ลมปราณกับกายทิพย์

ลมปราณกับกายทิพย์

ลมปราณกับกายทิพย์

ในกายสังขารของเรานั้น จะมีพลังงานอันเป็นทิพย์อยู่ แบ่งออกเป็นสองส่วน คือ ส่วนที่มีรูปร่างชัดเจน และส่วนที่ไม่มีรูปร่างชัดเจน ส่วนที่มีรูปร่างชัดเจน ก็คือ “กายทิพย์” ซึ่งอาจมีหลายกายทิพย์ซ้อนกันเป็นชั้นๆ ตามอำนาจบุญกรรมที่ทำสั่งสมมาในแต่ละชาติ แต่ส่วนที่ไม่มีรูปร่างชัดเจน จะเรียกเป็นลมปราณ ในลักษณะต่างๆ กันไป เช่น ลมปราณที่ควบคุมการสืบพันธุ์ เรียกว่า “กุณฑาริณี” ลมปราณที่ควบคุมการสันดาปอาหาร เรียกว่า “เก้าเอี๊ยง” ลมปราณที่แผ่ออกมาจากศีรษะ เรียกว่า “ฉัพพรรณรังสี” ส่วนคำว่า “ออร่า” นั้นเป็นพลังปราณทั่วไปของสิ่งมีชีวิต เป็นคำรวมๆ ไม่ได้แยกส่วนหรือแยกชนิด

หากจะอุปมาแล้ว กายทิพย์เสมือนถุงบรรจุน้ำ จึงมีรูปร่างที่ชัดเจนแน่นอน ส่วนลมปราณจะไม่มีรูปร่างที่แน่ชัดมากนัก คล้ายอวัยวะภายในร่างกายของกายทิพย์ หรือเป็นเพียงพลังงานที่ไม่มีรูปเลยก็ได้ อุปมาเหมือนน้ำในถุงนั้นเอง เมื่อเอาถุงน้ำใส่ลงในถังแล้ว ก็นับว่ากายทิพย์ หรือจิตวิญญาณนั้นๆ มีกายสังขารอยู่ กายสังขารอุปมาเหมือนถังที่บรรจุถุงน้ำอีกทีนั่นเอง กายทิพย์ที่เหมือนกัน เช่น กายทิพย์แบบพรหม อาจมีอิทธิฤทธิ์ต่างกันได้หากอวัยวะในกายทิพย์ หรือระบบลมปราณแตกต่างกัน เช่น หากกายทิพย์พรหมที่อยู่ในกายสังขารของผู้ฝึกลมปราณธรรมจักร ก็จะมีพลังธรรมจักรเสริมให้กายทิพย์แข็งแรงด้วย ในกรณีผู้ถอดกายทิพย์จากกายสังขารมนุษย์ ไปต่อสู้กับกายทิพย์ที่เป็นเทวดาบนสวรรค์ บางครั้งเทวดาไม่สามารถสู้ได้ทั้งๆ ที่มีกายบารมีเท่ากัน นี่เพราะระบบลมปราณที่เป็นพื้นฐานพลังให้กายทิพย์นั้นๆ แตกต่างกัน และเทวดาไม่มีกายสังขารอาศัยนั่นเอง     

ระบบลมปราณ มีสองระบบใหญ่ๆ ตามหลักเต๋า คือ ระบบอิมและระบบเอี๊ยง โดยระบบอิมหมายถึงระบบลมปราณแบบดูดจากภายนอกเข้า ส่วนระบบเอี๊ยงหมายถึงระบบลมปราณแบบถ่ายเทจากภายในออกสู่ภายนอก ในกายสังขารของมนุษย์ที่ฝึกลมปราณระบบอิมจะสำเร็จได้กายทิพย์ของเขาจะต้องรองรับระบบอิมด้วย กล่าวคือ กายทิพย์ที่รองรับระบบลมปราณแบบดูดเข้า ก็ต้องเป็นกายทิพย์ที่ดูดพลังเข้าได้ เช่น กายทิพย์อสูร ในผู้หญิงที่บำเพ็ญบารมีจนได้กายทิพย์อวโลกิเตศวรแล้ว ในระยะแรกจะเป็นคนดีมาก แต่เพราะเวรกรรมในอดีตชาติมีมากมายใช้ไม่หมดจะมีจิตวิญญาณ “อสูรมังกรดำ” มาเป็นสัตว์พาหนะให้แก่กายทิพย์อวโลกิเตศวรด้วย เมื่อถึงเวลานั้น ผู้หญิงคนนี้จะมีความสามารถในการดูดพลังจากภายนอกได้ ก็พร้อมที่จะฝึกลมปราณระบบอิม หรือบางคนสามารถฟื้นคืนความ สามารถในอดีตชาติได้ด้วย เช่น ในอดีตชาติเคยฝึกวิชชาเก้าอิมมา เมื่อบำเพ็ญบารมีได้กายอวโลกิเตศวรพร้อมมีอสูรมังกรดำเป็นพาหนะแล้ว ก็จะมีวิชชาเก้าอิม ซึ่งฟื้นคืนได้เองโดยไม่มีครูบอกหรือไม่ต้องฝึกเลย สิ่งสำคัญที่ต้องฝึกคือ จะฝึกให้จิตวิญญาณอสูรมังกรดำนั้น ดูดพลังอะไร ในเมื่อจิตวิญญาณอสูรมังกรดำนั้น จะโหยหิวและกินมาก ไม่เหมือนสัตว์ทิพย์ชนิดอื่น หากไม่ฝึก “กินเจ” ก็จะมีปัญหามาก เช่น ผู้หญิงที่มีมังกรดำ หากกินเนื้อสัตว์ อสูรมังกรดำจะกินเนื้อสัตว์ตามพฤติกรรมของกายสังขารนั้นๆ ด้วย แต่หากฝึกให้กินพลังทิพย์จากเทวรูปต่างๆ อสูรมังกรดำตนนั้นก็จะกินพลังทิพย์จากเทวรูป และต้องฝึกไม่ให้ตนเองกินเนื้อสัตว์ด้วย คือ ต้องกินเจ อสูรมังกรดำจึงจะไม่กินสัตว์ หากอสูรมังกรดำกินสัตว์ จะทำให้สัตว์มากมายเป็นโรคระบาดตาย เช่น โรควัวบ้า เป็นต้น

จิตวิญญาณบางชนิด เมื่อได้สิงสถิตในร่างกายมนุษย์ผู้มีลมปราณดี หรือมีพลังมากแล้ว มันจะมีอิทธิฤทธิ์มากด้วย เช่น หากปอบที่เดิมไม่ค่อยมีฤทธิ์ ได้ไปอาศัยในร่างกายของผู้มีลมปราณดี เป็นผู้ฝึกกังฟู ปอบตนนั้นก็จะมีฤทธิ์มากขึ้นทันที เพราะอาศัยลมปราณจากกายสังขารที่ตนอาศัยนั่นเอง แต่ปกติแล้วจิตวิญญาณขั้นต่ำไม่อาจเข้าใกล้ผู้มีลมปราณดีได้ เมื่อมนุษย์มีลมปราณแย่ลง เสื่อมลง มีช่องโหว่เมื่อไร จิตวิญญาณชั้นต่ำเหล่านี้จึงจะอาศัยช่องโหว่ของลมปราณที่ป้องกันตัวมนุษย์ อยู่เข้าไปได้เช่น ผู้สูบบุหรี่จัด ลมปราณที่ปอดจะมีช่องโหว่มาก ทำให้จิตวิญญาณชั้นต่ำที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งเข้าไปอาศัยอยู่ได้ และทำให้มนุษย์ผู้นั้นกลายเป็นมะเร็งในที่สุด (ปราณเสียสมดุลจะเกิดก่อนสังขารป่วย)

ในบทความฉบับนี้ จะขอกล่าวถึง ความสัมพันธ์ของลมปราณและกายทิพย์ ซึ่งในสำนักปฏิบัติสมาธิแบบพราหมณ์ปกติจะมีสองส่วนใหญ่ๆ คือ สมาธิแบบรูปฌาน และอรูปฌาน ในส่วนที่ฝึกรูปฌาน จะเห็นกายทิพย์ซึ่งมีรูปได้ชัด ส่วนในสำนักอรูปฌาน จะมองทะลุรูปกายทิพย์ไปสู่พลังทิพย์อันละเอียดขึ้น ทำให้บางครั้งเห็นแต่แสงสว่างไม่มีรูปร่างชัดเจน จากนั้น จากสีขาวสว่างก็จะกลายเป็นสีใสราวกับประกายเพชร นี่แสดงว่าถึงฌานขั้นที่ห้า ในกลุ่มผู้ฝึกเพ่งดวงกสิณถ้าดวงกสิณเปลี่ยนจากสีขาวสว่างไสวจ้าเป็นสีใสเมื่อไร จะนับ ว่าฌานเข้าสู่ขั้นที่ห้าเลยจากรูปฌานเข้าสู่เขตของอรูปฌานแล้ว ถึงจุดนี้จะเห็นแสงสว่างประกายเพชรได้ ซึ่งเป็นรัศมีกายทิพย์ของผู้ฝึกเอง จะมีหลายสีเลื่อมพรายอยู่ ตามแต่กำลังในการบำเพ็ญได้กี่สี เช่น พระโพธิสัตว์บางองค์บำเพ็ญได้ห้าสีเลื่อมพราย จนดูราวกับประกายรุ้ง แต่หากบำเพ็ญจนครบเจ็ดสีเป็นประกายรุ้งเมื่อไร จะสำเร็จพลังขั้นสูงที่เรียกขานกันในทิเบตว่า “ซกเชน” อันเป็นสีเช่นเดียวกับพระพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญได้ ที่เรียกว่า “ฉัพพรรณรังสีทั้งเจ็ด” นั่นเอง นี่คือ พลังที่ไร้รูป หรืออรูป ที่แผ่จากกายทิพย์

ตัวอย่างชนิดของกายทิพย์และลมปราณที่เหมาะสมกัน

๑) กายทิพย์อสูรมังกรดำ       เหมาะสมกับการฝึกลมปราณเก้าอิม สายดำ

๒) กายทิพย์อสูรเต่ามังกร      เหมาะสมกับการฝึกลมปราณเก้าอิม สายดำ, สายขาว

๓) กายทิพย์อสูรมังกรทอง     เหมาะสมกับการฝึกลมปราณเก้าอิม สายขาว

๔) กายทิพย์มัญชุศรี            เหมาะสมกับการฝึกลมปราณเก้าเอี๊ยง

๕) กายทิพย์สมันตภัทร         เหมาะสมกับการฝึกลมปราณธรรมจักร

๖) กายทิพย์ยูไล                 เหมาะสมกับการฝึกลมปราณธรรมจักร, เก้าเอี๊ยง

รู้จักกับลมปราณชนิดต่างๆ

๑)   ลมปราณเก้าอิม

เป็นลมปราณที่มีพลังดึงดูด เป็นพลังฝ่ายหยิน ขั้วลบ ปกติมีลักษณะเย็น เก้าอิมเมื่อฝึกพลังเย็นแล้วจะเย็นมากและแทรกซึมเข้าไปถึงไขกระดูก ทำให้รู้สึกหนาวเข้ากระดูกดำ  

๒)   ลมปราณเก้าเอี๊ยง

เป็นลมปราณที่มีพลังผลักออก เป็นพลังฝ่ายหยาง ขั้วบวก ปกติมีลักษณะร้อน เกิดจากการสันดาปอาหารด้วยอากาศที่หายใจเข้าไป พลังความร้อนจะรวมตัวกันที่ท้องน้อย เมื่อเพ่งดูด้วยตาทิพย์จะเห็นเป็นพลังสีทองมีคุณสมบัติช่วยในการฟื้นฟูรักษาสุขภาพร่างกาย

๓)   ลมปราณธรรมจักร

เป็นลมปราณที่มีทั้งฝ่ายหยินและหยาง กล่าวคือ มีทั้งที่ดูดซับพลังและถ่ายเทพลังออก แต่มีลักษณะพิเศษคือ เป็นลมปราณมีรูปร่างชัดเจน เป็นรูปคล้ายธรรมจักร ธรรมจักรที่ดูดซับพลังจะมีสีน้ำเงินและหดเข้าในตัว ส่วนธรรมจักรที่ถ่ายเทพลังออกจะมีสีส้มและแผ่ขยายออกนอกตัว เมื่อฝึกไปเรื่อยๆ สีของธรรมจักรทั้งสองแบบจะสว่างขึ้นจนกลายเป็นสีขาวไม่แตกต่างกัน มีคุณสมบัติทั้งดูดพลังและถ่ายเทพลังได้พร้อมกัน โดยจะพัฒนาเป็นลำดับๆ ไป จากสีส้ม จะเป็นสีเหลือง จากสีเหลืองจะเป็นสีทอง จากสีทองจะขาวสว่างไสว เมื่อธรรมจักรขึ้นสีทองเรียกว่า “จักรทอง” เมื่อธรรมจักรขึ้นสีขาวเรียก “จักรเงิน” ก็ได้ นอกจากนี้ ธรรมจักรยังสามารถฝึกผสานกับธาตุทั้งสี่ ทำให้เกิดเป็น จักรดิน, จักรน้ำ, จักรลม, จักรไฟ ได้ด้วย พลังปราณธรรมจักรนี้อานุภาพรุนแรงมากสอดคล้องกับจักรวาล   

๔)   ลมปราณไท่จี๋

เป็นลมปราณที่มีทั้งฝ่ายหยินและหยางในตัวเองพร้อมสมดุล กล่าวคือ มีทั้งที่ดูดซับพลังและถ่ายเทพลังออก แต่มีลักษณะพิเศษคือ เป็นลมปราณมีรูปร่างชัดเจน เป็นรูปคล้ายสัญลักษณ์ไท่จี๋ หรือสัญลักษณ์ “หยินหยาง” เป็นลมปราณที่นักพรตเต๋านิยมฝึกกัน หรือลมปราณพื้นฐานของไทเก๊ก นั่นเอง ข้อดีของลมปราณไท่จี๋ คือ พลังอ่อนโยนราวกับลมหรือสายน้ำ มีรูปเหมือนไม่มีรูป โดยที่ยังมีองค์ประกอบทั้ง “หยินหยาง” ประสานกันอยู่ ลมปราณไท่จี๋นี้ เคยปะลองกับลมปราณธรรมจักรมาแล้ว โดยลามะจักรทอง ใช้พลังธรรม จักร และคู่ชายหญิงคู่หนึ่งประสาน หยินหยาง เอาชนะลมปราณธรรมจักรได้สำเร็จ แต่ผู้ฝึกต้องเริ่มฝึกจากเก้าอิม และเก้าเอี๊ยงก่อนเป็นพื้นฐาน แล้วจึงประสานพลังที่ตรงข้ามเป็นพลังไท่จี๋ได้ ในกรณีท่านที่อดีตชาติเคยบำเพ็ญมาแล้วก็จะไม่ต้องเริ่มพื้นฐาน เมื่ออภิญญาเก่าฟื้นคืน ก็จะฟื้นคืนลมปราณไท่จี๋นี้ได้ โดยไม่ต้องฝึกเก้าอิมเก้าเอี๊ยงก่อน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น