ดวงจิตทั้งสามภพที่มาเกิดเป็นมนุษย์ถูกบริหารและจัดการอย่างไรหลังกึ่งพุทธกาล
ดวงจิตทั้งสามภพที่มาเกิดเป็นมนุษย์ถูกบริหารและจัดการอย่างไรหลังกึ่งพุทธกาล
สายธรรมที่เป็นอรหันต์ และเป็นสาวกของพระพุทธเจ้าหมดสิ้นลงหลังกึ่งพุทธกาล ตามที่พระอานนท์ทูลขอไว้ให้พุทธบริษัทได้ครึ่งหนึ่ง ธรรมหลังกึ่งพุทธกาลจึงไม่ใช่ธรรมสำหรับสาวก เปลี่ยนแปลงไป เป็นสามสายธรรมหลักฉุดช่วยมนุษย์ ดังนี้
๑) ธรรมยูไล โปรดเทพ-พรหม ขึ้นชั้นโพธิสัตว์
ผู้เดินธรรมยูไลได้ จะต้องบรรลุธรรมขั้นยูไลก่อน จากนั้นจึงมีญาณหยั่งรู้โดยอัตโนมัติ
ว่าจะต้องทำอะไรบ้าง กิจของยูไล คือ รับผิดชอบดวงจิตที่บรรลุโพธิสัตว์ สำหรับมนุษย์ผู้บรรลุยูไล จะได้พบศิษย์ที่บำเพ็ญชั้นเทพและพรหม แล้วจึงโปรดสอนให้จิตตรงต่อพระพุทธศาสนา บารมีจากเทพพรหม ก็จะสูงขึ้นเป็นโพธิสัตว์ได้ มนุษย์ที่บำเพ็ญธรรมถึงชั้นเทพพรหม จะแบ่งออกเป็นส่วนๆ ส่วนหนึ่งพัฒนาขึ้นชั้นโพธิสัตว์ได้ ส่วนหนึ่งไม่สามารถพัฒนาต่อได้ ก็จะจบลงแค่เทพ หรือพรหม ได้ไปจุติที่พรหมโลก เป็นบริวารองค์พรหม ส่วนเทพ จะจุติที่สวรรค์ชั้นสองถึงสาม เป็นบริวารพระโพธิสัตว์อีกทอดหนึ่ง การแสวงหาอาจารย์ที่บรรลุยูไลแล้วศรัทธาต่อท่าน เปรียบเหมือนการได้เข้าบริษัทเล็กแต่มีตำแหน่งใหญ่โตนั่นเอง แต่จะไม่ได้นิพพาน และจุติที่สุขาวดี ทำกิจโปรดสัตว์ต่อไป
๒) อนุตรธรรม โปรดกุมาร-มังกร กลับใจมารับใช้พระโพธิสัตว์
ผู้เดินอนุตรธรรมได้ จะต้องบรรลุธรรมขั้น “อรหันตโพธิสัตว์” ก่อน และมีบารมีมากล้นจนพระยูไลบนโลก หรือไม่มีมนุษย์คนใดในโลกที่มีบารมีมากพอจะเป็นเจ้านายได้ จึงไม่ได้เป็นศิษย์ของพระยูไลที่เป็นมนุษย์บนโลก แต่เพราะไม่ได้สำเร็จสูงสุดของธรรม บารมียังไม่ถึงยูไล จึงไปติดเป็นสาวกของพระยูไลบนสวรรค์ และทำกิจเกี่ยวเนื่องกับสวรรค์ เช่น พระเยซู ก็นับเป็นอนุตรธรรม เหมือนกัน อาจารย์ที่เดินธรรมลักษณะนี้ เรียกว่า “อนุตราจารย์” ซึ่งมีความหมายชัดเจนว่าเป็นอาจารย์เล็ก ไม่ใช่อาจารย์ใหญ่ เพราะอาจารย์ใหญ่ จะนับได้คือต้องสำเร็จธรรมยูไล ดังนั้น พระเยซูจึงได้แสดงให้ชาวคริสต์เห็นว่าท่านมีพระเจ้า ที่อยู่บนสวรรค์ สั่งการให้ท่านทำกิจต่างๆ ในขณะที่ผู้สำเร็จธรรมยูไล จะไม่สนใจที่จะนับถือใครอีก เพราะสำเร็จสูงสุดแล้ว หากจะอุปมาศิษย์ในอนุตรธรรมจะเทียบได้กับผู้ที่เข้าทำงานในบริษัทใหญ่มากๆ แต่จะได้เป็นผู้น้อย ไม่ได้ตำแหน่งใหญ่โต ซึ่งมักเป็นเหล่ากุมาร หรือเทวดาที่กำลังบำเพ็ญบารมีขั้นต้น ยังไม่บรรลุขั้นโพธิสัตว์ ยังต้องทำกิจอีกมาก และเหล่าอสูรกลับใจ เนื่องจากผู้เดินธรรมนี้ มักเป็นอวโลกิเตศวร ที่ดูแลกุมารและอสูร โดยเฉพาะมังกรดำ หรือมนุษย์ผู้ทรงอิทธิพลและอำนาจ กับมนุษย์ผู้สอนง่าย ต้องการการดูแลมากราวกับเด็ก ต้องสอนมาก ต้องดูแลมากเหมือนเด็ก (กุมาร) ดังนั้น พระเยซูจึงมักสอนให้ “กลับตัวกลับใจ” และ “ล้างบาป” เสีย ให้กลับมารับใช้พระเจ้า
๓) เซน โปรดสรรพสัตว์ที่พร้อมบรรลุธรรมให้บรรลุแท้จริง
ผู้เดินธรรมเซนได้ จะต้องบรรลุธรรมขั้น “เซน” คือ อรหันต์ อย่างแท้จริง แล้วย้อนถอยกลับมาสู่การบำเพ็ญบารมีต่อภายหลัง ทำให้แทนที่จะนิพพานแล้วไม่ได้นิพพาน เช่น พระมหากัสสปะ, พระอานนท์ เป็นต้น การที่บำเพ็ญธรรมให้บรรลุจิตบริสุทธิ์อย่างแท้จริงไม่เหลือกิเลสอีกเลยนี้ ทำให้ทราบแจ้งชัดว่า “นิพพาน” แท้จริง เป็นอย่างไร และจากการที่สามารถย้อนถอยกลับมาสู่การบำเพ็ญบารมีได้อีกนี้ ทำให้สามารถเวียนว่ายตายเกิดได้ต่อไป จุดนี้ แตกต่างจากธรรมยูไลและอนุตรธรรม เพราะธรรมทั้งสองแบบข้างต้น ไม่ได้บริสุทธิ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ ยังมีกิเลสเหลืออยู่บางส่วนไม่สามารถทำให้บรรลุอรหันต์ได้แท้จริง การได้เป็นศิษย์ของอนุตรธรรม จะไม่สามารถบรรลุอรหันต์ได้ด้วยอาจารย์ เพราะอาจารย์จะไม่มีกำลังมากพอช่วยให้บรรลุอรหันต์ได้ แต่จะบรรลุขั้นรองลงไป เมื่ออาจารย์ตายลง อาจบำเพ็ญธรรมเองแล้วบรรลุขั้นสูงขึ้นไปถึงอรหันต์ได้ภายหลัง ส่วนผู้เป็นศิษย์ยูไล สามารถบรรลุได้ถึงอรหันต์ แต่จะไม่ได้นิพพาน จะได้อรหันตโพธิสัตว์ มีกิเลสและความปรารถนาช่วยเหลือสรรพสัตว์ให้หลุดพ้นไปก่อนตน หากจะอุปมาศิษย์สายเซน จะเทียบได้กับผู้ที่เข้าทำงานในบริษัทของพระพุทธเจ้าสมณโคดมโดยตรง ไม่ใช่บริษัทของพระยูไลองค์อื่น (ธรรมยูไล ไปขึ้นกับยูไลองค์นั้น อนุตรธรรมไปขึ้นกับยูไลเบื้องบน)
อนุตรธรรม เป็นธรรมจากอรหันตโพธิสัตว์
โปรดสัตว์เพาะกลุ่มไม่ครอบคลุมทุกกลุ่ม
เช่น ธรรมของกษิติครรภ์ โปรดสัตว์ที่มาจากนรก
บางครั้ง อนุตรธรรมของพระโพธิสัตว์หลายองค์
มารวมกำลังกัน เพื่อทำกิจใหญ่ช่วยมนุษย์
เช่น กิจฉุดช่วยสัตว์จากภัยพิบัติ โดยการรวม
กำลังของพระอวโลกิเตศวร, พระกษิติครรภ์, พระศรีอาร์ฯ
เป็นต้น สายอนุตรธรรมใหญ่นี้ จึงชื่อว่า “ฟาอี”