ผู้มีจิตวิญญาณเป็นมารและอสูรต้องบำเพ็ญธรรมแบบเซียน
ผู้มีจิตวิญญาณเป็นมารและอสูรต้องบำเพ็ญธรรมแบบเซียน
ผู้มีจิตวิญญาณระดับต่ำกว่ามนุษย์ แม้มีกายสังขารเป็นคน จะไม่สามารถบรรลุโสดาบันได้ พระพุทธเจ้ากล่าว่ามนุษย์เป็นสัตว์ที่สอนได้ จึงบรรลุโสดาบันได้ แต่คนบางคนจิตวิญญาณไม่ใช่มนุษย์ เช่น กายทิพย์เป็นมาร เป็นอสูร เหล่านี้ จะสอนไม่ได้ เพราะมีจิตใจที่ไม่ยอมรับการสอน ไม่ยอมที่จะก้มหัวเป็นลูกศิษย์ของผู้ใด จึงปฏิบัติธรรมปกติไม่ได้
ผู้มีจิตวิญญาณระดับต่ำกว่ามนุษย์ เช่น กายทิพย์เป็นอสูรก็ดี หรือมีกายทิพย์เป็นมารก็ดี (กายทิพย์นี้สูงกว่ามนุษย์ แต่สูงเกินจนหลงตัวเอง สอนธรรมไม่ได้) ไม่สามารถรับธรรมในพุทธศาสนาได้เพราะไม่ยอมเป็นสาวกใคร แต่เขาก็สามารถปฏิบัติธรรมแบบเซียนได้ หรือก็คือ แบบลัทธิเต๋า นั่นเอง เมื่อบำเพ็ญแล้วจะบรรลุเซียน เมื่อบรรลุเซียนแล้ว กายทิพย์มารและอสูรจะสลายไป เปลี่ยนเป็นกายทิพย์ที่ดีขึ้นตามแต่บุญบารมีเก่าทำมา เช่น กายเซียน, กายโพธิสัตว์, กายยูไล อย่างต่ำเมื่อบรรลุเซียนจะมีกายเซียน อย่างสูงจะได้ถึงกายยูไล สำหรับท่านที่ได้กายเซียน ระดับธรรมจะนับได้ว่าต่ำกว่าโสดาบัน เพราะยังคิดไม่ออกว่าสิ่งที่เป็นที่สุดแท้จริงคือนิพพาน แต่สามารถละความยึดมั่นถือมั่นเก่าก่อนบางประการอันส่งผลให้ตนต้องเป็นมารเป็นอสูรได้ ดังนั้น จิตยังไม่ตรงนิพพาน แต่ละความยึดมั่นถือมั่นเป็นแล้ว ยังมีกิเลสบางส่วนเหลืออยู่บ้าง เช่น กามราคะ เป็นต้น แต่จะมีชีวิตที่สงบวิเวก, สันโดษ ไม่นิยมคลุกคลับคนมากนัก ยกเว้นเพื่อหาเงิน เป็นต้น ส่วนผู้ที่บรรลุแบบเซียนแต่มีกายทิพย์ตั้งแต่โพธิสัตว์ขึ้นไป จะมีจิตตรงต่อนิพพานได้ ดังนั้น จึงได้ธรรมตั้งแต่ ปุถุชนโพธิสัตว์, โสดาบันโพธิสัตว์ไปจนถึงอรหันตโพธิสัตว์ ตามบารมีเก่า
ผู้ใดที่ต้องบำเพ็ญเซียนบ้าง
๑) ผู้มีจิตวิญญาณเป็นมาร เพราะมารไม่ยอมเชื่อฟังพระพุทธเจ้า ไม่ยอมก้มหัวเป็นสาวกอย่างจริงใจ มีจิตใจริษยา อาฆาต เป็นต้น
๒) ผู้มีจิตวิญญาณเป็นอสูร เพราะอสูรไม่มีศีล ขาดความเมตตาปรานี มีแต่ความโหดเหี้ยม เป็นต้น ทำให้ไม่สามารถครองได้แม้แต่ศีลห้า จึงไม่ได้โสดาบัน
๓) ผู้มีจิตวิญญาณเป็นนิตยโพธิสัตว์ เพราะพระนิตยโพธิสัตว์ ไม่ยอมก้มหัวให้พระพุทธเจ้าอย่างแท้จริง เพราะไม่ใช่สาวกของพระพุทธเจ้า ปรารถนาเป็นผู้นำ
พระนิตยโพธิสัตว์นั้นมีจำนวนน้อยมาก แต่มารและอสูรในปัจจุบันมีจำนวนมาก และไม่มีใครโปรดให้บรรลุธรรมได้ พวกเขาแม้ทำไปเป็นก้มกราบศรัทธาพระอรหันต์ แต่ก็ไม่ได้ศรัทธาอย่างแท้จริง ไม่ได้จริงใจ ทำไปเพราะหวังผลประโยชน์ตอบแทนเท่านั้น เช่น ได้ลาภสักการะ, ได้เงิน, ได้ของขลัง จากพระอรหันต์ เหล่านั้น เป็นต้น ดังนั้น วิธีการที่จะช่วยมารและอสูรเหล่านี้ได้ ต้องใช้วิธีการบำเพ็ญ “เซียน” เท่านั้น พระพุทธศาสนาช่วยได้เฉพาะพระธรรม แต่พระพุทธเจ้าเอาไม่อยู่ พวกเขาไม่ยอมจำนนเป็นสาวกแน่นอน
การบำเพ็ญเซียนเป็นอย่างไร
๑) การบำเพ็ญเซียนเป็นการฝึกการหยั่งรู้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องอาศัยครู ซึ่งเหมาะสมกับทั้งพระปัจเจกพุทธเจ้า และพระพุทธเจ้าในอนาคต ซึ่งปัจจุบัน จะบรรลุเซียนก่อน คนที่ได้กายเซียนจะบรรลุพระปัจเจกพุทธเจ้าในอนาคต คนที่ได้กายโพธิสัตว์มีโอกาสที่จะบรรลุเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตหรือพระโพธิสัตว์
๒) การบำเพ็ญเซียนใช้สถานการณ์บีบเค้นให้ยอมจำนนและละความยึดมั่น ซึ่งไม่จำเป็นต้องละกิเลสทั้งหมด ละเฉพาะกิเลสที่ยึดมั่นมากเกินไป จนทำให้ตนต้องกลายเป็นมารหรืออสูรเท่านั้นก็พอ กิเลสส่วนที่เหลือสามารถละในชาติอื่นต่อได้ เพราะรู้วิธีละหรือตัดกิเลสด้วยตนเองแล้วนั่นเอง แต่จะยังไม่บรรลุโสดาบัน
๓) การบำเพ็ญเซียนมุ่งเน้นการเปลี่ยนแปลงภายในจิตวิญญาณ มากกว่าการท่องจำ จดจำ หรือการนั่งหลับตานึกเอา แต่เน้นประสบการณ์ชีวิตโดยตรง ทุกอย่างที่รู้แจ้ง ล้วนผ่านความทุกข์ยากลำบากมาอย่างแท้จริงไม่มีการจินตนาการ