แบบฝึก “ตบะ” ปฏิบัติการณ์ “เตโชกสิณ”
แบบฝึก “ตบะ” ปฏิบัติการณ์ “เตโชกสิณ”
Step I: นั่งลืมตาเพ่งเปลวเทียน
ให้ฝึกในเวลากลางคืนที่มืดสนิท แล้วค่อยๆ จุดเทียนเล่มเล็กๆ ไว้ไกลๆ ตรงกับใบหน้า นั่งในท่าสบายๆ ไม่ต้องเกร็งกล้ามเนื้อ ปล่อยร่างกายให้พักสบายๆ ค่อยๆ ผ่อนคลายร่างกายและจิตใจ วางภาระความกังวลต่างๆ ลงชั่วคราว อดีตผ่านไปแล้วจบแล้วไม่มาอีก อนาคตยังมาไม่ถึง ไม่เป็นไร ปัจจุบันเราจะขอพักสักครู่เพื่อฟื้นฟูจิตวิญญาณของเราให้เต็มอิ่ม ไม่ต้องหลับตา ค่อยๆ ทอดสายตาไปเบื้องหน้า ข้างหน้าเป็นดวงเทียนดวงเล็ก มีแสงสว่างไสว มีความอบอุ่น มีรัศมีผ่องออกสวยงาม ไล่ความมืดเวิ้งว้างออกไป เราทอดสายตาออกไป รู้สึกถึงความสว่างไสว ความอบอุ่น เหมือนดวงเทียนที่ความมืดที่เวิ้งว้าง เหมือนดาวประกายกลางท้องฟ้า จิตวิญญาณเรากำลังปลดปล่อยตัวเองให้เป็นอิสระจากทุกสิ่ง ทอดสายตายาวออกไปยังดวงเทียน เรารู้สึกสบายใจ ปลอดโปร่งโล่งใจ อิสรเสรี สงบสุข สันติอยู่ภายใน เราค่อยๆ ประคองความรู้สึกเบาสบายใจสงบสุขนี้เนืองๆ
พิจารณา “อารมณ์สงบสุข” จากแสงเทียนเบื้องหน้า สัก ๑ ชั่วโมง หรือจนอิ่มเต็มหัวใจ
Step II: นั่งหลับตาระลึกถึงดวงเทียน
นั่งในท่าสบายๆ ไม่ต้องเกร็งกล้ามเนื้อ ปล่อยร่างกายให้พักสบายๆ ค่อยๆ ผ่อนคลายร่างกายและจิตใจ วางภาระความกังวลต่างๆ ลงชั่วคราว อดีตผ่านไปแล้วจบแล้วไม่มาอีก อนาคตยังมาไม่ถึง ไม่เป็นไร ปัจจุบันเราจะขอพักสักครู่เพื่อฟื้นฟูจิตวิญญาณของเราให้เต็มอิ่ม ค่อยๆ หลับตาพร้อมลงเบาๆ ให้ค่อยๆ หลับ ความสว่างค่อยๆ หายไป เหมือนคนกำลังสะลึมสะลือ ค่อยๆ เคลิ้มเข้าสู่ความสงบสงัด ความวิเวก ความว่างเปล่า ความเงียบความมืดที่เวิ้งว้างแล้วค่อยๆ ระลึกถึงแสงเทียนที่เราประทับใจที่เราได้เพ่งพิจารณา จินตนาการถึงแสงเทียนที่เราเคยเพ่งพิจารณาแล้วจิตสงบสงัด ค่อยๆ น้อมจิตระลึกถึง เหมือนระลึกถึงสิ่งที่เราชอบ สิ่งที่เราประทับใจ สิ่งที่ทำให้ใจเราเป็นสุขสงบระงับ เมื่อเริ่มเข้าสู่ความอารมณ์สงบระงับ จะรู้สึกได้อารมณ์เหมือนกับตอนที่นั่งอยู่เบื้องหน้าดวงเทียน อารมณ์เดียวกันกับที่เรานั่งมองแสงเทียนสวยสงบนั้น เมื่อเสพอารมณ์สุขสงบนี้เกิดแล้ว ค่อยๆ ปล่อยภาพแสงเทียนออกไป พิจารณาเฉพาะอารมณ์สุขสงบที่เราเคยสัมผัสนั้น จิตของเราจะค่อยๆ นิ่งขึ้น ดิ่งลึกมากขึ้น เบามากขึ้น ละเอียดขึ้น สบายขึ้น สงบขึ้น
ปล่อยจิตของเราให้เสพอารมณ์ความประทับใจที่ยังค้างอยู่นี้ สืบอารมณ์ให้ต่อเนื่องตลอดไปเรื่อยๆ เหมือนเราดูหนังดีๆ ดูภาพสวยๆ แล้วอยากดูต่อไปเรื่อยๆ ฉะนั้น จนจิตละเอียดเหมือนไม่เหลือส่วนละเอียด จนจิตเบาสบายเหมือนหายวับไป
Step III: นั่งลืมตาระลึกถึงแสงเทียน
นั่งในท่าสบายๆ ไม่ต้องเกร็งกล้ามเนื้อ ปล่อยร่างกายให้พักสบายๆ ค่อยๆ ผ่อนคลายร่างกายและจิตใจ วางภาระความกังวลต่างๆ ลงชั่วคราว อดีตผ่านไปแล้วจบแล้วไม่มาอีก อนาคตยังมาไม่ถึง ไม่เป็นไร ปัจจุบันเราจะขอพักสักครู่เพื่อฟื้นฟูจิตวิญญาณของเราให้เต็มอิ่ม ไม่ต้องหลับตา ให้ค่อยๆ น้อมจิตนิ่งดิ่งลึกลงระลึกถึงแสงเทียนในคืนที่เราประทับใจที่เราไปพิจารณามา ให้เป็นเพียงการระลึกในหัวสมองของเราเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องเห็นภาพ หรืออาจเป็นภาพในห้วงคำนึงก็ได้ เหมือนระลึกถึงหน้าคนรักฉะนั้น ประคองความรู้สึกประทับใจ สงบสุข เบาสบายใจ ที่เคยเกิดขึ้นขณะที่เพ่งพิจารณาแสงเทียนนั้นไว้เนืองๆ จนได้อารมณ์เดียวกันกับตอนที่พิจารณาจริงๆ แล้วปล่อยตามสบาย ไม่ต้องระลึกถึงภาพนั้นอีก เอาแต่อารมณ์สุขสงบที่เราเคยเสพ เคยประทับใจนั้นก็พอ
นั่งนิ่งต่อไปเรื่อยๆ ปล่อยตัวปล่อยใจไปตามธรรมชาติ ประคองอารมณ์ประทับใจ อารมณ์สุขสงบ อารมณ์เคลิ้มคล้อยที่เคยเกิดขึ้นในขณะเห็นแสงเทียนเรืองรองท่ามกลางความมืดมิดที่เวิ้งว้างนั้นไว้เนืองๆ ทุกขณะ จนจิตสงบสุขระงับ ไม่แตกต่างกับขณะหลับตาทำ
Step IV: ระลึกถึงดวงเทียนทุกอิริยาบถ
ใช้วิธีเดียวกับ Step III แต่ให้ค่อยๆ ขยับร่างกายไปตามธรรมชาติ โดยระลึกถึงอารมณ์ประทับใจ อารมณ์สุขสงบภายในใจที่ได้จากแสงเทียนเรืองรองท่ามกลางความมืดที่เวิ้งว้างนั้นไว้เนืองๆ ไม่หลุดจากอารมณ์สุขสงบสงัดระงับภายในจิตห้วงคำนึงของเรานี้ ทุกๆ อิริยาบถ ไม่ว่านอน, นั่ง, ยืน, เดิน, พูดคุย ฯลฯ จิตไม่หลุดออกจากอารมณ์ความสุขสงบสงัดระงับภายในจิตห้วงคำนึงของเรานี้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ใครจะเกิดขึ้น, ตั้งอยู่, ดับไป ฯลฯ จิตของเรายังคง สงบสงัดสุขระงับอยู่อย่างนี้ อารมณ์นี้อารมณ์เดียว ไม่มีอารมณ์อื่น การทำงานยังปกติ เหมือนกายภายนอกทำต่อไปได้ทุกอิริยาบถ จิตภายในพักสงบอยู่อย่างนั้น ประคองอารมณ์สุขสงบนี้ไม่หวั่นไหวแม้มีสิ่งยั่วเย้า จะเรียกว่าได้ “ตบะ”
ปฏิบัติทุกอิริยาบถ ทุกขณะ จิตมีอารมณ์นี้อารมณ์เดียวตลอดไม่หลุดจากอารมณ์นี้เลย
………………………….จบปฏิบัติการณ์……………………..
เกร็ดความรู้เกี่ยวกับเตโชกสิณ
๑) การบริกรรม
หากจิตไม่แนบสนิทกับสิ่งที่เพ่ง จำเป็นต้องบริกรรม เพื่อเตือนสติให้จิตระลึกถึงสิ่งที่เพ่ง ไม่ไปคิดอย่างอื่น เช่น บริกรรมว่า “เตโช” ๆๆๆ หรือ “ไฟ” ซ้ำ ๆๆๆ ไปเรื่อยๆ จนกว่าจิตจะสนิทแนบแน่นกับแสงที่เพ่งอยู่ แต่หากจิตรวมเป็นหนึ่งดี ไม่ฟุ้งซ่านมาก ไม่จำเป็นต้องใช้คำบริกรรม การติดคำบริกรรม ไม่ละจากคำบริกรรม ทำให้ได้ฌานไม่ลึก จะตื้นอยู่แค่นั้น ในแบบชุดฝึกปฏิบัติการณ์นี้ จึงเลี่ยงใช้คำบริกรรม ให้เพ่งดวงเทียนในคืนมืดแทน แต่หากจิตจะสงบยาก ควรมีคำบริกรรมประกอบ เช่น ตอนที่หลับตาระลึกแทน
๒) กสิณธาตุสี่
เตโชกสิณ เป็นหนึ่งในกสิณสิบ ในกสิณสิบ แบ่งออกเป็นสองส่วน คือ ส่วนของกสิณวรรณะ หรือ การเพ่งสีต่างๆ สี่สีใหญ่ คือ ขาว, เหลือง, แดง, เขียว รวมเป็นกสิณชุดหนึ่งสี่ตัว ส่วนกสิณธาตุสี่นี้ ประกอบด้วยสี่ตัว คือกสิณดิน, น้ำ, ลม, ไฟโดย “เตโชกสิณ”ก็คือ กสิณไฟนั่นเอง ปกติ จะฝึกเฉพาะหน้าที่มีแสงไฟ เลือกที่แสงไม่แรงเกินไปในคืนมืดที่เวิ้งว้าง อนึ่ง ในกสิณสิบนี้ จะมี “อากาศกสิณ” คือ การเพ่งความว่างเปล่า ไม่ใช่เพ่งธาตุลม และ “อาโลกสิณ” คือ การเพ่งความสว่างไสว ไม่ใช่เพ่งธาตุไฟอีกด้วย นั่นคือ อะไรที่สว่างไสว หรือขณะเข้ารูปฌานเกิดความสว่างวาบขึ้นมา ก็นับเป็น “อาโลกสิณ” ไม่ใช่กสิณไฟ แตกต่างจากกสิณไฟ โดยอาโลกสิณที่จะเพ่งความสว่างที่มีตามธรรมชาติเช่นแสงสว่างที่ลอดจากช่องผนัง แสงจะเบาบางกว่า เพียงแค่เรืองๆ ไม่ถึงขนาดเป็นดวงไฟ ในแบบฝึกปฏิบัติการณ์ชุดนี้ จะค่อยๆ นำเสนอกสิณในชุดนี้ต่อไปตามลำดับอันควร
๓) นิมิตกสิณ
เมื่อเพ่งกสิณจนภาพติดอยู่ในห้วงคำนึง จุดนี้ ภาพยังเป็นแค่ความทรงจำสัญญาขันธ์ เมื่อเราระลึกยังเป็นแค่การจินตนาการ ไม่ใช่ “นิมิต” สำหรับนิมิตนั้น จะมีความชัดเจนสว่างไสวเท่ากับภาพในความฝัน ไม่ใช่ภาพในจินตนาการ หรือภาพในห้วงคำนึง ตรงนี้ต้องแยกแยะออกให้ได้ อย่าเพิ่งคิดเอาเอง เออเอาเอง หรือจินตนาการไปเองแล้วบอกว่าได้ “นิมิต” นิมิตจะเกิดเมื่อจิตเข้าสู่ภาวะใกล้จะอิสระจากกายและใจเต็มที่ เพราะผลจากจิตที่ยังวนเวียนระลึกอยู่ จิตดวงสุดท้ายที่ละความรับรู้จากใดๆ แล้ว เข้าไปจับเอาภาพในห้วงคำนึงคือภาพที่เราเพ่งอยู่ออกมา ภาพขณะนั้น คือ สัญญาขันธ์ในใจที่เราเคยเห็นเคยจำ แต่ไม่มีสีดำแห่งความมืดเมื่อเราหลับตามาบดบัง เพราะจิตละการรับรู้จากความมืดที่บดบังนั้นแล้ว จึงปรากฏเหมือนกับเราวูบไป ไม่รู้สึกอะไร แล้วจู่ๆ ภาพนิมิตนั้นก็ปรากฏออกมาแวบวูบหนึ่ง หากฝึก “นิมิต” ต่อก็ได้ เช่น บังคับนิมิต เหมือนบังคับฝัน