แบบฝึก “ตบะ” ปฏิบัติการณ์ “อาโปกสิณ”

แบบฝึก “ตบะ” ปฏิบัติการณ์ “อาโปกสิณ”

แบบฝึก “ตบะ” ปฏิบัติการณ์ “อาโปกสิณ”

Step I: นั่งลืมตาเพ่งบึงน้ำ

นั่งในท่าสบายๆ ไม่ต้องเกร็งกล้ามเนื้อ ปล่อยร่างกายให้พักสบายๆ ค่อยๆ ผ่อนคลายร่างกายและจิตใจ วางภาระความกังวลต่างๆ ลงชั่วคราว อดีตผ่านไปแล้วจบแล้วไม่มาอีก อนาคตยังมาไม่ถึง ไม่เป็นไร ปัจจุบันเราจะขอพักสักครู่เพื่อฟื้นฟูจิตวิญญาณของเราให้เต็มอิ่ม ไม่ต้องหลับตา ค่อยๆ ทอดสายตาไปเบื้องหน้า ข้างหน้าเป็นบึงน้ำขนาดใหญ่ มีแผ่นน้ำสีครามใส เรียบสนิทมีระลอกคลื่นเล็กๆ พริ้มตามลมไป น้ำสะอาดใสเย็น สีครามดำดิ่งลึก เราทอดสายตาออกไป รู้สึกถึงความเบาสบายใจ ปลอดโปร่งโล่งใจ เหมือนนกที่โบยบินบนฟ้า เหมือนปลาที่ว่ายในน้ำ จิตวิญญาณเรากำลังปลดปล่อยตัวเองเป็นอิสระจากทุกสิ่ง ทอดสายตายาวออกไปสู่บึงน้ำเบื้องหน้า เรารู้สึกสบายใจ ปลอดโปร่งโล่งใจ อิสรเสรี สงบสุข สันติอยู่ภายใน เราค่อยๆ ประคองความรู้สึกเบาสบายใจสงบสุขนี้เนืองๆ

พิจารณา “อารมณ์สงบสุข” จากภาพบึงน้ำเบื้องหน้า สัก ๑ ชั่วโมง หรือจนอิ่มเต็มหัวใจ

Step II: นั่งหลับตาระลึกถึงบึงน้ำ

นั่งในท่าสบายๆ ไม่ต้องเกร็งกล้ามเนื้อ ปล่อยร่างกายให้พักสบายๆ ค่อยๆ ผ่อนคลายร่างกายและจิตใจ วางภาระความกังวลต่างๆ ลงชั่วคราว อดีตผ่านไปแล้วจบแล้วไม่มาอีก อนาคตยังมาไม่ถึง ไม่เป็นไร ปัจจุบันเราจะขอพักสักครู่เพื่อฟื้นฟูจิตวิญญาณของเราให้เต็มอิ่ม ค่อยๆ หลับตาพร้อมลงเบาๆ ให้ค่อยๆ หลับ ความสว่างค่อยๆ หายไป เหมือนคนกำลังสะลึมสะลือ ค่อยๆ เคลิ้มเข้าสู่ความสงบสงัด ความวิเวก ความว่างเปล่า ความเงียบความมืดที่เวิ้งว้างแล้วค่อยๆ ระลึกถึงภาพบึงน้ำที่เราประทับใจที่เราได้เพ่งพิจารณา จินตนาการถึงบึงน้ำที่เราเคยไปเพ่งพิจารณาแล้วจิตสงบสงัด ค่อยๆ น้อมจิตระลึกถึง เหมือนระลึกถึงสิ่งที่เราชอบ สิ่งที่เราประทับใจ สิ่งที่ทำให้ใจเราเป็นสุขสงบระงับ เมื่อเริ่มเข้าสู่ความอารมณ์สงบระงับ จะรู้สึกได้อารมณ์ เหมือนกับนั่งอยู่เบื้องหน้าบึงน้ำ อารมณ์เดียวกันกับที่เรานั่งชมทิวทัศน์เบื้องหน้าริมน้ำนั้น เมื่ออารมณ์สุขสงบนี้เกิดแล้ว ค่อยๆ ปล่อยภาพบึงน้ำออกไป พิจารณาเฉพาะอารมณ์สุขสงบที่เราเคยสัมผัสหน้าบึงน้ำนั้น จิตของเราจะค่อยๆ นิ่งขึ้น ดิ่งลึกมากขึ้น เบามากขึ้น ละเอียดขึ้น สบายขึ้น สงบขึ้น

ปล่อยจิตของเราให้เสพอารมณ์ความประทับใจที่ยังค้างอยู่นี้ สืบอารมณ์ให้ต่อเนื่องตลอดไปเรื่อยๆ เหมือนเราดูหนังดีๆ ดูภาพสวยๆ แล้วอยากดูต่อไปเรื่อยๆ ฉะนั้น จนจิตละเอียดเหมือนไม่เหลือส่วนละเอียด จนจิตเบาสบายเหมือนหายวับไป

Step III: นั่งลืมตาระลึกถึงบึงน้ำ

นั่งในท่าสบายๆ ไม่ต้องเกร็งกล้ามเนื้อ ปล่อยร่างกายให้พักสบายๆ ค่อยๆ ผ่อนคลายร่างกายและจิตใจ วางภาระความกังวลต่างๆ ลงชั่วคราว อดีตผ่านไปแล้วจบแล้วไม่มาอีก อนาคตยังมาไม่ถึง ไม่เป็นไร ปัจจุบันเราจะขอพักสักครู่เพื่อฟื้นฟูจิตวิญญาณของเราให้เต็มอิ่ม ไม่ต้องหลับตา ให้ค่อยๆ น้อมจิตนิ่งดิ่งลึกลงระลึกถึงภาพบึงน้ำที่เราประทับใจที่เราไปพิจารณามา ให้เป็นเพียงการระลึกในหัวสมองของเราเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องปรากฏภาพ หรืออาจเป็นภาพในห้วงคำนึงก็ได้ เหมือนระลึกถึงหน้าคนรักฉะนั้น ประคองความรู้สึกประทับใจ สงบสุข เบาสบายใจ ที่เคยเกิดขึ้นขณะที่เพ่งพิจารณาบึงน้ำนั้นไว้เนืองๆ จนได้อารมณ์เดียวกันกับตอนที่พิจารณาบึงน้ำ แล้วปล่อยตามสบาย ไม่ต้องระลึกถึงภาพบึงน้ำอีก เอาแต่อารมณ์สุขสงบที่เราเคยเสพ เคยประทับใจบึงน้ำนั้นก็พอ

นั่งนิ่งต่อไปเรื่อยๆ ปล่อยตัวปล่อยใจไปตามธรรมชาติ ประคองอารมณ์ประทับใจ อารมณ์สุขสงบ อารมณ์เคลิ้มคล้อยที่เคยเกิดขึ้นในขณะชมทิวทัศน์บึงน้ำไว้เนืองๆ ทุกขณะ แม้ภาพเบื้องหน้าจะเป็นอย่างอื่นอะไรก็ตาม แต่ในห้วงคำนึงระลึกถึงแต่ภาพบึ้งน้ำที่สงบ จนจิตสงบสุขระงับอยู่ภายใน แม้ภายนอกจะมีอะไรมารบกวนก็ตาม ก็ไม่แตกต่างกับหลับตา

Step IV: ระลึกถึงบึงน้ำทุกอิริยาบถ

ใช้วิธีเดียวกับ Step III แต่ให้ค่อยๆ ขยับร่างกายไปตามธรรมชาติ โดยระลึกถึงอารมณ์ประทับใจ อารมณ์สุขสงบภายในใจที่ได้จากการชมทิวทัศน์บึงน้ำไว้เนืองๆ ไม่หลุดจากอารมณ์สุขสงบสงัดระงับภายในจิตห้วงคำนึงของเรานี้ ทุกๆ อิริยาบถ ไม่ว่านอน, นั่ง, ยืน, เดิน, พูดคุย ฯลฯ จิตไม่หลุดออกจากอารมณ์ความสุขสงบสงัดระงับภายในจิตห้วงคำนึงของเรานี้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ใครจะเกิดขึ้น, ตั้งอยู่, ดับไป ฯลฯ จิตของเรายังคง สงบสงัดสุขระงับอยู่อย่างนี้ อารมณ์นี้อารมณ์เดียว ไม่มีอารมณ์อื่น การทำงานยังปกติ เหมือนกายภายนอกทำต่อไปได้ทุกอิริยาบถ จิตภายในพักสงบอยู่อย่างนั้น

ปฏิบัติทุกอิริยาบถ ทุกขณะ จิตมีอารมณ์นี้อารมณ์เดียวตลอดไม่หลุดจากอารมณ์นี้เลย

………………………….จบปฏิบัติการณ์……………………..

เกร็ดความรู้เกี่ยวกับอาโปกสิณ

๑)   การบริกรรม

หากจิตไม่แนบสนิทกับสิ่งที่เพ่ง จำเป็นต้องบริกรรม เพื่อเตือนสติให้จิตระลึกถึงสิ่งที่เพ่ง ไม่ไปคิดอย่างอื่น เช่น บริกรรมว่า “อาโป” ๆๆๆ หรือ “น้ำ” ซ้ำ ๆๆๆ ไปเรื่อยๆ จนกว่าจิตจะสนิทแนบแน่นกับน้ำที่เพ่งอยู่ แต่หากจิตรวมเป็นหนึ่งดี ไม่ฟุ้งซ่านมาก ไม่จำเป็นต้องใช้คำบริกรรม การติดคำบริกรรม ไม่ละจากคำบริกรรม ทำให้ได้ฌานไม่ลึก จะตื้นอยู่แค่นั้น ในแบบชุดฝึกปฏิบัติการณ์นี้ จึงเลี่ยงใช้คำบริกรรม ให้เพ่งบึงใหญ่ๆ แทน แต่หากใช้น้ำเพียงเล็กน้อย เช่น น้ำในบาตร จิตจะสงบยาก ควรมีคำบริกรรมประกอบ

๒)   กสิณธาตุสี่

อาโปกสิณ เป็นหนึ่งในกสิณสิบ ในกสิณสิบ แบ่งออกเป็นสองส่วน คือ ส่วนของกสิณวรรณะ หรือ การเพ่งสีต่างๆ สี่สีใหญ่ คือ ขาว, เหลือง, แดง, เขียว รวมเป็นกสิณชุดหนึ่งสี่ตัว ส่วนกสิณธาตุสี่นี้ ประกอบด้วยสี่ตัว คือ กสิณดิน, น้ำ, ลม, ไฟ โดย “อาโปกสิณก็คือ กสิณน้ำนั่นเอง ปกติ จะฝึกตามหนองน้ำ, บึง, ทะเลสาบ, ทะเล, แม่น้ำสายใหญ่ๆ แต่มีบางท่านเหมือนกันพิจารณาเพียงหยดน้ำค้าง ฯลฯ หรือน้ำในรูปอื่นๆ ก็ได้เช่นกัน แต่การพิจารณาน้ำตามแหล่งน้ำทางธรรมชาติ จะให้ผลมากกว่า เร็วกว่า เพราะพลังธรรมชาติมีมาก สมบูรณ์ สามรถสะกดจิต สะกดใจ ให้ผู้มีจิตใจเร่าร้อน หยุดลงได้ อนึ่ง ในกสิณสิบนี้ จะมี “อากาศกสิณ” คือ การเพ่งความว่างเปล่า ไม่ใช่เพ่งธาตุลม และ “อาโลกสิณ” คือ การเพ่งความสว่างไสว ไม่ใช่เพ่งธาตุไฟอีกด้วย นั่นคือ อะไรที่สว่างไสว หรือขณะเข้ารูปฌานเกิดความสว่างวาบขึ้นมา ก็นับเป็นอาโลกสิณ ไม่ใช่กสิณไฟ ในแบบฝึกปฏิบัติการณ์ชุดนี้ จะค่อยๆ นำเสนอกสิณในชุดนี้ต่อไปตามลำดับอันควร

๓)   จตุธาตุวัฏฐาน

การเพ่งกสิณ คือ การที่จิตจดจ่อในรูปใดรูปหนึ่ง จนจิตรวมหนึ่งเป็นอารมณ์เดียว แล้วจึงค่อยๆ ละสู่ฌานลึกขึ้นไปเองตามธรรมชาติ ส่วนการพิจารณาธาตุสี่ หรือ “จตุธาตุวัฏฐาน” จะแตกต่างกันเพียงเล็กน้อย กล่าวคือ ไม่ได้เพ่งจิตไปที่ธาตุใดธาตุหนึ่งโดยเฉพาะ แต่จะพิจารณาธาตุทั้งสี่พร้อมกัน ถึงการเข้ามารวมกันของธาตุทั้งสี่ชั่วคราวเพื่อประกอบเป็นรูปใดรูปหนึ่ง ทุกๆ รูป ทุกๆ สรรพสิ่งย่อมมีธาตุสี่นี้เป็นองค์ประกอบที่ตาหยาบๆ ของมนุษย์จะพึงสังเกตได้ ตราบจนถึงวาระแตกดับ ธาตุสี่ที่ประชุมหนุนเนื่องกันอยู่ก็จะสลายหายไปคนละทางจากรูปหนึ่ง แปรไปรูปหนึ่ง ไม่สูญหาย แต่จะแปรเปลี่ยนไปสู่ที่อื่น วนเวียนอยู่ทั้งจักรวาล เช่นนี้ ไม่จบไม่สิ้น เป็นสิ่งน่าเบื่อ ควรละทิ้งเสีย การพิจารณาธาตุสี่ จะช่วยประกอบกับการเพ่งธาตุสี่ ส่งผลให้เกิดปัญญาแตกฉานภายหลัง ในบทความชุดนี้ จะค่อยๆ ทยอยนำเสนอให้สามารถปฏิบัติได้จริงๆ ง่ายๆ เป็นลำดับ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น