เซียนในทางพุทธศาสนา
เซียนในทางพุทธศาสนา
เซียนเต๋า หมายถึงผู้สำเร็จวิชชาขั้นสูงสุด ไม่ว่าจะเป็นวิชชาทางปัญญา หรืออภิญญาก็นับเป็นเซียนทั้งสิ้น เรียกได้ว่าเซียนมีทั้งฝ่ายบู้และบุ๋น ในทางพุทธศาสนาผู้สำเร็จเซียน คือ สูงสุดของวิชชาทางพุทธศาสนา ก็คือ ต้องบรรลุธรรมขั้นอรหันต์ จึงนับได้ว่าสำเร็จขั้นสูงสุดของวิชชาทางพระพุทธศาสนา การสำเร็จวิชชาบางส่วนแต่ไม่สำเร็จขั้นสูงสุด เช่น การสำเร็จวิชชาสาม แต่ไม่สำเร็จอรหันต์ ก็จะไม่นับเป็นเซียนในทางพุทธศาสนา แท้จริงแล้ว คำว่าเซียนในพุทธศาสนานั้นไม่มี คำว่าเซียนเป็น “สมมุติบัญญัติ” ของลัทธิเต๋าเท่านั้น เมื่อนำมาใช้กับทางพุทธ จึงต้องหมายถึงพระอรหันต์ แต่เมื่อใช้ในทางเต๋าแล้ว ไม่จำเป็นต้องถึงขั้นอรหันต์ก็นับเป็นเซียนได้ เพราะทางลัทธิเต๋าไม่มุ่งเน้นว่าต้องบรรลุหลุดพ้นถึงขั้นอรหันต์ เต๋าหากบำเพ็ญถึงขั้นสูงสุดจริงๆ จะบรรลุเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า นับว่าอรหันต์ด้วยตนเอง แต่แม้ไม่ถึงขั้นนั้น ก็ยังนับว่าสำเร็จเซียนได้
เซียนในทางเต๋านับตั้งแต่ผู้ได้สำเร็จวิชชาด้านปัญญาหรืออิทธิฤทธิ์ขั้นสูงสุด เช่น ท่านขงจื้อ ได้ศึกษาเต๋าแล้วเห็นว่าลึกซึ้งเกินไป ทำให้ผู้เข้าถึงอยู่ในวงแคบ จึงทำให้ง่ายขึ้น และเหมาะสมกับคนทั่วไป โดยเน้นเต๋าทางสายขาวอย่างเดียว ต่างจากเต๋าดั้งเดิมที่จะสอนทั้งสายขาวและสายดำ เซียนเต๋าโบราณจึงมีทั้งเซียนดีและเซียนถ่อย มีทั้งผู้ที่ทำสิ่งดีงามและทำลายล้างก็นับเป็นเซียนหมด การที่ท่านขงจื้อสามารถสร้างแนวทางธรรมของตนเองได้ หลังจากศึกษาเต๋าแล้ว จึงนับท่านขงจื้อว่าสำเร็จธรรมระดับเซียน ในด้านปัญญาได้ด้วย ซึ่งไม่เน้นอิทธิฤทธิ์ ในกรณีของท่านขงจื้อนี้ นับเป็นเซียนแบบพิเศษ คือ เป็นเซียนที่โปรดสัตว์ จิตดั้งเดิมเป็นจิตโพธิสัตว์ ไม่ใช่จิตแบบปัจเจกชน ซึ่งปกติแล้ว ผู้สำเร็จเซียนจะไม่เข้าหาสังคม จะปลีกตัวอยู่สันโดษวิเวก แต่สำหรับท่านขงจื้อแตกต่าง เพราะจิตดั้งเดิม (จิตเดิมแท้) เป็นโพธิจิต ไม่ใช่จิตแบบพระปัจเจกพุทธเจ้านั่นเอง แม้กระนั้น ท่านขงจื้อ ก็ต้องมีรอยกรรมเวรเฉกเช่น เซียนทั่วไป คือ แม้จะเข้าถึงธรรมมากเท่าใด ทำให้ง่ายขึ้นได้เท่าใด ก็ไม่อาจได้รับการยอมรับจากสังคมโลกได้ สังคมโลกในยามนั้น ยังไม่มีใครเข้าใจ หรือแม้เข้าใจก็ไม่ยอมรับ เพราะเห็นว่าไม่ช่วยให้สนองกิเลสตัณหาให้กับตนเองนั่นเอง การเผยแพร่ธรรมของท่านขงจื้อจึงล้มเหลวในยามที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ แต่กลับประสบความสำเร็จเมื่อท่านตายจากไป ในกรณีนี้ก็ไม่แตกต่างจากพระเยซู ที่ทรงถูกต่อต้านจากผู้มีอำนาจเมื่อยามมีพระชนม์ชีพ แต่ได้รับการยอมรับอย่างสูงเมื่อท่านได้สิ้นพระชนม์ไปแล้ว จัดว่าเข้าข่ายสำเร็จขั้นเซียนเหมือนกัน หากใช้มาตรฐานการวัดความสำเร็จทางธรรมแบบเต๋า ก็จะนับว่าสำเร็จขั้นเซียนทั้งสองท่าน
หากใช้มาตรฐานทางเต๋าวัดว่าในพระพุทธศาสนามีผู้ใดบรรลุแบบเซียนบ้าง ก็จะพบว่ามีหลายท่านที่สำเร็จขั้นเซียนเช่น พระเทวทัตสำเร็จอภิญญาห้า เหาะเหินเดินอากาศได้ นี่นับว่าเป็นเซียนในทางเต๋า แต่ในทางพุทธไม่นับว่าสำเร็จสุดยอดวิชชา ไม่นับให้ว่าสำเร็จเซียน ดังนั้น พระเทวทัตจึงเดินรอยกรรมแบบเซียน แต่เป็นเซียนสายดำ เป็นเซียนถ่อยทำสิ่งไม่ดี เป็นต้น ในพุทธศาสนามีผู้ร่ำเรียนวิชชาแล้วสำเร็จจนมีฤทธิ์มีเดช ผู้คนนับถือมากมายไม่ต่างจากพระเทวทัตนี้มีมาก แต่หลายท่านไม่บรรลุธรรมแม้แต่โสดาบันก็ไม่ได้ นี่มีอยู่มาก ปะปนอยู่ในหมู่ชาวพุทธเป็นจำนวนมาก การอธิบายการสำเร็จวิชชาของท่านเหล่านี้ ก็เพื่อให้เข้าใจถึงคนกลุ่มหนึ่ง ที่มีความแตกต่างแปลกแยกจากคนทั่วไป คือ แม้เข้ามาศึกษาพระพุทธศาสนา แต่ไม่ได้รับธรรม กลับสำเร็จวิชชาได้ด้วยตนเอง โดยไม่บรรลุธรรมแม้แต่โสดาบัน หรือบางคน แม้ได้รับธรรม กลับศึกษามากเกินกว่าไปจนสำเร็จได้ด้วยตนเองขึ้นไปอีกโดยไม่มีครูสอนหรือคอยช่วยชี้แนะขณะกำลังบรรลุ ทำให้ท่านเหล่านี้ มีพฤติกรรมแตกต่างจากคนทั่วไป เช่น ท่านสุภัททะ ที่สำเร็จได้เองขณะเดินจงกลมเพ่งดวงจันทร์ แล้วกลับปรามาสพระธรรมวินัย, ท่านฉันนะที่สำเร็จได้เองหลังจากได้รับพรหมทัณฑ์จากพระอานนท์เพราะไม่ยอมฟังหมู่สงฆ์ ท่านเหล่านี้ มีอยู่เป็นจำนวนมากแล้วในพุทธศาสนา นับว่าสำเร็จเซียนทั้งในมาตรฐานทางพุทธศาสนาและลัทธิเต๋า
เซียนอยู่ร่วมกับหมู่สงฆ์ไม่ได้ เช่น ท่านฉันนะ, ท่านสุภัททะ ฯลฯ แต่ท่านเหล่านี้ก็สำเร็จธรรมขั้นสูงจริงๆ บรรลุอรหันต์จริง ด้วยตนเองไม่มีผู้ชี้แนะ แม้แต่ปัจจุบัน ก็ยังมีผู้สำเร็จธรรมแบบนี้อยู่เช่นกัน ท่านเหล่านี้ บางท่านมีปัญญาสูงยิ่งกว่าพระอรหันตสาวกทั่วไป มีอภิญญาสูงกว่าพระอรหันตสาวกทั่วไปเพราะกำลังบารมีเก่าก่อนมีมาก จนสามารถสำเร็จธรรมได้ด้วยตนเอง ทว่า วิถีของผู้บรรลุธรรมในพระพุทธศาสนานั้น ผู้บรรลุธรรมได้ด้วยตนเองนั้นมีแต่พระพุทธเจ้าเท่านั้น ส่วนพระอรหันตสาวก จะบรรลุธรรมได้ต้องมีครูสอน มีคนชี้แนะ มีคนว่ากล่าวตักเตือนจนละเลิกถือความยึดมั่นถือมั่นหมดสิ้นไปเท่านั้น หากมีผู้บรรลุธรรมด้วยตนเองอีก โดยไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ท่านเหล่านั้น จะมีได้เป็นได้ คือ เป็นพระยูไล หรือบรรลุพุทธะ คือ รู้ได้เอง แต่ยังไม่ขอนิพพาน มีปณิธานมากมายไม่สำเร็จสมปรารถนา เมื่อละสังขารตายลง เพราะตัดจากปณิธานนั้นไม่ได้ ก็จะไม่นิพพาน แล้วจุติเป็นพระยูไล มีบารมีเทียบเท่าพระพุทธเจ้าแต่จะอยู่บนสวรรค์เท่านั้น ไม่สามารถเป็นพระพุทธเจ้าบนโลกมนุษย์ได้ เพราะพระพุทธเจ้าบนโลกมนุษย์มีเพียงองค์เดียวในหนึ่งพุทธันดรเท่านั้น หรือบรรลุธรรมเองแล้วไม่ใช่พระยูไล คือ บารมีไม่ถึงขั้นยูไล แต่กายทิพย์มีบารมีเทียบเท่าพระโพธิสัตว์ จัดเป็น “อรหันตโพธิสัตว์” ก็มีได้เป็นได้เช่นกัน ตามเหตุปัจจัย คือ บุญบารมีที่ท่านเหล่านั้นได้สร้างทำสะสมกันมา จึงต่างกันอย่างนี้
ปัญหาของพระยูไล ที่สำเร็จธรรมในพุทธศาสนาคือ พระยูไลจะมีปณิธานส่วนตัวของพระองค์ และจะทรงทำตามปณิธานนั้น และปณิธานนั้นก็ไม่มีวันสำเร็จได้บนโลกมนุษย์ ทำให้ท่านไม่ได้ทำหน้าที่เท่ากับพระอรหันตสาวกควรทำ ทำเลยเกินไปกว่านั้น เป็นพระสงฆ์ เป็นพระสาวกที่ไม่ยอมเป็นสาวกอย่างเต็มร้อย เช่น องค์ดาไลลามะบางองค์ สำเร็จธรรมขั้นยูไลแล้วจะไม่ทำหน้าที่แค่อยู่ในศีลอย่างเคร่งครัดไม่ยุ่งการเมืองก็หาไม่ แต่ท่านจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมืองโดยตรงอย่างเต็มตัว เพราะนี่เป็นปณิธานของท่าน ทำให้ชาวพุทธเถรวาทไม่เข้าใจว่าทำไมมีพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนายุ่งเกี่ยวการเมือง ทำไมพระสงฆ์ในพุทธศาสนา เช่น ลามะในนิกายลับ จึงมีภรรยาได้ นี่เพราะท่านเหล่านี้ ไม่ได้มีจิตเป็นพุทธบริษัท ไม่ได้เป็นพระสาวกของพระศากยมุนีพุทธเจ้า แต่เป็นผู้มีบุญบารมีมาก มาฉุดช่วยมวลมนุษย์และค้ำจุนพุทธศาสนาในขณะเดียวกันก็มีปณิธานส่วนตัวที่จะกระทำนอกขอบเขตของสาวกไปด้วย หากพุทธสาสนิกชนเข้าใจได้ตรงจุดนี้ ก็จะไม่เกิดปัญหาและจัดสรรพระพุทธศาสนาในแบบต่างๆ ไว้ไม่ก้าวก่ายกัน เช่น พุทธเถรวาท อยู่ที่ประเทศไทยและศรีลังกา, พุทธแบบมีพระยูไล อยู่ที่ทิเบตและจีน เป็นต้น
ปัญหาของพระอรหันตโพธิสัตว์ ที่สำเร็จธรรมในพุทธศาสนาคือ ท่านเหล่านี้จะมีความปรารถนาส่วนตัวเหลืออยู่ และไม่ทำกิจเฉพาะอยู่แต่ในขอบเขตของพระสาวกเท่านั้น แต่จะทำสิ่งอื่นๆ ด้วย โดยบารมีของท่านจะไม่สูงสุดเหมือนพระยูไล แต่จะยอมก้มเป็นสาวกของพระยูไลที่มีบารมีมากกว่าคอยคุมไว้ พระยูไลจะมีบารมีแตกต่างกันไปตามขั้น ถ้าพระอรหันตโพธิสัตว์องค์ไหน บำเพ็ญบารมีได้มากจนเลยพระยูไลขั้นต้นไป ก็จะไปติดกับพระยูไลขั้นสูงๆ ต่อไป แต่จะไม่มีมนุษย์คนไหนที่จะบำเพ็ญบารมีในฐานะพระอรหันตโพธิสัตว์สูงเกินพระยูไลได้ เนื่องจาก พระยูไลอมิตาภะ ได้บำเพ็ญบารมีในยุคที่มนุษย์มีอายุยืนยาวมาก จึงสั่งสมบารมีไว้มาก และก่อนหน้าที่เราทั้งหลายจะมาเกิดกันนี้ ท่านก็ได้สั่งสมบารมีไว้นานนับนานบนสวรรค์ ดังนั้น เราจึงไม่มีทางไล่ตามท่านที่มาก่อนเราได้ทัน ด้วยเหตุนี้ ในพระพุทธศาสนาของเรา จะปรากฏท่านที่บรรลุอรหันตโพธิสัตว์ แล้วไม่มีผู้ใดที่มีบารมีมากพอจะคุมได้ ทำสิ่งต่างๆ ออกนอกขอบเขตคำสอนของพระพุทธเจ้า แต่ในท้ายที่สุด จะถูกควบคุมโดยพระยูไลเบื้องล่างที่เป็นมนุษย์ก่อน หากพระยูไลที่เป็นมนุษย์ผู้นั้นไม่มีบารมีมากพอจะควบคุมได้ ก็จะมีพระยูไลเบื้องบน คอยควบคุมอีกที เช่น พระกวนอิม ก็จะมีพระยูไลอมิตาภะคอยดูแลและสั่งงาน เป็นต้น ท่านเหล่านี้ จะทำกิจต่างๆ โดยไม่มีการควบคุมจากมนุษย์ด้วยกัน เช่น อนุตราจารย์ชิงไห่ เป็นต้น
ปัญหาของผู้บรรลุธรรมด้วยตนเองในพุทธศาสนา ที่เรียกว่าเซียนพุทธ เช่น ท่านฉันนะ, ท่านสุภัททะ คือ ความที่จิตมีอิสระมาก ไม่นิยมอยู่ในสังคมหมู่สงฆ์ ไม่สนใจกฎระเบียบหรือศีลใดๆ แต่ท่านเหล่านี้ล้วนสำเร็จธรรมขั้นอรหันต์ และเป็นธรรมขั้นสูงด้วย ในกรณีของพระมหากัสสปะ เพียงแค่พระพุทธเจ้ายกดอกบัวขึ้นเท่านั้น ไม่ทันได้เทศนา ก็บรรลุธรรมทันที อย่างนี้ ก็นับเป็นการบรรลุแบบเซียนพุทธ โดยไม่ต้องมีการสอนหรือเทศน์ให้ฟัง บรรลุเองก่อนที่พระพุทธเจ้าจะเทศน์ เรียกว่าบรรลุธรรมเทียบเท่าพระปัจเจกพุทธเจ้าดังนั้น พระมหากัสสปะ จึงได้สันโดษ วิเวก ธุดงค์ไปเดี่ยวๆ ไม่เข้าคลุกคลีในหมู่สงฆ์เลย เพราะเหตุว่าบรรลุด้วยตนเองอย่างนี้ จึงมีวิถีชีวิตคล้ายพระปัจเจกพุทธเจ้ามาก จริงๆ ไม่ควรเรียกว่าพระปัจเจกพุทธเจ้า เพราะเป็นการบรรลุธรรมเองในขณะที่พระพุทธศาสนายังมีอยู่ แต่ในเมื่อได้บรรลุเองไปแล้วไม่มีใครห้ามได้ ก็ต้องมีรอยกรรมเฉกเช่นพระปัจเจกพุทธเจ้า คือ ไม่อาจอยู่ร่วมสังคมกับหมู่สงฆ์ได้ ต้องธุดงค์แบบโดดเดี่ยว ภายหลังพระอานนท์ที่รับฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าทุกอย่าง ไม่ว่าพระพุทธเจ้าจะทรงสอนผู้ใดที่ไหน ท่านก็ต้องมาตรัสให้พระอานนท์ฟังและจำเก็บไว้เสมอ ทว่า ธรรมที่ทำให้มนุษย์และเทวดานับไม่ถ้วนได้บรรลุนั้น กลับไม่มีผลให้พระอานนท์บรรลุอรหันต์เลย จนกระทั่งเมื่อพระพุทธเจ้าทรงสิ้นพระชนม์ไปแล้ว พระอานนท์ได้ปลงสังเวช แล้วเอนตัวลงนอนในขณะนั้นไม่มีผู้ใดสอนท่าน หรือชี้แนะธรรมแก่ท่าน ท่านก็บรรลุเองเสียอย่างนั้น นี่ก็เป็นการบรรลุธรรมเองเช่นกัน การบรรลุแบบพิเศษนี้ ไม่ควรจะเรียกว่า “บรรลุพระปัจเจกฯ” จึงได้หาคำใหม่ที่ดีกว่า เหมาะสมกว่า คือ “การบรรลุเซียนเซน” และเซนทั้งหลายก็ได้นับเอาพระมหากัสสปะ เป็นพระสังฆราชสายเซนองค์ที่หนึ่ง พระอานนท์เป็นองค์ที่สองสืบเนื่องต่อกันมา คือ การไม่ได้มีคำสอน หรือเทศนาใดๆ เลย แต่จากจิตถึงจิต หรือจิตพุทธะได้ตื่นขึ้นเองโดยไม่มีครูสอน นั่นคือ การบรรลุธรรมด้วยตนเองแบบ “เซียนเซน”
ปัญหาของการบรรลุแบบ “เซียนเซน” นี้ยังมีอยู่บ้าง เช่น ในสมัยท่านตั๊กม้อ ก็ได้บรรลุเซียนเซนเช่นกัน และเป็นพระสังฆราชนิกายเซนองค์แรกของประเทศจีน ท่านก็ประสบปัญหาการเผยแพร่ธรรมเช่นกัน จนต้องนั่งสมาธิในถ้ำโดดเดี่ยว หันหลังออกนอกถ้ำ หันหน้าเข้าผนังถ้ำถึงเก้าปีเต็ม เพราะเห็นว่าไม่อาจหาผู้รับธรรมของท่านได้ แต่หลังจากนั้น ก็ได้พบกับท่านหุยโคง และได้ถ่ายทอดธรรมแบบ “เซน” นี้ให้แก่ท่านหุยโคงจนท่านหุยโคงได้สำเร็จเป็นพระสังฆราชแห่งนิกายเซนองค์ที่สอง ปกติแล้ว หากบรรลุธรรมด้วยตนเองแบบปัจเจกพุทธเจ้า จะไม่นิยมโปรดสัตว์ แต่เพราะจิตเดิมแท้ของท่านเหล่านี้ไม่ใช่พระปัจเจกพุทธเจ้า แม้บรรลุธรรมด้วยตนเอง ก็ยังมีจิตคิดโปรดสัตว์ ไม่ละทิ้งไปเสียทีเดียว เฉกเช่นพระยูไลที่มีปณิธานส่วนตนมากมายไม่ยอมละทิ้งฉะนั้น ท่านเหล่านี้จึงหันกลับมาทำกิจอันส่งผลให้เกิดกรรมต่อชาติต่อภพอีก ไม่สามารถนิพพานได้ เช่น พระมหากัสสปะ เมื่อทราบว่าไม่มีผู้ใดจัดการพระศพของพระพุทธเจ้าได้ และพระสงฆ์กำลังแตกแยกเพราะมีผู้ปรามาสพระธรรมวินัย จึงมาทำการสังคายนาพระธรรมวินัย และผลบุญบารมีนั้น ทำให้เสวยบุญในชาตินั้นไม่หมด จึงไม่นิพพาน และดำรงความเป็นพระโพธิสัตว์ต่อไป เมื่อละสังขารแล้วจุติเป็นพระมัญชุศรีโพธิสัตว์ ผู้เป็นเลิศด้านปัญญา เฉกเช่นเดียวกับพระอานนท์ ที่บรรลุธรรมแล้ว ถูกพระมหากัสสปะปรับโทษมากมาย ด้วยความสำนึกผิดนั้น จึงคิดทำสิ่งต่างๆ ไถ่โทษมากมาย จนบรรลุความเป็นโพธิสัตว์สมันตภัทร ผู้เป็นเลิศด้านอภิญญา ไม่ได้นิพพานในที่สุด เพราะผลจากกรรมต่อชาติภพนี้เอง
จะทราบได้อย่างไรว่าท่านเหล่านั้น แม้บรรลุอรหันต์แล้วไม่ได้นิพพาน ไม่ยากเลย ก็สังเกตจากว่าท่านยังเหลือกิจหรือความปรารถนาใดอยู่บ้าง เช่น ผู้สำเร็จยูไลทุกคนจะมีปณิธานส่วนตัวที่ไม่มีวันทำสำเร็จได้อยู่ เช่น ปรารถนาจะให้คนพ้นจากโรคภัยไข้เจ็บ ซึ่ง มันเป็นไปไม่ได้ เพราะเกิดแก่เจ็บป่วยตาย เป็นของคู่โลก ท่านเหล่านี้เมื่อบารมีถึงที่สุด จึงสำเร็จเป็นพระยูไลไภษัชยคุรุพุทธเจ้า ส่วนผู้บรรลุอรหันตโพธิสัตว์นั้น จะมีความปรารถนาส่วนตนที่ยังไถ่ถอนไม่หมดเช่น เมื่อเห็นสัตว์นรกแล้วยังคิดอยากช่วยต่อไปเรื่อยๆ ไม่มีวันสิ้นสุด แบบนี้จะบรรลุเป็นพระมหาโพธิสัตว์กษิติครรภ์ สำหรับผู้บรรลุเป็นโพธิสัตว์ขั้นต้น ที่ไม่ใช่ “มหาโพธิสัตว์” นั้น จะยังไม่มีความปรารถนาแบบไม่มีที่สิ้นสุดแบบนี้ จะเป็นเพียงจิตที่คิดช่วยเหลือสรรพสัตว์โดยไม่มีการตั้งความปรารถนาที่แน่ชัดในระยะยาว เช่น ยังไม่รู้ว่าตนเองจะทำอะไรได้บ้าง แต่ก็ขอช่วยสรรพสัตว์อื่นไปก่อนตน
พระยูไลจะทรงมีปณิธาน ดังนั้น จึงเป็นราชาคณะของพระโพธิสัตว์ เป็นผู้นำสั่งการพระโพธิสัตว์ให้ทำกิจต่างๆ ได้ตามปณิธานของตน แต่พระมหาโพธิสัตว์จะไม่มีปณิธานแบบนั้น จะมีแต่ความปรารถนาฉุดช่วยสรรพสัตว์ตลอดไปตามแต่ละกลุ่มของตน เช่น พระมหาโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร จะช่วยเหล่ากุมารผู้บำเพ็ญธรรมตลอดไป, พระมหาโพธิสัตว์กษิติครรภ์จะช่วยเหล่าสัตว์นรกตลอดไป, พระมหาโพธิสัตว์สมันตภัทรจะช่วยมารกลับใจตลอดไป เป็นต้น ส่วนผู้ที่บรรลุโพธิสัตว์ในระดับต้น ยังไม่ถึงมหาโพธิสัตว์นั้น แม้อยากช่วยสรรพสัตว์แต่จะยังไม่มีความพร้อม, ไม่มีบารมี มากพอที่จะเลือกทางที่จะโปรดสัตว์ในแบบของตนเอง ดังนั้น พระโพธิสัตว์ที่ไม่ใช่มหาโพธิสัตว์เหล่านี้ จะคิดเพียงแต่ฉุดช่วยผู้อื่นให้บรรลุไปก่อนตน โดยไม่ได้จำกัดว่าจะช่วยผู้ใด กลุ่มใด ทำอะไรเป็นหน้าที่หลัก ดังนั้น จะยังไม่มีหน้าที่หลักและต้องรอคำสั่งจากท้าวสันดุสิต เจ้าแห่งพระโพธิสัตว์บนสวรรค์ชั้นดุสิตจะสั่งการลงมา หรือจากการถูกร้องขอความช่วยเหลือจากท่านอื่นๆ ตามแต่กรณีไป เช่น ท้าวมหาพรหมทูลเชิญให้จุติไปช่วยเหลือสรรพสัตว์บนโลก เป็นต้น
พระยูไลแต่ละองค์จะทรงมีปณิธานที่แตกต่างกันไป และบางครั้งก็ขัดแย้งกันเองได้ แต่ท่านจะไม่แตกแยกหรือทะเลาะกัน ท่านจะมองว่าเป็นธรรมดาของโลก แต่ละท่านจะทำหน้าที่ของตนอย่างที่สุด แล้วจะคานอำนาจกันเอง จนผลที่สุดออกมา มนุษย์ต้องรับบุญและกรรมตามที่ตนเองได้ก่อไว้ ไม่ว่าพระยูไลจะปรารถนาดีต่อมนุษย์มากเท่าใด ก็จะไม่สามารถช่วยมนุษย์ได้เกินกว่าบุญกรรมที่มนุษย์ได้กระทำไว้ การทำงานของพระยูไลจึงมีอิสระแต่ก็ถูกปัจจัยอื่นๆ ควบคุมด้วย ดั่งมีธุรกิจเป็นของตนเอง ส่วนการทำงานของพระมหาโพธิสัตว์นั้น หากเป็นพระมหาโพธิสัตว์ที่บารมียังน้อยกว่าพระยูไล ก็จะทำงานตามคำสั่งของพระยูไลแต่อยู่ในขอบเขตของความปรารถนาและบุญบารมีความสามารถของตน พระยูไลจะทรงทราบดีด้วยญาณหยั่งรู้ จะทรงสั่งงานเฉพาะที่พระมหาโพธิสัตว์องค์นั้น สมควรได้รับและตรงกับความปรารถนาของท่านเหล่านั้น นับว่าไม่ได้มีอิสระเท่ากับพระยูไลแต่ก็ได้รับงานที่ตนเองชอบเสมอ อุปมาเหมือนขุนนางหรือพนักงานบริษัทที่ได้รับสิทธิพิเศษให้ทำงานเฉพาะที่ตนพอใจและต่อรองไว้ล่วงหน้าเท่านั้นนั่นเอง
แต่จะมีพระมหาโพธิสัตว์อีกแบบหนึ่ง ที่ได้บรรลุยูไลแล้ว มีฐานะไม่ต่ำกว่าพระยูไล แต่ได้ละจากฐานะของยูไล เพื่อให้สามารถกลับมาจุติเพื่อฉุดช่วยมนุษย์ได้อีก (พระยูไลไม่สามารถจุติได้เต็มองค์ จะต้องแบ่งภาคเป็นพระโพธิสัตว์ลงไปจุติ) พระมหาโพธิสัตว์เหล่านี้จะบำเพ็ญธรรมถึงขั้นยูไล แล้วแบ่งภาคเป็นพระมหาโพธิสัตว์ในกายสังขารมนุษย์ จิตดวงที่บรรลุมหาโพธิสัตว์ด้วยการแบ่งภาคจากพระยูไลนี้จะมีบารมีมาก ไม่อยู่ภายใต้การควบคุมของพระยูไลอีก และจะทรงมีหลายเศียร ทำหน้าที่หลายอย่างตามแต่จะเลือกใช้บารมีเศียรต่างๆ เช่น พระอวโลกิเตศวรกวนอิม ได้บรรลุยูไล แล้วแบ่งภาคเป็นมหาโพธิสัตว์อีกครั้งในกายสังขารมนุษย์เดียวกันนั้นเอง คือ ในชาติที่เป็นพระธิดาเมี่ยวซ่าน โดยไม่รอให้ละสังขารตายก่อนแล้วจึงจุติเป็นยูไล เพื่อแบ่งภาคลงมาเป็นพระมหาโพธิสัตว์ใหม่ การแบ่งภาคจากจิตยูไลเป็นมหาโพธิสัตว์ได้ในกายสังขารมนุษย์นี้เอง จึงเกิดเป็น “พระมหาโพธิสัตว์หลายเศียร” สำหรับพระอวโลกิเตศวรกวนอิมนี้มีทั้งสิ้นสิบเอ็ดเศียร พันกร จุติไปที่สวรรค์ชั้นดุสิตเพราะใกล้โลกมนุษย์ ไม่ได้จุติไปที่สุขาวดี และไม่อยู่ในอำนาจของท้าวสันดุสิตหรือพระยูไลองค์ใด จะทรงงานได้อย่างอิสระ ภายใต้เงื่อนไขบารมีของตนที่ได้สั่งสมมา เช่น มีกายแบบอวโลกิเตศวร จะสามารถโปรดสัตว์ในกลุ่มกุมารได้ และมีบารมีทรงมังกรดำและมังกรทองได้ (ทรงมังกรทองได้เพราะสำเร็จยูไลมาก่อน หากไม่สำเร็จยูไลไม่อาจทรงมังกรทองได้) นอกจากนี้ ยังมีเศียรทั้งสิบเอ็ดเศียรคู่บารมี จะทรงกิจตามเศียรนั้นๆ เช่น เศียรพระกาลี จะทรงทำกิจปราบอสูรต่างๆ
การบรรลุเซียนเป็นคำกว้าง คือ สำเร็จวิชชาอะไรก็ได้สูงสุดแล้วก็นับเป็นเซียน ส่วนการบรรลุ “เซียนพุทธ” นั้นแคบลงไป คือ ต้องถึงอรหันต์เท่านั้น สำหรับคำว่า “เซียนเซน” นั้นมีความหมายแคบลงไปอีก หมายถึงเฉพาะผู้บรรลุธรรมด้วยตนเองแล้วทำกิจตามรอยพระพุทธเจ้าเท่านั้น จึงนับเป็น “เซียนเซน” เช่น พระสังฆราชนิกายเซนองค์ที่หนึ่ง คือ พระมหากัสสปะ เป็นต้น ซึ่งผู้ที่จะนับว่าเป็นเซียนเซนได้นี้ ไม่ใช่แค่บรรลุธรรมเอง แล้วเผยแพร่ธรรมตามรอยพระพุทธเจ้าเท่านั้น แต่ยังต้องสามารถสอนให้ผู้อื่นบรรลุธรรมเช่นตนเองได้ด้วย หากทำไม่ได้ ก็จะไม่นับเป็นพระสังฆราชนิกายเซน เช่น ท่านฉันนะ ไม่นับเป็นสังฆราชแห่งนิกายเซน แต่บรรลุเซียนพุทธ แล้วอยู่ต่อไปโดยไม่นิยมสอนให้ใครบรรลุตามตน อนึ่ง คำว่าเซียนเซนก็ยังคงเป็นคำกว้าง เพราะยังแยกย่อยไปได้อีกว่าผู้บรรลุนั้นได้สั่งสมบารมีถึงขั้นใด เช่น ขั้นมหาโพธิสัตว์, ขั้นยูไล, ขั้นมหาโพธิสัตว์หลายเศียร ฯลฯ เป็นต้น ทั้งหมดนี้ต้องบรรลุด้วยตนเองทั้งสิ้น (พุทธะไม่ใช่อรหันตสาวก)
สรุปกระบวนการดูแลผู้บรรลุธรรมที่ไม่ใช่พระอรหันตสาวก
๑) ผู้บรรลุยูไล (บรรลุอรหันต์แล้วแต่ช่วยทางโลก)
ควรเป็นผู้นำทางโลก ซึ่งนำคนได้ทั้งทางวัตถุและจิตวิญญาณ อันเนื่องจากพระยูไลแม้บรรลุธรรมแล้ว แต่ยังมีปณิธานมากมายที่เกี่ยวข้องกับทางโลกอยู่ ในอดีต เบื้องบนได้จัดสรรให้พื้นที่ประเทศ “ทิเบต” เป็นแผ่นดินของพระยูไล จึงมีระบอบการปกครองแบบดาไลลามะ ให้พระทำหน้าที่ปกครองประเทศ ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองได้ แต่ปัจจุบัน มีการเปลี่ยนแปลงขอบเขตใหม่ ทิเบตก็ถูกปล่อยให้ล่มสลาย องค์ดาไลลามะไม่อาจมีอำนาจได้ดุจเดิม แต่ผู้บรรลุยูไลกลับยังมีอยู่และปรากฏที่ประเทศไทย อย่างน้อย ๕ ท่าน ท่านเหล่านี้ล้วนสามารถขึ้นปกครองประเทศได้ตามระบอบการปกครองแบบดาไลลามะ
๒) ผู้บรรลุเซียนเซน (บรรลุอรหันต์แล้วทำหน้าที่แบบพระพุทธเจ้า)
ควรเป็นผู้นำทางธรรม เป็นพระสังฆราชในนิกาย “เซน” อันเนื่องจากสามารถทำให้ผู้อื่นบรรลุธรรมได้สูงสุดถึงอรหันต์อย่างแท้จริง และมีบารมีมากพอที่จะเผยแพร่ธรรมได้ แม้จะไม่ได้รับการยอมรับในช่วงที่มีชีวิตอยู่ก็ตาม แต่จะสำเร็จเมื่อละสังขารจากโลกไปแล้ว ปกติ พระสังฆราชในนิกายเซน จะปรากฏมีได้เพียงหนึ่งคนเท่านั้น เช่น หลวงปู่มั่น เมื่อท่านได้สำเร็จธรรมด้วยตนเองในขณะนั่งสมาธิโดยไม่มีผู้สอนนั้น ท่านได้ละทิ้งปณิธานทางโลกด้วย เดินทางธรรมอย่างเดียว และสอนให้ท่านอื่นบรรลุถึงอรหันตผลได้ด้วย จึงนับเป็นพระสังฆราชองค์แรกของนิกายเซนในประเทศไทย ที่มีการปฏิบัติที่เคร่งครัดตามแนวเถรวาทแบบธรรมยุติ คือ พระป่าหรือพระธุดงค์ ดังนั้น ท่านจึงได้เดินธรรมตามพระมหากัสสปะ ในยุคนั้น ได้ปรากฏท่านพุทธทาสได้เรียบเรียงพระไตรปิฎกใหม่ให้ง่ายขึ้น ตามความเข้าใจของคนตามยุคตามสมัยด้วย จึงนับเป็นการเรียบเรียงพระไตรปิฎกฉบับประชาชนที่ง่ายขึ้นคล้ายการทำสังคายนา ปัจจุบัน ได้ปรากฏผู้บรรลุเช่นนี้อีกหนึ่งท่าน ที่ยังไม่ละสังขาร ส่วนอีกท่านหนึ่ง เมื่อบรรลุแล้วไม่มีกิจอยู่ต่อได้จุติออกจากร่างไปยังภพหน้าเพื่อบำเพ็ญบารมีต่อไป จึงกลายเป็นทายาทสายธรรมเซนคนที่สองที่ทำหน้าที่ต่อคล้ายพระอานนท์ เพราะอยู่ในยุคที่ต้องผ่อนปรนไม่สามารถเคร่งครัดมากเกินไปได้
๓) ผู้บรรลุอรหันตโพธิสัตว์ (บรรลุอรหันต์แล้วแต่ทำหน้าที่ตามเบื้องบน)
ท่านเหล่านี้ จะทำหน้าที่ตามคำสั่งของพระยูไลเบื้องบน หรือหากบรรลุด้วยพระยูไลเบื้องล่างที่เป็นมนุษย์ก็จะทำงานให้ครูผู้สอนนั้น แต่จะทำกิจตามกายทิพย์ตามบารมีที่บำเพ็ญมา แต่ไม่สามารถเดินธรรมแบบอรหันตสาวกได้ จะทำหน้าที่เผยแพร่ธรรมแบบมหายาน เช่น เผยแพร่อนุตรธรรม การเดินธรรมแบบนี้ จะเจริญมากในประเทศฮ่องกง, ไต้หวัน
๔) ผู้บรรลุเซียนพุทธ (บรรลุอรหันต์แล้วไม่สนใจทั้งทางโลกและทางธรรม)
ท่านเหล่านี้ จะไม่สนใจสังคมโลกนัก จะอยู่วิเวกสันโดษ แบบท่านฉันนะ แต่ไม่ก่อปัญหาเพราะได้บรรลุธรรมแล้วจริง บางท่านอาจตั้งสำนักอยู่ท่านเดียวอย่างโดดเดี่ยว และไม่เคร่งครัดในธรรมวินัยมากนัก หากไม่เข้าใจก็จะคิดว่าท่านเป็นพระบ้า หรือพระปลอม อันก่อให้เกิดการปรามาสในธรรมได้ จำต้องปล่อยท่านไปเป็นอิสระอย่างนั้น จะไม่เกิดกรรม
เหตุใดหลวงตามหาบัวจึงรับผ้าป่าทองคำ?
ศีล ๑๐ ของสามเณรห้ามไม่ให้พระสาวกรับเงินและทอง
แต่หลวงตามหาบัวกลับตั้งใจเปิดผ้าป่าทองคำช่วยชาติ
ท่านรู้เต็มอกว่าผิดศีล แต่ท่านก็ทำเพื่อชาติ
นี่เพราะท่านไม่ใช่ “อรหันตสาวก” แต่เป็น “อรหันตโพธิสัตว์”
คนที่ไม่เข้าใจพระอรหันตโพธิสัตว์ จะไม่มีทางบริหาร
จัดการพุทธศาสนาอย่างถูกวิธีได้ เขาจะงงว่าถูกหรือผิด
รับทองคำผิดศีลข้อสิบของเณรไหม? หรือว่าเงียบดีกว่า
เพราะท่านดัง และสานุศิษย์มีมาก…
สุดท้ายก็กลัว.. เงียบไปแบบ “ไม่รู้” อะไรเลย…
พุทธศาสนานั้นแต่เดิมตามวัตรของพระพุทธเจ้า
แต่หลังมาพระโพธิสัตว์เห็นว่ายุคสมัยเปลี่ยนไป
จึงมีการปรับเปลี่ยนให้ “ของเก่ายังคงอยู่” และ
เพิ่มของใหม่เข้าไปตามแต่สังคมไหนจะรับได้
แต่เราไม่มีกำลังอำนาจมากพอจะต้านทานมนุษย์
บางคน เช่น จักรพรรดิญี่ปุ่น สั่งให้พระเซนมีเมียได้
พระคงต้องตาย หรือถูกฆ่าแบบพระในประเทศจีน
เป็นแน่
นั่นคือ สาเหตุที่ท่าน “อิกคิวซัง” ตัดสินใจรับภรรยา
ตาบอดก่อนตายหนึ่งคน เรื่องนี้ท่านคิดว่าท่านอิกคิวซัง
ทำไปด้วยอำนาจกามหรือไม่?