พลังคุ้มกันด้วยดวงแก้วธรรมกาย
พลังคุ้มกันด้วยดวงแก้วธรรมกาย
อิทธิฤทธิ์มีหลายแบบ หนึ่งในจำนวนหลายแบบนั้นคือ “พลังคุ้มกัน” ในกลุ่มของที่ใช้คุ้มกันนี้ ที่คนไทยรู้จักกันดีได้แก่ ยันต์เกราะเพชร, คงกระพันชาตรี, เหล็กไหล ฯลฯ แต่ก็มีของอีกหลายแบบที่ไม่เป็นที่คุ้นของคนไทย เช่น กำแพงมนตรา ซึ่งในไทยจะใช้คาถา “กำแพงแก้วเจ็ดชั้น”, จีวรทิพย์คุ้มกาย ซึ่งจะต้องบำเพ็ญทางด้านธุดงค์จึงจะได้ครอง, ลูกแก้วคุ้มกาย ซึ่งจะต้องปฏิบัติทางวิชชาธรรมกายจึงจะได้ครอง ประเทศญี่ปุ่นโบราณก่อนพุทธศาสนาจะเผยแพร่เข้าไป มีศาสนาชินโตอยู่แล้ว มีการเรียนรู้ด้านจิตวิญญาณผ่านศาสนาชินโตเป็นรากฐานที่ดีสำหรับการปลูกฝังพุทธศาสนา หนึ่งในวิชชาของชินโตที่คนทรง (มิโกะ) หรือคนดูแลศาลเจ้าต้องฝึกก็คือ “พลังคุ้มกัน” ที่จะใช้คุ้มกันศาลเจ้า ในยามที่เกิดสิ่งไม่ดีต่างๆ เข้ามา ดังนั้น การฝึกวิชชาด้านพลังคุ้มกันจึงเป็นวิชชาที่ผู้เป็นเจ้าของหรือดูแลสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ควรต้องฝึกให้สำเร็จ เพราะของศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ที่ดูแลอยู่นั้น อาจถูกพลังมารและอสูรเข้าแทรก เมื่อมีผู้เข้ามากราบไหว้ของศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้น ก็จะทำให้จิตวิญญาณที่เข้าแทรกนั้นมีฤทธิ์เพิ่มขึ้นและกลายเป็นภัยในอนาคตได้ จึงต้องมีผู้บำเพ็ญพลังคุ้มกันนี้ และอยู่ดูแลสถานที่ศักดิ์สิทธิ์นั้นไม่อาจไปไหนได้ ในบทความฉบับนี้ จะขอเผยแพร่เรื่องวิชชาดวงแก้วธรรมกาย ซึ่งเป็นวิชชาเดียวกับที่หลวงพ่อสดและวัดพระธรรมกายเผยแพร่อยู่ แต่ผู้เขียนไม่ได้ไปฝึกวิชชาจากที่นี่ เพียงแต่ฝึกฝนเอง
โครงสร้างจิตวิญญาณของมนุษย์และวิชชาธรรมกาย
มนุษย์ทุกคนที่มีสังขารนั้น มีจิตวิญญาณอยู่ในสังขารนั้น เหมือนน้ำที่อยู่ในภาชนะถูกเก็บไว้อย่างดีจนกว่าจะตาย นอกจากนี้ จะมีพลังส่วนหนึ่งแผ่ออกโดยรอบตัวมนุษย์เพื่อเป็นเกราะปกป้องโดยธรรมชาติ ซึ่งมีอยู่แล้วทุกคน แต่มากหรือน้อยแตกต่างกันออกไป โดยทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่เรียกสิ่งนี้ว่า “ออร่า” เมื่อถ่ายด้วยกล้องออร่าจะเห็นเป็นพลังคลุมร่างแผ่ออกมาจากร่าง สีแตกต่างกัน ลักษณะแตกต่างกันออกไป เมื่อเพ่งด้วยตาทิพย์จะเห็นเป็น “ลูกแก้ว” ซึ่ง “มีทุกคนอยู่แล้วโดยธรรมชาติโดยไม่ต้องฝึกวิชชาดวงแก้วธรรมกาย” แต่จะไม่แข็งแรงสำหรับท่านที่มีพลังอ่อน และจะแข็งแรงมากยิ่งขึ้นหากได้ฝึกวิชชา “ดวงแก้วธรรมกาย” อนึ่ง วิชชาดวงแก้วธรรมกาย หมายถึงดวงแก้วที่คุ้มกันกายทิพย์ แต่วิชชาธรรมกาย เป็นอีกวิชชาหนึ่ง ที่กล่าวถึงการเพ่งกายในกาย ซึ่งเป็นกายทิพย์ที่ซ้อนกันอยู่เป็นชั้นๆ ในกายสังขารของเรา ในที่นี้ ผู้ฝึกวิชชาธรรมกาย มักต้องเริ่มจากการเพ่งดวงแก้ว ก็ให้รู้ว่านั่นคือครึ่งแรกของวิชชา คือ วิชชาดวงแก้วธรรมกาย ต่อไปเมื่อเห็นดวงแก้วแล้ว จึงเพ่งเข้าไปในดวงแก้วเห็นกายทิพย์ตนเอง อันนี้ เริ่มเข้าวิชชาธรรมกายต่อไป เป็นคนละวิชชา มีสองวิชชาต่อกัน สำหรับท่านที่ไม่ได้ฝึกเพ่งดวงแก้วเลย ก็สามารถเห็นกายในกายของตนเองเป็นชั้นๆ ตามแบบวิชชาธรรมกายได้ เช่น ในท่านที่สำเร็จกสิณแล้ว หรือตาทิพย์เปิดแล้ว ไม่จำเป็นต้องฝึกเพ่งดวงแก้ว ให้ใช้การกำหนดจิตดูกายในกายได้เลย บริกรรมว่า “กายทิพย์ของข้าพเจ้าจงปรากฏชัด” ไปเรื่อยๆ ใจสั่งด้วยคำบริกรรมอย่างนี้ เมื่อสำเร็จเพราะใจมีฤทธิ์เรียกว่า “ใช้มโนมยิทธินำในการเพ่งกายในกาย” ก็เห็นกายในกายได้เหมือนวิชชาธรรมกาย แต่หากจะให้สำเร็จธรรมกาย หรือมี “กายทิพย์เป็นกายธรรม” ปรากฏได้ ซึ่งนับเป็นการสำเร็จสุดยอดวิชชาได้นั้น มีทางเดียวคือ “ต้องบรรลุธรรมตามคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า” เท่านั้น ดังนั้น แม้ฝึกวิชชาธรรมกายอย่างหนักก็ไม่อาจบรรลุถึงระดับธรรมกาย มีกายธรรมได้ หากไม่เข้าถึงธรรม รู้แจ้งตามหลักพระพุทธศาสนา นอกจากนี้ หากต้องการสำเร็จพลังดวงแก้วคุ้มกันกายแล้วก็ไม่จำเป็นต้องฝึกวิชชาดวงแก้วธรรมกาย สำหรับผู้มีพลังภายในหรือลมปราณสะสมไว้มาก หรือเจริญฌานมาดี ให้ทำการกำหนดจิตเป็นกสิณรูปดวงแก้วคุ้มกาย แล้วอธิษฐานให้พลังปราณเสริมดวงแก้วคุ้มกันกายได้เลย ก็จะสำเร็จผลทันที หรือจะกำหนดจิตสร้างดวงแก้วจากพลังภายในคุ้มกันประเทศ, จังหวัด, วัด, สถานธรรม ก็ได้ตามแต่กำลังจิตจะมีถึง เช่น ที่วัดพระธรรมกาย ปทุมธานี ก็มีการเดินวิชชาธรรมกายใช้ดวงแก้วธรรมกายคุ้มกันภัยให้ประเทศไทยปลอดจากภัยพิบัติทางธรรมชาติอยู่แล้ว
ประโยชน์ของดวงแก้วธรรมกาย
ดวงแก้วธรรมกาย มีพลังในเชิงคลาดแคล้ว, ปกป้อง, ป้องกัน สิ่งต่างๆ ได้ เช่น เวลาเกิดอุบัติเหตุให้เรานึกถึงดวงแก้วธรรมกายที่คุ้มกายเรา ก็จะเกิดพลังคุ้มกันกายเราได้ หรือที่มากกว่านั้น คือ การกำหนดจิตสร้างดวงแก้วขนาดใหญ่คุ้มกันภัยให้ประเทศ ก็สามารถทำได้ แต่จะปกป้องภัยที่เกิดจากพลังภายนอกที่จะเข้ามาเท่านั้น เช่น ถ้าประเทศไทยมีน้ำท่วมที่ใด ให้ทราบเลยว่า ไม่ใช่พลังของจิตวิญญาณที่อยู่นอกประเทศไทยแน่ เพราะประเทศไทยมีพลังดวงแก้วคุ้มกันประเทศที่วัดพระธรรมกายเดินวิชชาอยู่ และมีพระสงฆ์มากมายเดินวิชชาอยู่อย่างต่อเนื่อง เช่น น้ำท่วมที่ภาคเหนือ ช่วงเดือนตุลาคม น่าจะเป็นผลมาจากพลังของคนในประเทศไทยเอง เช่น ผู้ฝึกจิตที่มีฤทธิ์มากเกิดความโกรธแค้นขึ้นมา หากเขาเดินวิชชาธาตุสี่ ก็ส่งผลต่อดิน, น้ำ, ลม, ไฟ ในประเทศไทยได้ตามกำลังจิตของตน ถ้ารัศมีพลังไปหนึ่งจังหวัด ก็กระทบหนึ่งจังหวัด ถ้าไปทั้งภาคเหนือก็โดนทั้งภาคเหนือ ดวงแก้วธรรมกายปกป้องได้แต่พลังจากภายนอก ครั้งหนึ่ง ข้าพเจ้าถูกรุมจากจิตวิญญาณจำนวนมากมายซึ่งเป็นบริวารของศัตรู หลวงพ่อสด ท่านลงมาช่วยไว้ จึงขอให้ท่านช่วยใช้ดวงแก้วธรรมกายคุ้มกันสถานที่อยู่อาศัยให้ ทว่า ตอนนั้น จิตวิญญาณมากมายเข้ามาเต็มไปหมด จิตวิญญาณเหล่านั้น โจมตีทั้งจากภายในและภายนอก ทำให้ดวงแก้วธรรมกายที่เคยสีใส เริ่มแดงขึ้นเรื่อยๆ และจะแตกได้ จึงขอให้ท่านยกเลิกไป ครั้งนั้นจึงทำให้ทราบต่อไปอีกว่าหากประเทศไทยเกิดอะไรขึ้น ย่อมไม่ได้มาจากคนนอกแน่ เพราะประเทศไทยมีพลังแก้วธรรมกายคุ้มกัน แต่จะมาจากคนไทยเราที่อยู่ข้างในเอง โดยเฉพาะผู้ฝึกจิตที่ได้ฤทธิ์แล้วควบคุมจิตตนเองไม่ได้นั่นเอง เราสามารถสังเกตได้ไม่ยาก ถ้าภัยพิบัติด้าน ดิน, น้ำ, ลม, ไฟ เกิดขึ้นบริเวณไหน ก็ต้องมาจากคนที่อาศัยในบริเวณนั้น เช่น คนเป็นโรคหวัด ๒๐๐๙ ตายกันมากที่กรุงเทพฯ อาจมีคนกรุงเทพฯ บางคน ได้บารมีขี่มังกรดำ แล้วไม่ดูแลของให้ดีๆ ปล่อยของ คือ ปล่อยปละละเลยมังกรดำ ทำให้มังกรดำไปสูบพลังชีวิตคน ในอนุตรธรรมและมหายานจะบอกเสมอว่าให้ผู้ปฏิบัติฝึกกินเจเพราะจะควบคุมมังกรดำ ซึ่งอยู่ในกายผู้ที่บำเพ็ญบารมีสำเร็จกายอวโลกิเตศวร ไม่ให้ไปกินเนื้อสัตว์ แต่หากไม่ระวัง มังกรดำในตัวผู้บำเพ็ญธรรมก็จะออกไปกินสัตว์ได้ และส่งผลให้เกิดโรคระบาดตายในสัตว์และคน ถ้าผู้บำเพ็ญธรรมชอบให้คนมารุมเอาใจ หรือชอบให้คนมาศรัทธาส่งกำลังจิตมาศรัทธาตนมากๆ ก็จะฝึกให้มังกรดำสูบกินพลังจากคน เช่น ถ้าผู้มีมังกรดำไปเป็นดารา มังกรดำจะกินพลังจากคนได้ สิ่งนี้ต้องระวัง
การใช้ดวงแก้วธรรมกายให้เกิดประโยชน์
ในสมัยโบราณศาลเจ้าในศาสนาชินโตจะต้องมีผู้ดูแล หรือมิโกะ คอยเดินพลังคุ้มกันไว้ตลอดเพราะมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์เช่น เทวรูป ที่คนกราบไหว้อยู่เสมอ จะให้สิ่งไม่ดีเข้ามาแทรกไม่ได้ แต่ปัจจุบันไม่มีคนดูแล หรือมีคนดูแลแต่ไม่มีวิชชาธรรมกาย ทำให้พลังคุ้มกันอ่อนลง และจิตวิญญาณที่ไม่ดีก็เข้าแทรกอาศัยในเทวรูปมากมาย ทำให้ผู้ไปกราบไหว้ส่งพลังให้สิ่งเหล่านั้น และมันก็มีฤทธิ์มากขึ้น ครอบงำผู้คนให้ลุ่มหลงมากยิ่งขึ้น คนในสมัยนี้จึงหลงทางกันมากกว่าในสมัยโบราณ แท้จริงแล้ว ทุกสถานที่ศักดิ์สิทธิ์จะต้องมีผู้ดูแลที่มีพลังคุ้มกันและไม่ควรออกไปไหนอย่างน้อยหนึ่งคน เพื่อสร้างพลังคุ้มกันสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไว้ หรือไม่เช่นนั้น ก็ไม่ควรสร้างสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือเทวรูปเลยจะดีกว่า ดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจว่าทำไม วัดพระธรรมกาย จึงต้องเผยแพร่วิชชาไปทั่วทั้งประเทศ และพยายามพาพระสงฆ์จากวัดหลายแห่งไปฝึกวิชชาธรรมกาย ทั้งนี้ เพราะจำเป็นต้องมีสำหรับทุกสถานที่ที่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ นอกจากนี้ เรายังสามารถกำหนดเขตอาคมคุ้มกันสถานที่ต่างๆ ตามแต่ใจต้องการได้ หากเราไม่ได้อาศัยอยู่ที่นั่น แต่ต้องต้องใชเสมาธิมากขึ้น และอาจไม่สามารถออกจากสมาธิได้ในช่วงที่เดินวิชชานั้น เช่น หากเราอยู่ในป่า ก็สามารถสร้างเขตอาคมเป็นลูกแก้วธรรมกายคุ้มกันพระราชวังไว้ได้ หากเรานั่งสมาธิก็ตรวจดูด้วยตาทิพย์บ่อยๆ เช่น ช่วงค่ำถึงดึกลองเพ่งดูว่ามีอะไรผิดปกติตรงไหนบ้าง หากมีก็สามารถกำหนดจิตใช้พลังลูกแก้วธรรมกายช่วยคุ้มกันไว้ได้เลย แต่หากสิ่งไม่ดีนั้นเข้าแทรกไปอยู่ในที่ที่เราต้องการคุ้มกันแล้ว ก็ไม่อาจช่วยได้อีก จำต้องปล่อยไปตามกรรม
การใช้พลังลูกแก้วธรรมกายป้องกันกายทิพย์
เป็นสิ่งที่ดีมากถ้าสามารถฝึกวิชชาดวงแก้วธรรมกายให้แข็งแกร่งถึงจุด “สุดยอด” ของวิชชา คือ สามารถสร้างดวงแก้วธรรมกายให้หนาและจิตวิญญาณมารหรืออสูรไม่สามารถเข้าแทรกมาได้ ก็จะทำให้พวกมารและอสูรมาแทรกเข้าถึงดวงจิตเราไม่ได้ แม้เข้ามาก็จะอยู่แต่ชั้นนอกอยู่ในกายสังขารเราแต่เข้ามาถึงจิตวิญญาณเราไม่ได้ อย่างนี้จะปลอดภัยกว่า เมื่อสำเร็จวิชชาอย่างนี้เป็นรากฐานขั้นต้นแล้ว เดินวิชชาธรรมกายต่ออีก ก็จะไม่ต้องกังวลว่าจะถูกจิตมารเข้าแทรก แม้เข้ามาแทรกก็ไม่เข้าถึงดวงจิต และแก้ไขได้ไม่ยากเกินไป ขอให้เข้าใจด้วยว่าการฝึกจิตถึงจุดหนึ่งนั้น ไม่สามารถห้ามการถูกเข้าแทรกได้เลย แต่ละท่านจะต้องมีช่วงของการถูกทดสอบโดยภาคมาร แทบทั้งสิ้น ดังนั้น การฝึกให้สำเร็จถึงขั้นนี้จึงจำเป็น ในประเทศไทยนั้น ผู้ฝึกดวงแก้วธรรมกายที่มีพลังดวงแก้วแข็งแกร่งจนจิตมารแทรกไม่ได้นั้นยังไม่มากนัก ยังมีมากที่ถูกแทรก จำต้องฝึกกันต่อไป
การใช้พลังลูกแก้วธรรมกายป้องกันประเทศ
จำต้องมีคนจำนวนมากเดินวิชชาธรรมกายช่วยกัน เช่น วัดใหญ่ๆ ที่มีพระจำนวนมาก ที่ฝึกวิชชาธรรมกายอย่างต่อเนื่อง แล้วอาจมีผู้สร้างสื่อคุ้มกันไว้เช่น วัดธรรมกาย ปทุมธานี จะมีสิ่งก่อสร้างชนิดหนึ่งที่สามารถรวมพลังจิตของผู้ฝึกธรรมกายกระจายทั่วประเทศได้ ในสถานที่สำคัญบางแห่งก็ควรมีเช่นกัน เช่น อาคารที่ตั้งของพระสยามเทวาธิราช ซึ่งเป็นพลังสำคัญในการคุ้มกันประเทศไทย แต่หากไม่มีใครเดินวิชชาคุ้มกัน จำต้องทำการอัญเชิญพลังบางส่วนของท่านมาสถิตไว้ในรูปจำลอง แล้วดูแล หรือสร้างเป็นศาลเจ้าหรือตำหนักเชิญท่านไว้ แล้วเดินพลังคุ้มกันตลอดเวลา ก็จะสามารถคุ้มกันสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ดูแลประเทศไทยไว้ได้ เราทุกคนก็สามารถทำได้เช่นกัน เช่น นำเทวรูปจำลองที่สำคัญที่มีวางให้บูชาตามท้องตลาด มาไว้ที่บ้าน ตั้งโต๊ะหมู่บูชา เชิญพลังแท้จริงท่านมาสถิต ตรวจให้ดีว่าใช่ถูกต้องหรือไม่ หรือมีพลังอื่นแฝงเข้ามา การเชิญพลังนี้ คนไทยเรียกกันว่า “เบิกเนตร” เมื่อได้ดังนั้นแล้ว ก็ให้ปฏิบัติธรรมอยู่ในบ้านเสมอ เดินวิชชาคุ้มกัน หรือฝึกธรรมกายไปเรื่อยๆ หรืออัดพลังเข้าลูกแก้วแล้วอธิษฐานให้เป็นพลังคุ้มกันสถานทีนั้นๆ แล้วเจริญสมาธิจิตทุกวัน ด้วยวิชชาอะไรก็ได้ โดยส่งกำลังเข้าไปที่ดวงแก้วเสมอ เช่น เพ่งดวงแก้วไปสวดมนต์ไป อย่างนี้ก็ได้ ก็จะเกิดพลังคุ้มกันสถานที่นั้นๆ ของเรา
การขับไล่พลังชั่วร้ายที่แทรกเข้ามา
จำต้องทำทุกวัน เพราะเราไม่ทราบว่ากำลังจิตเราอ่อนหรือเปิดช่องว่างช่องโหว่ให้จิตวิญญาณที่ไม่พึงประสงค์แทรกเข้ามาในบริเวณสถานที่ที่เราดูแลอยู่บ้างหรือไม่ ดังนั้น เราจึงต้องทำพิธีขับไล่เสนียดจัญไรต่างๆ ไม่ยาก มีหลายวิธี บางท่านก็ใช้การสวดมนต์ทุกวัน แต่หากใช้ “การบูชาไฟ” ก็สามารถทำได้ คือ ใช้ไฟแล้วกำหนดจิตเพื่อขับไล่สิ่งไม่ดีให้ออกไป ทำทุกวัน เพื่อรักษาสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่มีความสำคัญต่อประเทศชาติไว้ ในการทำพิธีบูชาไฟนี้ จะมีการสวดมนต์สั่นกระดิ่ง, บูชาไฟ และการใช้แส้ปัดไล่เสนียดจัญไร เป็นพิธีบูชาไฟแบบพราหมณ์ ซึ่งก็สามารถทำได้ และเป็นสิ่งที่ดีสำหรับท่านที่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์อยู่ สุดท้ายนี้ขอกล่าวว่า การมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์อยู่นั้น จำต้องมีความรับผิดชอบดูแล และมีความรู้พอที่จะดูแลสิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้ การเป็นมิโกะหรือคนในศาลเจ้าไม่ใช่ของง่ายสำหรับศาสนาชินโต เพราะในศาสนานี้มีความรู้เรื่องจิตวิญญาณระดับสูงมาก จะต้องฝึกฝนมาอย่างดี ถ้าไม่มีความสามารถพอแล้วไม่ควรสร้างสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพราะจะกลายเป็นแหล่งซ่องสุมของพลังดำ จิตวิญญาณที่ชั่วร้ายก็จะเข้ามาแทรกอาศัยได้ อนึ่ง ทั้งหมดนี้ ไม่ได้นำไปสู่ความหลุดพ้นเลย และยิ่งเป็นภาระผูกมัดแก่ท่านอีกด้วย ดังพระเยซูว่าไม่ควรบูชาเทวรูปที่เป็นของที่เราทำเอง ควรบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เรานับถือโดยตรง จะดีกว่า ใครนับถือพระเจ้าก็ส่งจิตถึงท่านโดยตรง, นับถือพระพุทธเจ้าก็ส่งจิตถึงท่านโดยตรง การไหว้ผ่านสิ่งของที่มนุษย์ทำนั้น เสี่ยงต่อการไหว้อะไรไม่รู้ เพราะหลายท่านไม่มีตาทิพย์พอที่จะเห็นได้ว่าในเทวรูปที่ท่านกราบอยู่นั้นมีอะไรอยู่ในนั้นบ้าง สำหรับท่านที่ยอมตั้งสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ยอมฝึกตนให้สำเร็จพลังคุ้มกัน และรักษาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คุ้มกันประเทศเราไว้นั้น นับว่าเป็นผู้อุทิศตน เพราะยอมเสียสละนิพพาน เพื่อช่วยมวลสรรพสัตว์โดยแท้
ปรจิตวิทยา-“อภิญญา”คือวิทยาศาสตร์จริงๆ
——————————————————————————–
ปรจิตวิทยา-อภิญญาคือวิทยาศาสตร์จริงๆ
——————————————————————————–
ปรจิตวิทยา (parapsychology) เป็นวิทยาศาสตร์แขนงหนึ่งที่นักวิทยาศาสตร์จำนวนไม่น้อย-ที่เป็นกายวัตถุนิยม-ไม่ชอบเอามากๆ เพราะในด้านหนึ่งของปรจิตวิทยาไปทับซ้อนกับความเชื่อในทางจิตหรือศาสนาของพวกนิวเอเจอร์ (newage movement) แต่ความจริงการวิจัยในทางปรจิตวิทยา เท่าที่ผู้เขียนรู้จะเป็นไปในเรื่องของความรู้หรือประสบการณ์เหนือธรรมชาติ (paranormal) ไม่ว่าจะเป็นวิธีการ (methods) หรือบริบท (context) เป็นไปอย่างมีระบบและเป็นวิทยาศาสตร์ร้อยเปอร์เซ็นต์ เมื่อหลายสิบปีก่อน-หลังจากเอียน สตีเวนสัน ศาสตราจารย์ทางจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยเวอร์จิเนียมาเมืองไทยครั้งแรก (เพื่องานวิจัยเรื่องการระลึกชาติ)-และเรามีสมาคมวิจัยทางจิตแห่งประเทศไทย (Society of Psychical Research of Thailand) ที่หวือหวาขึ้นมาในตอนแรกๆ แล้วก็ค่อยๆ หดหายลงไปเรื่อยๆ จนกระทั่งห้าหกปีหลังๆ มานี้ ผู้เขียนที่ได้เคยไปพูดให้สมาคมนี้หลายหนอยู่ๆ ก็ไม่ได้ข่าวคราวอะไรอีกเลย
อะไรๆ ในโลกในจักรวาลนี้ ผู้เขียนแน่ใจว่าสิ่งที่เป็นการจัดหาให้ หรือสรรค์สร้างให้ที่เรียกว่าธรรมชาตินั้น หรือจะพูดกันให้จำเพาะเจาะจงลงไปว่าเป็นนิยามของคำว่า “ธรรมชาติ” ได้เลยทีเดียว สิ่งนั้นก็คือ “มัชฌิมาปฏิปทา” ในความหมายหนึ่งที่พระพุทธองค์ได้ทรงสอนเรามาตั้งแต่เมื่อ 2,500 ปีมาแล้ว หรือว่าคือความสมดุลพอดีหรือซิมเมตรีของสรรพสิ่งสรรพปรากฏการณ์ทั้งหลายทั้งปวงของจักรวาล ซึ่งในระยะหลังๆ มานี้เท่านั้นที่ทางวิทยาศาสตร์เพิ่งมาพบเช่นนั้น ดังที่ผู้เขียนยกมาอ้างไว้ในบทความของผู้เขียนที่ว่าด้วยจักรวาลวิทยาใหม่และวิทยาศาสตร์แห่งยุคใหม่ ขอพูดด้วยความสัตย์จริงว่าจนถึงอายุมากถึงวัยในตอนนี้เท่านั้น ที่ผู้เขียนพบว่าสิ่งที่ผู้เขียนต้องการมากที่สุดในชีวิต-ซึ่งอาจเป็นสิ่งเดียวกันกับที่มนุษย์ทุกคนต้องการเมื่อสถานการณ์พร้อม เมื่อมีความสงสัยลังเลใจต่อความจริงทางโลกที่ประสบกับความรู้สึกรับรู้อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ไม่ว่าในวัยใดก็วัยหนึ่งโดยไม่มีใครยกเว้น ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นอัจฉริยะ หรือเป็นอีเดียตมอรอลที่เกิดในวัฏสงสาร หรือจักรวาลแห่งกายและปรากฏการณ์ที่มีสามมิติ (บวกหนึ่ง) แห่งนี้ แสวงหาหรือเดินทางเพื่อแสวงหาที่หลายๆ คนอาจจะ ไม่รู้ว่าตนแสวงหาอะไร? เหมือนปลาที่ว่ายอยู่ในน้ำ แต่ไม่รู้ว่าน้ำคืออะไรและอยู่ที่ไหน? หรือยิ่งกว่านั้น ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคนที่มีชีวิตอยู่ในโลกเขาอยู่เพื่ออะไรกัน?? คนเหล่านี้หลายคนจึงมีชีวิตด้วยการแสวงหาแต่สิ่งโดยเฉพาะวัตถุที่อยู่ภายนอก จากการกระตุ้นเร่งเร้าด้วยเวทนา สัญญาและอารมณ์ที่ภายใน ด้วยการซื้อหาด้วย “เงิน” (ซึ่งได้ยินมาว่าชาวยิวเป็นผู้คิดขึ้นมา) วัตถุที่เราส่วนใหญ่มากๆ เหล่านั้นคิดว่า มันจะให้ความสุขสนุก สะดวกสบายและความปลอดภัยแก่ตัว แต่บางคนมีชีวิตเหมือนกับไม่มีชีวิต คิดว่าคนที่ฆ่าตัวตายคงจะคิดว่าตัวเองไม่มีความหมายอะไรต่อไปอีกแล้ว ตายหรือไม่ตายก็เหมือนกันคงคิดแบบนั้น ซึ่งไม่จริงเลย คนทั้งหมดนี้ได้เอาตัวไปผูกติดอยู่กับอุปาทานอันเป็นประหนึ่งเป็นโซ่ตรวนที่มัดตัวเอง หรือมัดให้ตาตัวเองมองเห็นแต่ตัวเองอยู่ในถ้ำเหมือนที่พลาโตบอก-สิ่งที่ผู้เขียนต้องการได้มากที่สุดสำหรับตนเองก็คือ มหาปัญญาเพื่อหวังจะหาความจริงแท้นั้นได้พบ และเพิ่งมารู้ก็ค่อนข้างแก่ชรามากไปแล้ว สายเกินไปเสียแล้ว เพราะไปใช้เวลาหาอยู่ข้างนอกเสียนาน ด้วยการเรียนรู้ด้วยวิธีฝึกฝนต่างๆ เช่นสาธารณชนคนทั่วไปทั้งหลายเขาทำกัน เช่น จากโรงเรียน จากครู จากการอ่านมากๆ หรือฟังมากๆ หรือแม้คนในสมัยนี้ที่ดูโทรทัศน์ดูหนังมากๆ ฯลฯ ซึ่งทั้งหมดโดยไม่มียกเว้น ที่ได้มาก็คือสติปัญญา (คนละอย่างและคนละระดับกับมหาปัญญา) ความฉลาดเฉลียวเพื่อเอาตัวรอด (intelligence) หรืองานกับเงินที่ยังไกลแสนไกลจากมหาปัญญาและความจริงแท้ (wisdom) ที่กล่าวไว้แล้วว่าเป็นสิ่งที่ผู้เขียนต้องการอย่างที่สุดอีกมากนัก
กลับมาที่บทความของวันนี้ ผู้เขียนคิดว่าคนในโลกส่วนมากส่วนหนึ่ง โดยเฉพาะนักวิชาการปัญญาชน หรือชนในชาติที่ด้อยพัฒนาอุตสาหกรรม หรือเรียนมาทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเก่าเดิม คนพวกนี้มักจะคิดว่าเรื่องราวอะไรที่เกี่ยวกับจิตกับวิญญาณหรือกับศาสนา นอกจากไม่เป็นวิทยาศาสตร์แล้ว ยังเชื่อว่าวิทยาศาสตร์เป็นเรื่องเดียวกับเทคโนโลยี เพราะว่ามนุษย์สามารถนำวิทยาศาสตร์มาประยุกต์เพื่อผลิตประดิษฐ์เทคโนโลยี ทำให้คุณภาพชีวิตของมนุษย์สามารถมีคุณภาพเหนือธรรมชาติทั้งหลายทั้งปวงโดยเฉพาะสัตว์ทั้งหลาย และยังคิดว่ามนุษย์ทั้งๆ ที่รูปกายเหมือนสัตว์หากว่าลอกหนังที่หุ้มร่างกายออก แต่มนุษย์ก็ไม่ใช่สัตว์ เนื่องจากมนุษย์สามารถคิดค้นและสามารถใช้เทคโนโลยีเป็น เรื่องของจิต ของวิญญาณ ของศาสนานั้น ล้วนเป็นสิ่งที่มองไม่เห็นและตรวจจับวัดชั่งไม่ได้ ไม่ว่าจะใช้อุปกรณ์วิทยาศาสตร์ชนิดไหนหรืออย่างไร? หลายๆ คนที่เรียนมาทางวิทยาศาสตร์ ถามผู้เขียนว่าที่ผู้เขียนพูดเสมอๆ ว่าทุกวันนี้มีวิชาวิทยาศาสตร์ทางจิตนั้น “จิตเป็นวิทยาศาสตร์ได้อย่างไร? เพราะครูสอนวิทยาศาสตร์ทุกคนบอกเหมือนๆ กันว่า มันไม่มีวิทยาศาสตร์ทางจิตจริงๆ หรอก มีก็แต่วิทยาศาสตร์จอมปลอม (pseudoscience หรือ scientism) เพราะว่าไม่มีใครทำซ้ำๆ ในเรื่องของจิตได้ อันเป็นข้อพิสูจน์ความเป็นวิทยาศาสตร์ที่สำคัญที่สุด เมื่อไม่มีข้อพิสูจน์ จิตก็ไม่ใช่วิทยาศาสตร์-จบ” ก็ใคร่ตอบครูสอนวิทยาศาสตร์ที่พูดด้วยความมั่นใจเช่นนั้นว่า หนึ่ง-ผู้ที่คิดหลักการว่าความเป็นวิทยาศาสตร์จะต้องมีคุณสมบัติเช่นนั้น คือนักวิทยาศาสตร์ที่คิดและเชื่อมั่นเช่นนั้นนั่นเองที่ห่วงว่า “วิทยาศาสตร์ที่เป็นของพวกข้า ใครอย่าแตะ” จึงพยายามทำให้ศักดิ์สิทธิ์และอนุรักษ์ความศักดิ์สิทธิ์นั้นไว้อย่างหวงแหนจนเกินไป ทั้งที่การค้นพบสูตรใหม่ๆ สมการใหม่ๆ ทางวิทยาศาสตร์นั้น เป็นการค้นพบของนักวิจัยที่ใจกว้าง กล้าทำกล้าแตะนั่นแหละ-โดยคิดเอาเองจินตนาการเอาเองหลายครั้งอย่างไม่มีเหตุผลในตอนแรกเสียกว่าครึ่งค่อน-สอง อีกอย่างหนึ่งอาจจะเป็นเพราะว่าปัญญาชนคนอีลิตในยุโรปสมัยก่อน ต้องการแยกวิทยาศาสตร์ออกจากคริสต์ศาสนากับพระเจ้า ดังที่นีตเชได้กล่าวว่า พระเจ้าได้ตายไปแล้ว (God is Dead) ซึ่งหากชมรมนักวิทยาศาสตร์ในเวลานั้นต่างคิดว่า จิตหรือวิญญาณกับพระเจ้าอันเป็นเรื่องของ “ความเชื่อความศรัทธา” ไม่ใช่องค์ความรู้หรือความจริง ในขณะที่วิทยาศาสตร์เป็นความรู้ที่เป็นข้อเท็จจริง หรือไม่ก็ถือว่าพระเจ้ามีหน้าที่ในการสร้างโลกและสรรพสิ่งรวมทั้งมนุษย์เท่านั้น เมื่อสร้างแล้วก็หมดหน้าที่ ส่วนในตอนหลังก็เป็นเรื่องของโลกกับมนุษย์ที่จะพัฒนาต่อไปด้วยตัวเอง ศาสนาจึงเป็นเพียงความเชื่อที่ไม่มีเหตุผล ถ้ามีเหตุผลหรือคิดเป็นเช่นนักวิชาการ (intellectual) ถึงจะเป็นผู้ที่มีความรู้เพราะได้รู้ความจริงแล้ว สาม-ตั้งแต่ปี 1969 เป็นต้นมา สมาคมนักวิทยาศาสตร์ชมรมที่ใหญ่ที่สุดของโลก (AAAS) ในโลกนะครับไม่จำเพาะที่อเมริกา ได้ประกาศรับรองฐานะของปรจิตวิทยา (parapsychology) ให้เป็นสาขาหนึ่งของวิทยาศาสตร์ว่าด้วยเรื่องของจิตเหนือธรรมชาติ (paranormal ability) ที่ตรงกับ “อภิญญา” ในพุทธศาสนา (paranormal knowledge) เช่น การเห็นภาพล่วงหน้าหรือในอดีต หรือการมีตาทิพย์หูทิพย์ หรือการติดต่อกันรวมทั้งการเคลื่อนย้ายวัตถุในระยะไกลมากๆ ด้วยพลังจิต (PK) ในขณะที่สถาบันหรือองค์กรที่ต่อต้านหรือคัดค้านปรจิตวิทยา ต่อต้านหรือคัดค้านความสามารถเหนือธรรมชาติ (skeptics) รวมทั้งสถาบันที่อ้างว่าเป็นสถาบันวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่แท้จริง รวมทั้งองค์กรที่ชื่อว่า “ไซคอป” (CSICOP) และวารสารที่ออกปีละสี่ครั้ง (Skeptic Inquiry) กลับไม่มีแม้แต่แห่งเดียวที่ได้รับการรับรองโดยสมาคมหรือชมรมวิทยาศาสตร์ใดๆ ในโลก
แต่คนที่ต่อต้านวิทยาศาสตร์เก่าๆ เดิมๆ คนที่ต่อต้านประสบการณ์เหนือธรรมชาติเหล่านี้ ก็ยังไม่ท้อถอยยังคงขับเคี่ยวต่อไป วารสารสเกปติกอินไควรี (Skeptic inquiry) ผู้ที่ต่อต้านเขียนได้ก็เขียนไป เพราะเป็นสิทธิ์ที่จะเขียน แต่ผลลัพธ์กลับเป็นตรงกันข้าม ประชาชนคนทั่วไป ทั้งที่สหรัฐและยุโรปกลับหันไปเชื่อปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติ (paranormal ability or anomalous cognition) เชื่อในความรู้เร้นลับและเรื่องทางจิตทางศาสนาและพระเจ้ามากขึ้นและมากขึ้นอย่างรวดเร็ว ผลของการสำรวจประชาชนที่เป็นผู้ใหญ่ที่สหรัฐอเมริกาแสดงผลที่เป็นตรงกันข้าม เช่นการสำรวจ (AP-ISOS) เมื่อตุลาคม 2007 พบว่าคนอเมริกันเชื่อว่ายูเอฟโอมีจริงๆ ถึง 56% เชื่อในความสามารถเหนือธรรมชาติหรืออภิญญา 48% เชื่อว่ามีผีจริงๆ 34% ซึ่งเพิ่มขึ้นเท่าตัวจากเมื่อราวสามสิบปีก่อน ประชาชนส่วนมากหันไปเชื่อในเรื่องของศาสนา การสวดมนต์และการเปลี่ยนแปลงจิตสู่จิตวิญญาณ (spirituality) มากกว่าเดิมมาก
ทุกวันนี้ ที่สหรัฐอเมริกาและในสังคมที่มีการพัฒนาไปเป็นอย่างมากแล้วนั้น คนส่วนหนึ่งได้มีการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของตัวเองไปมากทีเดียวตั้งแต่ทศวรรษที่แล้วเป็นต้นมา-ที่เพิ่มทวีจำนวนอย่างรวดเร็วในทศวรรษต่อมา-ประชาชนในประเทศพัฒนาแล้วได้มีการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของตน จากการตกเป็นทาสของวัตถุนิยมและการ “บริโภคโยนทิ้ง” รวมทั้งการแสวงหาความสุขสนุกสะดวกสบาย และหันไปหาความสุขทางจิตกับชีวิตที่สมดุลพอเพียงพอดี ทำให้นึกถึงจอร์จ บุช, จอห์น แม็กเคน แห่งพรรครีพับลิกัน กับนายบารัก โอบามา แห่งพรรคเดโมแครต ว่าคนอเมริกันและอาจพูดได้ว่าคนในประเทศที่พัฒนามากๆ แล้ว เริ่มจะรู้ตัวและเปลี่ยนแปลงตัวเองจากภายนอกสู่ภายใน จากกายสู่จิต เริ่มมองเห็นว่าความสุขทางกายและกระแสวัตถุนิยม-ซึ่งแน่นอนเป็นผลของระบบทุกๆ ระบบและโครงสร้างของสังคมผิดๆ ที่ตั้งบนวิทยาศาสตร์กายภาพเก่าๆ กับเทคโนโลยี – ที่อเมริกาพังจึงไม่ใช่การส่งทหารไปทำสงครามที่อัฟกานิสถานกับอิรักง่ายๆ ตามที่คิดกัน แต่เป็นด้วยสาเหตุที่กล่าวมานั้น สะสมตกทอดมาตั้งแต่กว่า 400 ปีด้วย แล้วเราในประเทศไทยยังมะงุมมะงาหราทำตามตัวอย่างผิดๆ เช่นนั้นไปทำไม? ไม่เห็นหรือว่านักลงทุนฝรั่งที่ “ไม่เคยพอ” ได้หันไปหาประเทศด้อยพัฒนากำลังพัฒนาเพื่อหาทางลงทุนกันจ้าละหวั่น ยังกับว่าโลกมันสามารถพองตัวของมัน ขยายตัวได้ให้ลงทุนกันอย่างไม่มีที่สิ้นสุดกระนั้น
เอียน สตีเวนสัน (เพิ่งตาย) ศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย ผู้ค้นคว้าวิจัยเรื่องการระลึกชาติมาตลอดชีวิตที่กล่าวมาข้างต้น เชื่อว่าการระลึกชาติเป็นความจริงและได้รวบรวมไว้เป็นพันๆ ราย แต่ได้เลือกเฉพาะ 20 รายที่น่าเชื่อที่สุดมารายงานอย่างละเอียด (Ian Stevenson: Twenty Cases Suggestive of Reincarnation, 1974) กล่าวไว้ว่า นักวิชาการแทบทั้งหมดที่ต่อต้านงานวิจัยของตนนั้น แทบจะทุกคนไม่ได้อ่านรายงานของตนเลยก็ตัดสินกันแล้ว ทุกวันนี้เรื่องของประสบการณ์ใกล้ตาย (Near Death Experiences) มีรายงานในวารสารต่างๆ นับเป็นหมื่นๆ ราย ทำให้สาธารณชนส่วนหนึ่งเชื่อมั่นและไม่กลัวตาย ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงตัวเองไปสู่โลกทัศน์ใหม่และวิถีชีวิตใหม่ในทางบวก
แท้จริงแล้ว เรื่องของอภิญญาที่เป็นส่วนหนึ่งของปรจิตวิทยาซึ่งเป็นความรู้เหนือธรรมชาติหรือเกินจากธรรมชาติ (paranormal knowledge) นั้น ไม่ใช่เรื่องที่เหลวไหลหรืองมงายไสยศาสตร์แม้แต่น้อย หากแต่เป็นวิทยาศาสตร์ร้อยเปอร์เซ็นต์ดังที่ผู้เขียนเล่ามาในบทความก่อนๆ นี้ (entangled and nonlocal universe) และบทความนี้ ทางพุทธศาสนานั้นถือว่าเป็นองค์ความรู้ที่สูงกว่าความรู้ที่ได้มาจากเส้นทางปกติหรือสติปัญญา (intelligence) เพราะได้มาจากการปฏิบัติจิตปฏิบัติสมาธิ (ฌานสี่) ทำให้มองเห็นอดีต ปัจจุบัน และทำนายอนาคตได้ หากรวมทั้งที่เห็นและล่วงรู้จากเส้นทางอื่น ทั้งหมดคืออภิญญาหก (ฉลภิญญา) ซึ่งมีกล่าวไว้ในทีฆนิกายและนิเทส.
วิทยาศาสตร์ที่ใช้ๆ กัน หรือวิทยาศาสตร์เฉยๆ ในความเข้าใจของผู้เขียน คือองค์ความรู้ที่ได้มาจากการสังเกตธรรมชาติด้วยประสาทที่รับรู้ เช่น หู ตา กาย สัมผัส ลิ้น และจมูก ทำให้เรารู้ความจริงของธรรมชาติ หรือธรรมชาติที่ปรากฏของความจริง ซึ่งพิสูจน์อย่างเป็นระบบได้ หรือทำซ้ำได้โดยให้ผลอย่างเดียวกัน-และสามารถทำนายผลล่วงหน้าได้-ไม่ว่าโดยใครหรือห้องทดลองวิทยาศาสตร์ที่ไหน หรือตอบให้เข้าใจด้วยคณิตศาสตร์ได้ หรือเป็นทฤษฎีที่มีตรรกะและเหตุผลเป็นที่ยอมรับร่วมกันในชุมชนนักวิทยาศาสตร์ได้ ส่วนใหญ่มากๆ ของวิทยาศาสตร์จะใช้หลักการและวิธีการแยกส่วน ด้วยการแยกทุกสิ่งทุกอย่างที่จะตรวจสอบนั้นๆ ออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย – โดยการชั่งวัดหาปริมาตรหรือจับเวลา-เหมือนกับว่ามันเป็นเครื่องจักรเครื่องยนต์ เพราะฉะนั้นในเวลาต่อมา ด้วยหลักการแยกส่วนและวิธีการตรวจสอบที่กล่าวมานั้น ได้ทำให้วิทยาศาสตร์หมายถึงเฉพาะรูปร่างทางกายภาพ หรือเป็นวัตถุที่ตั้งอยู่ข้างนอกนั่น (physical or material) และรับรู้โดยประสาทสัมผัส เช่น ตา หู ฯลฯ ที่ว่ามาข้างบนโดยบุคคลที่สามไปโดยปริยาย ส่วนคำว่าวิทยาศาสตร์ทางจิต ซึ่งเป็นองค์ความรู้ใหม่นั้น ได้เขียนไปแล้วหลายหนที่โน่นที่นี่บ้าง รวมทั้งบทความ (ปรจิตวิทยา…) เมื่อวันอาทิตย์ที่แล้ว แต่ยังไม่ได้อธิบายโดยละเอียดชนิดม้วนเดียวจบ จึงยังมีผู้ถามอยู่เป็นครั้งคราว – คงเพราะคนถามคุ้นเคยกับระบบประสาทสัมผัสและความเป็นข้างนอกว่าคือความจริงทั้งหมดตามที่ตาของเราทุกๆ คนเห็น หรือหูที่ทุกๆ คนได้ยินเหมือนๆ กัน ทั้งคนถามยังอาจจะสับสนกับความเป็นวัตถุที่อยู่ข้างนอกตัวเรา กับคำว่าวิทยาศาสตร์ตามที่อธิบายมาข้างบนนั้น-จึงมักมีคำถามที่ถามว่า จิตที่เรามองไม่เห็น (ซึ่งคิดว่าไม่มีทางที่จะเห็น) จะเป็นวิทยาศาสตร์ได้อย่างไร? พอดีกับผู้เขียนมีบทความของวิลลิส ฮาร์แมน ที่เป็นอดีตประธานของสถาบันวิทยาศาสตร์ทางจิตมาตั้งแต่ปี 1977-1997 ก่อนเสียชีวิต (คิดว่าคงไม่ทรมานเลย เพราะป่วยสั้นมาก คือตายกับงาน) วิลลิส ฮาร์แมน นั้นไม่ใช่ธรรมดา ปฏิบัติสมาธิเป็นประจำ คือนักวิทยาศาสตร์ที่รู้รอบ อดีตศาสตราจารย์ของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด เป็นนักคิดนักเขียนที่มีผลงานมากมาย เป็นที่นับถือและเชื่อถือของปัญญาชนและนักวิชาการทั่วไปเป็นอย่างยิ่ง บทความนั้นชื่อว่า วิทยาศาสตร์ทางจิตคืออะไร? บทความของวันนี้ได้มาจากเนื้อหาสาระของบทความของวิลลิส ฮาร์แมน เป็นส่วนที่สำคัญ (Willis Harman: What are Noetic Sciences? Ions 63, 2003)
ความยิ่งใหญ่ของวิทยาศาสตร์เฉยๆ หรือวิทยาศาสตร์กายภาพมีมากเหลือเกิน และเพราะว่ามีวิทยาศาสตร์ทางจิตแล้วจึงเรียกวิทยาศาสตร์เฉยๆ ที่ใช้กันอยู่ว่าวิทยาศาสตร์กายภาพ มีมากเหมือนปาฏิหาริย์ มีการค้นพบใหม่ๆ ตลอดเวลาที่ยาวนานนับร้อยๆ ปี จนกระทั่งชาวโลกโดยทั่วไปมีความเคยชินกับมัน ซึ่งตรงกับความจริงของโลกที่เป็นธรรมชาติสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัวที่ทุกๆ คนในโลกรับรู้ด้วยประสาทสัมผัสที่เปิดออก และรับรู้เฉพาะสิ่งที่อยู่ภายนอก เช่นตาหรือหู ความเคยชินที่ทำให้เราทั้งนักวิทยาศาสตร์และประชาชนคนทั่วไป แทบจะทุกคนคิดและเชื่อมั่นว่าความจริงมีอยู่แค่นั้น แค่ตามที่ตาเราเห็น หรือหูเราได้ยิน หรือที่ประสาทสัมผัสภายนอกบอกเราเท่านั้น นั่นคือวัตถุที่อยู่ข้างนอกที่มีรูปร่างสีสันเฉพาะ (materialism)
อย่าลืมว่าวิทยาศาสตร์นั้นเป็นนักคิด หรือเป็นปัญญาชนชาวยุโรป-ที่มีวัฒนธรรมของกรีกเป็นรากฐาน-เป็นผู้คิดขึ้นจากความคิดและความรู้สึกที่ถูกผลักดัน จากการครอบงำด้วยอิทธิพลของพระและสำนักที่เป็นตัวแทนของศาสนาในขณะนั้นอันเป็นจิตนิยมสุดๆ นั่นคือยุคแห่งความมืดบอดทางปัญญา (dark age) อันยาวนาน ที่ประชาชนขวนขวายและปรารถนาความอิสระจากความมืดทางปัญญา และนำมาซึ่งความเป็นไทจากพวกพระที่อ้างศาสนานั้นๆ ดังจะเห็นได้จากยุคสมัยของการปฏิรูปของสังคมยุโรปเป็นการใหญ่ การปฏิรูปที่นำมาซึ่งยุคสมัยของเหตุผล กับยุคแห่งการฟื้นฟูศิลปกรรมและวรรณกรรม ตามมาด้วยยุคแห่งความก้าวหน้า ซึ่งมีความรู้และวิทยาศาสตร์เก่าของนิวตันเป็นรากฐาน นั่นเป็นการปฏิวัติระบบต่างๆ ของสังคมยุโรปอย่างยิ่งใหญ่-เท่ากับการปฏิวัติเกษตรกรรมในอดีต – ซึ่งนำมาซึ่งการปฏิวัติอุตสาหกรรม-อันเป็นระบบเศรษฐกิจทุนนิยมใหม่-กับการปฏิวัติทางการเมืองการปกครองใหม่ นั่นคือความเป็นตะวันตก (ยุโรป) และความเป็นอเมริกัน (สหรัฐอเมริกา) หรืออารยธรรมความศิวิไลซ์ “สมัยใหม่” ที่กระจายเป็นกระแสโลกานุวัตร และกำลังทำร้ายและทำลายดาวเคราะห์โลกอยู่ในขณะนี้
แต่-ในขณะเดียวกัน ความรู้ที่ใหม่หรือวิทยาศาสตร์ทางจิตก็กำลังเกิดขึ้น ซึ่งเป็นแก่นแกนของศาสนาทุกๆ ศาสนา ทั้งของโลกตะวันตก-รวมทั้งคริสต์ศาสนาของชาวยุโรปและอเมริกาส่วนใหญ่ – โดยเฉพาะของโลกตะวันออก เช่น ศาสนาพุทธหรือศาสนาฮินดู ศาสนาเต๋า ที่มีแก่นแกนไปในทางเดียวกัน ความรู้ใหม่ที่เป็นเพียงวัฒนธรรมความเชื่อเป็นที่ยอมรับกันของประชาชน ส่วนใหญ่ส่วนหนึ่งของโลกมาตั้งเป็นพันๆ ปี ซึ่งก่อนนี้เป็นแต่เพียงความเชื่อที่ไร้ข้อพิสูจน์ จึงเป็นที่แบ่งรับแบ่งสู้ของประชาโลกส่วนใหญ่ส่วนหนึ่ง โดยเฉพาะปัญญาชนและนักวิชาการ แต่นับตั้งแต่สองสามทศวรรษที่ผ่านมานี้ แก่นแกนของศาสนาใหญ่ทุกๆ ศาสนาซึ่งคล้ายๆ กันโดยหลักการ ได้กลายมาเป็นที่ยอมรับของชาวโลกมากขึ้นและมากขึ้นอย่างรวดเร็วจนน่าแปลกใจ ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือ ความปรารถนาและความขวนขวายต่อความเข้าใจอย่างล้ำลึกในธรรมชาติของจิต โดยเฉพาะจิตวิญญาณ (spirituality) – ซึ่งคงจะเป็นผลของการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงของระบบนิเวศธรรมชาติ ชนิดที่เราไม่เคยเห็นจึงไม่เคยคาดคิดมาก่อนจากวิทยาศาสตร์กายภาพและเทคโนโลยี นั่นคืออารยธรรมความศิวิไลซ์ “สมัยใหม่” ความเป็นตะวันตก ความเป็นอเมริกันหรือกระแสโลกานุวัตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบเศรษฐกิจทุนนิยมการตลาดเสรีนั่นเอง ที่มีส่วนอันสำคัญยิ่งเป็นสาเหตุ – ความหลุดพ้นทางจิตอันเป็นประหนึ่งเป้าหมายและจุดหมายของมนุษย์และสังคมของมนุษย์ ดังที่วิลลิส ฮาร์แมน บอกในหนังสือของเขา (Willis Harman: Global Mind Change, 1990) ว่า “…ไม่มีอำนาจใดๆ ในโลก ไม่ว่าอำนาจทางเศรษฐกิจ อำนาจทางการเมือง หรืออำนาจทางการทหารยุทโธปกรณ์ สามารถจะนำมาเปรียบเทียบกับอำนาจของการเปลี่ยนแปลงทางจิตของมนุษยชาติได้”
วิทยาศาสตร์ทางจิต (science of consciousness) เป็นความรู้หรือวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับประสบการณ์ทางจิต รับรู้โดยบุคคลที่หนึ่งเท่านั้น ดังนั้น ความรู้ที่เป็นความรู้ความเชื่อทางศาสนาในสมัยโบราณ และแก่นแกนของศาสนาที่หายไป กลายเป็นความลับสำหรับพวกพระและวัด-สำนักของศาสนา หรือไม่ก็เป็นที่อาศัยของพวกคลั่งศาสนา (occult) ต่างๆ ในยุโรป ระหว่างยุคมืดบอดทางปัญญาที่ยาวนานยิ่งนัก ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น จนกระทั่งเมื่อมียุคแห่งเหตุผลและวิทยาศาสตร์เกิดขึ้น เพราะเหตุผลและเพราะวิทยาศาสตร์ในช่วงต่อมา ความรู้ความเชื่อหรือเรื่องของจิตกับส่วนหนึ่งของศาสนา (ซึ่งไร้เหตุผลไร้ข้อพิสูจน์) ได้ถูกโยนทิ้งไปเรื่อยๆ โดยเฉพาะในกลุ่มนักวิชาการและนักวิทยาศาสตร์ก่อน และลุกลามต่อไปสู่ประชาชนทั่วไปในภายหลัง เมื่อวิทยาศาสตร์กายภาพกับเทคโนโลยีเฟื่องฟูถึงขีดสุด หลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา วิทยาศาสตร์เฉยๆ หรือวิทยาศาสตร์กายภาพ ได้กลายเป็นดุจความเชื่อศรัทธาอย่างตาบอด ซึ่งเป็นลักษณะของลัทธิวัตถุนิยม (materialism) ไป เร็วๆ นี้จนถึงวันนี้เท่านั้น ที่วิทยาศาสตร์ทางจิตได้กลายเป็นที่ยอมรับว่า เป็นความรู้สำหรับประชาชนส่วนใหญ่ส่วนหนึ่ง รวมทั้งนักวิทยาศาสตร์กับนักวิชาการระดับโลกจำนวนไม่น้อย
วิทยาศาสตร์เฉยๆ หรือลัทธิวัตถุนิยม (materialism) แตกต่างไปจากวิทยาศาสตร์ทางจิตอยู่หลายประการ จะเห็นว่าวิทยาศาสตร์เฉยๆ หรือลัทธิวัตถุนิยมนั้นรับรู้ได้ด้วยประสาทความรู้สึก-ที่รู้สึกเช่นเห็นเหมือนๆ กันของทุกๆ คน ว่าเป็นสิ่งของหรือวัตถุที่อยู่ข้างนอก (objective) – ของบุคคลที่สาม ส่วนวิทยาศาสตร์ทางจิตดังที่กล่าวมาแล้ว เป็นประสบการณ์ตรงของบุคคลที่หนึ่ง วิทยาศาสตร์เฉยๆ วิทยาศาสตร์กายภาพเก่า หรือลัทธิวัตถุนิยมตรวจวัดสิ่งต่างๆ โดยใช้หลักการแยกส่วนเหมือนถอดนาฬิกาออกเป็นชิ้นๆ ในขณะที่วิทยาศาสตร์ทางจิตใช้หลักการองค์รวมในการอธิบาย วิทยาศาสตร์กายภาพเก่าเป็นเรื่องของเหตุที่ก่อผลที่ทำนายล่วงหน้าได้ ส่วนวิทยาศาสตร์ทางจิตจะเป็นเรื่องของการหาความหมายของสรรพสิ่งและประสบการณ์ว่ามันมีความหมายอย่างไร วิทยาศาสตร์วัตถุนิยมไม่เคยสนใจในคุณค่าหรือราคาของธรรมชาติที่มีระบบนิเวศคอยดูแล พร้อมกับหาช่องทางที่จะหาทางควบคุมและใช้ประโยชน์จากธรรมชาติให้มากที่สุด ในขณะที่วิทยาศาสตร์ทางจิตจะพยายามเข้าใจ และทนุถนอมทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นธรรมชาติที่สำคัญ คือวิทยาศาสตร์วัตถุนิยมพยายามหาสิ่งใหม่ๆ ประดิษฐ์คิดค้นเทคโนโลยีใหม่ๆ ทำให้สังคมมนุษย์สร้างสรรค์ความจริงทางโลกขึ้นมาใหม่ตลอดเวลา ไปตามการประดิษฐ์คิดค้นของนักวิทยาศาสตร์ ในขณะที่วิทยาศาสตร์ทางจิตแสดงถึงการค้นพบความจริงที่คนโบราณค้นพบซ้ำแล้วซ้ำอีก ในที่และในเวลาต่างๆ กันตลอดเวลาของประวัติศาสตร์ การค้นพบซ้ำแล้วซ้ำอีก (rediscover) ที่โดยหลักการก็คือ การค้นพบความจริงเก่าที่สรรค์สร้างวัฒนธรรม-ให้ความเชื่อกับความจริงที่ละม้ายคล้ายคลึงกัน (ที่เป็นที่มาของศาสนาหรือปรัชญานิรันดร) ตลอดช่วงอันยาวนานของประวัติศาสตร์-ไม่ว่าจะเป็นที่ไหน เวลาใดหรืออารยธรรม วัฒนธรรมของสังคมใด
แล้ว-มันจะพิสูจน์ให้ทุกคนเชื่อว่า วิทยาศาสตร์ทางจิตเป็นวิทยาศาสตร์ได้อย่างไร? คำตอบคือ ‘ได้’ กับ ‘ไม่ได้’ ได้-สำหรับนักวิทยาศาสตร์และสาธารณชนที่ใจกว้างและพร้อมที่จะฟังต่อไป ส่วนไม่ได้-สำหรับนักวิทยาศาสตร์ หรือบุคคลที่เถรตรงไม่ฟังใครหรือฟังแต่ได้ตัดสินล่วงหน้าว่า ‘ไม่เชื่อ’ ไปเรียบร้อยแล้ว
ที่ตอบว่า ‘ได้’ นั้น ไม่ได้หมายความว่าเราทำจิตให้เป็นกายหรือเป็นวัตถุได้ เพราะว่าจิตไม่ใช่สิ่งของที่ขยายด้วยแว่นขยายหรือกล้องจุลทรรศน์ได้ หรือว่าตรวจหาปฏิกิริยาทางเคมีในหลอดทดลองได้ นักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงหรือได้รับรางวัลโนเบลหลายๆ คน รวมทั้งผู้เขียนที่ไม่ได้เป็นอะไรเชื่ออย่างแรงว่า ไม่ว่าอย่างไรหรือเมื่อไหร่? เราก็ไม่มีทางพิสูจน์ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์กายภาพได้ แต่เราตอบให้คิดต่อหรือเข้าใจโดยตรรกะหรืออนุมานได้ เช่น อย่างน้อยด้วยการวัดการทำงานของสมองในตำแหน่งต่างๆ ไม่ว่าด้วยจำนวนออกซิเจนที่ไปที่นั่นมากขึ้น หรือการสแกนภาพเหมือนจริงโดยสนามแม่เหล็ก (fMRI หรือ PET scan) ที่บ่งชี้ตำแหน่งที่สมองกำลังมีปฏิกิริยาในขณะที่จิตกำลังทำงาน เช่นกำลังคิด หรือกำลังทำสมาธิและกำลังประสบกับความรู้ที่เร้นลับ (mysticism) อยู่ ซึ่งขณะนี้มีทุนการวิจัยในทำนองนี้จำนวนมากมายมหาศาล ซึ่งให้ผลของการทำงานในที่ต่างๆ ของสมองจะมีรูปแบบเหมือนๆ กันหรือทำนองเดียวกันแทบทุกงานวิจัย.
สำหรับท่านที่ยอมตั้งสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ยอมฝึกตนให้สำเร็จพลังคุ้มกัน และรักษาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คุ้มกันประเทศเราไว้นั้น นับว่าเป็นผู้อุทิศตน เพราะยอมเสียสละนิพพาน เพื่อช่วยมวลสรรพสัตว์โดยแท้