เซียนขี่มังกร

เซียนขี่มังกร

เซียนขี่มังกร

มนุษย์ที่มีจิตใจตกต่ำเป็นมารหรืออสูร จะไม่เปิดใจฟังธรรม ถือศีลก็ทำไม่ได้ พวกเขามีทางออกทางหนึ่ง คือ การเดินธรรมด้วยตัวเอง คือ การบำเพ็ญขึ้นชั้นเซียนนั่นเอง เมื่อพวกเขาสำเร็จเซียนถึงจุดหนึ่ง จะมีบารมีมากพอได้สัตว์พาหนะทิพย์ ในจำนวนนี้ น้อยนักที่เซียนจะได้ขี่มังกร เพราะมังกรเป็นสัตว์ทิพย์ชั้นสูงมาก มังกรเหล่านี้ เมื่อเป็นคนมักเกิดเป็นนักการเมือง, พระราชา, ฮ่องเต้ที่มีอำนาจมากแต่หลงตัวเองและจิตใจโหดเหี้ยม ทำให้ต้องตายแล้วไปเกิดเป็นอสูรชั้นผู้นำ คือ มังกร เหล่ามังกรนั้น มีกรรมมาก จะพ้นกรรมได้ต้องไปบำเพ็ญให้พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรทรงเป็นพาหนะ หรือให้เซียนทรงเป็นพาหนะก่อน โดยเซียนที่จะทรงมังกรได้ ต้องมีบุญกรรมพัวพันกับคนจำนวนมากจึงจะมีมังกรเป็นพาหนะได้ เพราะมังกรมีบริวารมาก โดยเฉพาะเหล่าอสูรล้วนยอมสิโรราบแก่มังกรทั้งสิ้น บทความต่อไปนี้ จะเล่าถึงเรื่องมังกรและเซียนซึ่งหาได้ยากในปัจจุบัน

มังกรมีหลายพันธุ์ แบ่งเป็นมังกรฟ้าและมังกรดิน ในส่วนมังกรฟ้าจะมีปีกเป็นมังกรเหมือนภาพวาดของฝรั่ง แต่มังกรดินจะไม่มีปีก เหมือนภาพวาดของชาวจีน มังกรที่มักเป็นสัตว์ทรงคือ มังกรดิน เป็นส่วนใหญ่ มังกรดินมีสี่เหล่า ขึ้นอยู่กับการกินอาหารทำให้มีกายสีต่างกัน คือ มังกรดำ, มังกรแดง, มังกรเขียว, มังกรน้ำเงิน ส่วนมังกรพันธุ์พิเศษที่หายากนอกจากนี้เหล่าปกตินี้ คือ มังกรทอง ทั้งนี้มังกรแดง, มังกรเขียว, มังกรน้ำเงิน มักไม่ดุร้าย และมีกรรมน้อยกว่ามังกรเหล่าอื่น มักอยู่ประจำศาลเจ้า หรือวัดจีนที่สำคัญๆ แทนนาคที่จะอยู่วัดไทย เพราะมีบุญกรรมร่วมกันมาต่างกันนั่นเอง มังกรที่เป็นพาหนะทรงจึงมีแต่มังกรดำและมังกรทอง เป็นสำคัญ โดยมังกรดำจะเป็นสัตว์ทรงให้พระอวโลกิเตศวร ส่วนมังกรทองจะเป็นพาหนะทรงแก่พระยูไล ที่จะทรงเมื่อทำหน้าที่ภาคปราบเท่านั้น หากทั้งสองพระองค์จะทำหน้าที่ภาคโปรดจะทรง “บัลลังก์ดอกบัว” มาแทนมังกร

ในที่นี้จะเล่าเฉพาะส่วนของมังกรดำและมังกรทองที่เป็นสัตว์พาหนะทรงของเซียน ซึ่งข้าพเจ้าได้พบอยู่สองท่านเท่านั้น ท่านแรกเป็นอาจารย์ของข้าพเจ้า ท่านที่สองเป็นบิดาของข้าพเจ้า โดยอาจารย์ของข้าพเจ้าทรงมังกรทอง ส่วนบิดาของข้าพเจ้าทรงมังกรดำ

อาจารย์ของข้าพเจ้ามีบุญบารมีเก่า ท่านบำเพ็ญแล้วไม่สำเร็จโพธิญาณ จึงไม่อาจเป็นพระโพธิสัตว์ได้ ท่านยังทำกิจต่างๆ เพื่อตนเองเป็นสำคัญ แต่ไม่หลงโลกแล้ว และนิยมอยู่อย่างสงบวิเวกในป่าทางภาคเหนือที่ลี้ลับ เบื้องบนได้อาศัยอาจารย์เพราะในยุคนั้น อาจารย์เป็นมนุษย์ที่มีฤทธิ์มากหาใครเทียบได้ยากในประเทศไทย เบื้องบนใช้พลังขององค์ศรีอาริยเมตตรัยมาครอบอาจารย์ไว้ ทำให้อาจารย์มักหลงคิดว่าตนเองเป็นพระศรีอาริยเมตตรัย แต่ท่านระลึกชาติได้ว่าท่านมาจากนรก ได้รับการฉุดช่วยมาจากนรก และน่าจะเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับองค์ศรีอาริยเมตตรัย อาจารย์บำเพ็ญในป่าหนักมาก ทรมานตนข่มกามจนน้ำกามไหลออกมาเองโดยที่ไม่ได้ทำอะไร จากนั้น อาจารย์ก็เปลี่ยนไป จากคนที่เคยเสพกามกับผู้หญิงในกรุงเทพมากมาย เป็นคนที่ละออกจากกรุงเทพ และไม่สนใจเรื่องกามเหมือนแต่ก่อน อาจารย์ละกามซึ่งเป็นเหตุให้อาจารย์ต้องมีชีวิตตกต่ำ ทำให้อาจารย์สำเร็จเซียนด้วยตนเอง ไม่มีครูสอนเพราะเหตุนี้ แต่อาจารย์ไม่ได้ละกิเลสทุกตัว จึงไม่อาจหยั่งถึงนิพพาน ประกอบกับไม่ยอมละสักกายทิฐิจำนนเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า ท่านจึงไม่สำเร็จโสดาบัน มีความหลงตัวเองบ้างเล็กน้อย แต่อาจารย์ก็สำเร็จขั้นเซียน เมื่อได้รับพลังจากองค์ศรีอาริยเมตตรัยแล้ว ทำให้อาจารย์ทำกิจต่างๆ ได้เสมือนองค์ท่านมาเอง (ทั้งๆ ที่ไม่ใช่) ปัจจุบันอาจารย์ยังคิดเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ แต่นั่นไม่ใช่ความต้องการของอาจารย์ เป็นความต้องการของ “มังกรทอง” ที่อาจารย์ทรงอยู่ มังกรต้องการอำนาจเป็นปกติ แต่เซียนต้องการความสันโดษ อาจารย์มีสองดวงจิต แต่ก็ยังอยู่ร่วมกันต่อไปได้ โดยมีอาจารย์หญิงท่านหนึ่งที่เบื้องบนส่งมาช่วยคุมมังกรทองไว้ อาจารย์ทั้งสองท่านจึงทำกิจต่างๆ ต่อไปได้ แม้ว่าบางครั้งจะดูมีกิเลสบ้างก็ตาม

บิดาของข้าพเจ้า เกิดมาในตระกูลชาวนาที่ยากจนที่สุด ย่าได้แต่งงานกับปู่คนแรก แต่ปู่ก็อายุสั้นตายไป ต่อมาย่าต้องแต่งงานใหม่ เพราะเป็นชาวนาผู้หญิงไถที่นาดำนาเลี้ยงลูกคนเดียวไม่ได้ จึงต้องแต่งงานใหม่ ทว่า ปู่คนที่สองก็อายุสั้นตายอีก ต่อมาย่าจึงแต่งงานใหม่ครั้งที่สาม ปู่ชื่อว่า “ทิ้ง” สุดท้าย ปู่ทิ้งก็ตาย จนย่าที่ไม่มีเงินเลยต้องเอาศพปู่ไปทิ้งไว้วัด ให้สัปเหร่อจัดการศพไปเองโดยไม่มีการทำพิธีอะไร พ่อของข้าพเจ้าคงรันทดในชีวิตมาก ในตอนนั้น พ่ออายุน้อยอยู่ในวัยประถม ก็หนีจากย่ามาเพราะผิดใจกับย่า และมาอาศัยอยู่กินบ้านป้าข้างบ้าน เพื่อเอาแรงงานแลกอาหารและที่อยู่ พ่อจบแค่ประถมสี่ แต่สามารถสะกดอักษรอังกฤษได้เองโดยไม่มีครูสอนเลยในยุคนั้น พ่อยากจนมาก ขาดโอกาสทางการศึกษาทั้งๆ ที่เป็นคนฉลาดมาก สุดท้าย พ่อก็ต้องไปเป็นทหาร และเก็บเงินจากการเป็นทหารนั้นไว้แต่งงานกับแม่ แม่ซึ่งพบรักกับพ่อกลางทุ่งนาขณะที่เอาควายไปเลี้ยงกลางทุ่งด้วยกันเสมอ จึงได้แต่งงานกันและมีลูกคือข้าพเจ้า ด้วยความยากจน ข้าพเจ้าถูกเลี้ยงมาด้วย “น้ำข้าว” ซึ่งในสมัยอดีต คนใช้น้ำข้าวไปเลี้ยงสุนัขจรจัด ข้าพเจ้าไม่มีนมกิน และแม่ไม่มีเวลาให้นมลูก ข้าพเจ้าจึงเติบโตมาด้วยน้ำนมของพระแม่โพสพ คือ น้ำข้าวนั่นเอง ทำให้ข้าพเจ้าผอมแห้งและเจริญเติบโตไม่สมกับวัย

พ่อของข้าพเจ้าตั้งใจทำงานและหวังจะเลี้ยงข้าพเจ้าให้ได้รับการศึกษาสูงสุด เพราะตนเองไม่มีโอกาสทางการศึกษา และพ่อก็ได้สมใจหวัง เมื่อข้าพเจ้าได้จบการศึกษาระดับปริญญาตรีที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้สำเร็จ แต่พ่อกลับยากจนลงไปอีก จนในที่สุด ไม่มีที่นา เนื่องจากยิ่งทำเกษตรยิ่งขาดทุน และมีหนี้สะสมพอกพูนขึ้นเรื่อยๆ จนต้องขายที่นาหมดในที่สุด ครอบครัวของข้าพเจ้าจึงเป็นชาวนาที่ไม่มีที่ดินทำกิน และบ้านที่ปลูกอยู่ก็อาศัยที่คนอื่นที่เขาให้เราได้อยู่กันมาตั้งแต่รุ่นตายาย คือ ที่ดินของปู่เณร ผู้มีใจเมตตา เป็นที่ดินผืนสุดท้ายที่พ่อและแม่ไม่มีทางจะขายได้เพราะไม่มีกรรมสิทธิ์

พ่อรันทดใจมากประกอบกับชาวบ้านชอบนินทา และเหยียบย่ำซ้ำเติมคนที่ล้มหรือตกต่ำ ข้าพเจ้าเคยเรียนดีและได้รางวัลมากมาย จนคนในอำเภอรู้จักกันมาก ลูกหลานของพวกเขาล้วนนับถือข้าพเจ้าและอาจเอาเรื่องของข้าพเจ้าไปเล่าให้พ่อแม่ของพวกฟัง แต่คาดไม่ถึงว่าพ่อแม่ของพวกเขา รอให้บ้านของข้าพเจ้าตกต่ำ ก็รุมกันเหยียบย่ำซ้ำเติมพ่อแม่ของข้าพเจ้าต่างๆ นานา พ่อเครียดมาก ไถที่คนเดียวไปน้ำตาไหลไป จนข้าพเจ้าทำงานมีรายได้ เริ่มส่งเงินให้แม่ใช้บ้าง แต่ไม่เคยบอกชาวบ้าน เพราะเงินที่ทำด้วยน้ำพักน้ำแรงโดยสุจริตนั้นมันไม่มากพอที่จะอวดใครได้ ในขณะที่บ้านอื่นๆ บ้างมีลูกสาวไปแต่งงานกับฝรั่ง ก็สามารถเอารถยนต์มาอวดได้ในเวลาปีเดียว ข้าพเจ้าพยายามแข่งขันเพื่อยกฐานะตนเอง จนในที่สุด สุขภาพไม่เอื้ออำนวยอีกต่อไป ไม่สามารถทำงานได้ จึงลาออกมาบวชพระ และเหตุนี้ จึงได้กลับมาโปรดพ่อและแม่ แม่ที่จบประถมสี่ และมีกรรมทำให้ปัญญาทึบ ซื่อ ถูกหลอกง่าย ไม่รู้ว่าจะเข้าใจศัพท์ธรรมบ้างสักตัวคงไม่มีแน่นอน และพ่อที่ดูฉลาดแต่จิตใจเต็มไปด้วยความหม่นหมองคับแค้นใจ และไม่ยอมรับให้ใครมาคอยสั่งสอน เพราะตั้งแต่เด็กก็เติบโตมาด้วยตนเอง ไม่ได้อาศัยพ่อแม่ จึงไม่มีใครสั่งสอนได้

ข้าพเจ้าเคยบำเพ็ญธรรมหนัก และมีผู้ร่ำรวยคิดยกสถานธรรมให้พร้อมเงินอีกจำนวนหนึ่งให้พ่อแม่ใช้หนี้ แต่แล้วข้าพเจ้าก็คิดว่าบุญก้อนใหญ่นี้ แทนที่จะให้แก่คนผู้ไม่ใช่พ่อแม่ของเรา สู้เอากลับไปให้พ่อแม่ของเราดีกว่า จึงได้กลับบ้านและยืนยันว่าจะจำพรรษาที่บ้าน และเพราะเหตุที่พระจำพรรษาที่บ้านนั่นเอง ทำให้ชาวบ้านนินทา และพ่อแม่ต้องลำบากใจอีกครั้ง ทั้งหมดนี้เพราะปีก่อน ข้าพเจ้าบวชเณรวัดใกล้บ้านหวังให้พ่อไปทำบุญ แต่พ่อไม่เคยไปเลย ได้แต่กินเหล้าทุกวัน ทำให้ข้าพเจ้าจึงเปลี่ยนมาเป็นแผนเชิงรุก คือ เข้าไปอยู่ร่วมในบ้านของพ่อให้พ่อได้บุญจากการให้ที่พักแก่พระสงฆ์เสียเลย และผลที่เกิดขึ้นคือ ข้าพเจ้าซึ่งบวชเป็นพระแล้ว ต้องถูกปรามาสอย่างหนัก เพื่อนร่วมวงเหล้าของพ่อบางคน เมื่อเมาแล้วก็ส่งเสียงดังปรามาสด่าข้าพเจ้า ว่าเป็นพระไม่ใช่พระ มาอยู่บ้านจะเรียกพระได้อย่างไร ในระยะแรกข้าพเจ้าถูกปรามาสมากมายแต่ก็จำทนหน้าด้านต่อไป

แม้แต่พวกคนทรงบางคน ก็ปรามาสข้าพเจ้า เขาว่าเขาเป็นฤษี โดยการทรงเจ้าจึงมีศีลมากกว่าข้าพเจ้า ส่วนข้าพเจ้าเป็นแค่ผ้าเหลืองห่มตอ ซึ่งในยามนั้น ข้าพเจ้าเป็นพระสงฆ์ที่ไม่ได้รับเงินจากใครนอกจากการอุปัฏฐากจากโยมแม่ เพราะเบื่อหน่ายที่ต้องออกไปสวดมนต์แล้วรับเงินราวกับเป็นพนักงานรับจ้างสวดมนต์ ข้าพเจ้าหวังบวชเป็นพระไม่ใช่พนักงานรับจ้างสวดมนต์ในงานพิธีต่างๆ ของญาติโยม จึงไม่มีเงิน แม้แต่ข้าพเจ้าดูดวงให้คนด้วยไพ่ยิบซี ก็ไม่เคยเรียกร้องเงินค่าครูจากใครเลย เพราะครูของข้าพเจ้านั้น คือ พระพุทธเจ้า ผู้ให้ธรรมแก่ข้าพเจ้านั้น ไม่เคยเรียกเงินค่าครู และข้าพเจ้าดูดวงเพื่อเปิดโอกาสคุยกับญาติโยมและใช้เป็นกุศโลบายแนะนำให้ปฏิบัติธรรมทำความดีนั้น จึงไม่มีการเก็บเงินค่าครูแต่อย่างใด ตามที่ข้าพเจ้าเคยได้ฝึกฝนมา ก็เคยได้ครูเป็นฤษีท่านหนึ่ง และข้าพเจ้าก็ปฏิบัติทางฤษีมา เป็นชีเปลือยเปลื้องผ้าทำสมาธิพิจารณากาม ทั้งยังต้องทำพิธีบูชาไฟ ที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากผู้ที่ไปเรียนมาจากอินเดียโดยตรง แม้ข้าพเจ้าไม่ได้ถือศีลแบบฤษีแต่ก็ได้ปฏิบัติมาบ้าง คนทรงเหล่านั้น ไม่ได้ปฏิบัติอะไร ถึงเวลาก็นั่งหลับตาสั่นๆ แล้วกลายเป็นฤษีไปในทันที อ้างตนว่ามีศีลมากกว่าพระไป ข้าพเจ้าจำต้องอดทนฟังคำปรามาสโดยไม่ได้โต้เถียงแต่อย่างใด ข้าพเจ้าใช้กุศโลบายดูดวงให้คนจนฟรีๆ ทำให้เสียงนินทาว่าร้ายเริ่มลดลง บวกกับการช่วยเหลือของโยมแม่อีกแรงหนึ่ง

โยมแม่ที่เคยเป็นชาวนาธรรมดายากจนและไม่มีความรู้ไม่ทันคนเลย กลายเป็นคนที่คิดได้เอง รู้ได้เอง เพราะการปฏิบัติตามข้าพเจ้า แม้ไม่ได้ถึงอรหันต์ แต่แม่กลับโปรดคนได้มากมาย โดยเฉพาะคนที่มีอำนาจในท้องถิ่นที่มีแนวโน้มว่าจะคดโกง แม่เริ่มมีบทบาทมากขึ้น จากเดิมที่เป็นคนที่ต่ำต้อยถูกคนว่ากล่าวนินทาและเหยียบหัวมาก่อน กลายเป็นคนที่รู้และเข้าใจปัญหาสังคมท้องถิ่น รู้ว่าใครค้ายาบ้า เอายาบ้ามาปล่อยที่ไหน ในวัดมีใครเป็นคนค้า และอาศัยใครกระจายยาบ้าบ้าง เป็นต้น แต่แม่ก็ไม่คิดเคียดแค้นหรือจะเอาเรื่องคนพวกนั้น แม้ว่าคนพวกนั้นก็เคยบีบให้ข้าพเจ้าออกจากวัดเพราะรู้เรื่องที่ไม่ควรรู้มากเกินไป แม่เห็นแผนการของคนกลุ่มหนึ่ง ที่คิดรวบอำนาจไว้ในตระกูลตนเอง โดยการเลือกตั้งท้องถิ่นมีการเชื่อมโยงพรรคพวกกันหมด แม่พยายามช่วยคนดีให้ได้รับเลือกแต่ในที่สุด ก็ไม่อาจต้านทานกรรมได้ และต้องปล่อยไปตามกรรม แต่แม่ก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคน และสามารถเดินธรรมด้วยตนเอง ช่วยคนอื่นได้ ทั้งๆ ที่ยากจนแร้งแค้นที่สุด

โยมพ่อเดิมต่อต้านข้าพเจ้ารุนแรงมาก ชอบกินเหล้าให้เมาแล้วอาศัยความเมาในการส่งเสียงดังโวยวายว่าด่าทอข้าพเจ้าทางอ้อม และหาเรื่องทะเลาะกับแม่ แต่พฤติกรรมของพ่อก็ค่อยๆ ลดลงทีละน้อย แม้ข้าพเจ้าไม่เคยเอ่ยปากสอนพ่อได้เลย เพราะพ่อถือมากในเรื่องนี้ว่าใครสอนเขาไม่ได้ ข้าพเจ้าเคยท้อแท้ และขอให้คนทรงสื่อกับเจ้าแม่กวนอิม ท่านบอกว่าพ่อของข้าพเจ้าทำกรรมมาก ใครจะช่วยได้ ข้าพเจ้าก็ตัดใจอุเบกขา แต่ยังไม่ยอมไปไหน หน้าด้านหน้าทนอยู่ต่อไป เพื่อให้การอยู่อาศัยของข้าพเจ้าเป็นบุญหนุนนำโยมพ่อไปก่อน แม้ไม่มีวิธีใดที่ดีกว่านี้จะช่วยได้ก็ตาม ทว่า ไม่น่าเชื่อ พลังบุญนั้นมีจริง พ่อของข้าพเจ้าเปลี่ยนไปทีละน้อย จนในที่สุด พ่อเหมือนเป็นคนใหม่ ทั้งๆ ที่ไม่มีใครไปสอนเขาเลย พ่อเคยเจ็บปวดในชีวิตและคับแค้นใจ ตกเย็นพ่อนอนไม่หลับ เครียดและต้องออกนอกบ้านไปหาเพื่อนกินเหล้าให้เมาแล้วกลับมาดึกๆ เพื่อนในวงเหล้าก็สอนให้พ่อออกปากด่าแม่ก่อนแรงๆ มากๆ อย่าให้ตั้งตัวได้ ทำให้แม่โดนพ่ออาระวาดทุกวัน ในที่สุดแม่ก็ปลง ด้วยการโปรดของข้าพเจ้าส่วนหนึ่ง แม่ก็ยอมไม่มีเรื่องทะเลาะกับพ่ออีก พ่อเริ่มได้อิสระในชีวิต ไม่มีใครห้ามไม่มีใครว่าและพ่อก็เริ่มเปลี่ยนไป พ่อเริ่มไม่ออกนอกบ้าน กินเหล้าในบ้านคนเดียว สร้างเพิงหวังให้ข้าพเจ้าอาศัยอยู่ร่มเย็นในยามร้อน แต่ภายหลังพ่อก็ใช้เป็นที่กินเหล้าแทน พ่อเปลี่ยนจากออกไปกินเหล้านอกบ้าน เป็นกินในบ้าน และเข้านอนเร็วขึ้น เริ่มไม่หาเรื่องทะเลาะกับแม่ เมื่อเห็นว่าแม่ไม่ได้ห้ามหรือต่อว่าพ่ออีกแล้ว ทำอะไรได้ตามใจ และไม่นานนัก พ่อก็อยู่ติดบ้าน ไม่นานต่อมา คนมากมายที่เป็นเพื่อนในวงเหล้ากลับต้องเป็นฝ่ายมาหาพ่อเอง และยิ่งนานวันก็มากันมากมาย มาเช้าบ้าง เย็นบ้าง จนบ้านที่เคยเงียบเหงาในยามกลางวันและมีเสียงทะเลาะในยามค่ำ กลายเป็นบ้านที่มีคนมากมายมาสรวนเสเฮฮากันเต็มไปหมด ช่างน่าอัศจรรย์ใจนัก

มีครั้งหนึ่งที่คนกินเหล้าต่างมาปรับทุกข์ที่บ้านข้าพเจ้าอย่างมากมาย จนในที่สุด วันหนึ่งพ่อของข้าพเจ้าก็ระเบิดใส่ ว่าเขาเครียดมากอยู่แล้ว ทำไมเอาเรื่องมาระบายอยู่ได้ ตั้งแต่วันนั้น พวกเพื่อนในวงเหล่าเลยเงียบลงไป และกินเหล้ากันเฉยๆ พ่อเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง ในวันที่น้าชายคนหนึ่งมาขออาศัยบ้านข้าพเจ้า ทั้งๆ ที่บ้านของข้าพเจ้ายากจนมาก แม่จำต้องขอยืมเงินผู้อื่นมาซื้อข้าวสารเลี้ยงน้าและครอบครัวของน้า น้าเป็นคนที่เอาแต่ใจตัวเอง ไม่สนใจลูกเมีย และเล่นการพนันทุกคืน กลับถึงเช้า และเมียของน้าก็ปริปากว่าไม่ได้เลยแม้แต่น้อย ญาติทั้งหลายไม่อาจพึงพาได้มีแต่บ้านข้าพเจ้าที่ช่วยเหลือ เพราะน้ายืมเงินไปเล่นการพนันหมด น้าปากเก่ง ปากดี เถียงไม่เคยแพ้ใคร และเถียงลื่นไหลไปโดยไม่มีเหตุผลได้อย่างน่าอัศจรรย์จนไม่มีใครกล้าเถียงหรือว่ากล่าวตักเตือนได้อีก พ่อได้เห็นการกระทำของน้าที่ตกต่ำอย่างมาก จากนั้น โยมพ่อดูเหมือนจะคิดอะไรได้ ประกอบกับ “การแสดงธรรมแบบไม่มีธรรม” ของข้าพเจ้าที่เกิดขึ้นอย่างแนบเนียนโดยพ่อไม่รู้ตัว การแสดงธรรมนี้ ต้องอาศัยเหตุการณ์จริงในชีวิตของเรา ให้ปรากฏขึ้นจริงต่อหน้า แต่บุคคลอาจคิดไม่ออก นึกไม่ได้ แม้เห็นเหตุการณ์นั้นก็ตาม ดังนั้น จึงต้องหาวิธีให้เขาคิดให้ได้หลังจากที่เห็นเหตุการณ์นั้น ซึ่งนับว่ายากมาก ประกอบกับข้าพเจ้าอาศัยเพื่อนในวงเหล้าของพ่อคนหนึ่ง ที่ยอมฟังธรรมและเชื่อข้าพเจ้าในระดับหนึ่ง ข้าพเจ้าถ่ายทอดธรรมผ่านคนผู้นี้ เพื่อให้เขาไปเล่าต่อในวงเหล้า พ่อของข้าพเจ้าก็เถียงและไม่เชื่อมาโดยตลอด แต่แล้ว น้ำยังกร่อนหินได้ ไยใจคนจะไม่อ่อนลง คงเป็นไปไม่ได้ ถึงวาระที่พ่อของข้าพเจ้าคิดได้ด้วยตนเอง โดยไม่มีคนสอนก็มาถึง พ่อเปลี่ยนไป ที่เคยคับแค้นใจ เหมือนจะหายไปแล้ว ข้าพเจ้าแอบเห็นพ่อแอบตำยาสมุนไพรไปให้ป้า ตอนแรกพ่ออายที่จะต้องทำความดี ต่อมาพ่อก็กล้าทำมากขึ้น จนถึงขั้นทำข้าวผัดให้ข้าพเจ้ากินในจานแรก ข้าพเจ้ากินข้าวไปแล้วจึงไม่รับอีก แต่วันต่อมาพ่อก็ทำอีก และให้ข้าพเจ้าอีก ข้าพเจ้ากำลังกินข้าวพอดี ก็เลยตัดสินใจรับไว้เพื่อให้พ่อได้บุญด้วยตนเอง และในที่สุด ความหน้าด้านของข้าพเจ้าก็สำฤทธิ์ผล พ่อที่ไม่เคยทำบุญให้พระเลย ได้ทำบุญให้กับพระที่ผู้คนเขาไม่นับถือว่าเป็นพระกันเป็นครั้งแรก แม้ข้าพเจ้าจะไม่ได้กินข้าวจานนั้นให้หมด เพราะไม่ค่อยอร่อยนัก และมีข้าวอยู่แล้ว ก็ได้ตักชิมไปช้อนหนึ่ง แต่พ่อก็ได้ผลบุญนั้นเต็มที่ พ่อเปลี่ยนไป เริ่มทำงานเพื่อสังคมโดยไม่หวังผลตอบแทน แต่เพราะงานนั้นเป็นงานด้านการเมืองท้องถิ่น พวกเขาจึงให้เงินพ่อ พ่อที่ไม่เคยมีรายได้อื่นใดนอกจากทำนา ยามนี้มีเงินเดือนจาก อสม. และเงินรายได้จากการเป็นหัวคะแนนอีก ชีวิตพ่อเปลี่ยนไปมาก ในระยะหนึ่งปีที่ผ่านไป จากคนที่ใครก็เหยียดหยาม ยามนี้ แม้แต่ผู้มีอำนาจในท้องถิ่นก็ต้องมาขอให้พ่อช่วยหาเสียงให้ ใครๆ ก็มาหาพ่อเต็มไปหมด

ข้าพเจ้าสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงนี้ พ่อละจิตอาฆาตได้ด้วยตนเอง บรรลุเซียนแม้จิตยังไม่ตรงนิพพาน ยังไม่ได้โสดาบัน แต่พ่อก็พ้นจากความเป็นมาร เมื่อสังเกตต่อไป พ่อทำไมจึงมีอำนาจมากขึ้น ทำไมมีคนมารุมล้อมผิดปกติ และทำไมจึงต้องเกี่ยวข้องกับเรื่องอำนาจและการเมืองมากมาย ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนไม่มีเลย ลักษณะของพ่อเข้าข่ายของผู้มีมังกรดำอยู่ พ่อไม่ได้เลิกเหล้า มังกรดำเป็นอสูร พ่อกินเหล้า มังกรดำจึงอยู่กับพ่อได้ดีกว่าแม่ แม่บำเพ็ญธรรมโปรดกุมาร คือ เด็ก หรือคนโตแล้วแต่การบำเพ็ญธรรมยังเด็ก ยังต้องอาศัยผู้ใหญ่อยู่ และแม่ก็เข้าใจเรื่องการเมือง เรื่องปัญหายาเสพติดในท้องถิ่น แม่น่าจะบำเพ็ญได้มังกรดำก่อน แต่สังขารของแม่กินเหล้าไม่ได้ ไม่ชอบทำสิ่งที่ผิดศีลแบบมังกรดำ จึงอยู่กันไม่ได้ วันหนึ่ง ข้าพเจ้าถามแม่ตรงๆ ว่าตัดพ่อได้ไหม ไม่ต้องไปยึดพ่อ แม่บอกว่าได้ จากนั้น ข้าพเจ้าใช้จิตสัมผัสได้ว่ามังกรดำได้จากไป มันได้รับอิสระจากแม่แล้ว และไปอาศัยในกายของน้าที่ชอบเล่นการพนันพักหนึ่ง แต่แล้วก็คิดได้ มันกลับมาพร้อมน้า และกลับไปอยู่กับพ่อแทน ทำให้น้าที่เคยเล่นการพนันได้เงินดี สุดท้าย น้าต้องประสบอุบัติเหตุ และไม่มีเงินรักษาตัวเลย พ่อของข้าพเจ้ากลายเป็นคนเด่นดังทางการเมืองระดับท้องถิ่นไป รวมเวลาที่ใช้โปรดโยมพ่อทั้งสิ้น ๒ ปี นับว่ายังไม่มากเท่าที่บางท่านที่ทุ่มเทถึง ๙ ปีก็มี นี่คือ สิ่งที่เปลี่ยนแปลงขึ้นจริงๆ ในชีวิต ส่วนสิ่งที่ตามองไม่เห็น ข้าพเจ้าไม่อาจพิสูจน์ให้ท่านเชื่อได้ ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของท่านเอง สาธุ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น