กรรมฐานพัฒนาการสี่ขั้น ตบะ, วสี, ฤทธิ์, ปัญญา
กรรมฐานพัฒนาการสี่ขั้น ตบะ, วสี, ฤทธิ์, ปัญญา
บางท่านฝึกสมาธิ เอาสมาธิ แล้วก็แช่อยู่อย่างนั้น ไม่รู้จะฝึกไปทำไม ฝึกไปไหนต่อ ไม่รู้ที่สุดแห่งการฝึก ในการฝึกสมาธินั้น เรียกว่า “ฝึกกรรมฐาน” เมื่อได้สมาธิแล้ว ต้องเอาผลเป็นฌาน เมื่อได้ฌานแล้ว ต้องฝึกความมั่นคงไม่เสื่อมถอยของฌานที่ได้ เรียกว่า ฝึกตบะ, ต้องฝึกความชำนาญในการเข้าฌานนั้น เรียกว่าฝึกวสี, ต้องฝึกความสามารถพิเศษในการหยั่งรู้ที่พ้นขอบเขตมนุษย์พ้นโลก เรียกว่า “ฝึกญาณ” หรือ “ฝึกอภิญญา” ก็ได้, แล้วขั้นสุดท้าย ต้องฝึกปัญญา ที่เรียกว่า “วิปัสสนา” จึงนับว่าจบหลักสูตร ในบทความนี้จะนำเสนอ การฝึกตบะ, วสี, อภิญญา เว้นแต่ปัญญาเพราะได้เคยแสดงไว้แล้ว ดังนี้
ทำไมต้องฝึกกรรมฐาน และกรรมฐานฝึกอย่างไร?
กรรมฐาน แปลตรงตัวหมายถึง “ฐานแห่งกรรม” หรือ “ฐานของจิตใจ” ในขณะ “ก่อกิจกรรมต่างๆ” ยกตัวอย่างเช่น คนที่จิตฟุ้งซ่านไปมา ทำโน่นทำนี่ ขาดสติ ขาดสมาธิ แบบนี้เพราะจิตไม่มีฐานรองรับการก่อกิจกรรมนั้นๆ ทำให้จิตแกว่งไปมา ฟุ้งซ่านไม่มีสมาธิ และไม่เกิดปัญญา ดุจคนตาบอดที่เดินหลงทางในที่มืด ดังนั้น การฝึกกรรมฐาน จึงมีประโยชน์ในการดำเนินชีวิต ทำให้ทุกกิจกรรมในชีวิตมีฐานที่มั่นคงรองรับจิตใจ เมื่อฐานมั่นคงรองรับจิตใจแล้ว จะทำกิจกรรมใดๆ ก็ดีหมด การฝึกกรรมฐาน จะต้องรู้จักจับอารมณ์ของกรรมฐานนั้นๆ ให้ได้ เหมือนคนมีอารมณ์เพลินทั้งวัน จิตย่อมไม่หลุดออกจากอารมณ์ดี อารมณ์เพลินนั้น ทำอย่างไรจึงมีอารมณ์ดีอารมณ์เพลินนั้นตลอดทั้งวันไม่ทุกข์เลยได้ จำต้อง “จับอารมณ์กรรมฐาน” หรือ อารมณ์ของจิตใจ ที่เป็นฐานในการกระทำทุกๆ กิจกรรในชีวิต เช่น อารมณ์ที่ว่างเบาสบายไปหมด อารมณ์ว่างนั้น คือ อารมณ์กรรมฐานนั่นเอง กรรมฐานแต่ละชนิดให้อารมณ์แตกต่างนั้นเล็กน้อย แต่ให้ผลแห่งอารมณ์นั้นๆ เป็นความสุขสงบร่มเย็น เฉกเช่นกัน ซึ่งจะกล่าวถึงอารมณ์ต่างๆ ต่อไป
๑) “ตบะ” ทำไมต้องฝึกตบะ? และตบะฝึกอย่างไร?
บางท่าน ไปฝึกสมาธิกับเพื่อนๆ ตอนเข้าสมาธิก็ได้สมาธิดี แต่พอออกจากสมาธิ จิตก็ฟุ้งซ่านขึ้นมาทันใด จิตไม่สงบ ปากก็ไม่สงบ พูดจ๊อกแจ๊กๆ ทั้งวัน น่ารำคาญ บางคนตอนอยู่ในสถานปฏิบัติธรรมก็ดูเป็นคนสงบเสงี่ยมดี พอเลิกออกมาได้เท่านั้น ก็ว้าวุ่นทันทีก็มี แบบนี้เรียกว่า “ความคงที่ในฌาน” นั้นไม่มี หรือ “ไม่มีตบะ” นั่นเอง บางท่าน ได้ฤทธิ์แล้วก็เสื่อมถอยจากฤทธิ์ที่เคยมี ทั้งนี้เพราะขาด “ตบะ” ดังนั้น การฝึกตบะจึงช่วยให้เกิดความคงที่ของภาวะฌาน อันนำไปสู่ความคงที่ของความสงบสุขและฤทธิ์ต่างๆ ได้ การฝึกตบะ จำต้องอาศัยตัวทดสอบจิตใจ เช่น ต้องลงไปนอนในเสื่อตะปู เพื่อดูว่าจิตจะยังคงฌานได้หรือไม่ แบบนี้ เป็นทุกขกริยา ไม่ควรทำ ในปัจจุบัน ให้ใช้การทำงานในชีวิตประจำวัน เช่น เจ้านายที่ชอบดุ เป็นเครื่องช่วยฝึกตบะแทน เช่น เมื่อเจ้านายดุมากๆ เรากลับนิ่งเฉยอยู่ได้ในอารมณ์สุขสงบวิเวกในอารมณ์ฌานได้ไม่เสื่อม
๒) “วสี” ทำไมต้องฝึกวสี? และวสีฝึกอย่างไร?
บางท่าน ได้ฤทธิ์ ได้อภิญญาโดยธรรมชาติ อดีตชาติทำมา แต่เวลาจะใช้ตามใจกลับทำไม่ได้ วิธีการคือ ต้องฝึก “วสีในฌาน” คือ เมื่อมีความชำนาญในการเข้าออกฌาน นับองค์ฌาน เข้าฌานเร็วได้ดั่งใจแล้ว จะเป็นฐานในจิตสามารถเอาภาวะฌานนั้นไปใช้กับการใช้อภิญญาและอิทธิฤทธิ์ได้ ดังนั้น จึงเป็นเหตุให้ต้องฝึกวสี นอกจากนี้ บางท่านไม่ทราบว่าการบรรลุธรรมเกิดแค่เสี้ยววินาทีเดียว หากขาดวสีก็จะจับเสี้ยววินาทีนั้นไม่ทัน การบรรลุธรรมก็ไม่เกิดขึ้น ดังนั้น จึงควรฝึกวสีในฌาน การฝึกวสี คือ การฝึกเข้าฌานให้เร็วได้ดั่งใจ, การเข้าออกฌานได้ดั่งใจ, ฝึกนับองค์ฌาน ฯลฯ ซึ่งจะได้กล่าวต่อไป
๓) “อภิญญา” ทำไมต้องฝึกฤทธิ์? และฤทธิ์ฝึกอย่างไร?
บางท่าน ไม่ทราบว่าท่านอื่นๆ มีวาระจิตอย่างไร ไม่ทราบว่าบางท่านแม้ดูเงียบๆ ไม่แสดงปัญญาแต่เขามีปัญญาบรรลุแล้ว จึงมัวแต่ไปสั่งสอนเขาโดยที่ตนเองไม่รู้เลยว่าเขารู้หมดแล้ว อย่างนี้เรียกว่าไม่มี “อภิญญา” เลย คือ ไม่มี “ญาณหยั่งรู้” ใดๆ เลย ไม่มีตาทิพย์ที่จะดูสิ่งที่ตาเปล่ามองไม่เห็นได้ ไม่มีความสามารถพิเศษเหนือปกติใดๆ บางครั้ง คุยกับผู้ฝึกจิตสายอภิญญาก็ไม่เข้าใจเขาเป็นต้น ดังนั้น บางท่านจึงต้องฝึกอภิญญา การฝึกอภิญญา คือ การฝึก “นิมิต” ซึ่งเกิดหลังจากฝึกกสิณ นั่นเอง ซึ่งจะได้กล่าวถึงต่อไป
๔) “ปัญญา” ทำไมต้องฝึกปัญญา? และปัญญาฝึกอย่างไร?
หลายท่านได้ทั้ง ตบะ, วสี, และอภิญญา แล้ว ขาดแต่ปัญญา ทำให้เป็นคนโง่ ไม่เข้าใจโลก ไม่เข้าใจตนเอง ทั้งยังมีความทุกข์อยู่ได้เนืองๆ ตัวความทุกข์นี้เองเป็นเหตุสำคัญที่สุด ที่ยังผลให้ ตบะ, วสี, อภิญญา เสื่อมได้ทั้งหมด ดังนั้น สุดท้ายแล้วบุคคลต้องฝึกปัญญา เอาตัวเองให้รอดจากความทุกข์ เมื่อพ้นแล้ว ไม่ทุกข์แล้ว จิตจะไม่ตก บุคคลที่จิตตก คือ จิตเศร้าหมองในกองทุกข์เมื่อไร ตบะ, วสี, อภิญญา ก็เสื่อมถอยได้ทันที ดังนั้น จึงต้องฝึกให้ได้ปัญญา เป็นด่านสุดท้าย เป็นฐานเครื่องยังความเที่ยงแท้ของสิ่งที่ฝึกมาทั้งหมดนั่นเอง การฝึกปัญญาเรียกว่า “วิปัสสนา” ซึ่งได้แยกเป็นบทความต่างหากไว้แล้ว ในบทความชุดนี้ จะไม่ขอนำกลับมากล่าวซ้ำอีก จะเน้นเพียงสามตัวแรกเท่านั้น
การฝึกตบะในฌานแบบต่างๆ
การฝึกตบะมีผลดีสำหรับการใช้ชีวิตในปัจจุบันอย่างไร?
การฝึกตบะ มีหลักการเดียวกัน คือ เมื่อได้ฌานแล้ว จะต้องหาเครื่องทดสอบ ทางร่างกายหรือจิตใจ เช่น เข้าฌานแล้วนอนบนตะปูได้ไม่รู้สึกเจ็บ เพราะจิตแน่วแน่อยู่ในฌานนั้น เป็นต้น ในการฝึกสมัยใหม่ เราจะไม่มีการทรมานกายที่เรียกว่า “บำเพ็ญทุกขกริยา” แต่เราจะมีการทดสอบจิตใจ คือ การทรงจิตในภาวะฌานให้ได้ในขณะที่อยู่ในสถานการณ์กดดันทางจิตใจ ซึ่งสถานการณ์เหล่านี้มีมากมายในชีวิตประจำวัน เช่น ขณะขับรถ ก็จะมีการกระทบกระทั่งเบียดเบียนกันของรถแต่ละคัน เราต้องอยู่ในภาวะความสงบสุขสงัดให้ได้ ไม่หลุดออกจากภาวะนั้น จึงจะเกิดตบะได้ ดังนั้น การฝึกตบะ จึงเป็นของดี และเป็นของทันสมัยมากๆ เหมาะสมสำหรับการดำรงชีวิตในเพศฆราวาสปัจจุบันอย่างยิ่ง ดังนั้น ผู้เขียนจึงได้แนะนำให้ผู้ฝึกจิต เมื่อได้ฌานแล้ว ควรฝึกตบะตามมา
การฝึกตบะในกรรมฐานต่างชนิดกันต่างกันอย่างไร?
ไม่มีความแตกต่างกันในเรื่องการทรงภาวะจิต, การเข้าหาเครื่องทดสอบจิตใจ เช่น หากอยู่เฉยๆ ได้ฌานแล้ว เราจะไม่รู้เลยว่า ในภาวะที่ถูกยั่วยุทางอารมณ์ เช่น โดนรุมด่า หรือถูกเพศตรงข้ามยั่วยวน เราจะไม่ทราบเลยว่าเราจะพ้นได้หรือไม่ เราจะไม่ก่อกรรมได้หรือไม่ หลายท่านเป็นพระสงฆ์ดีๆ อยู่ ฝึกจิตได้ฌาน แต่เมื่อถูกสีกายั่ว ก็ต้องอาบัติปราชิกไป ดังนั้น ตบะจึงเป็นของคู่กับการฝึกกรรมฐานทุกชนิด ที่แตกต่างกันเพียงกุศโลบายในการรวมจิตนั่นเอง เช่น กสิณสีแดง ใช้การระลึกถึงสีแดงในการรวมสมาธิ, กสิณน้ำใช้การระลึกถึงน้ำในการรวมจิตทำสมาธิ เมื่อได้สมาธิแล้ว ก็ละออกจากกุศโลบายนำจิตนั้นๆ ให้จิตเป็นไปตามธรรมชาติ มีอารมณ์สงบสุขสงัดตามธรรมชาติ เรียกว่า “อารมณ์กรรมฐาน” ในจุดนี้ แต่ละกรรมฐานจะให้อารมณ์ที่แตกต่างกันเล็กน้อย แต่ก็นับว่ามีความสงบสุขเหมือนกัน เมื่อจิตสงบสุขยิ่งขึ้นไปอีกระดับแล้วความละเอียดก็มากขึ้น ความรู้สึกหยาบๆ ที่แตกต่างกันก็หมดไป มีแต่ความว่างเบาสบาย, สุขสงัด, สงบเหมือนกันทั้งสิ้น ดังนั้น เริ่มแรกอาจต่างกันบ้าง แต่เมื่อเข้าฌานลึกขึ้นในช่วงท้าย (ฌานสี่) ก็ไม่ต่างกัน