พระคาถาเปิดจิตรับประทับทรงองค์พระมุนีสัมพุทธองค์และอสีติมหาสาวก

พระคาถาเปิดจิตรับประทับทรงองค์พระมุนีสัมพุทธองค์และอสีติมหาสาวก

พระคาถาเปิดจิตรับประทับทรงองค์พระมุนีสัมพุทธองค์และอสีติมหาสาวก

ในพิธีรับ “อริยขันธ์ ๕” (พี้เลี้ยงฝึกหัด) จะทำการเปิดจิตเพื่อรับประทับทรงองค์เทพ มหาเทพ ต่างๆ นั้น ในการรับขันธ์แบบอริยขันธ์ จะรับองค์เทพ ที่เรียกว่า “วิสุทธิเทพ” หรือ “สมณเทพ” เท่านั้น คำว่า วิสุทธิเทพ หมายถึง เทพผู้สำเร็จธรรม ขั้นอรหันต์ ได้แก่พระพุทธเจ้า, พระปัจเจกพุทธเจ้าและพระอรหันตสาวกทั้งหลาย ส่วนคำว่า “สมณเทพ” นั้น หมายถึง เทพผู้ทรงศีลอยู่ในสมณะเพศ ได้แก่ เทพฤษี, พระโพธิสัตว์, และเทพชั้นพระอริยะตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไป ดังนั้น ผู้รับอริยขันธ์ จึงไม่มุ่งไปอื่น นอกจากการบรรลุธรรม หมดสิ้นชาติภพ แล้วแต่กำลังการปฏิบัติว่าจะพาตนรอดพ้นได้ถึงขั้นไหน จะไม่มีการรับขันธ์เพื่อเปิดจิตรับทรงองค์เทพที่ไม่บรรลุธรรมเด็ดขาด เพราะการปฏิบัติแบบอริยขันธ์นี้ เป็นการปฏิบัติเพื่อบรรลุเป็นอริยบุคคล ไม่ใช่เอาฤทธิ์เอาเดช ซึ่งการรับองค์เทพที่ไม่บรรลุธรรมนั้น มีปัญหามากมายหลายประการตามมา เพราะองค์เทพเหล่านั้นไม่รู้กิจอันควรบ้าง ทำพลาดไปบ้าง บางองค์ คิดอยากโปรดสัตว์ จึงใช้อิทธิฤทธิ์มากเกิน ส่งผลให้ระบบสามภพผิดพลาดไป กลายเป็นการสร้างบาปกรรมทำลาย แทนที่จะช่วย กลับยิ่งซ้ำเติมก็มี ดังนั้น แนวทางของอริยขันธ์ จึงห้ามรับขันธ์จากเทพที่ไม่บรรลุอริยะเด็ดขาด นี่คือ ความแตกต่างของอริยขันธ์ กับขันธ์ทั่วไป และยิ่งแตกต่างในบั้นปลายสุดท้าย ที่อริยขันธ์ให้ผลเป็นความหลุดพ้น ความสุขแท้จริง ในขณะที่การรับขันธ์แบบอื่นๆ มักให้ผลเป็น “เทวทัณฑ์” กล่าวคือ ทำผิดต่อองค์เทพ แล้วถูกเทพองค์นั้นลงทัณฑ์จนชีวิตพบกับความวิบัติ เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นกับบุคคลมาหลายรายแล้ว แนวทางอริยขันธ์นี้จึงละเว้นเสียจากการยอมรับให้องค์เทพที่ไม่บรรลุธรรมเข้าทรง

พระคาถานี้ หากต้องการให้ได้ผลดี ควรจัดบายศรีสู่ขวัญ พร้อมเครื่องบูชาที่ยกเว้นของคาว (จัดคล้ายบายศรีเทพพรหมก็ได้) ให้ทำพิธีก่อนทำการฝึกกรรมฐาน แล้วว่าพระคาถานี้ ให้ชัดเจน ให้ผู้ฝึกกรรมฐานได้ยินโดยทั่วกัน ในขณะที่นั่งสมาธิร่วมในพิธี แล้วจึงเริ่มฝึกกรรมฐานตามรอยองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าต่อไป จักฝึกกรรมฐานได้ก้าวหน้ามาก และเมื่อฝึกกรรมฐานแล้ว ให้ระลึกไว้เสมอว่า ได้พระพุทธเจ้าบรมครูผู้สูงสุดเป็นครูทางจิตวิญญาณแล้ว มีพระอรหันต์ทั้งหลายเป็นครูผู้ช่วยอีกมาก ไม่ให้หลงเทพ ไม่ให้ออกนอกลู่นอกทาง ไม่ให้เข้าองค์ทรงเจ้าอื่นๆ อีก โปรดเข้าใจว่าพระอริยเทพ ท่านจะสูงกว่าเทพอื่นใด แม้เทพเหล่านั้นจะมีฤทธิ์มากขนาดใด แต่ยังสามารถตกสวรรค์ไปเวียนว่ายตายเกิด เป็นหมู หมา สัตว์นรก เปรต ได้อีก อย่าหลงสวรรค์ อย่าหลงเทพ อย่าหลงฤทธิ์ อย่าหลงตำแหน่งเทพนั้นๆ ความเป็นพระอริยะนั้นประเสริฐเหนือกว่าสิ่งใดๆ ทั้งมวลแล้ว สูงที่สุดแล้ว เมื่อรับอริยขันธ์แล้ว ก็จะไม่ทรงเจ้าเข้าผีอีกเด็ดขาด ในการรับอริยขันธ์นั้น จะให้กับตั้งแต่ขันธ์ ๘ ซึ่งนับว่าต่ำที่สุด และยังทรงเจ้าเข้าผีได้ ไม่นับเป็นลูกศิษย์พระตถาคตที่แท้จริง แต่จะให้รับเพื่อลองใจ ทดสอบความพร้อมก่อน เมื่อบุคคลนั้นผ่านการทดสอบแล้วจะให้รับขันธ์ ๕ อันจะสามารถทำหน้าที่เป็นอริยพราหมณ์พี้เลี้ยงได้ สำหรับผู้เคยเป็นคนทรง อยากเลิก ต้องมีวิสุทธิเทพคุ้มครองร่างแทน จึงไม่มีการทรงอีก ให้รับอริยขันธ์ ๕ แล้วต้องปฏิบัติธรรมอย่างเคร่งครัด ก็จะรอดพ้นจากการรบกวนจากเทพนั้นๆ

ในพิธีเปิดจิตรับประทับทรงแบบอริยขันธ์นี้ จิตจะสื่อตรงต่อพระพุทธเจ้า, พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอรหันต์ พระอริยเทพ วิสุทธิเทพ สมณเทพ ต่างๆ โดยใช้พระคาถา “ชินบัญชร” ของพระพุฒาจารย์โต เป็นคาถาศักดิ์สิทธิ์ในการเปิดจิตรับประทับทรง คำว่า “ชินนะ” หมายถึง องค์พระพุทธเจ้า คำว่า “บัญชร” หมายถึง หน้าต่าง “ชินบัญชร” จึงหมายถึง คาถาเปิดจิตรับพระพุทธเจ้านั่นเอง ทำให้เป็นคนว่านอนสอนง่าย เปิดจิตเปิดใจรับธรรม ไม่ดื้อด้าน ไม่เป็นคนใจแคบ ไม่ปิดกั้นใจตนเอง และส่งผลให้พลังพุทธคุณส่งลงมาช่วยบุคคลนั้นๆ ได้สำเร็จมรรคผลโดยง่าย ไม่หลงเทพ ไม่หลงทาง ดังนี้

ชินบัญชร (ฉบับแปลภาษาไทย)

ข้าฯ ขอเชิญเสด็จ พระสรรเพชญ พุทธองค์
นราสภาทรง พิชิตมาร และเสนา
ยี่สิบแปดพระองค์ นายกสงฆ์ทรงสมญา
ตัณหังกรเป็นต้นมา ทรงดื่มแล้ว ซึ่งรสธรรม
จตุสัจอันประเสริฐ ทรงคุณเลิศ ดิลกล้ำ
ยอดบุญ พระคุณนำ ยิ่งเทพไท ไตรวิชชา
โปรดรับ ประทับทรง ณ ที่ตรง กระหม่อมข้า
พระพุทธเจ้าสา- ธุประฌม บังคมเชิญ
ขอให้พระพุทธะ สักกยะ พระจำเริญ
ประทับบนเศียรเทอญ ปราชญ์สรรเสริฐพระบารมี
ขอให้พระธรรมะ อริยะวิสุทธิ์ศรี
ประทับจักขุนทรีย์ ให้ข้ามีปัญญาญาณ
ขอให้พระสังฆะ วิสุทธะคุณาจารย์
สถิตประดิษฐาน อุระข้า อย่ารู้ไกล
ให้พระอนุรุทธิ์ บริสุทธิ์ อยู่หทัย
พระสารีบุตรไพ- โรจนัย ณ เบื้องขวา
เบื้องหลังพระโกณทัญ- ญะสถิต จิตตสา
เบื้องซ้ายพระโมคคัลลา- นะสถิต สถาพร
หูขวา พระอานนท์ ประชุมชน ประณมกร
พระราหุล อุดมพร สถิตร่วม จรัญญา
หูซ้ายพระกัสสป นิราศภพ กิตติมา
คู่กับพระมหา- นามสถิตย์ ประดิษฐาน
พระพุทธะโสภิต ผู้เรืองฤทธิ์ อุดมญาณ
จอมมุนี วีระหาญ ไตรวิชชา ประภากร
ดุจดวง พระอาทิตย์ แร่งร้อยฤทธิ์ พันแสงศร
สถิตเกศ อุดมกร ปัญฉิมภาค พิบูลพรรณ
พระกุมาระกัสสป ผู้เจนจบ วจีสัณห์
บ่อคุณคุณานันท์ สถิตโอษฐ์ อลังการ
ขอให้พระปุณณะ เถระพระอังคุลิมาล
พระอุบาลีศานต์ พระนันทะ พระสีวลี
บรรจบเป็นเบญจะ พระเถระ ผู้เรืองศรี
สถิตอยู่นลาตมี เสน่ห์ดี ไมตรีตาม
แปดสิบ พระสาวก มนต์สาธก ผู้เรืองนาม
เรืองเดช ทุกโมงยาม ด้วยลีลา ธิคุณคง
สถิตทั่วทุกส่วนกาย ทั้งน้อยใหญ่ประทับทรง
เป็นคุณจำเริญมง คลเลิศประเสริฐศรี
ขอเชิญพระปริตร อันศักดิ์สิทธิ์ในแดนตรี
เมตตาและปรานี บริรักษ์ นิราศภัย
เบื้องหน้ารัตนสูตร ธรรมาวุธ อันเกรียงไกร
ทักษิณ อันฤาชัย เมตตสูตร พระพุทธมนต์
ปัจฉิม ธชัคคสูตร พุทธาวุธ วิเศษล้น
บุดรมหามนต์ อังคุลิมา ละสูตรเสริม
ขันธโมพระปริตร ดังจักรกฤช ประสิทธิ์เฉลิม
อาฏานาฎสูตรเติม พระขรรค์เพ็ชรเผด็จมาร
เพดารกั้นมารอากาศ ให้ปลาส เกษมศาสตร์
อีกให้เป็นปราการ กำแพงแก้วกำขัตภัย
กำแพงแก้วเจ็ดชั้น ดำรงมั่น เดโชชัย
พระชินราช ประสาทให้ เป็นเกาะใหญ่ คุ้มครองตน
ด้วยเดช พระชินศรี เรืองฤทธี มากเหลือล้น
กำจัดภัย ทุกแห่งหน ทั้งวิบัติ อุปัททวา
ทั้งภายนอกและภายใน เกิดเป็นภัย ไม่นำพา
เพียงลมร้าย พัดไปมา ไม่บีฑา อย่าอาวรณ์
เมื่อข้า สวดพระสูตร พระสัมพุทธบัญชร
สูงสุด พุทธพร ในพื้นเมธนีดล
กลางชินนะบัญชร คุณากร กิตติพล
หวังใดให้เป็นผล จากกุศลสาธยาย
ขอมวลมหาบุรุษ หน่อพระพุทธฤาสาย
รักษา ข้าอย่าคลาย ตลอดกาล นิรันดร
อีกเวทมนต์ ดลคาถา ที่มวลข้า ประฌมกร
เล่าเรียน เพียรว่าวอน อนุสรณ์ ตลอดมา
เป็นคุณ คุ้มครองดี อย่าให้มี ซึ่งโรคา
เป็นคุณ ช่วยรักษา สรรพภัย ไม่แผ้วพาน
อานุภาพ พระชินะ อุปัทวะ อย่ารู้หาญ
ห่างไกร ไม่ระราน ประสบงาน สวัสดี
อานุภาพ พระธรรมมะ ให้ชำนะ ความอัปรีย์
ห่างไกล คนใจผี กาลกิณี ไม่กล้ำกราย
อานุภาพ พระสังฆะ ให้ชำนะ อันตราย
ไม่เห็น คนใจร้าย ไม่มั่นหมาย มารราวี
อานุภาพ พระสัทธรรม ทุกเช้าค่ำ รักษาศรี
จำรัส จำเริญดี ร่มพระศรี ชินบัญชรฯ

 “ขันธ์ ๕” ขันธ์ของฆราวาสผู้ไร้ครอบครัวและไม่มีอาชีพ (กรรมหมดบุญออก)

ในขั้นนี้ จะรับอริยขันธ์โดยยังไม่มีการถือบวชใดๆ และมีอาชีพได้ตามปกติ แต่จะไม่มีครอบครัวอย่างแน่แท้เด็ดขาด (ต่างจากอริยขันธ์ ๘ ที่ยังมีครอบครัวอยู่ และมีการเข้าทรงเลี้ยงตัวเองเป็นอาชีพ หรือใช้ความสามารถพิเศษทางจิตเลี้ยงชีพได้) ห้ามทรงเจ้าเข้าผีตลอดชีวิต ทั้งยังห้ามมิจฉาชีพ คือ อาชีพที่เกี่ยวเนื่องกับความเชื่อ และพลังจิตพิเศษซึ่งเป็นจุดที่แตกต่างจากอริยขันธ์ ๘ สำหรับบุคคลที่เคยมีครอบครัวแล้วหากจะรับอริยขันธ์ ๘ ควรเลี้ยงดูครอบครัวให้พ้นจากภาระ มีอาชีพการงานดูแลตนเองได้หมดก่อน จึงค่อยสละครัวเรือนมารับอริยขันธ์ ๕ ที่สูงขึ้น แล้วเตรียมตัวเพื่อรับขันธ์ที่สูงขึ้นต่อไป ในการเปลี่ยนขันธ์แต่ละครั้ง ไม่จำเป็นต้องกำหนดว่าระยะเวลานานเท่าใด ขึ้นอยู่กับผู้ปฏิบัติจะพร้อมในการรับขันธ์ระดับใด แต่จะต้องปฏิบัติได้จริง สำหรับอริยขันธ์ห้านี้ จะเหมาะสมกับผู้อุทิศตนเองให้กับศาสนาอย่างเต็มตัวเช่น ครูสอนศาสนา ฯลฯ โดยไม่ต้องมีภาระครอบครัว และไม่อาศัยการบำเพ็ญเพื่อเลี้ยงชีพหรือแลกมาซึ่งเงินทอง ทั้งยังละเว้นจากเรื่องการเมือง จึงนับอริยขันธ์ ๕ นี้ว่าเป็น “โพธิขันธ์” หรือขันธ์ที่พระโพธิสัตว์จะทรงถือไว้เพื่อเป็นแนวทางในการบำเพ็ญบารมีนั่นเอง โดย “อริยขันธ์ ๕” มีดังนี้

๑)    “ศีลขันธ์” ศีล ๕ คู่ (ศีล ๑๐) คือ สิ่งยืมใช้เพื่อบำเพ็ญธรรมชั่วคราวบนโลก ซึ่งเป็นเครื่องประคองตน เตือนสติตนให้ระลึก ระวังกรรม ได้แก่ เว้นการการละเมิดในศีลทั้ง ๘ ประการแต่เดิม และศีลอีก ๒ ประการใหม่ คือ ละเว้นจากการมีครอบครัว, คู่ครอง, คู่นอน, คู่ใจ และละเว้นจากกิจทางโลก อันมิใช่กิจเพื่อครองสังขาร เช่น การเมือง, อาชีพหมอดู ฯลฯ พึงรับได้แต่กิจทางธรรม

๒)     “พรหมวิหารขันธ์ (พรหมวิหาร ๔) คือ สิ่งยืมใช้เพื่อบำเพ็ญธรรมชั่วคราวบนโลก อันได้แก่ วิหารกายเนื้อแห่งพรหม, และจิตพุทธะ ที่ประคองร่วมกันอยู่ดุจโบสถ์และพระประธาน ได้แก่ เมตตา, กรุณา, มุทิตา, อุเบกขา ทั้งสี่ประการนี้ช่วยให้ผู้ปฏิบัติธรรมลดความเห็นแก่ตัว และเพื่อผลประโยชน์แก่มหาชนมากขึ้น ไม่ได้มุ่งเน้นเอาตัวเองรอดเหมือนการปฏิบัติแบบขันธ์ ๘

๓)    “อินทรีย์ขันธ์” (อินทรีย์ ๕) คือ สิ่งยืมใช้เพื่อบำเพ็ญธรรมชั่วคราวบนโลก อันได้แก่ ความสามารถที่ฝึกฝนได้ดุจอวัยวะในร่างกายทั้ง ๕ ประการ ได้แก่ ศรัทธา, วิริยะ, สติ, สมาธิ, ปัญญา ที่เจริญดีจนสามารถใช้ได้คล่องแคล่วประดุจอวัยวะหนึ่งในร่างกาย สำหรับผู้บำเพ็ญด้วยการรับขันธ์ ๕ จำต้องฝึกปรืออินทรีย์ ๕ ประการนี้อย่างสม่ำเสมอมิขาด มิย่อหย่อน เพราะเป็นเครื่องพัฒนาตนเองให้ไปสู่ความเจริญเพิ่มขึ้นในทุกๆ ด้าน

๔)     “สัปปุริสธรรมขันธ์” (สัปปุริสธรรม ๗) คือ สิ่งยืมใช้เพื่อบำเพ็ญธรรมชั่วคราวบนโลก ซึ่งเป็นธรรมที่ช่วยปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ต่างๆ ได้ดี เหมาะสมสำหรับฆราวาสที่ยังเกี่ยวข้องกับสังคมโลกอยู่ ได้แก่ ธัมมัญญุตา (รู้เหตุ), อัตถัญญุตา (รู้ผล), อัตตัญญุตา (รู้ตน), มัตตัญญุตา (รู้ประมาณ), กาลัญญุตา (รู้กาล), ปริสัญญุตา (รู้ชุมชน ค่านิยม, ความเชื่อ ฯลฯ), บุคคลปโรปรัญญุตา (รู้คน ในฐานะที่คนแต่ละคนมีความแตกต่างกันไปไม่เหมือนกัน)

๕)    “บารมีขันธ์” คือ สิ่งยืมใช้เพื่อบำเพ็ญธรรมชั่วคราวบนโลก อันได้แก่ บารมี ที่ช่วยโปรดสัตว์ ได้แก่ ทานบารมี, วิริยะบารมี, ขันติบารมี, อุเบกขาบารมี, เนกขัมบารมี, ศีลบารมี, สัจจบารมี, อธิษฐานบารมี, เมตตาบารมี, ปัญญาบารมี ทั้งหมดนี้คือ ขันธ์ที่สำคัญที่ผู้รับขันธ์ ๕ จำต้องนำไปปฏิบัติด้วย

เมื่อเปรียบเทียบกับอริยขันธ์ ๘ แล้ว อริยขันธ์ ๘ จะเป็นเหมือนการเข้าสู่วรรณะพราหมณ์ คือ สามารถใช้ความสามารถพิเศษทางจิต, เข้าทรง, ใช้ตาทิพย์ ฯลฯ ในการเลี้ยงชีพได้ โดยอาศัยอาชีพนั้นยังกิจเพื่อประพฤติธรรมตามแนวอริยขันธ์ แต่สำหรับอริยขันธ์ ๕ แล้ว จะเป็นเหมือนการ “บวชใจ” เป็นแนวปฏิบัติแบบโพธิสัตว์ คือ ยังไม่มีการบวชห่มเหลือง หรือขาวก็ตาม แต่จะประพฤติเสมือนนักบวชชั้นต้น เพื่อเตรียมตัว เตรียมความพร้อม ขณะอยู่ในเพศบรรพชิต และละเสียจากอาชีพทรงเจ้าเข้าผี, อาชีพที่เกี่ยวกับความเชื่อสิ่งลี้ลับ ฯลฯ โปรดสังเกตว่าศีลของอริยขันธ์ ๘ นั้น เปิดช่องให้เสพกามได้ แต่ต้องไม่ใช่การมีครอบครัว, คู่นอน, คู่ครอง, คู่ใจ ฯลฯ เช่น การเสพกามที่ไม่เกี่ยวข้องกับผู้ใด ซึ่งเป็นกามระดับละเอียด เป็นกามที่ผู้เคยมีกาม ใช้เป็นเครื่องระบาย เพื่อไม่ต้องเกี่ยวข้องวุ่นวายกับใคร เป็นกามที่ผู้ยังไม่พร้อมจะเอาชนะกาม สามารถปรับตัวมีชีวิตอยู่ได้จริงไม่ร้อนรนแสวงหา แต่เมื่อเข้าสู่อริยขันธ์ ๓ เมื่อใด หมายความว่าต้องประพฤติพรหมจรรย์ ห้ามมีการเสพกามไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้งยังห้ามเรื่องอาชีพและการรับเงินทองอีกด้วย อริยขันธ์ ๓ จึงเป็นขั้นที่เตรียมความพร้อมในการเป็นเพศบรรพชิตเต็มที่ และฆราวาสมักทรงอยู่ในอริยขันธ์ ๓ ได้ไม่นาน มักบวชพระ ซึ่งนับเป็นอริยขันธ์ ๑ ในขั้นต่อไป ดังนั้น สรุปได้ง่ายๆ ว่า อริยขันธ์ ๘ เหมาะสำหรับพราหมณ์และผู้ต้องการเลี้ยงชีพด้วยพลังพิเศษ โดยยังมีศีลธรรมของพระพุทธเจ้าช่วยประคับประคองไว้ อริยขันธ์ ๕ เหมาะสำหรับผู้มีจิตตรงต่อนิพพาน และต้องการบำเพ็ญบุญบารมีเต็มตัว อริยขันธ์ ๓ เหมาะสำหรับผู้เตรียมตัวปลีกเร้นจากครัวเรือนไปสู่เพศบรรพชิต อริยขันธ์ ๑ เหมาะสำหรับผู้ต้องการบวชพระเพื่อพระนิพพานอย่างเดียว และอริยขันธ์ ๐ คือ ดับขันธปรินิพพาน นั่นเอง ด้วยวิธีการรับอริยขันธ์แบบนี้ จะส่งผลให้เทพและมนุษย์อยู่ร่วมกันได้ มารก็มีอาชีพ โดยมีศีลธรรมคุ้มครองได้ พระโพธิสัตว์ก็บำเพ็ญได้ สาวกภูมิ ก็เตรียมตัวก่อนบวชได้ ทำให้พระพุทธศาสนาไม่มัวหมอง และท้ายที่สุด มีจิตตรงสู่พระนิพพานไม่ไปอื่น หลายท่านที่รับขันธ์กันเอง เมื่อเกิดปัญหาจากการรับขันธ์เพราะผิดสัจจะต่อเทพก็ดีหรือทำผิดประการใดไปก็ดี มักได้รับเทวทัณฑ์ที่รุนแรง และไม่สามารถแก้ไขได้อีก การรับอริยขันธ์ จึงเป็นทางเลือกที่จะสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้อย่างครบถ้วน ขอโปรดพิจารณา

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น