เหรียญสองด้านแห่งทางโลกทางธรรม อิทัปปัจจยตา ของ “โลกียะและโลกุตระ”
เหรียญสองด้านแห่งทางโลกทางธรรม อิทัปปัจจยตา ของ “โลกียะและโลกุตระ”
เหตุและผลของโลกียะ
เหตุแห่งโลกียะ คือ ความไม่รู้ (อวิชชา)
ผลแห่งโลกียะ คือ สมมุติบัญญัติ (เปลือก)
เมื่อมีความไม่รู้เป็นเหตุต้น มนุษย์จึงสมมุติสิ่งต่างๆ บัญญัติสิ่งต่างๆ ขึ้นมาเรียก เป็นผล ขึ้นมาจดจำ ขึ้นมาปรุงแต่งว่าแบบนั้นดี แบบนี้ชั่ว แล้วยึดมั่นถือมั่นจดจำไว้ ดังนั้น ความไม่รู้เป็นเหตุ สมมุติจึงเป็นผล เรื่องของโลกีย์ จึงมีแต่เรื่องสมมุติ มายา ละครชีวิต ดั่งคำว่าโลกนี้คือละคร จบเป็นตอนๆ ผัวผวนเปลี่ยนไป ไม่มีอะไรจีรังยั่งยืนในความเป็นสมมุติมายาแห่งโลก ดังนั้น บุคคลผู้หลงโลก จึงหลงเพียงมายา หลงเพียงความสมมุติ สมมุติว่ามีเงินในธนาคารล้านล้านบาท แต่ใช้จริงๆ ได้เท่าไร เบิกจริงได้เท่าไร (บางครั้งเบิกไม่ได้ เพราะจะทำให้หุ้นตกบ้าง เป็นเงินกันสำรองของบริษัทบ้าง ฯลฯ) ได้ใช้ชีวิตจริงๆ เท่าไร บางครั้ง แทบไมได้เลย เพราะต้องคุมดูแลระแวดระวังเงินจะหาย จะหด จะหมด จะสูญอยู่ตลอดเวลา จึงมีก็เหมือนว่าไม่ได้มี ใช้ก็เหมือนว่าไม่ได้ใช้ นี่มีแต่มายาแห่งโลก ความเป็นจริงของชีวิต นั้นอยู่ที่ชีวิตจริงๆ ในปัจจุบัน แต่ละขณะ ทำอะไร สมควรค่าแก่ความเป็นมนุษย์หรือไม่ เช่น บ้างานทั้งวันเหมือนหุ่นยนต์ไม่เหมือนมนุษย์ หรือมีโอกาสสัมผัสธรรมชาติและจิตตนเองทั้งวัน สมค่าแก่การเกิดเป็นมนุษย์ อันนี้ลองไปดูดีๆ
ดังนี้ จึงอุปมาว่า อวิชชาและสมมุติบัญญัติ เป็นเหรียญสองด้านแห่งโลกียะ หากไม่มีอวิชชา (ความไม่รู้) ก็ไม่มีการสมมุติบัญญัติ หากไม่มีการยึดถือสมมุติบัญญัติ ก็ไม่มีอวิชชา ทั้งสองนี้ดุจเหรียญสองด้านจะขาดกันไม่ได้ ขาดด้านใดด้านหนึ่งก็ไม่เต็มเหรียญ
เหตุและผลของโลกุตระ
เหตุแห่งโลกุตระ คือ ว่างจากสมมุติ (กิเลสนิพพาน)
ผลแห่งโลกุตระ คือ บรรลุสัจธรรม (แก่น)
เมื่อมีความว่างไป สูญไป หมดไปแห่งสมมุติบัญญัติใดๆ เสมือนบุคคลลอกเปลือกสิ่งใดสิ่งหนึ่งออกหมด ย่อมเห็นถึงแก่นแท้ ฉันใดก็ฉันนั้น เมื่อหมดสิ้น อาสวะกิเลส ความยึดถือในสมมุติ ในบัญญัติใดๆ ทั้งมวล ย่อมเห็นสัจธรรมที่เที่ยงแท้บริสุทธิ์ไม่ปรุงแต่งตามจริง เพราะว่าการสมมุติบัญญัตินี้เองที่ปิดบังความจริง เมื่อสิ้นไปเสีย ความจริงก็ปรากฏ เพราะสัจธรรมความจริงเป็นสิ่งที่มีมาอยู่ก่อนแล้ว ไม่มีที่สิ้นสุด ไม่อาจคะเนการกำเนิด เป็นเช่นนั้นอยู่เอง ดังนั้น จึงไม่ต้องแสวงหาที่ไหน ไม่ต้องสร้างขึ้นมา ไม่ต้องปรุงแต่งใดๆ เมื่อหมดแล้วซึ่งความหลง ความยึดถือในสมมุติบัญญัติ ความปรุงแต่ง และความหลงอยากในสมมุติมายาแห่งโลกใดๆ สัจธรรมความจริงแท้ก็ปรากฏขึ้น หรืออีกนัยหนึ่ง เมื่อสัจธรรมความจริงแท้ปรากฏขึ้น ทำให้บุคคลเข้าใจถึงสมมุติมายาแห่งโลก ความหลง ความยึดถือสมมุติมายาที่มีมาแต่เดิม ความหลงอยากอาลัยในสมมุติมายาที่มีมาแต่เดิม ก็พลันสิ้นสูญไป เพราะความรู้แจ้งเห็นจริงในสัจธรรมอันบริสุทธิ์เที่ยงแท้ได้ปรากฏขึ้นั่นเอง ดังนั้น เพราะความว่างจากสมมุติ จึงเห็นสัจธรรมตามจริง (บรรลุ) หรือเพราะความเห็นสัจธรรมตามจริง จึงว่างพ้นไปจากสมมุติ (กิเลสนิพพาน) ในกรณีแรก เป็นการเข้าถึงธรรมโดยกำลังความบริสุทธิ์ของจิตถึงก่อน เรียกว่า “เจโตวิมุติ” กรณีหลัง เป็นการเข้าถึงธรรมโดยปัญญาชำแรกเห็นธรรมก่อน จิตจึงจะบริสุทธิ์ในภายหลัง เรียกว่า “ปัญญาวิมุติ” แบบหลังนี้ หากพระโพธิสัตว์ถึงธรรมแล้ว จะยั้งจิตไม่ให้จิตบริสุทธิ์ไปหมด เพื่อจะเกิดใหม่ช่วยสรรพสัตว์ในชาติต่อไปก็ได้ ที่เรียกว่าการ “บรรลุฉับพลัน” นั่นเอง
ดังนั้น เพราะทั้งสองสิ่งเป็นเหตุและผลแก่กัน จึงอุปมาเป็นเหรียญสองด้านของโลกุตระ
โลกียะและโลกุตระเป็นเหรียญเดียวกัน
๑) เหรียญที่หมุนอย่างไม่สิ้นสุด ของ “โลกุตระและโลกียะ” (โลกหมุน)
กระบวนการเหตุและผลที่เสมือนเหรียญสองด้านนี้ ได้หมุนวน กลับด้าน จากด้านเหตุกลายเป็นผล และด้านผลกลายเป็นเหตุ ทำให้เกิดวัฏสงสารไม่สิ้นสุด ดังนี้
๑.๑) การหมุนจากด้านความไม่รู้ (อวิชชา)
โลกุตระเป็นเหตุ คือ ความบริสุทธิ์ของจิตเดิมแท้ แต่ดั่งเดิมไม่รู้เรื่องสมมุติมายาแห่งโลก จึงหลงผิดคิดว่าสมมุติมายาแห่งโลกนั้น คือ สัจธรรมความจริง จึงหลงยึดถือ นี่คือ สัจธรรมความจริงอย่างหนึ่ง ที่มนุษย์เกิดมาเป็นผู้ไม่รู้แต่ต้นก่อน แม้จิตจะบริสุทธิ์ก็ตาม
โลกียะเป็นผล คือ ความหลงยึดถือในสมมุติมายาแห่งโลก ทำให้ไม่อาจพ้นโลกียะไปได้ ไม่อาจเห็นสัจธรรมตามจริงได้ หลงวนอยู่นั่นเอง โดยธรรมชาติ นี่คือ ผลเป็นโลกียะ
๑.๒) การหมุนจากด้านสมมุติบัญญัติ
โลกียะเป็นเหตุ คือ โลกแต่เดิมนั้น ก่อนบุคคลจะเกิดขึ้น ไม่มีใครรู้สัจธรรมความจริงมาก่อน จึงต้องสมมุติบัญญัติสิ่งต่างๆ ขึ้นมา เพื่อให้ยึดถือไว้ชั่วคราว ให้สามารถอยู่กันได้ ดังนั้น ที่โลกต้องมีพระราชา มีทาส มีพ่อ มีลูก นั้น เพื่อให้อยู่กันสงบสุขชั่วคราวเท่านั้น
โลกุตระเป็นผล คือ การเวียนว่ายตายเกิด วัฏจักร การหมุนวนไม่สิ้นสุดของสมมุติมายาทางโลก เพราะเหตุจากการสมมุติบัญญัติ ทำให้ลูกหลานถูกสั่งสอนให้ยึดถือในสมมุติบัญญัติ จึงแทบไม่มีผู้หลุดพ้นจากสมมุติบัญญัติ อันนี้ เป็นสัจธรรมความจริงอย่างหนึ่ง
กระบวนการนี้ ก่อให้เกิดสังสารวัฏ การเวียนว่ายตายเกิด และก่อให้เกิดชาติภพใหม่ๆ ไม่สิ้นสุดของแต่ละบุคคล และเกิดวัฏจักรของโลกียะ คือ โลกแห่งสมมุติมายา ถ่ายทอดไปยังรุ่นลูกรุ่นหลานรุ่นต่อรุ่นไม่มีที่สิ้นสุด เพราะเมื่อบุคคลเกิดมายังไม่รู้ประสาอะไร ก็ต้องยึดถือจดจำสิ่งต่างๆ ไว้ก่อนเป็นเบื้องต้น สมมุติมายาจึงได้รับการปลูกฝังถ่ายทอดให้ดำรงอยู่ต่อไป เพื่อให้มนุษย์ผู้นั้นปรับตัวอยู่ในโลกได้ชั่วคราว นี่คือ วัฏจักรของโลก
๒) เหรียญที่หมุนอย่างมีที่สิ้นสุด ของ “โลกุตระและโลกียะ” (ธรรมจักรหมุน)
กระบวนการเหตุและผลที่เสมือนเหรียญสองด้านนี้ ได้หมุนวน กลับด้าน จากด้านเหตุกลายเป็นผล และด้านผลกลายเป็นเหตุ ทำให้เกิด “ธรรมจักร” หมุนวนไม่สิ้นสุด ดังนี้
๒.๑) การหมุนวนจากด้านสมมุติ
โลกียะเป็นเหตุ คือ ความสมมุติมายาแห่งโลก นำมาซึ่ง “ทุกข์” ทำให้บุคคลแสวงหาทางหลุดพ้นจากทุกข์ และสมมุติมายานี้เอง โดยธรรมชาติของมัน นี่คือ สาเหตุ
โลกุตระเป็นผล คือ สัจธรรมความจริงอันพ้นจากสมมุติมายาแห่งโลก นำมาซึ่ง “ความพ้นทุกข์” การ “พ้นโลก” เพราะสัจธรรมความจริงนั้นเอง โดยธรรมชาติ นี่คือ ผล
การหมุนวนแบบนี้ อาศัยโลกเป็นเสมือนแรงเหวี่ยง คือ ทางธรรมไม่ใช่ผู้กระทำ ทางโลกเป็นผู้กระทำเอง บีบเค้นให้เกิดแรงเหวี่ยงให้หลุดพ้นออกจากโลก คือยิ่งโลกมีความหลงในมายามากขึ้นเท่าไร ความทุกข์ก็จะยิ่งทวีมากขึ้นเท่านั้น บุคคลหนึ่งย่อมพยายามหลีกหนีออกจากวังวนทุกข์นั้นด้วยตนเอง เป็นธรรมชาติของมนุษย์ทุกคนอยู่แล้วที่จะหนีจากทุกข์ ดังนั้น ทางธรรมไม่ต้องร้อนรนใจอะไรเลย ปล่อยให้โลกมายาจัดการตัวเองไปแทน
๒.๒) การหมุนวนจากด้านสัจธรรม
โลกุตระเป็นเหตุ คือ สัจธรรมความจริงอันมีอยู่ก่อนแล้ว ได้ปรากฏให้ผู้คนได้เห็นได้เข้าใจ เช่น การตายของบุคคลที่เกิดขึ้นทุกวัน เป็นเครื่องเตือนทุกคนว่าความตายเป็นของแน่แท้ ชีวิตเป็นของไม่เที่ยง เพราะสัจธรรมความจริง มีอยู่แล้วโดยธรรมชาติ จึงไม่ต้องแสวงหาหรือสร้างใหม่แต่อย่างใด ขาดเพียงคนเข้าใจแล้วนำไปอธิบายให้บุคคลอื่นเข้าใจตามได้โดยง่ายก็เท่านั้น ดังนั้น โลกุตระ หรือสัจธรรม จึงเป็นสาเหตุต้นให้เริ่มหมุน
โลกียะเป็นผล คือ ความเข้าใจในสมมุติแห่งโลกบัญญัติแห่งโลกว่าช่วยประคับประคอง ให้บุคคลที่เกิดใหม่ยังไม่รู้ประสีประสาอะไร ได้เข้าใจ ยึดถือเป็นเบื้องต้นก่อน เพื่อความสงบเรียบร้อยของการดำเนินชีวิต จวบจนกว่าจะพบกับความวุ่นวายถึงที่สุดแล้วถูกเหวี่ยงหลุดออกมาจนพ้นโลก นั่นแหละ กระบวนการของโลก ดังนั้น จึงเข้าใจและยอมรับสมมุติมายาเหล่านี้ ไม่ไปทำลายสมมุติมายา และสามารถสร้างสรรค์สมมุติมายา สร้างบัญญัติใหม่ๆ ที่ดีงามให้เกิดขึ้นได้อีกด้วย เช่น การสร้างประเพณี, สร้างศาสนา (ซึ่งเป็นสมมุติ)
การหมุนวนแบบนี้ ทำให้บุคคลบรรลุถึงสัจธรรมความจริง แล้วยังเข้าใจโลก ไม่แปลกแยกตัวเองออกจากโลก ปรับตัวเองเข้ากับสมมุติบัญญัติแห่งโลกได้ อยู่ในโลกของคนที่หลงโลกได้อย่างปกติสุข ทั้งยังมีพลังอำนาจในการสร้างสิ่งใหม่ๆ ให้แก่โลกได้ด้วย สิ่งที่สร้างใหม่นั้น มาจากสัจธรรมแก่นแท้ แต่ห่อหุ้มด้วยเปลือกสมมุติบัญญัติที่แตกต่างกันออกไปเหมาะสมตามยุคสมัยและสถานการณ์เช่น การสร้างศาสนาพุทธของพระพุทธเจ้า การสร้างศาสนาคริสต์ของพระเยซู, การสร้างศาสนาฮินดูของชาวพราหมณ์, การสร้างศาสนาอิสลามของพระนบีมูฮัมหมัด ซึ่งล้วนแต่เข้าใจในสัจธรรมความจริงของโลกนี้ทั้งสิ้น แล้วจึงบัญญัติสมมุติต่างๆ ตามแต่ยุคสมัยและสถานการณ์จะเหมาะสมเอื้ออำนวยไป ทำให้ดูมีความแตกต่างกันในสมมุติบัญญัตินั้น ว่าเป็นศาสนานี้ ศาสนานั้น แท้แล้วก็เข้าถึงสัจธรรมเดียวกันทั้งสิ้น เพียงแต่อาศัยสมมุติบัญญัติที่แตกต่างกันในการอธิบายถ่ายถอด เพื่อวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันเท่านั้นเอง นี่คือ การหมุนวนของธรรมะ ไม่ใช่การหมุนวนทางโลก ที่เรียกว่า “ธรรมจักรหมุนแล้ว” อันเป็นหัวใจแห่งพระยูไลนั่นเอง
บทสรุปส่งท้ายบทความ
จะเห็นได้ว่า “ทางโลกก็หมุนไป” และ “ทางธรรมก็หมุนไป” การหมุนทางโลกมากไป ก็เกิดแรงเหวี่ยงให้หลุดออกจากทางโลก มาสู่ทางธรรม ดังนั้น ทางโลกและทางธรรม จึงเสมือนเป็นเหรียญเดียวกันอยู่คนละด้าน ต่างประกอบอาศัยกันและกันเกิดขึ้นแล้วดับไป ตามแต่ละยุคละสมัยหมุนเวียนเปลี่ยนผันไม่มีวันสิ้นสุด ไม่อาจคาดคะเนจุดเริ่มได้ ในกลไกลการหมุนทางโลก อาศัยความไม่รู้อยู่ก่อน อันเป็นสัจธรรมความจริงของมนุษย์ทุกคน และอาศัยการสมมุติบัญญัติสิ่งต่างๆ เพื่อให้โลกสงบสุขอยู่ร่วมกันได้ดี เป็นกลไกลให้เกิดการหมุนในทางโลก ส่วนการหมุนในทางธรรมนั้น อาศัยกลไกลสัจธรรมความจริงแสดงตัวเอง หรือบีบคั้นให้มนุษย์เห็นมันเอง เพราะมันมีอยู่แล้ว มีอยู่ก่อน มีอยู่จริง จึงมีพลังพอที่จะขับดับมนุษย์ได้ทุกคนให้ประจักษ์แจ้งในพลังแห่งธรรมชาตินั้น เป็นด้านหนึ่งในการหมุน อีกด้านหนึ่งคือ สมมุติบัญญัติ ที่ส่งผลเป็นพิษร้ายต่อมวลมนุษย์ที่หลงมัน ได้แสดงถึงพิษ ถึงความจริงอันเป็นทุกข์ อันเป็นสัจธรรมของมันอย่างแท้จริงออกมา ทำให้เหล่ามนุษย์ ต้องประจักษ์แจ้งในความจริงนั้น และเลิกหลงสมมุติมายาแห่งโลก
อนึ่ง บทความนี้อาจดูยาก ไม่สามารถอธิบายให้ง่ายได้มากกว่านี้เพราะจะทำให้ผิดพลาดคลาดเคลื่อนออกไปจากความเป็นจริง จึงต้องอธิบายสั้นกระชับรัดกุม ตรงประเด็นไม่เป็นอื่น และในความตรงประเด็นนั้น ล้วนเป็นหนึ่งเดียวกัน ดุจเหรียญๆ เดียวกันแต่มีสองด้าน มีพลวัตรแห่งการหมุนขึ้น ก็เกิดกลับด้านสลับไปมา ทำให้เกิดความงุนงงแก่ท่านผู้อ่านทั้งหลาย ขอให้ค่อยๆ ลำดับความคิดไป เพราะ “เหตุก็คือผล ผลก็คือเหตุ” เกิดดับด้วยมันเองในหนึ่งเดียวกัน แล้วแต่ว่าจะสมมุติ ยึดถือดูด้านใดก่อนเป็นเหตุต้นหรือผลปลาย