรทองหนึ่งตัว ได้ครองมังกรทองหนึ่งตัวเทียบเท่าหงส์คู่มังกรดำ ดังนั้น การได้ครองหงส์จึงไม่เท่าได้ครองมังกร โดยเฉพาะมังกรทอง และมังกรฟ้า (ฮกหลง) การได้ครองมังกรดำนั้นไม่ยาก คนมากมายที่มีจิตใจดีงามมักได้กายอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์กันมาก และครอบครองมังกรดำกันได้ไม่ยาก แต่การที่ได้มังกรดำแล้ว จะใช้อะไรคุมมังกรดำ ถ้าไม่มีหงส์ทอง อันนี้ยากมาระดับหนึ่ง และยิ่งการได้ครองมังกรทองแล้วยิ่งยากยิ่งขึ้น ส่วนการได้ครองมังกรฟ้านั้นยิ่งยากไปใหญ่

ในบทความนี้ จึงขอเสนอเพียงการบำเพ็ญธรรมคู่ประสานหยินหยาง ประสานชายหญิงที่ปรารถนาโปรดสัตว์คู่กัน หญิงได้อวโลกิเตศวรครองมังกรดำ ชายได้บรรลุเซียนแต่บารมีสูงถึงขั้นมีกายโพธิสัตว์ (ไม่ใช่บรรลุเซียนแล้วมีกายแค่เซียน) ก็จะทรงหงส์ควบคุมมังกรดำได้นั้น ต้องบำเพ็ญธรรมคู่กัน หญิงต้องยอมเสียสละความสุข ชีวิตรักส่วนตัวเพื่อผู้อื่นได้ ชายต้องแสวงหาสัจธรรมด้วยตนเอง และบรรลุเองแบบเซียน แล้วจับคู่กันร่วมมือกัน ประสานใจกันเป็นหนึ่ง กิจที่จะโปรดสัตว์ก็จะสำเร็จ ไม่มีใครเทียบได้ นอกจากจะมีผู้ที่ได้ครองมังกรทอง หรือมังกรฟ้า ที่เหนือขึ้นไป ซึ่งก็ไม่แน่เหมือนกันว่าการประสานหยินหยางนั้น อาจได้อานุภาพสูงยิ่งกว่ามังกรทองเดี่ยวๆ หรือมังกรฟ้าตัวเดียวก็อาจเป็นได้

รวมเรื่องผีๆ ที่บุกเข้าประเทศไทยเวลานี้

“วิมานิกเปรต” เข้าสิงคนกรุงจำนวนมาก

วิมานิกเปรต เป็นเปรตที่มีกายเหมือนหญิงสาวในเวลากลางคืน จะแปลงร่างเป็นหญิงหลอกล่อชายให้มีเพศสัมพันธ์ด้วย แต่เวลากลางวันจะถูกหมารุมกัดแทะร่างกายน่าเวทนา วิมานิกเปรต มีนางพญาอยู่ และตัวอื่นๆ จะเป็นบริวาร พวกเขาได้อพยพเข้ามาอยู่กรุงเทพฯ แทรกเข้ากายมนุษย์ผู้ชายและผู้หญิง ที่ชอบเที่ยวกลางคืน เพราะวิมานิกเปรต จะแปลงร่างเป็นหญิงในเวลากลางคืน ดังนั้น ผู้ชายที่ถูกวิมานิกเปรตเข้าสิง จะแปลงร่างเป็นหญิงในเวลากลางคืนและออกเที่ยวกลางคืน เสพกามด้วยความกระหาย จากนั้น เมื่อกรรมมาถึงก็จะติดโรคเอดส์ และต้องทรมาน มีร่างกายเหมือนถูกหมากัดแทะ เพราะวิมานิกเปรตมีวิถีกรรมเช่นนั้น การจะหลุดพ้นจากวิมานิกเปรตได้ จำต้องปฏิบัติธรรม หากชายหรือหญิงรู้ตัวว่าตนเอง ชอบแต่งตัวสวยๆ ออกไปเที่ยวกลางคืน หาผู้ชายมานอนด้วย มักมีห้องส่วนตัวเตรียมไว้รองรับ (มีวิมาน) และโหยหิวกามไม่สิ้นสุด เปลี่ยนคู่ไปเรื่อยๆ ให้รู้ตัวว่าตนเองได้รับเคราะห์กรรม มีวิมานิกเปรตเข้าสิงอยู่ หากรีบปฏิบัติธรรมปลดปล่อยวิญญาณเปรตนี้ไปสู่สุคติภูมิได้ แม้ว่าได้พลาดพลั้งติดโรคเอดส์ไปแล้ว ก็จะไม่ต้องนอนทรมานเหมือนถูกหมารุมกัดแทะร่างกาย เนื่องจากปลดกรรมแล้ว

นางพญาวิมานิกเปรตเป็นผู้เลือกมนุษย์ผู้ที่จะได้เป็นเอดส์ ซึ่งจะเลือกจากผู้ผิดศีลกาเมฯ

“ปอบ” ที่อยู่คู่กับคนอีสานมาแสนนาน

ปอบเป็นผีเปรตอสุรกายประเภทหนึ่ง มีฤทธิ์นิดหน่อย ไม่มาก ปราบได้ไม่ยาก แต่มีจำนวนมาก ปราบไม่หวาดไม่ไหว ปอบเป็นผีเปรตที่หิวโหยชอบกินของสดของคาว ไม่หุงไม่ต้มก่อน เมื่อเข้าแทรกกายชาวอีสานแล้ว จะทำให้คนอีสานอยากกินของดิบ เช่น ลาบปลาดิบ, ก้อยดิบ เมื่อกินของสดๆ คาวๆ ดิบๆ ไปมากเข้า ตอนแรกผู้คนก็สงสัยและจับพฤติกรรมได้ ก็ถูกไล่ออกจากหมู่บ้าน หาว่าเป็นปอบ แต่หลังๆ พญาปอบพาบริวารเข้ามามากมาย และทั้งหมู่บ้านอาจเป็นปอบถึง ๘๐% ทำให้เกิดค่านิยมกินของดิบ และใครไม่กินถือว่าไม่ถูกต้อง จากนั้น เมื่อพญาปอบครองหมู่บ้านได้แล้ว พวกมันก็รวมหัวกัน แพร่นิสัยอยากกินของดิบไปทั่ว ใครไม่กิน ใครไม่ใช่พวก ก็จะหาทางขับไล่ออกไป ถือว่าเป็น “ปอบ” เสียอย่างนั้น เมื่อปอบกินของสดๆ คาวๆ ไปถึงจุดหนึ่ง วาระกรรมจะตามมา ทำให้เป็นโรค “พยาธิใบไม้ในตับ” เป็นต้น จากนั้นจะเริ่มล้มหมอนนอนเสื่อ ป่วยออดๆ แอดๆ เรื้อรัง รักษายากและนานกว่าจะสิ้นใจ ปอบจะรอคอยให้คนมารับช่วงต่อ เมื่อสังขารแรกสิ้นลง จะอาศัยสิงสู่สังขารต่อไป โดยเฉพาะลูกหลาน ดังนั้น คนอีสานมากมายก็ทิ้งพ่อแม่ ไม่ยอมกลับไปดูใจ เพราะหากไปดูใจแบบไม่มีอะไรป้องกันตัว ปอบก็เข้าตัวได้ จิตวิญญาณข้างในของพวกเขารู้ จึงไม่สนใจพ่อแม่ แต่ตัวเขาเองไม่รู้ ว่าทำไมตนถึงไม่สนใจพ่อแม่ ซึ่งลูกหลานอีสานจำนวนมาก เข้ากรุงเทพฯ แล้ว มักกลายเป็นบริวารพญามาร พวกมารไม่ต้องการเสียบริวารให้พญาปอบ ก็กักตัวไว้

ปอบจะเป็นผู้เลือกมนุษย์ที่มีกรรมต้องตายด้วยโรคมะเร็ง, พยาธิใบไม้ในตับ ฯลฯ เป็นต้น

“กระสือ” ผีที่เลี้ยงไว้จนเสื่อมแล้วมาหาผู้เลี้ยงดูใหม่

กระสือเป็นเปรตอสุรกายระดับต่ำประเภทหนึ่ง ไม่ค่อยมีฤทธิ์เลย จำนวนมากพอๆ กับพวกปอบ แต่เพราะไม่มีฤทธิ์เท่าปอบ จึงถูกปอบครองอำนาจ แล้วค่อยๆ ลดจำนวนลง พวกผีพวกนี้ รู้ตัวว่ามนุษย์จับได้ จึงปรับวิธีใหม่ อาศัยอยู่ในร่างกายคนอย่างแนบเนียน ไม่ให้รู้ว่าตนมาอาศัยอยู่แล้ว จับได้ยากมาก กระสือจะพาร่างกายที่อาศัยไปกินของหมักของเน่า เช่น ปลาร้า ถ้าไม่หมักให้เน่าจะไม่ชอบ ไม่ชอบของสด ชอบแต่ของหมักเน่า เมื่อกินไปนานๆ จะเริ่มป่วยเป็นโรคออดๆ แอดๆ เรื้อรัง ทรมานกว่าจะตาย เพราะรอให้คนมารับไป กระสือส่วนใหญ่มาจากผีบ้านที่คนเลี้ยงไว้ไม่ดีจึงหิวโหยกลายเป็นกระสือ

“เปรตกินไฟ” ที่แทรกซึมอยู่ในคนทุกระดับชั้น

เปรตกินไฟ เป็นเปรตนรก ถูกทรมานด้วยการให้กินไฟ จนร่างกายถูกเผาไหม้ ต้องพ่นควันออกมาทางปาก เมื่อเปรตกินไฟมาแทรกสิงร่างกายมนุษย์แล้ว จะพาร่างกายนั้นไปกินของที่คล้ายไฟ คือ “สูบบุหรี่” จะสูบจากน้อย และมากขึ้นๆ อย่างไม่มีที่สิ้นสุด เพราะความหิวโหย เปรตกินไฟ จะกินอย่างอื่นไม่ได้เลย เพราะกรรมที่ทำมาเช่นนั้น อาหารของเปรตกินไฟจึงมีแต่ไฟเท่านั้น เมื่อออกมาจากนรกได้ก็จะกินอะไรที่คล้ายไฟ กระหายแต่บุหรี่ จนกระทั่งร่างกายของผู้เสพบุหรี่เริ่มเน่าใน ปอดจะเสียและอาจกลายเป็นมะเร็ง เปรตกินไฟจะเข้าเป็นบริวารของมารและอสูร ทำให้ได้รับการสนับสนุนจากมารและอสูร หากเราลองกินเหล้าสูบบุหรี่ดู กายในของเราจะมีพวกเปรตชนิดนี้มาสิง และพวกมารและอสูรทั้งหลายก็จะชอบเรา ชื่นชมเรา แต่ถ้าเราไม่ทำ พวกคนรวยๆ จะไม่ชอบเรา ไม่สนใจเรา เพราะมารและอสูรใช้พวกนี้มาสิงร่างคนให้ยอมเป็นบริวารของพวกมัน คอยคุมคนให้ตกอยู่ใต้อำนาจของพวกมัน และหลอกล่อด้วยยศถาบรรดาศักดิ์, ตำแหน่ง, เงินทอง

เปรตกินไฟจะเลือกมนุษย์ที่มีกรรมคล้ายตน สูบบุหรี่อย่างหิวโหยจนกว่าจะเป็นโรคตาย

“ผีกระทะทองแดง” ได้ยึดครองอำนาจอย่างยิ่งใหญ่

ผีกระทะทองแดง แม้ไม่มีฤทธิ์มาก เพราะเป็นเพียงสัตว์นรกที่ถูกทรมานในกระทองแดง แต่มันได้ยอมจำนนเป็นพวกมารและพวกอสูร ทำให้พวกมารและอสูรใช้งานให้ผีกระทะทองแดงไปสิงร่างคนมากมาย พญามารบางตนไปแทรกกายในนักการเมือง ส่วนอสูรอีกตนก็ไปแทรกกายเป็นเจ้าของโรงเหล้า จากนั้น พวกมันก็ร่วมมือกัน ให้ผีกระทะทองแดง ไปแทรกกายคน ทำให้เหล้าขายดีมาก เพราะผีกระทะทองแดงจะกินแต่เหล้า ผีกระทะทองแดงไม่ได้มีฤทธิ์มาก แต่ที่มันครองอำนาจได้ เพราะอาศัยเป็นบริวารของพญามารและอสูร ทำให้อดีตที่เราเห็นคนกินเหล้าเป็นแค่ “ในงานฉลองหรืองานพิธี” แต่เดี๋ยวนี้ การกินเหล้าไม่ได้จำกัดในวงแคบเช่นเดิมอีกต่อไป แต่แพร่หลาย กินได้ทุกเวลา ทุกที่ ผีกระทะทองแดงจะกินเหล้าอย่างหิวโหย จนเจ้าของร่างกายก็ควบคุมตนเองไม่ได้ แม้ผีกระทะทองแดงตัวแรกจะถูกปราบไป ตัวใหม่ก็เข้ามาแทรกอีก ทำให้เจ้าของร่างเลิกเหล้าไม่ได้เสียที เพราะผีกระทะทองแดงมีเยอะมาก การจะตัดวงจรเพื่อไม่ให้ผีกระทะทองแดงเข้าสู่ร่างกายได้ ต้องไม่ฝึกจิตให้อยากในของมึนเมา ผีก็จะหาร่างไม่เจอ คนที่ถูกผีกระทะทองแดงสิง ให้สังเกตดูจะเข้าเป็นบริวารของมารและอสูรได้ดี หน้าที่การงานเจริญก้าวหน้าเพราะมารและอสูรเป็นเจ้าของ จึงมักสอนให้คนเข้าสังคมกินเหล้ากัน

ผีกระทะทองแดง จะเลือกมนุษย์ที่มีกรรมต้องเป็นโรคตับแข็ง แล้วเข้าแทรกในกายนั้น

“ปีศาจแมงมุม” เครือข่ายของอำนาจที่ลึกลับโยงใย

พญาปีศาจแมงมุม จะเลือกอาศัยร่างมนุษย์ที่เหมาะสม และมีความละโมบโลภมาก เช่น ยากจนเลยไปเป็นเซลขายของ อยากได้รางวัล ได้ที่หนึ่งในบริษัท อยากทำยอดมากๆ ก็จะแทรกซึมเข้าร่างคนที่มีความอยากได้ อยากมี อยากเป็นเหล่านี้ จากนั้น ทำให้เจ้าของร่างรู้จักการใช้เส้นสายโยงใย สร้างเครือข่าย สร้างขุมกำลังอำนาจ จับมือกับคนนั้นคนนี้ และผูกมัดผู้คนให้เป็นบริวารดิ้นไม่หลุดได้ เมื่อพญาแมงมุมได้ครองร่างมนุษย์แล้ว จะนำพาบริวารปีศาจแมงมุมเข้ามาสิงร่างมนุษย์อีกจำนวนมาก ปีศาจแมงมุมจะตาแดง มีฤทธิ์มากพอตัว พวกนักขายตรงจำนวนมากถูกปีศาจแมงมุมเข้าสิง และวนอยู่ในความโลภ ไม่มีที่สิ้นสุด หยุดไม่ได้ เพราะแมงมุมเป็นสัตว์ที่ต้องกินใยตนเองแล้วสร้างใหม่ทุกวัน จึงไม่สามารถหยุดตัวเองที่จะสร้างเครือข่ายได้ ยิ่งสร้างยิ่งพัวพันมีภาระมากมาย พวกปีศาจแมงมุมนี้จะไม่ยอมเป็นลูกน้องของมารและอสูรเหล่าอื่น พวกมันต้องการสร้างอาณาจักรของตนเองในที่สุดของความสำเร็จ แต่จะเริ่มต้นที่หาแหล่งเงินทุนไว้ก่อน แต่สุดท้ายอิทธิฤทธิ์จะน้อยกว่ามารและอสูร จึงถูกจัดการก่อน ไม่สามารถทำสำเร็จ

ปีศาจแมงมุมจะเลือกคนโลภที่มีเครือข่ายคนรู้จักมาก ทำให้รวย แต่สุดท้ายก็สูญสลาย

“ปีศาจหมู” วิญญาณร้ายอันเป็นที่มาของโรคอ้วน, เบาหวาน

พญาปีศาจหมูยอมจำนนพวกมารและอสูรแล้ว พวกมันไม่ค่อยมีฤทธิ์ จึงเอาตัวรอดด้วยการยอมจำนนต่อพวกมารและอสูร ขอเพียงได้อยู่ได้กินไปวันๆ แต่หมูมีกรรม กินแล้วนอน สุดท้ายก็ถูกเชือดคอฆ่าตาย คนที่ถูกปีศาจหมูสิง จึงกินเก่งมาก และชอบกินของหวาน สุดท้ายเป็นเบาหวาน เมื่อมีแผลเน่ารักษาไม่หาย จะถูกเชือดเนื้อเถือหนัง ตัดไปทีละน้อย เหมือนหมูที่ถูกฆ่าแล้วชำแหละเนื้อฉะนั้น คนที่ถูกปีศาจหมูสิง จะไม่สนใจที่จะต่อกรกับใคร ยอมเขาไปวันๆ ไม่เข้าร่วมช่วยกิจพระโพธิสัตว์และเหล่าเทพ ไม่ยอมต่อกรกับพวกมารและอสูร ยอมจำนนเพื่อเอาตัวรอดอย่างนี้ ทำให้คนตายมากมายด้วยโรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคหัวใจ เพราะปีศาจหมูไม่ยอมนำพาร่างกายมนุษย์ที่สิงนั้นไปหาผู้ทรงธรรม ผู้ที่ปลดกรรมตนเองให้หลุดพ้นได้ ด้วยเพราะเกรงอำนาจของมารและอสูรนั่นเอง

ปีศาจหมู จะเลือกร่างที่มีกรรมต้องเป็นโรคอ้วน โรคเบาหวาน ใช้ร่างกิน จนกว่าจะตาย

“เทพวานร” เข้าสิงร่างคนเสื้อเหลืองให้ออกมาประท้วงกันสนุกสนาน

เทพวานรและหนุมาน เป็นบริวารของพระกษิติครรภ์และพระนาราย จึงช่วยงานท่าน และไม่ยอมก้มจำนนต่อพวกมารและอสูร ดังนั้น จึงเห็นคนเสื้อเหลืองประท้วงเพื่อประเทศมากมาย คนเหล่านี้มีใจทำเพื่อประเทศ แต่ไม่ได้เทียบเท่าโพธิสัตว์จึงไม่ได้ทำสิ่งที่ดูดีในทุกด้าน เป็นระดับ “เทพนักษัตร” คือ เทพวานร และบริวารพลลิง จึงซุกซน ประท้วงอย่างเฮฮา สนุกสนานไป ไม่ได้นิยมใช้ความรุนแรง ในช่วงแรกเป็นบริวารหนุมาน จึงไม่รุนแรงไม่มีจิตอาฆาตมากนัก แต่ภายหลังกลายเป็นพวกของเทพวานร ซึ่งมีความแค้นกับพวกมารและอสูรได้ง่าย จึงได้มีฤทธิ์เดชมาก และสามารถจัดการพวกมารและอสูรได้

พวกเทพวานรมาแทรกอยู่กับคนดึงร่างอยากไปร่วมประท้วง เมื่อคนตายลงจะไปเป็นเทพ

“ผีฆ่าตัวตาย” กำลังทยอยถูกปล่อยออกมาจากนรก จะระบาดทั่วกรุง

ผีฆ่าตัวตาย เป็นผีที่น่ากลัวมาก ไม่ใช่เพราะมีฤทธิ์มาก แต่เพราะจะชักนำร่างไปฆ่าตัวตาย เมื่อคนฆ่าตัวตายแล้ว มันจะไม่มีร่างอาศัย เพราะกรรมเก่าทำมาอย่างไร ยึดติดวนเวียนอยู่อย่างนั้น ทำให้ต้องฆ่าตัวตายซ้ำๆ ไปอยู่ในร่างคนนั้นที ฆ่าตัวตายแล้วไปอยู่ในร่างคนนี้ที ผีฆ่าตัวตายนี้ จิตอ่อนมาก กำลังจิตน้อย แต่หม่นหมองมาก ทำให้แทรกเข้ากายใครแล้ว ทำให้คนผู้นั้นจิตตกหม่นหมองลง และนำไปสู่การคิดสั้นฆ่าตัวตายในที่สุด ผีฆ่าตัวตายจะมีญาณรู้ว่าใครมีกรรมเหมือนตน ใครเคยฆ่าตัวตายเหมือนตนมาก่อนในอดีตชาติ แล้วจะเข้าสิงคนผู้นั้น เพื่อให้ร่วมกรรมกับตน แต่มันไม่สามารถเข้าใกล้คนที่มีพลังจิตภาคขาวดีมากได้ เพราะเกรงรัศมีกายนั้น จึงต้องรอให้คนมีจิตตกหม่นหมอง และเครียดกังวล จนพลังชีวิตหมองลงจนถึงระดับหนึ่งก่อน จึงจะสามารถแทรกเข้าร่างได้ ผีฆ่าตัวตายไม่มีฤทธิ์นัก จึงยอมจำนนไปรับใช้พวกมารและอสูรเพื่อเข้าแทรกในร่างของผู้ปฏิบัติธรรมที่เข้าสู่ช่วงวิกฤติของชีวิต เพื่อตัดทอนกำลังของภาคขาว ไม่ให้คนปฏิบัติธรรมสำเร็จ ฝ่ายเทพและพระโพธิสัตว์ก็จะมีน้อย มารและอสูรจึงใช้งานผีพวกนี้ จะพ้นจากผีพวกนี้ได้ ต้องทำจิตให้ผ่องใส เป็นกุศล แม้จะได้รับวิบากกรรมหนักมากก็ตาม

ผีฆ่าตัวตาย จะเลือกร่างมนุษย์ที่มีกรรมถึงวาระฆ่าตัวตายหรือเคยทำกรรมหนักไว้ก่อน

“ผีมาร” ผู้ครองความเป็นใหญ่ในเมืองกรุง

ผีมารมีเยอะมาก คนกรุงเทพฯ ประมาณ เกิน ๕๐% มีผีมารเข้าแทรกหรือเป็นมารไปแล้ว เรียกได้ว่าเดินมาสองคน ให้ระวังหนึ่งคนคุมกันชนิดตัวต่อตัวเลย บางทีเป็นมารคนหนึ่งเทพคนหนึ่ง บางทีเป็นมารคนหนึ่งอสูรคนหนึ่ง ผีมารมีเยอะมาก ทำให้คนมีนิสัยชอบจับผิดคนอื่น, ยึดความถูกต้องในแบบของตน, ชอบบงการ บอกให้คนนั้นทำอย่างนั้นอย่างนี้ นี่ถูกนั่นผิด ไม่ยอมให้คนเป็นอิสระตามธรรมชาติของเขา ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องเล็กๆ เช่น เธอทำไมทำผมอย่างนี้ ต้องทำอย่างนี้สิ ทำไมไม่ลองกินอันนี้ละ อร่อยนะ กินแบบที่ฉันว่าอร่อยนี่สิ พอเขาไม่เอาด้วย ก็ไม่ยอมหยุด จะทำให้เขาเชื่อตนให้ได้ จนจิตผูกฝังว่าจะต้องควบคุมหรือบงการคนๆ นั้นให้ได้ วันต่อๆ มาก็หาเรื่องมาอีก ที่จะทำให้คนอื่นเชื่อหรือทำตามที่ตนบอกให้ได้ ถ้าทำไม่ได้จะร้อนใจ ทุกข์มาก ทั้งๆ ที่ไม่มีสาระอะไรเลย ข้าพเจ้าเข้าเมืองกรุง เพื่อนก็แปลกไป จริงๆ ก็เหมือนเดิมแต่ข้าพเจ้าเปลี่ยนไปเองต่างหาก เพื่อนบอกให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้ ต้องพูดเบาๆ อย่างนั้นอย่างนี้ไปหมด จะทำอะไรก็บงการเราบอกให้เราเป็นตามที่เขาคิดว่าถูกไปหมด ข้าพเจ้าต้องยอมไป เพราะจะได้ไม่มีเรื่อง จากนั้นเขาก็ให้เงินเราเยอะจริง เพราะผีมารชอบทำบุญ กลัวตกนรก กลัวไม่มีบุญอาศัย กลัวไม่ได้สวรรค์ชั้นที่หกดังเดิม ไม่ได้เลวอะไรนัก แต่มารก็คือมาร เป็นแบบนี้เอง ประโยคฮิตประจำตัวมารคือ “ทำอย่างนี้ถูก อย่างนั้นผิด ต้องทำอย่างนั้นสิ อย่างนี้สิ” ต้องอย่างนั้น ต้องอย่างนี้ ถ้าไม่ได้อย่างที่ตนบอกก็ไม่ยอมเลิกง่ายๆ เพราะจิตฝึกให้ยึด ให้ผูกไว้ ให้ฝังไว้ หากมีเรื่องหนักเข้าก็ฝังแค้นเลย ตามเอาเรื่องคนๆ นั้นให้ได้ จับเป็นคนๆ ไป ไม่ได้มองภาพรวม ไม่ได้ทำเพื่อภาพรวม แต่เป็นเรื่องไม่ชอบกันส่วนตัว

ผีมารเข้าแทรกคนแล้ว ทำให้คนมีฤทธิ์มีเล่ห์เหลี่ยมรวยทำบุญมากแต่ไม่พ้นความเครียด

“ผีเสื้อวัด” จ้องเอาสมภารไปแทนที่ตน

วัดแทบทุกวัด มีผีเสื้อวัดอยู่ และพวกมันกำลังต้องการหลุดพ้นไปจากที่ตนอยู่ จึงรอให้คนมาทำหน้าที่แทน พวกมันรู้ว่ามีผู้จะมาแทนมัน คือ สมภารที่ยึดวัดทั้งหลาย ยึดมั่นในสมบัติพัสถาน และสถานที่ของตน จึงคอยดลจิตดลใจสมภารให้ทำนั่นทำนี่ ได้สมบัติพัสถานไว้มากมาย เพื่อให้เกิดความหวงแหนและอาลัยในสมบัติ กลัวจะไม่มีคนดูแลจนต้องวนเวียนกลับมาเป็นผีเสื้อวัดแทนตนในที่สุด ผีเสื้อวัดเหล่านี้ รู้ดีว่าตนทำอะไรมาจึงกลายเป็นผีเสื้อวัด พวกเขาจึงดลจิตดลใจสมภารให้ทำตามตน เพื่อจะได้เป็นแบบตนและแทนที่ตนได้ในที่สุด ไม่ว่าผีตนไหน มนุษย์ทำกรรมตามผีตนนั้น มนุษย์ก็มีสภาพตกไปตามกันไม่อาจพ้นได้ เพราะกรรมนั้น ใครทำก็ให้ผลเช่นเดียวกัน ถ้าทำเหมือนกันก็เป็นเหมือนกัน ผีเสื้อวัดจึงทำแบบนี้ ถ่ายทอดแนวคิด ดลจิตดลใจสมภารอยู่เสมอ ทำให้สมภารเป็นคนขี้หวง เช่น สมภารที่ชอบดุว่าคนนั้นไม่ดี จะให้ออกจากวัดแล้ว คนนี้ไม่ดี จะให้ออกแล้ว อย่างนี้ มีโอกาสตายไปเป็นผีเสื้อวัดมาก สมภารไม่ใช่เจ้าของวัด แต่เมื่อยึดติดว่าเป็นของตน ตนจะให้ใครอยู่ใครไปก็ได้ เมื่อตายลงจะกลายเป็นผีเสื้อวัดในที่สุด ผีเสื้อวัดไม่มีอำนาจพอที่จะเข้าสิงกายพระสงฆ์ได้ เพราะกำลังจิตน้อยกว่า สู้ไม่ได้ ได้แต่ใช้เล่ห์เหลี่ยม หลอกล่อดลใจให้ก่อกรรมและยึดวัดจนกลายเป็นผีเสื้อวัดแทนตน

ผีเสื้อวัด มักจ้องเอาสมภาร คอยดลจิตดลใจสมภารให้ทำตามตน เมื่อตายจะมาแทนตน

“ผีปู่โสมเฝ้าทรัพย์” ดักรอพระธุดงค์ให้มาเอาสมบัติ

ผีปู่โสมเฝ้าทรัพย์จะอยู่ตามที่ลี้ลับ เพื่อเฝ้าสมบัติที่ตนเอามาซ่อนไว้ เมื่อพระธุดงค์ผ่านไป ก็จะหาทางให้เอาสมบัติของตนนั้นไป แสดงภาพนิมิตให้เห็นบ้าง เปิดมิติที่ปิดบังไว้ให้เห็นบ้าง จนพระธุดงค์เกิดความอยากเป็นเจ้าของ บางรูปก็อาศัยอยู่ประจำที่นั่นไปเลย เพื่อครอบครองเป็นเจ้าของสมบัติ มีพระธุดงค์หลายรูปนั่งสมาธิเห็นนิมิตเป็นสมบัติบ้าง ของดีบ้าง ก็นั่งเฝ้าถ้ำอยู่จนตายไปก็มี เพราะหลงคิดว่าตนมีบุญบารมีมากได้ครอบครองของล้ำค่า จึงเฝ้าอยู่อย่างนั้น วนเวียนไม่ไปไหน ผีปู่โสมเผ้าทรัพย์ไม่ได้สิงกายพระสงฆ์เพราะไม่มีกำลังพอที่จะแทรกเข้าไปได้ก็จริง แต่เพราะเล่ห์เหลี่ยมเพียงน้อย ด้วยการทำเป็นให้เห็นสมบัติ เท่านั้นก็ได้ผลมากนัก พระธุดงค์มากมายก็หลงกลเฝ้าสมบัติแทนไป ทั้งนี้ ผีปู่โสมเฝ้าทรัพย์มีอยู่ทั่วไปในสถานที่ลี้ลับ และมักรอคอยคนมากมายที่ชอบเข้าไปแสวงหาของวิเศษในป่า ถ้าเขาไม่มีจิตที่มั่นตรงต่อการแสวงหาสัจธรรมแล้ว สิ่งที่เขาได้มาจะกลายเป็นเพียง “เศษวัตถุ” เท่านั้น และสุดท้ายต้องเป็นผีปู่โสมเฝ้าทรัพย์

ผีปู่โสมเผ้าทรัพย์ต้องเลือกคนที่มีวิชชามาเฝ้าทรัพย์แทนตน โดยใช้เล่ห์มายาหลอกล่อ

อสูรสี่เหล่า มังกร เต่า หงส์ พยัคฆ์

ยุคนี้เรียกว่า “ยุคมังกร” เพราะมังกรมีอำนาจมากเหนือพญานาค พวกพญานาคจะหมดบทบาทในการดูแลพระพุทธศาสนาไป มังกรก็จะทำหน้าที่แทน อนึ่ง การจะเข้าใจวิถีมังกรได้ ต้องเข้าใจถึงเรื่องภพอสูร และอสูรสี่เหล่าก่อน เพราะอสูรสี่เหล่านี้มีกรรมพัวพันกันมาก เป็นศัตรูกันบ้าง มิตรกันบ้าง ดังที่บทความฉบับนี้จะได้นำเสนอต่อไป

มังกร เต่า หงส์ พยัคฆ์

สัตว์จากโลกทิพย์หรือโลกแห่งจิตวิญญาณทั้งสี่เหล่านี้มีวิถีกรรมต่างกัน ดังต่อไปนี้

ลำดับอิทธิฤทธิ์

๑)มังกรมังกรมีฤทธิ์มากที่สุด ปราบพยัคฆ์ได้ เพราะมีเล่ห์เหลี่ยมด้วย
๒)พยัคฆ์ตรงไปตรงมาไม่มีเล่ห์เหลี่ยม แต่มีกำลัง มีฤทธิ์รองจากมังกร
๓)เต่ามังกรเต่ามังกรมีฤทธิ์น้อย ไม่เก่งต่อสู้ เก่งการเมือง ชอบเอาตัวรอด
๔)หงส์หงส์ไม่มีความสามารถที่จะต่อสู้ฆ่าฟัน มีแต่ฤทธิ์ทางมหานิยม

ลำดับคุณธรรมความดี

๑)พยัคฆ์พยัคฆ์มีพลังคุณธรรมมาก สีทอง ทั้งยังกล้าหาญยอมสละชีพได้
๒)หงส์หงส์มีพลังคุณธรรมมาก สีทองส่องสยบใจคน แต่ไม่ยอมเสียสละ
๓)เต่ามังกรเต่ามังกรมีทั้งสีทองมาก จนถึงดำไปเลย แต่คุณธรรมอันดับสาม
๔)มังกรดำมังกรดำมีคุณธรรมน้อย ใช้อำนาจคุมคน แต่มังกรทองมีคุณธรรม

ลำดับความน่านับถือศรัทธา

๑)หงส์หงส์มีชีวิตอิสระ หยิ่งทะนง งดงาม น่าศรัทธา เป็นที่รักของผู้คน
๒)เต่ามังกรเต่ามังกรมีอายุยืนนานได้เปรียบด้านความอาวุโส จึงรวมใจคนได้
๓)มังกรมังกรเป็นหนุ่มที่บากบั่นจึงได้มาครอบครอง คนกลัวจึงยอมจำนน
๔)พยัคฆ์พยัคฆ์น่ากลัว ต้องดุต้องคำรามตลอด คุมสัตว์เหล่าอื่นไม่ค่อยได้

ลำดับความสมบูรณ์พูนสุข

๑)เต่ามังกรเต่ามังกรทั้งอุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพย์, อาหาร และอายุยืนนาน
๒)หงส์หงส์ไม่ต้องล่ากินมาก หาอาหารง่าย มีอาหารตามธรรมชาติมาก
๓)มังกรมังกรขาดแคลน ต้องไล่ล่าฆ่ากิน แต่มีสัตว์เป็นอาหารจำนวนมาก
๔)พยัคฆ์พยัคฆ์อยู่อย่างขาดแคลน จะกินแต่ละทีต้องฆ่าไล่ล่ามาถึงจะได้

หากต้องการเป็นหนึ่งในใต้หล้า ให้เลือก “มังกร” หากต้องการเป็นขุนนางที่อุดมสมบูรณ์มั่นคงยืนยาวให้เลือก “เต่ามังกร” หากต้องการเป็น “ขุนศึก” ที่ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ให้เลือก “พยัคฆ์” หากต้องการเป็นผู้บริการหลังม่าน, มเหสี, กุนซือ ให้เลือก “หงส์”

ปกติพยัคฆ์จะปราชัยแก่มังกร และพยัคฆ์จะกลายเป็นวีรบุรุษผู้เสียสละ ส่วนมังกรนั้นจะปราชัยเต่ามังกรที่อายุยืนนานกว่า ส่วนเต่ามังกรจะพ่ายหงส์เพราะไม่มีความสง่าผ่าเผย ความกล้าหาญ แต่หงส์กล้าหาญกว่า จึงทำให้คนยอมรับได้ ส่วนหงส์จะปราชัยแก่พยัคฆ์ เพราะพยัคฆ์ตรงไปตรงมาไม่นิยมการเลือกที่รักมักที่ชัง ทำให้หงส์ไม่สามารถเอาชนะใจพยัคฆ์ ให้พยัคฆ์หลงในตนได้ เพราะพยัคฆ์มีคุณธรรม ยึดถือความถูกต้องตรงไปตรงมา ยกตัวอย่างเช่น หงส์ทองของบูเช็คเทียน สามารถปราบความดุร้ายของมังกรดำของหญิงที่ได้กายอวโลกิเตศวรได้ ถ้ามีหญิงคนหนึ่งกุมอำนาจประเทศไว้ เพราะมีมังกรดำจะต้องปราบด้วยผู้ที่บำเพ็ญได้หงส์ทองที่มีพลังพอกัน อย่างหงส์ทองของ “คิมจังฮัน” ไม่อาจทำให้พระเจ้าแผ่นดินยอมสยบได้ และต้องเป็นขุนนางที่เป็นที่รักของพระเจ้าแผ่นดินไป แต่หงส์ทองของบูเช็คเทียนเหนือกว่านั้น เพราะสามารถบงการเบื้องหลังพระราชาได้

ชวนเที่ยวเมืองอสูร รู้จักกับอสูรให้มากขึ้นเถอะครับ

อสูร คือ เวไนยสัตว์ประเภทหนึ่ง ไม่มีกายสังขารให้เห็นบนโลกมนุษย์ แต่มีกายทิพย์เห็นได้ในโลกทิพย์ ซึ่งซ้อนทับกับโลกของเรา มีพื้นดิน, พื้นน้ำ, ท้องฟ้า เป็นเขตของสวรรค์ชั้นจตุมหาราชิกา ซึ่งก็คาบเกี่ยวกับเมืองมนุษย์ด้วยเช่นกัน ดังนั้น มนุษย์และเทวดาชั้นที่หนึ่งก็เลี่ยงที่จะไม่เกี่ยวข้องกันเลยคงไม่ได้ อย่างน้อยๆ ทุกบ้านก็จะมีเจ้าที่เจ้าทาง หรือ “พระภูมิ” นั่นเอง คอยประจำอยู่เป็นเทวดาประจำที่อย่างน้อยหนึ่งองค์ ส่วนอสูรนี้ จะอยู่อย่างลี้ลับ ไม่ค่อยได้อนุญาตให้มาเที่ยวเตร็ดเตร่ใกล้เมืองมนุษย์นัก เพราะอสูรมีฤทธิ์มากและอาจทำอันตรายมนุษย์ได้มาก อสูรมีสามระดับ คือ อสูรนรก, เปรตอสุรกาย และเทพอสูร โดยอสูรชั้นต่ำที่มาจากนรก คือ อสูรนรก จะส่งผลให้คนตายด้วยโรคระบาดร้ายแรงได้อย่างรวดเร็ว ส่วนเปรตอสุรกาย จะทำให้คนตายอย่างช้าๆ เป็นโรคเรื้อรัง เช่น พวกปอบ, เปรต จัดเป็นเปรตอสุรกายประเภทหนึ่ง ทำให้คนป่วยเป็นโรคจำพวกมะเร็งได้ ส่วนพวกเทพอสูร จะทำให้คนตายเพราะทะเลาะเบาะแว้ง เข่นฆ่าทำสงครามกัน

ยามใดโลกมนุษย์มีโรคระบาดติดกันมากๆ แต่ไม่ร้ายแรงรักษาง่าย ให้รู้ว่าภพอสูรเปิดออก และอสูรนรกได้เข้ามาก่อกวนมนุษย์แล้ว ยามใดที่โลกมนุษย์มีโรคร้ายแรงแต่เรื้อรังรักษายาก เช่น โรคเอดส์ ให้รู้ว่าเปรตอสุรกายได้เข้ามาถึงแล้ว โดยเฉพาะวิมานิกเปรต เป็นเหตุให้เกิดโรคเอดส์ในคน มันจะแทรกเข้ากายคนก่อนค่อยทำให้เกิดความต้องการในกามอย่างมาก และกระทำกรรมกาเมฯ จนเป็นโรคเอดส์ในที่สุด ส่วนที่ร้ายกาจที่สุด คือ เทพอสูรที่จะนำพาผู้คนไปสู่สงคราม พวกอสูรจะบุกเข้าเมืองมนุษย์เมื่อภพอสูรเปิดออก ซึ่งจะมีวาระของการเปิดสามภพอยู่เช่น ทุกวันตักบาตรเทโวของโลกมนุษย์ ตามพุทธประเพณี จะต้องมีการเปิดสามภพ ดังนั้น ทั้งสามภพจึงเปิดออก อสูรจำนวนมาก ได้โอกาสออกมาในเวลานั้น ถ้าเป็นอสูรจากนรก มีจำนวนมาก แต่อิทธิฤทธิ์น้อย ทำให้คนป่วยเป็นโรคระบาดมาก แต่รักษาได้ไม่ยาก เช่น ไข้หวัดไก่ ถ้าเป็นเปรตอสุรกาย ฤทธิ์จะมากขึ้น ตื้ออยู่นาน ไปยาก จึงเป็นโรคเรื้อรังแต่จำนวนจะน้อยกว่าพวกแรก พวกสุดท้าย จำนวนน้อยที่สุด แต่ร้ายกาจที่สุด คือ เทพอสูร ซึ่งเข้าแทรกกายคนแล้ว ทำให้คนทะเลาะเข่นฆ่ากัน ในที่นี้จะกล่าวถึงเฉพาะเทพอสูร ซึ่งมีรูปกายสองแบบใหญ่ๆ คือ

๑)อสูรกายแบบเดรัจฉาน
ด้วยอำนาจแห่งกิเลสขณะตายนั้น กำหนดให้จิตจุติเป็นสัตว์เดรัจฉานได้ กล่าวง่ายๆ คือ มนุษย์คนใดก็ตามถ้าตายด้วยจิตที่เป็นทุกข์ ในรัก, โลภ, โกรธ หรือหลง อย่างใดอย่างหนึ่ง แต่กรรมไม่มากกว่าบุญ ยังมีบุญพอหนุนให้ไม่ต้องตกนรกแล้ว ต้องจุติเป็นเทพอสูร ที่มีกายเป็นเดรัจฉาน เช่น มังกร, เต่ามังกร, หงส์, พยัคฆ์ (หรือสิงห์) ฯลฯ ในบรรดาเทพอสูรนี้ มีมากมายนัก ยากที่จะนับได้ สัตว์ในโลกมีกี่ประเภท สัตว์เดรัจฉานที่เป็นเทพอสูรนั้นยังมากกว่า เพราะจิตวิญญาณมีเยอะมาก ไม่มีโอกาสได้เกิดเป็นมนุษย์ โลกมีพื้นดินแคบกว่าสวรรค์ทั้งหกชั้น ดังนั้น สัตว์มีจำนวนน้อย แต่จิตวิญญาณมีมากมายหลายแบบมากกว่า บางชนิด เคยเกิดมีสังขารบนโลก ก็สูญพันธุ์จากโลกไป แต่ปรากฏมีแต่ในโลกทิพย์เท่านั้น เช่น ช้างน้ำ, นางเงือก ฯลฯ ในบรรดาเทพอสูรที่มีกายเป็นเดรัจฉานนี้ ปกติ ถ้าปล่อยจิตใจตามวิสัย จะมีกายเป็นเดรัจฉานตามกรรมนั้นๆ แต่หากต้องการแปลงกายเป็นมนุษย์ก็สามารถทำได้ แต่ต้องไม่เผลอไปใช้วิสัยเก่า จึงจะไม่กลับฟื้นคืนสภาพเก่า เช่น เผ่าแมงมุม ก็สามารถแปลงกายเป็นหญิงงามหลอกพระถังซัมจั๋งได้ผลมาแล้ว

ข้อแตกต่างของเทวดาชั้นที่หนึ่งที่มีกายเป็นสัตว์เดรัจฉาน เช่น นาค, ครุฑ, กินรี คือ เขาเหล่านี้ขณะตายจิตเป็นกุศล ตายไปด้วยผลบุญแต่เป็นบุญที่เจือด้วยโลภ, โกรธ, และหลง จึงมีพลังจิตขาวผ่องใสมีสุขมากกว่าทุกข์ ในขณะที่เทพอสูรที่มีกายเป็นเดรัจฉานจะตายด้วยจิตหมองหม่นเป็นทุกข์ ทว่า พวกเขาจะแปลงร่างได้ ให้มีร่างกายเหมือนยามที่เคยเป็นมนุษย์อยู่ ซึ่งพวกสัตว์อสูรมักจะถูกกักอยู่ใต้เขาสุเมรุก่อนที่จะถูกปล่อยออกมา

๒)อสูรกายแบบมนุษย์
ด้วยอำนาจแห่งกิเลสและกำลังจิตที่ขณะตายนั้นเอง ส่งผลให้บุคคลไปเกิดเป็นอสูรที่มีกายคล้ายมนุษย์ เช่น อสูรทศกัณฑ์, อสูรทารุณ, อสูรราหู ฯลฯ อสูรเหล่านี้ เรียกอีกอย่างว่า “พวกยักษ์ร้าย” โดยเหล่ายักษ์ดี จะจิตตรงต่อหิริโอตตัปปะ ทำความดีและเว้นความชั่ว แต่ตอนตาย ตายด้วยผลบุญที่เจือโกรธ ส่วนอสูรที่เป็นยักษ์ร้ายนั้น ขณะตายตายด้วยผลกรรมที่เจือด้วยโลภ, โกรธ, หลง แต่จิตของพวกเขากล้าแกร่งมาก มีพลังจิตมาก จึงไม่เสื่อมลงไปถึงนรก กลายเป็นยักษ์ร้าย หรืออสูรกายคล้ายมนุษย์ กล่าวคือ ยังไม่สิ้นฤทธิ์ แม้ทำเลวมาก ฤทธิ์ยังไม่หมด เลยไปเสวยกรรมในภพอสูรนี้ก่อน หากยังไม่สำนึกอีก ก็จะสิ้นฤทธิ์ คราวนี้จะเหลือแต่นรกรอรับเท่านั้น ในมนุษย์ก็เช่นกัน ใครที่มีฤทธิ์มาก ดื้อรั้น ก่อกรรมมาก คนจัดการเอาลงยากเมื่อร่วงลงมาแล้วต้องตกกรรมเช่นเดียวกับอสูร หากยังไม่สำนึกอีก ก็ไม่อาจหลุดพ้นจากความเป็นอสูร จะเสื่อมลงจากบุญและฤทธิ์ที่ตนมีทีละน้อย จนกลายเป็น “สัตว์นรก” ในที่สุด ยกตัวอย่างเช่น ผู้มีอำนาจในประเทศท่านใดที่เผด็จการรวบอำนาจมากๆ โกงกินมาก ก็จะกลายเป็นอสูรที่มีฤทธิ์มาก แต่เมื่อถูกปราบ ถูกปฏิวัติลงไปแล้ว ยังไม่ตายจากมนุษย์ ก็ยังสามารถกลับตัวกลับใจพัฒนาจิตวิญญาณให้พ้นจากความเป็นอสูรไปได้ แต่หากยังไม่สำนึก แม้หมดผลบุญที่หล่อเลี้ยงตัว, หมดฤทธิ์เมื่อไร จะตกนรก กายทิพย์จะเปลี่ยนเป็นกายสัตว์นรกทันที ปราณในร่างจะหม่นหมองและไม่มีพลัง เมื่อตายลงกายทิพย์สลาย จิตจุติแล้ว ถ้าจะประสานลมปราณที่แตกซ่านจากกายเนื้อเก่าเข้ามาเป็นกายทิพย์ใหม่ ก็จะมีเหลือแต่ปราณเสียๆ และจุติเป็น “สัตว์นรก” ด้วยประการฉะนี้ สังเกตง่ายๆ คนที่ถูกปฏิวัติแล้ว หากยังเหลือเงิน ยังเหลืออำนาจอยู่ก็ยังมีกายอสูรทรงไว้อยู่ แต่เมื่อหมดเงิน หมดอำนาจเมื่อไร เขาจะตกทุกข์อย่างหนัก และกายทิพย์อสูรสลายกลายเป็นสัตว์นรก ยามนั้นจะทุกข์ดังตกนรกทั้งเป็น

อสูรที่มีกายแบบมนุษย์นี้จะถูกกักบริเวณไม่ให้ออกมา โดยมี “พระศิวะ” คอยควบคุมดูแลอยู่บนยอดเขาพระสุเมรุ พวกเขาจะถูกกักอยู่ใต้เขาสุเมรุนั้น เมื่อถึงกาลแห่งความเปลี่ยน แปลงใหญ่บนโลกมนุษย์ จะต้องใช้การทำลายล้างจากอสูรพวกนี้ องค์ศิวะจะเปิดภพอสูร ทำให้อสูรออกมาจากที่กักขังเหล่านี้ และก่อการร้ายต่างๆ, ปฏิวัติ, ทำสงครามมากมาย จนกระทั่งถึงจุดสมดุลแห่งการเปลี่ยนแปลง ทำลายล้างของเก่าสิ้นหมดแล้ว พระศิวะจะหยุดกระบวนการทำลายล้าง ก็จะส่งพระกาลี ชายาของท่าน ลงมาทำหน้าที่ภาคปราบอีกที ซึ่งก่อนหน้านั้น พระนารายจะปราบอสูรที่ออกมานั้น เพื่อเป็นการบำเพ็ญบารมีของท่าน เมื่อบำเพ็ญมากพอแล้ว จนไปต่ออีกไม่ได้แล้ว จะกระทบโลกและสามภพแล้ว อสูรจะควบคุมหรือสั่งสอนไม่ได้อีก พวกมันจะบ้าฤทธิ์กันมาก ก็ต้องมีพระกาลีมาปราบแทน

ความสัมพันธ์ของอสูรทั้งสองแบบ

อสูรแบบกายมนุษย์และแบบกายเดรัจฉานจะไม่ถูกกัน ในภพอสูรนั้นถือเป็นของคู่ตรงข้ามกัน ทำให้พระโพธิสัตว์ใช้อสูรที่มีกายเป็นเดรัจฉานในการทำกิจปราบพวกอสูรที่มีกายเป็นมนุษย์ อสูรที่มีกายเป็นมนุษย์นั้น เข้ากับมนุษย์ได้ดี เมื่อมันสิงร่างมนุษย์แล้ว ชักพาร่างไปทำกรรมต่างๆ และทำให้สังคมมนุษย์ยอมรับมันได้ด้วย เช่น ไปค้ายาเสพติดจนรวยแล้วเอาเงินมาสร้างวัดใหญ่ๆ อวดคน ให้คนชื่นชม เป็นต้น เพราะเขาเป็นอสูรจึงทำความดีได้อย่างอสูร ส่วนดีก็นับว่าดี แต่ส่วนที่เป็นอสูรก็คืออสูร พระโพธิสัตว์จึงปล่อยให้อสูรเหล่านี้ทำกิจไปก่อน เมื่อเห็นว่าโลกเจริญพอแล้ว สมดุลแล้ว ควรแล้วแก่บุญของมนุษย์ในยุคต่อๆ ไปที่จะมาเกิดเสวยผลบุญกัน ก็จะหยุดกระบวนการของอสูรเหล่านี้ ก็จะลงมาทำกิจภาคปราบ โดยทรงอสูรที่มีกายเป็นเดรัจฉานลงมาปราบอสูรที่มีกายมนุษย์นั้น อสูรที่มีกายเป็นเดรัจฉานนั้น มักเข้ากับสังคมคนได้ยาก เพราะติดวิสัยสัตว์เดรัจฉาน เช่น ติดในการกิน, นอน, สืบพันธุ์ มากเกินไป ทำให้คนไม่ค่อยยอมรับนัก ไม่เหมือนอสูรที่มีกายคล้ายมนุษย์ จิตใจและการปรับตัวเข้ากับมนุษย์ได้ง่ายกว่า ดังนั้น เมื่ออสูรร้ายที่มีกายแบบมนุษย์ไปสิงมนุษย์คนไหน ชวนไปค้ายาบ้าแล้ว สังคมก็มักยังยอมรับพวกเขาได้ง่ายๆ ในขณะที่มนุษย์คนไหนได้กายโพธิสัตว์ขี่อสูรที่มีกายเดรัจฉานแล้ว คนมักไม่ค่อยยอมรับก่อนในช่วงแรก เพราะเห็นว่าเหมือนตัวประหลาด เข้ากับสังคมไม่ได้นั่นเอง

สัตว์คู่บารมีประจำกายเซียนและพระโพธิสัตว์

อสูรสัตว์พาหนะทรงนั้น จะแตกต่างกันสองแบบใหญ่ๆ คือ แบบที่เป็นสัตว์คู่บารมีประจำกายพระโพธิสัตว์ กับที่เป็นสัตว์คู่บารมีประจำกายเซียน หรือพระโพธิสัตว์ที่บรรลุเซียน จำแนกง่ายๆ คือ มังกรดำ คู่ อวโลกิเตศวร เพราะเดินงานการเมืองการทหารได้, มังกรทอง คู่ ยูไล ลักษณะจะคล้ายจิ๋นซีฮ่องเต้ในตอนแรกๆ (แต่ภายหลังกลายเป็นมังกรดำ), มังกรทอง คู่ เซียนที่มีฤทธิ์มาก ในกรณีนี้ มังกรทองถูกเซียนนั้นหลอกใช้งาน ว่าจะได้เป็นใหญ่, เต่ามังกร คู่ เมตตรัย กรณีนี้เมตตรัยจะก้มยอมจำนนก่อน สะสมกำลังและอายุยืนแล้วจึงเป็นใหญ่โดยไม่ต้องเข่นฆ่าคนมาก, แต่ถ้าเต่ามังกร คู่ กษิติครรภ์ จะก่อเรื่องเหมือนซุนหงอคงเพราะกษิติครรภ์จะเคร่งครัดทำให้อสูรเครียด (แต่เมตตรัยจะปล่อยเสรีและขี้เล่น), พยัคฆ์ (สิงห์) คู่ มัญชุศรี หากเดินงานการเมือง จะต้องเจอกับพวกมังกรที่ดุร้ายกว่าเมื่อบำเพ็ญถึงที่สุดจะยอมตายอย่างสิงห์แต่ไม่ยอมก้มจำนนใคร ทำให้กรรมน้อย เพราะไม่เก่งเกินไป และเป็นฝ่ายถูกกระทำยอมเสียสละชีพตนเอง, ช้างหกงา คู่ สมันตภัทรทำให้ใช้สมองน้อยใช้แต่กำลังมากและลองผิดลองถูกมาก ส่วนอสูรแบบพิเศษ เช่น อสูรหงส์ทอง จะมีอิสรเสรี จะอยู่กับเซียนหรือพระโพธิสัตว์ที่บรรลุด้วยวิธีแบบเซียน หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่าพระโพธิสัตว์ที่บรรลุเองแบบเซียน จะมีสัตว์ทรงที่แปลกออกไปได้

การเวียนว่ายตายเกิดของอสูรที่มีกายเป็นเดรัจฉานพาหนะทรงของโพธิสัตว์

ผลกรรมที่เคยเป็นปรปักษ์กับอสูรที่มีกายเป็นมนุษย์ ด้วยการยอมรับใช้พระโพธิสัตว์ไปปราบอสูรเหล่านั้น ทำให้ต้องกลายเป็นเจ้าหนี้ลูกหนี้เวรกรรมกัน ระหว่างอสูรที่มีกายเป็นมนุษย์และเดรัจฉาน โดยอสูรเหล่าที่ยอมสวามิภักดิ์รักใช้กิจพระโพธิสัตว์จะได้ผลบุญมากและหลุดพ้นความเป็นอสูรเร็วกว่า และชาติต่อไป มักได้จุติยังพรหมโลก ที่มีกายแบบตรงข้ามกับพวกอสูรที่มีกายเป็นมนุษย์ เช่น อสูรพญาคางคก ที่ไปเป็นสัตว์พาหนะทรงของพระเมตตรัย เมื่อพ้นจากภพอสูรแล้ว จะไปจุติเป็น “พระศิวะ” ได้จำนวนมาก และรอยกรรมที่เคยบำเพ็ญเป็นคางคกยังไม่จบ สังคมไม่ชอบคางคก สัตว์อื่นไม่ชอบคางคก แต่ก็ไม่มีใครกล้าแตะคางคก ไม่มีสัตว์ใดฆ่าเอาชีวิตคางคกได้ เช่นเดียวกับกรรมเมื่อไปจุติเป็นพระศิวะแล้ว ผู้คนก็ยังไม่ชอบรับ ไม่ชอบ ไม่ศรัทธา พระศิวะไม่นิยมทำตนให้คนหลงใหลยึดติดตนเอง ถึงขนาดเอาผลภูติทาตัว แต่ก็ไม่มีใครกล้าสู้กับท่านได้จริงๆ และท่านก็ต้องกลับมาชำระกรรมกับศัตรูเก่าของท่านครั้งที่ยังบำเพ็ญผ่านภพอสูรคางคก เช่น อสูรทารุณ, อสูรมหิงสา เป็นต้น เพราะเป็นกรรมเมื่อครั้งร่วมกับพระโพธิสัตว์นั่นเอง

๑)อสูรคางคกพาหนะทรงองค์เมตตรัย

เมื่อบำเพ็ญบารมีพ้นความเป็นอสูรแล้ว มักได้จุติเป็น “พระศิวะ” บางครั้ง พระเมตตรัยก็แบ่งภาคของพระองค์ลงมา ภาคแบ่งนั้นจะมีบารมีเทียบเท่าองค์ต้นไม่ได้ จึงลดลงไปเป็น “พระอิศวร” และจุติไปช่วยมนุษย์ เมื่อพระอิศวรเกิดในกายมนุษย์แล้ว ท่านจะได้กาย “ศิวะ” ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่าท่านคือเทพองค์เดียวกัน แต่นิรมาณกายรูปอิศวรจะเกิดที่สวรรค์ชั้นดุสิต เมื่อพระโพธิสัตว์แบ่งภาคลงมา ส่วนนิรมาณกายรูปพระศิวะ จะเกิดได้หลังจากเกิดเป็นมนุษย์แล้วบำเพ็ญบารมีกลับไปยัง “พรหมโลก” มีวิมานของตนเองแล้ว คือแยกจากองค์บิดา องค์ต้นที่แบ่งภาคท่านลงมา เพื่อดูแลเหล่าสัตว์กันคนละส่วนไป จะได้ทั่วถึง ภาคแบ่งของพระเมตตรัยนั้น เมื่อแบ่งภาคออกมาจากกายโพธิสัตว์เมตตรัยครั้งแรกจะมีเป็นไปได้มากคือ พระอิศวร, เต่ามังกร, อสูรคางคก บางครั้ง ท่านแบ่งภาคไปจุติเพื่อโปรดมนุษย์ แต่บางครั้งก็แบ่งภาคแล้วต้องโปรดภาคแบ่งของท่านต่อ เพราะแบ่งออกมาเป็นอสูรนั่นเอง ท่านจึงต้องทรงไว้ โปรดจนดีแล้วก่อนจึงค่อยส่งลงไป เมื่อลงไปเกิดบนโลกมนุษย์แล้ว ก็จะเวียนว่ายตายเกิดตามแผนการคือจากอสูรคางคก พ้นจากนั้นไปเป็นศิวะ จากศิวะก็ขึ้นไปเป็นพระโพธิสัตว์เมตตรัย จากเมตตรัยแบ่งภาคลงมาต่อเป็นอิศวร จากอิศวรมาเกิดเป็นมนุษย์แล้วตายลงไปจุติที่พรหมโลกเป็นศิวะ หรือบ้างก็แบ่งลงมาเป็นเต่ามังกรบ้าง, อสูรคางคกบ้าง วนกลับไปมาในวัฏฏะขึ้นและลงอย่างนี้

๒)อสูรหงส์ทองพาหนะทรงองค์โพธิสัตว์

เมื่อบำเพ็ญบารมีพ้นความเป็นอสูรแล้ว มักได้จุติเป็น “พระพรหม” บางครั้ง พระโพธิสัตว์ก็แบ่งภาคของพระองค์ลงมา ภาคแบ่งนั้นจะมีบารมีเทียบเท่าองค์ต้นไม่ได้ จึงลดลงไปเป็น “พระพรหม” และจุติไปช่วยมนุษย์ เมื่อพระพรหมเกิดเป็นมนุษย์แล้ว ท่านจะได้กายทิพย์ “ฤษี” ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่าท่านคือเทพองค์เดียวกัน แต่นิรมาณกายรูปพรหมจะถูกแบ่งภาคที่สวรรค์ชั้นดุสิต ส่วนนิรมาณกายรูปพระฤษี จะเกิดได้หลังจากเกิดเป็นมนุษย์แล้วบำเพ็ญเป็นฤษี ตายกลับไปยัง “พรหมโลก” มีวิมานของตนเองแล้วนั่นเอง คือแยกจากองค์บิดา องค์ต้นที่แบ่งภาคท่านลงมา เพื่อดูแลเหล่าสัตว์กันคนละส่วนไป จะได้ทั่วถึง ภาคแบ่งของพระโพธิสัตว์นั้น เมื่อแบ่งภาคออกมาเป็นพระพรหมบ้าง, หงส์ทอง บ้าง บางครั้ง ท่านแบ่งภาคไปจุติเพื่อโปรดมนุษย์ แต่บางครั้งก็แบ่งภาคแล้วต้องโปรดภาคแบ่งของท่านต่อ เพราะแบ่งออกมาเป็นอสูรนั่นเอง ท่านจึงต้องทรงไว้ โปรดจนดีแล้วก่อนจึงค่อยส่งลงไป เมื่อลงไปเกิดบนโลกมนุษย์แล้ว ก็จะเวียนว่ายตายเกิดตามแผนการคือจากอสูรหงส์ทอง พ้นกรรมจากนั้นไปเป็นพรหม จากพรหมก็ขึ้นไปเป็นพระโพธิสัตว์ จากโพธิสัตว์แบ่งภาคลงมาต่อเป็นพรหม จุติเป็นมนุษย์แล้วตายลงไปจุติที่พรหมโลกเป็นพรหม หรือบ้างก็แบ่งลงมาเป็นหงส์ทองพัฒนาเป็นพรหม แล้วจึงกลับคืนสู่ความเป็นโพธิสัตว์ตามจิตที่แบ่งภาคมา วนกลับไปมาในวัฏฏะขึ้นและลงอย่างนี้

๓)มังกรดำพาหนะทรงพระอวโลกิเตศวร

เมื่อบำเพ็ญบารมีพ้นความเป็นอสูรแล้ว มักได้จุติเป็น “พระนาราย” บางครั้ง พระโพธิสัตว์ก็แบ่งภาคของพระองค์ลงมาเป็น “นาราย” และจุติไปช่วยมนุษย์ เมื่อพระนารายเกิดเป็นมนุษย์แล้วมักจะเกิดเป็นพระราชา ตายแล้วจะกลับไปยัง “พรหมโลก” แยกจากองค์บิดา องค์ต้นที่แบ่งภาคท่านลงมา เพื่อดูแลเหล่าสัตว์กันคนละส่วนไป จะได้ทั่วถึง (องค์บิดาต้นแบบอยู่ดุสิต องค์ภาคแบ่งไปอยู่พรหมโลก) ภาคแบ่งของพระโพธิสัตว์นั้น เมื่อแบ่งภาคออกมาเป็นพระนารายบ้าง, มังกรดำบ้าง ฯลฯ เพื่อแบ่งภาคไปจุติเพื่อโปรดมนุษย์ แต่บางครั้งก็แบ่งภาคแล้วต้องโปรดภาคแบ่งของท่านต่อก่อนที่จะจุติไปโปรดมนุษย์ได้ เพราะแบ่งออกมาเป็นอสูรนั่นเอง ท่านจึงต้องทรงไว้ โปรดจนดีแล้วก่อนจึงค่อยส่งลงไป เมื่อลงไปเกิดบนโลกมนุษย์แล้ว ก็จะเวียนว่ายตายเกิดตามแผนการคือจากอสูรมังกรดำพ้นกรรมจากนั้นไปเป็นพระนาราย จากพระนารายก็ขึ้นไปเป็นพระโพธิสัตว์ (มักจะได้กายกษิติครรภ์) จากโพธิสัตว์แบ่งภาคลงมาต่อเป็นนาราย จุติเป็นมนุษย์แล้วตายลงไปจุติที่พรหมโลกเป็นนาราย หรือบ้างก็แบ่งลงมาเป็นมังกรดำพัฒนาเป็นนาราย แล้วจึงกลับคืนสู่ความเป็นโพธิสัตว์ตามจิตที่แบ่งภาคมา วนกลับไปมาในวัฏฏะขึ้นและลงอย่างนี้

๔)อสูรเต่ามังกรพาหนะทรงองค์เมตตรัย

เมื่อบำเพ็ญบารมีพ้นความเป็นอสูรแล้ว มักได้จุติเป็น “เซียน” บางครั้ง พระโพธิสัตว์ก็แบ่งภาคของพระองค์ลงมา เป็น “เซียน” หรือกุมารก่อนและจุติไปช่วยมนุษย์ เมื่อกุมารเกิดเป็นมนุษย์แล้ว บำเพ็ญแล้วจะได้กายทิพย์ “เซียน” ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่าท่านคือองค์เดียวกัน แต่นิรมาณกายรูปกุมารจะถูกแบ่งภาคที่สวรรค์ชั้นดุสิต ส่วนนิรมาณกายรูปเซียน จะเกิดได้หลังจากเกิดเป็นมนุษย์แล้วบำเพ็ญจนเป็นเซียน ตายแล้วจะกลับไปยัง “ดุสิต” ดังเดิม เช่น กุมารนาจา บำเพ็ญแล้วเป็นเซียนนาจา ภาคแบ่งของพระโพธิสัตว์นั้น เมื่อแบ่งภาคออกมาเป็นเซียนบ้าง, กุมารบ้าง, เต่ามังกรบ้าง บางครั้งท่านแบ่งภาคไปจุติเพื่อโปรดมนุษย์ แต่บางครั้งก็แบ่งภาคแล้วต้องโปรดภาคแบ่งของท่านต่อ เพราะแบ่งออกมาเป็นอสูรนั่นเอง ท่านจึงต้องทรงไว้ โปรดจนดีแล้วก่อนจึงค่อยส่งลงไป เมื่อลงไปเกิดบนโลกมนุษย์แล้ว ก็จะเวียนว่ายตายเกิดตามแผนการคือจากอสูรเต่ามังกร พ้นกรรมจากนั้นไปเป็นเซียน จากเซียนก็ขึ้นไปเป็นพระโพธิสัตว์ จากโพธิสัตว์แบ่งภาคลงมาต่อเป็นเต่ามังกร ไปเป็นเซียน, แล้วจึงกลับคืนสู่ความเป็นโพธิสัตว์ตามจิตที่แบ่งภาคมา วนเวียนกลับไปมาในวัฏฏะขึ้นและลงอย่างนี้ เพื่อโปรดสัตว์ให้หลุดพ้นทุกข์อย่างไม่มีที่สิ้นสุด

แผนการเวียนว่ายตายเกิดนี้เป็นตัวอย่างที่พอเป็นไปได้เท่านั้น ท่านลองปฏิบัติดูเองเถิด

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น