อภิธรรม : การฝึกวิชชาธรรมกาย เพื่อดูกายในกาย โดยไม่ต้องเปิดตาทิพย์
อภิธรรม : การฝึกวิชชาธรรมกาย เพื่อดูกายในกาย โดยไม่ต้องเปิดตาทิพย์
ธรรมชาติของมนุษย์ทุกคน จะมีกายในกายหลายกายซ้อนกันอยู่เป็นชั้นๆ แต่ละชั้นจะเป็น “หนึ่งจิตวิญญาณ” โดยส่วนใหญ่ ยกเว้นกายทิพย์ชั้นนอกสุดที่อาจจะไม่ได้มีสภาพเป็นจิตวิญญาณ กล่าวคือ เป็นแค่วิญญาณขันธ์ครอบขันธ์เราเท่านั้น เช่น คนที่ไปรับขันธ์มา หรือถูกเทพพรหมครอบขันธ์หุ้มสังขารไว้ ก็จะพบว่ากายทิพย์ชั้นนอกสุด ไม่มีจิต มีแต่วิญญาณขันธ์ หรือกายทิพย์ที่เขาถอดครอบกายสังขารนั้นๆ ไว้ นอกจากนั้น กายทิพย์ชั้นอื่นๆ จะมีจิตประสานร่วมด้วยเสมอ ที่เรียกว่า “จิตวิญญาณ” อย่าลืมว่ากายสังขารของมนุษย์หนึ่งกาย มีจิตถึง ๘๙ ดวง จิตแต่ละดวงนั้นไม่ได้อยู่แบบเป็นดวงจิตอิสระ ดวงจิตที่อยู่แบบอิสระจะอยู่ในกายสังขารของมนุษย์ไม่ได้ ถ้ามีแต่จิตจะต้องจุติสถานเดียว ที่เรียกว่า “จุติจิต” คือ จิตที่บริสุทธิ์ไม่มีวิญญาณห่อหุ้มแล้ว จึงจุติออกจากร่างกาย ในคนปกติ ถ้ามีจิตกี่ดวง ก็ต้องมี “วิญญาณขันธ์” ปรุงแต่งห่อหุ้มประสานกันทุกดวงจิต เรียกว่า “ปฏิสนธิจิต” คือ จิตที่ประสานเข้ากับวิญญาณขันธ์กลายเป็น “จิตวิญญาณ” โดยสมบูรณ์แล้ว ดังนั้นถ้าเราเพ่งกายในกายเราเห็นกายทิพย์ได้แต่เราไม่เห็นจิตเราจึงต้องใช้ปัญญาพิจารณาเองว่ากายทิพย์นั้น มีจิตประสานแล้วหรือยัง หรือเป็นเพียงกายทิพย์ที่ไม่มีจิตประสานที่เรียกว่า “ขันธ์” หรือ “ครอบขันธ์” เฉยๆ อาจารย์บางท่านจะเรียกกายทิพย์ที่ไม่มีจิตและถูกครอบไว้ หุ้มคนไว้นี้ว่า “ญาณ” ก็มี ซึ่งน่าจะย่อมาจากคำว่า “วิญญาณขันธ์” นั่นเอง เช่น อาจารย์ของผู้เขียนจะกล่าวว่า “คนนี้ถือญาณแม่อุมา” หมายถึง ถูกแม่อุมาครอบขันธ์ มีวิญญาณขันธ์แม่อุมาครอบอยู่ เป็นต้น ทั้งๆ ที่เขาจะใช่หรือไม่ใช่แม่อุมาก็ตาม แต่เขามีพลังแม่อุมาครอบขันธ์อยู่ ก็ทำหน้าที่ “ตัวแทน” แม่อุมาได้ เช่น บางกรณี เราต้องบำเพ็ญบารมีชดใช้กรรมกับแม่อุมา แต่เราหาคนที่บำเพ็ญได้จริงๆ ไม่พบ เราก็หาคนที่มีพลังแม่อุมาครอบขันธ์อยู่ บำเพ็ญชำระกรรมแทนเรียกว่า “ชำระกรรมกับองค์แทน” นั่นเอง เช่นนี้ เราจึงสามารถชำระหนี้กรรมที่เราก่อไว้มากมาย กับตัวแทนได้ โดยที่เราไม่ต้องไปแสวงหาตัวจริง ในบทความฉบับนี้ จะเสนอวิธีสังเกตกายในกาย ตามหลักวิชชาธรรมกายที่ไม่ใช่ของหลวงพ่อสด แต่เป็นของผู้เขียนเองโดยเฉพาะ ดังจะกล่าวต่อไป
จะสัมผัสหรือทราบได้อย่างไรว่ากายทิพย์เป็นอะไรโดยมองไม่เห็น?
หากท่านฝึกจิตตานุสติปัฏฐาน และกายานุสติปัฏฐานประสานกันดีแล้ว การพิจารณากายกาย จิตในจิต จะไม่ใช่เรื่องที่เกินความสามารถเลย คนเรามีอายตนะในการรับรู้ ๖ ชนิด ได้แก่ ตา, หู, จมูก, ลิ้น, ผิว, และใจหากเราไม่มีตาทิพย์ หูทิพย์ เราสามารถฝึกใจสัมผัสได้ เหมือนจอมยุทธ์ตาบอด ทำไมจึงต่อสู้กับคนทั่วไปได้ เพราะ “ใจสัมผัส” นี่เอง เมื่อฝึกใจสัมผัสได้ดีแล้ว ก็ฝึก “ญาณหยั่งรู้” เพื่อหยั่งดูว่าจิตวิญญาณในร่างกายของเรานั้น มีสภาพเป็นอย่างไรคล้ายอะไร ที่ง่ายที่สุด คือ “เหมือนเทพองค์ไหน” เช่น บางท่านมีจิตวิญญาณดังนี้ จิตวิญญาณหลัก (มีจิตเดิมแท้ อันเป็นจิตดวงแรกที่มาจุติเป็นมนุษย์) เป็นพระโพธิสัตว์มัญชุศรี จิตวิญญาณรองอาจเป็นมังกรดำ เป็นต้น อันนี้แค่สมมุติ แทนที่เราจะพิจารณาจิตเป็นดวงๆ ซึ่งยากแก่การเข้าใจ ให้เราสัมผัสในรูปของ “จิตวิญญาณ” แทน ง่ายกว่า เข้าใจได้ดีกว่า คนไทยโบราณเรียกจิตวิญญาณที่อยู่ในกายสังขารของเรา แต่ไม่ใช่จิตวิญญาณหลักเหล่านี้ว่า “เจตภูต” เพราะจิตวิญญาณเหล่านี้สามารถออกจากร่างไปได้ ทำให้คนที่มีตาทิพย์เห็นเราอีกตัวหนึ่งได้ บางคนที่ตาทิพย์เปิดเองโดยไม่รู้ตัว ก็คิดว่าเห็นผีเป็นเรา ทั้งๆ ที่เรายังไม่ตาย อย่างนี้ก็มี แต่คนที่มีปัญญาทางธรรม ก็จะคิดว่า เป็นกายทิพย์ของเราที่ถอดออกมาด้วย “มโนมยิทธิ” สำหรับบางท่านฝึกมาทางเข้าทรง จะเรียกสิ่งเหล่านี้ว่า “องค์ใน” คือ เหมือนเทพเทวดาองค์หนึ่ง แต่มาอยู่ในร่างกายของเรา จึงเรียกสั้นๆ ว่า “องค์ใน” ซึ่งก็คือ จิตวิญญาณดวงหนึ่งของกายสังขารนั้นๆ นั่นเอง ทว่า เราไม่อาจยึดมั่นถือมั่นได้ว่าเป็น “ตัวกูของกู” ตามหลักการฝึกจิตแบบเซนแล้ว ให้พิจารณาก่อนว่าจิตวิญญาณหลายๆ องค์นี้ องค์ไหนที่มีจิตเดิมแท้ หรือจิตดวงแรกที่ลงมาจุติเป็นเจ้าของร่างนี้ ก่อนจิตดวงอื่นๆ จะเข้ามาอาศัยร่วมด้วย เราจะเรียกจิตดวงนั้นว่า “จิตเดิมแท้” หรือบางท่านเรียกว่า “จิตหลัก” ก็มี “จิตสังขาร” ก็มี คือ เป็นจิตที่ประจำกายสังขาร ออกไปไหนไม่ได้ ถ้าจุติออกจากสังขาร จะถือว่า “ตาย” ทันที นั่นเอง
จะทราบได้อย่างไรว่าเรามีหลายจิตวิญญาณ?
ใจมนุษย์นั้นเหมือนพาชนะใบใหญ่ที่ใส่ทุกอย่าง ขันธ์ทั้งห้าล้วนปรุงแต่ง, จิต, เจตสิก ล้วนปรุงแต่งใจมนุษย์ ดังนั้น ขอถามท่านทั้งหลายกลับว่า “ในที่นี้มีใครไม่เคยมีหลายจิตหลายใจบ้าง” ลองดูก็ได้ เดินไปเลือกซื้อของ หรือสั่งอาหารสักอย่างหนึ่ง ไม่สับสน ไม่ลังเล ไม่เกิดอาการหลายจิตหลายใจบ้างให้รู้ไป อันจิตวิญญาณนั้น เขามีความบริสุทธิ์มาก คิดอย่างเดียว ชอบและไม่ชอบเหมือนเดิม จนกว่าจะจิตวิญญาณสลายแล้วเกิดใหม่ เป็นจิตวิญญาณชนิดอื่นเท่านั้นเช่น จิตวิญญาณพระศิวะ ก็จะคิดและรู้สึกแบบศิวะเท่านั้น ไม่เป็นอย่างอื่น จนกว่าจิตวิญญาณศิวะจะสลายดับลง แล้วเกิดใหม่เป็นจิตวิญญาณชนิดอื่นเช่น จิตวิญญาณโพธิสัตว์ ก็จะคิดแบบโพธิสัตว์นั้นๆ ไม่คิดแบบอื่น ดังนั้น ถ้าท่านมีจิตวิญญาณชนิดเดียว ดวงเดียวจริง อาการหลายจิตหลายใจคงไม่เกิดกับท่านเป็นแน่
ทีนี้ทราบแล้วว่าเรามีหลายจิต ทำให้เราเป็นคนหลายใจได้ ในภาวะที่ต้องเลือกสิ่งต่างๆ ต่อไป จิตเหล่านั้น มีแต่ดวงจิตอยู่เป็นดวงๆ ในกายทิพย์เดียว (วิญญาณเดียว) หรือเปล่า ก็ให้พิจารณาดังนี้ จิตไม่มีทางอยู่เป็นดวงโดดๆ ได้ หรือหลายดวงจิตไปชุมนุมในกายทิพย์เดียวกันได้เลย จิตหนึ่งดวงถ้ามีดวงเดียว จะต้องเป็น “จุติจิต” ที่ไม่มีวิญญาณขันธ์ปรุงผสานร่วม แต่ถ้าจิตดวงนั้นปรุงประสานกับวิญญาณแล้ว ต้องเปลี่ยนสภาพไป ไม่ใช่ดวงจิตโดดๆ อีกต่อไป เรียกว่า “ปฏิสนธิจิต” หรือจิตที่ประสานกับวิญญาณขันธ์แล้ว คือ “จิตวิญญาณ” โดยสมบูรณ์นั่นเอง หรือก็คือ “เทพเทวดา” ที่มีชีวิตในโลกทิพย์สมบูรณ์ หนึ่งองค์ ที่บางท่านเรียกว่า “องค์ใน” นั่นเอง การพิจารณาจิตโดยดูเป็นดวงๆ อาศัยจากเจตสิกที่ปรุงประกอบนั้นยากมาก ต้องเป็นผู้ที่มี “จิตตานุสติปัฏฐาน” ที่ละเอียดมาก ในที่นี้ จึงไม่แนะนำให้ฝึก แต่ท่านสามารถนำเอาข้อมูลที่มีอยู่ในไตรปิฎก มาเทียบกับการดูจิตวิญญาณแบบเป็น “องค์ๆ” อย่างที่จะแนะนำให้ฝึกพิจารณาในบทความนี้ ก็ได้
จิตวิญญาณมากมายมาอยู่ร่วมในกายสังขารเดียวกันได้อย่างไร?
กายสังขารของมนุษย์นั้น หากมีมากมายจะทำลายสมดุลธรรมชาติมาก ดังนั้น จึงเปิดให้กายสังขารไม่ใช่ตัวกูของกู ยึดไม่ได้ กายสังขารหนึ่งกายจะมีจิตวิญญาณประมาณ ๘๙ จิตวิญญาณเข้ามาร่วมชุมนุมในกายสังขารนั้นๆ เพื่อบำเพ็ญบุญสร้างบารมีร่วมกัน แทนที่จะเกิดเป็นมนุษย์ทั้งสิ้น ๘๙ คน ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นมนุษย์คงล้นโลกเป็นแน่แท้ อีกประการ จิตวิญญาณในสามภพนี้มีมากมายนัก ทุกจิตวิญญาณล้วนต้องการเกิดเป็นมนุษย์ เพราะกายสังขารมนุษย์บำเพ็ญบารมีได้มากและง่ายกว่าเทวดา เพราะเทวดาใช้เวลาประมาณพันปีทิพย์ กว่าจะแก่ กว่าจะเข้าใจสิ่งต่างๆ ไปได้ มนุษย์ใช้เวลาไม่ถึงร้อยปีก็แก่แล้ว ปลงได้ง่ายกว่า นอกจากนี้ ถ้ากายทิพย์เทวดาสลายเพื่อเกิดใหม่ ก็จะต้องจุติออกไปยังภพภูมิใหม่และต้องลืมสิ่งเก่าๆ ด้วย ต้องเริ่มศูนย์ใหม่เหมือนเด็กแรกเกิด ทำให้ต่อวิชชายาก ถ้ามาอยู่ในกายสังขารมนุษย์ที่ยังไม่ตาย แม้จิตวิญญาณจะสลายลงไป แต่สมองของมนุษย์ยังเก็บสัญญาขันธ์ความจำ วิชชาความรู้ต่างๆ ไว้ ก็ต่อยอดวิชชาต่อไปได้ทันที เช่นนี้ พระพุทธองค์จึงตรัสว่าการได้เกิดเป็นมนุษย์นั้นเป็นของยาก มนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐ (ในแง่ด้านการฝึกจิตวิญญาณ ไม่ใช่ในแง่ความเป็นอยู่อันน่าลุ่มหลง) และอุปมาจำนวนมนุษย์เมื่อเทียบกับเทวดาแล้วดั่งปลายเข็มฉะนั้น นี่แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องมีจิตวิญญาณหลายดวงในกายสังขารเดียวกัน นอกจากนี้ จิตวิญญาณหลายดวงมาอยู่ในกายสังขารเดียวกัน คิดต่างกัน ก็จะช่วยชำระกรรมกันเองระหว่างจิตวิญญาณแต่ละดวง และยังคอยคานอำนาจกันไว้ เวลาเป็นจิตวิญญาณที่แยกกันอยู่ในโลกทิพย์นั้น คิดอะไรก็ทำได้ฉับไว อาจทำสิ่งผิดพลาดไปก็ได้ เมื่อมาอยู่ในกายสังขารเดียวกันแล้ว จะถูกจิตวิญญาณดวงอื่นๆ คานอำนาจ ทำให้ไม่อาจทำสิ่งต่างๆ ได้ง่ายเกินไป ก็จะไม่พลั้งพลาดก่อกรรมมากเกินไปอีกด้วย อนึ่ง จิตวิญญาณมากมายนั้น จะไม่ได้มาประชุมอยู่ในกายสังขารของเราทุกเมื่อ แต่จะมาตาม “วาระกรรม วาระบุญ” เช่น เมื่อเราต้องกรรมถูกกักขัง จะมีจิตวิญญาณจำพวกหนึ่งที่ต้องกรรมเช่นเดียวกับเรามาร่วมชดใช้ชำระกรรมด้วย เมื่อเรามีบุญได้เป็นใหญ่ จะมีจิตวิญญาณอีกพวกเข้ามาร่วมด้วยก็มี
จิตวิญญาณประเภทไหนที่เข้าแทรกร่วมในกายสังขารของเราได้?
๑) จิตวิญญาณที่เคยอยู่ในกายสังขารเดียวกันมาก่อนในอดีตชาติ เมื่อมีจิตวิญญาณดวงใดได้กายสังขารมนุษย์ จิตวิญญาณดวงอื่นๆ สามารถเข้ามาร่วมอยู่ได้ เราเรียกจิตวิญญาณที่เกิดบ่อยๆ ว่า “จิตหลัก” ส่วนจิตวิญญาณที่ไม่ค่อยได้เกิดบ่อย แต่อาศัยมาร่วมบารมีในกายสังขารนั้นว่า “จิตรอง” ซึ่งล้วนเคยเป็นหนึ่งเดียวกัน
๒) จิตวิญญาณเจ้ากรรมนายเวรที่มีกรรมต่อกันมาก แบบนี้จะเข้ามาก่อกรรมชดใช้กับเรา คือ เราอาจเคยฆ่าเขาตาย เราก็ชดใช้กรรมด้วยการให้ร่างกายแก่เขาได้ ทำให้ เจ้ากรรมนายเวรเข้าแทรกเรา ทำร้ายเราได้ เช่น ในคนที่ถูกผีสิง ผีเข้า อย่างนี้ เป็นการชำระกรรมกันในกายสังขารเดียวนั้น ไม่กระทบใคร จะเกิดได้ชั่วคราว
๓) จิตวิญญาณที่ร่วมกรรมร่วมบุญกับเรามามาก เช่น เราเคยร่วมมือกับเขาในการทำสงครามมาก่อนมีกายสังขารคนละกาย แต่พอเราได้เกิดเป็นมนุษย์ เขาไม่ได้เป็นมนุษย์ เขาเป็นจิตวิญญาณเร่ร่อน เขาสามารถมาอยู่ร่วมกายสังขารของเราได้ เพื่อบำเพ็ญบารมี กรณีนี้ เราเรียกว่า “โปรดจิตวิญญาณบริวาร” ของเรานั้นเอง
๔) จิตวิญญาณที่แบ่งออกมาจากจิตหลักของเราเอง เกิดเฉพาะในท่านที่บำเพ็ญบารมีได้ถึง “โพธิสัตว์” แล้วเท่านั้น ในคนที่ยังบารมีไม่ถึงความเป็นโพธิสัตว์จะแบ่งภาคจิตออกมาจากหนึ่งเป็นสองไม่ได้ การแบ่งภาคทำได้เฉพาะผู้ที่มีบารมีโพธิสัตว์เท่านั้น กรณีนี้ มักเกิดเมื่อทุกข์มากเหมือนใจแตกสลาย จิตก็แบ่งออก
การพิจารณาจิตวิญญาณภายในร่างกาย
ก็ให้ผลเช่นเดียวกับการเพ่งกายในกาย การดูกายทิพย์ที่มีอยู่หลายๆ ชั้นในกายสังขารของเรา หรือการดูจิตหลายๆ ดวง ก็ให้ผลเช่นกัน แต่การพิจารณาเหมือนการดู “องค์ใน” นี่จะง่ายกว่า และให้ผลเป็นความเข้าใจแบบ “มนุษย์” มากกว่า คือ เข้าใจว่าเขาเหมือนเทพองค์หนึ่ง มีบุคลิกลักษณะแบบใด นิสัยอย่างไร ชอบไม่ชอบอะไร เหมือนการทำความเข้าใจคนหนึ่งคน ย่อมง่ายกว่าทำความเข้าใจ จิต, เจตสิก ซึ่งดูเป็นฟิสิกส์ มากเกินไป หากท่านสามารถบอกได้ว่าในกายสังขารของท่าน “มีองค์ใน” อะไรบ้าง กี่องค์ เท่านี้ ก็ให้ผลไม่ต่างกับการใช้ตาทิพย์เพ่งดูกายทิพย์ภายในแบบวิชชาธรรมกายแล้ว แต่ความแม่นยำจะน้อยกว่าการใช้ตาทิพย์มาก เพราะความที่มองไม่เห็นของจริง อาจทำให้ผิดพลาดได้มากกว่า ทว่า ก็ย่อย่นเวลาได้มาก เพราะการฝึกตาทิพย์ต้องใช้เวลานาน และต้องผ่านด่านที่ “หลงนิมิต ติดนิมิต” อยู่นาน ดังนั้น การใช้ “ใจสัมผัส” องค์ในนี้ จึงง่ายกว่าสะดวกกว่า แต่ไม่แม่นยำนัก เป็นการใช้พิจารณาหยาบๆ เบื้องต้นเท่านั้นเอง
เมื่อมีจิตวิญญาณหลายดวงแล้ว เราจะเป็นจิตวิญญาณดวงไหนกันแน่?
ในทางพราหมณ์ เรียกเราแท้ว่า “อาตมัน” และเรียกจิตวิญญาณที่มีพัฒนาการสูง ซึ่งเคยเกิดร่วมกายสังขารของเราในยุคที่มนุษย์เกิดจากพรหม (มนุษย์ทุกคนต้องเกิดจากพรหมมาก่อนทั้งสิ้น) ว่า “ปรมาตมัน” มนุษย์ทุกคน มีจิตวิญญาณในพรหมโลกอยู่ทั้งสิ้น เพราะทุกคนต้องผ่านการเกิดเป็นฤษีชีพรหมก่อนที่จะเสื่อมมาเป็นเราทุกวันนี้ ดังนั้น เราทุกคนมีตัวเราอีกตัว หรืออีกอย่างน้อย ๑ จิตวิญญาณในพรหมโลก สามารถเปิดรับให้พลังที่ดีงามหรือ “ปรมาตมัน” ไม่ว่าจะเป็นพระพรหม, พระศิวะ, พระนาราย ฯลฯ เข้ามาโปรดจิตของเราได้ มาสอนสมาธิเราได้ โดยท่านจะไม่มาทั้งจิตวิญญาณในครั้งแรกที่พบว่ากายสังขารของเรามีกรรมมาก เพราะจะเสี่ยงที่จะทำให้ท่านเสื่อมได้ ท่านจะถอดกายทิพย์ครอบขันธ์เราก่อน เมื่อเราถูกครอบและทำตามแบบท่านได้ กายสังขารมีความบริสุทธิ์มากพอ จิตวิญญาณทั้งหลายจึงจะเข้ามาร่วมบารมีกับเรา คราวนี้ก็จะมากันมากมาย เรียกว่า “หลายองค์” ประชุมกันอยู่ในกายสังขารของเรานี่เอง ดังนั้น เราจะบำเพ็ญแปดเซียนในกายสังขารเดียวของเราก็ได้, บำเพ็ญเทพนพเคราะห์ทั้งเจ็ดในกายสังขารเดียวเลยก็ได้, บำเพ็ญสิบสองนักษัตรในกายสังขารเดียวของเราก็ได้ เพราะกายสังขารของเรา บรรจุจิตวิญญาณได้มากมาย ตั้งแต่ ๘๙ ถึง ๑๒๑ ดวงทีเดียว บทความนี้ ขอจบแค่นี้
อภิธรรม : สัมมัปปธาน 4 ตัวอย่างของธรรมะที่ถูกบิดเบือน?
โพธิปักขิยธรรม (ขุ.อิติ.25/277 , ส.ม.19/1023 และ 1070-1081 , อภิ.วิ.35/611) คือ ธรรมที่เกื้อกูลแก่การตรัสรู้ มีทั้งหมด 37 ประการ ความถึง แนวปฏิบัติเพื่อเข้าสู่การ “รู้แจ้ง” ซึ่งมีหลายวิธีที่จะนำไปสู่การรู้แจ้ง โดยธรรมทั้ง 37 ประการนี้สามารถแบ่งออกได้อีกเป็น 7 หมวดธรรม ดังนี้ 1. สติปัฏฐาน 4, 2. สัมมัปปธาน 4, 3. อิทธิบาท 4, 4. อินทรีย์ 5, 5. พละ 5, 6. โพชฌงค์ 7, 7. มรรค 8 ในที่นี้ ขออธิบายขยายความในส่วน “สัมมัปปธาน 4” ซึ่งมีบางส่วนที่ยังน่าสงสัย ดังนี้
สัมมัปปธาน 4 (อัง.จตุกก.21/13, 14 และ 69)
ในหนังสือทั่วไปแปลให้ว่าหมายถึง “ธรรมหมายถึงความเพียร” แต่ถ้าทดลองแยกคำออกดูจะพบคำว่า “สัมมา” บวก “อัปปะ” บวก “ปธาน” คำว่า “สัมมา” แปลตรงตัวว่า “โดยชอบ” แต่ในที่นี้ น่าจะหมายถึง สภาวะอันตรงสู่นิพพานไม่ออกนอกลู่นอกทางไปทางอื่น, คำว่า “อัปปะ” น่าจะหมายถึง “ไม่มีที่สิ้นสุด” ส่วนคำว่า “ปธาน” น่าจะหมายถึง หลักสำคัญ, สิ่งสำคัญ, หัวใจสำคัญ หรือ ตัวนำที่สำคัญที่สุด แปลโดยรวมน่าจะหมายถึง “หัวใจสำคัญแห่งทางอันตรงสู่นิพพานอันไม่มีประมาณ” ซึ่งเข้าใจได้ยาก เลยสรุปง่ายๆ ว่า “ธรรมหมายถึงความเพียร” เท่านั่นเอง ซึ่งก็ง่ายและสั้นกะทัดรัดดี อันได้แก่
1.) สังวรปทาน
หนังสือทั่วไปแปลให้ว่า “เป็นการเพียรระวังยับยั้งบาปหรืออกุศลที่ยังไม่เกิดขึ้นมิให้เกิดขึ้น” ซึ่งก็ชัดและสั้นดี ไม่มีข้อคิดเห็นแย้งในประเด็นนี้
2.) ปหานปธาน
หนังสือทั่วไปแปลให้ว่า “เป็นการเพียรละบาปอกุศลที่เกิดขึ้นแล้วให้ลดลงหรือหมดไป” อันนี้ขอขยายความคำว่า “ปหานปธาน” หน่อยว่าไม่น่าจะใช่การเพียรละบาป คำว่าปหานไม่น่าจะใช้สำหรับการละ ซึ่งเป็นเครื่องกั้น เครื่องห้าม แต่น่าจะหมายถึงการ “ตัดให้ขาดชั่วคราว” เช่น การใช้สมถะกรรมฐาน เช่น ใช้สติตัดกิเลสได้ชั่วคราว เรียกว่าการ “ปหาน”
3.) ภาวนาปธาน
หนังสือทั่วไปแปลให้ว่า “เป็นการเพียรกระทำบุญอันเป็นกุศลที่ยังไม่มีให้เกิดมีขึ้น” อันนี้ขอขยายความคำว่า “ภาวนาปธาน” หน่อยว่าไม่น่าจะใช่การกระทำบุญเพื่อต่อชาติสืบภพ น่าจะหมายถึง “การตัดกิเลสย้ำๆ ซ้ำๆ ต่อไปให้หมดจนกว่าจะเกิดปัญญารู้แจ้ง” ซึ่งน่าจะหมายถึงคำว่า “ภาวนา” มากกว่า ภาวนาไม่ได้แปลว่า “ทำบุญให้เกิดขึ้น” เลย
4.) อนุรักขสัมปทาน
หนังสือทั่วไปแปลให้ว่า “เป็นการเพียรรักษาบุญอันเป็นกุศลที่มีอยู่แล้วให้ตั้งมั่นและเจริญยิ่งๆ ขึ้นไป” อันนี้ขอขยายความคำว่า “อนุรักขสัมปธาน” หน่อยว่าไม่น่าจะใช่การเพียรรักษาบุญกุศลเท่านั้น เพราะสำหรับพระพุทธศาสนาแล้ว ไม่น่าจะเอาทุกอย่างมาลงที่เพียง “บุญกุศล” จริงๆ น่าจะหมายความถึงการรักษา “ธรรมใดๆ ที่ได้เกิดแล้วโดยทั้งหมด” เช่น ปฏิบัติจนได้อภิญญาห้า (อภิญญาไม่ใช่บุญกุศล) ก็ให้เพียรรักษาไว้
ข้อสงสัยส่วนตัวของผู้เขียน
๑) เป็นไปได้หรือไม่ว่าในการทำสังคีติ ซึ่งเกิดขึ้นหลังการทำสังคายนาครั้งที่หนึ่ง โดยพระมหาเทพ (หรืออาจเป็นครั้งอื่น โดยท่านอื่น) อาจมีการแปลความหมายของธรรมหมวดนี้ ให้ลงไปอยู่ที่ “บุญกุศล” อย่างเดียว ไม่มีการตีความกว้างไปอย่างอื่น เพื่อกระตุ้นให้ชาวพุทธทำบุญ เลี้ยงดูความเป็นอยู่ของพระสงฆ์
๒) เป็นไปได้หรือไม่ว่ามีความพยายามจะปิดบังความจริงบางประการที่ว่า “ความเสื่อมเกิดขึ้นได้แก่ผู้ปฏิบัติธรรมเจริญดีแล้ว” เช่น บางท่านเคยได้ฌานแล้วเสื่อม หากมีการเทศนาพระธรรมข้อนี้ไป โดยเฉพาะข้อสุดท้าย คือ “อนุรักขสัมปทาน” จะทำให้สงสัยว่าทำไมต้องรักษา และหากมีความเสื่อมอาจส่งผลต่อลาภสักการะให้ลดลงได้ จึงทำการบิดเบือนพระธรรม แปลเพียงว่า “รักษาบุญกุศลที่ทำแล้ว”
๓) เป็นไปได้หรือไม่ว่ามีความพยายามที่จะบิดเบือนพระธรรมที่ว่า “ต้องมีการรักษาธรรมที่ตนประพฤติปฏิบัติๆได้ด้วยการถือครองศีล” ถ้าศีลย่อหย่อนก็ไม่อาจรักษาธรรมที่ตนประพฤติได้ ทว่า เมื่อหมู่สงฆ์บางจำพวก เบื่อหน่ายที่จะรักษาศีลให้เคร่งครัดดุจเก่าก่อน จึงได้บิดเบือนธรรมข้อนี้เสีย ให้ไปลงที่ “บุญกุศล” แทน
ความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียน
ในสัมมัปปธาน ๔ นี้ ผู้เขียนมองว่ามี “นัยยะสำคัญ” อยู่ แต่ถูกบิดเบือนด้วยการแปลความหมายไปอย่างอื่น โดยการแปลความหมายให้ทุกอย่างไปลงที่การทำบุญกุศลทั้งหมด ไม่มีการปฏิบัติเพื่อให้รู้แจ้งเห็นจริงเลย อันจะยังผลให้เกิด “ลาภสักการะ” เพราะยิ่งเทศนาสอนให้คนทำบุญกุศลมากเข้า ก็ยิ่งได้ลาภสักการะมากมายก่ายกอง ในขณะเดียวกันก็บิดเบือนเนื้อหาสำคัญที่ว่า “ธรรมใดที่เกิดแล้ว ยังต้องรักษาไว้ด้วย” เพื่อจะได้ไม่ต้องรักษาศีลให้มาก ยุ่งยากเคร่งครัดดังเก่าก่อน พระสงฆ์รูปใดเคยได้คุณธรรมวิเศษใด เมื่อเสื่อมไปแล้ว ก็ปกปิดด้วยเจตนาเพื่อให้ตนได้ลาภสักการะต่อไป จึงทำการบิดเบือนธรรมวินัยข้อนี้ โดยเฉพาะคำแปลคำว่า “อนุรักขสัมปธาน” ให้หมายถึงการรักษาบุญกุศลเพียงเท่านั้น แทนที่จะขยายกว้างไปถึงการรักษาคุณธรรมที่ได้ปฏิบัติให้มีอยู่ต่อไปด้วยการถือครองศีล ก็จะทำให้คุณธรรมที่ตนประพฤติได้ไม่เสื่อมลง เช่น ฌาน, อภิญญา เป็นต้น แท้จริงแล้ว “ความเสื่อม” เป็นของธรรมดามาก เพราะเป็นหนึ่งในไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง, ทุกขัง, อนัตตา สิ่งใดๆ หากยังอยู่ในทางโลกก็มีทางเสื่อมเป็นธรรมดา เช่น อภิญญา ๕, ฌานสมาบัติ เหล่านี้ พวกฤษีก็มีกันก่อนที่พระพุทธเจ้าจะตรัสรู้ ดังนั้น ของพวกนี้ก็น่าจะเสื่อมได้ทั้งหมด สิ่งที่ไม่เสื่อมมีเพียงอย่างเดียว คือ ธรรมแท้ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ เป็น “สัจธรรม” แท้จริง พ้นทางโลกแล้ว จึงไม่เสื่อม เพราะพ้นแล้วซึ่งลักษณะของทางโลกทั้งสาม (อนิจจัง, ทุกขัง, อนัตตา) อนึ่ง ในไตรลักษณะนั้น เป็นลักษณะทั่วไปของสรรพสิ่ง ซึ่งพิจารณาได้สองระดับ เมื่อพิจารณาแบบธรรมเปลือกนอก จะแปลง่ายๆ ตื้นๆ ใช้ได้ในทางโลกทั้งสามข้อธรรม แต่เมื่อพิจารณาด้วย “ธรรมานุสติปัฏฐาน” คือ พิจารณา “ธรรมในธรรม” แล้ว ในอนิจจังก็มีอนิจจังละเอียดที่ไม่ใช่การเกิดดับอยู่ เป็นภาวะนิพพานที่ไม่ได้มาเกิดอีกแล้ว แต่ก็นับว่ามีอนิจจังอยู่ เป็นอนิจจังในอนิจจัง หรือธรรมในธรรม เช่น นิพพานแล้ว จะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลยก็หาไม่ ท่านที่นิพพานแล้วจะนิ่งแข็ง หรือสูญหายไปตลอดกาลก็หาไม่ ก็มีการเปลี่ยนแปลงอย่างละเอียดแต่ไม่ถึงขั้นที่จะมาเกิดเป็นสัตว์ชนิดใดในสามภพนี้ได้อีกเท่านั้นเอง นั้นคือ อนิจจังหยาบไม่มี แต่มีอนิจจังละเอียด สำหรับความเป็นอรหันต์ก็เช่นกัน อรหันต์ยังไม่ใช่นิพพาน นิพพานไม่ใช่อรหันต์ พระอรหันต์จะนิพพานได้ ต้องทำการ “ดับขันธ์” ปรินิพพานก่อน จึงนับว่าได้นิพพานสมบูรณ์ ถ้าพระอรหันต์ไม่ทำการดับขันธปรินิพพาน ก็ยังไม่ได้นิพพาน คือ เป็นพระอรหันต์ที่ยังทรงขันธ์อยู่ ดังนั้น คำว่านิพพานนั้นพ้นทางโลกแล้ว มีแต่อนิจจังละเอียด แต่ “อรหันต์” นั้น เพราะยังมี “ขันธ์ห้า” อยู่ จึงมีของทางโลกอยู่ จึงมีทั้งอนิจจังละเอียดและอนิจจังหยาบ คือ การเปลี่ยนแปลงที่ไม่ใช่การเกิดดับ (อนิจจังละเอียด) ก็มี การเปลี่ยนแปลงที่ทำให้เกิดและดับก็มี (อนิจจังหยาบ) เช่น พระอรหันต์ชินปัญจระที่จุติไปเป็นท้าวมหาพรหม เพราะต้องกรรมจากการถูกสาวกอด ซึ่งนี้เป็นเพียง “จิตดวงหนึ่ง” ในกายที่จุติไปเท่านั้น จิตดวงอื่นที่ยังอยู่ในกาย (จิตมีตั้ง ๘๙ ดวง) ก็ยังรอปฏิบัติให้ได้นิพพานอยู่ก็มี นี่ก็คือ ผลจากอนิจจังหยาบ (การเกิดดับ) ที่มีได้ในอรหันต์ที่ยังมีขันธ์ห้า
เพราะเหตุนี้ การรักษาธรรมที่ได้เกิดแล้ว ที่ประพฤติได้แล้ว เช่น ความเป็นอรหันต์นั้น ก็ต้องมี และต้องรักษาไว้ เรียกว่า “อนุรักขสัมปธาน” เพราะถ้าไม่มีการรักษา ไม่มีศีลวินัยประคองตนไว้ แม้แต่ความเป็นอรหันต์ ก็ต้องเป็นไปตามหลักอนิจจังหยาบ คือ เกิดได้ ดับได้ แม้ได้อรหันต์แล้ว ถ้าไม่ระวังรักษาไว้ ก็เสื่อมได้ ดับได้ แม้ไม่ถึงขนาดเสื่อมไปทั้งหมดทุกดวงจิต แต่ผลกรรมนั้น ถ้ามากพอต้องชำระด้วยดวงจิตหนึ่งดวงก็อาจเกิดผลเหมือนพระอรหันตชินปัญจระ ที่ดวงจิตหนึ่งดวงต้องจุติไปเป็นท้าวมหาพรหม แต่ถ้าเกิดกรรมมากกว่านั้นไปอีกเช่น อรหันต์แล้วแยกไปตั้งนิกายใหม่ (อนันตริยกรรมทำสังฆเภท) อาจส่งผลถึงขั้นไม่ได้นิพพาน ต้องจุติที่ “สุขาวดี” แม้อรหันต์พ้นทุกข์ แต่ไม่ได้นิพพาน
บางท่านเถียงว่าไม่จริงหรอก พระยูไลที่ไม่ยอมนิพพานเพราะอยู่เพื่อโปรดสัตว์ อยู่ได้ด้วยมหาปณิธาน ทว่า ขอถามท่านกลับว่าเอาธรรมะของพระพุทธเจ้าส่วนใดมาอธิบายการดำรงอยู่ของชาติภพของพระยูไล พระพุทธเจ้าไม่เคยสอนเลยว่า ชาติและภพจะอยู่ดำรงต่อไปได้ไม่สิ้น ไม่นิพพาน เพราะการตั้งปณิธาน จริงอยู่พระยูไลและพระโพธิสัตว์ ตั้งมหาปณิธานในการโปรดสัตว์ แต่นั่นไม่ใช่ “เหตุปัจจัย” ในการก่อชาติภพ ดังนั้น ใช้ปณิธานอย่างเดียว หรือความปรารถนาอย่างเดียว ก็ไม่อาจรั้งท่านที่มีธรรมมากไม่ให้นิพพานได้ ถ้าหมดกรรมแล้วต้องนิพพานเท่านั้น แต่ถ้ายังไม่หมดกรรมก็ยังไม่นิพพาน นอกจากจะมีปณิธานแล้ว จึงต้องมี “กรรม” ด้วย ทั้งส่วน “กรรมดีและกรรมเลว” สิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนเราไว้คืออย่างนี้ คือ “กรรมเป็นเหตุเกิด” เรามีกรรมเป็นเชื้อเกิด เรียกว่า “กรรมพันธุง” (กรรมเป็นเหตุสืบชาติพันธุ์) บ้าง “กรรมโยนี” บ้าง (กรรมเป็นเหตุเกิด) ไม่มีบอกเลยว่าบุคคลเวียนว่ายตายเกิดเพราะเหตุ “ปณิธาน” หรือ “ความปรารถนา” ทั้งปณิธานและความปรารถนานั้น เป็นเพียง “ปัจจัยปรุงแต่ง” ร่วมเข้าไปในเหตุการณ์นั้นเท่านั้น อุปมาเหมือนกบที่ร้องก่อนฝนตก กบร้องนั้นไม่ใช่สาเหตุทำให้ฝนตก แต่เป็นปัจจัยที่เกิดร่วมกันในช่วงนั้นๆ เท่านั้น แต่สาเหตุที่แท้จริงเป็นอย่างอื่น ซึ่งสาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้บุคคลยังเวียนว่ายในสามภพ หรือดำรงอยู่ในภพและชาติได้นั้น ไม่ใช่ที่ปณิธานและความปรารถนา แต่เพราะพวกเขาเหล่านี้ “ยังชำระกรรมไม่หมด” นั่นเอง ท่านที่อ้างปณิธานเป็นเหตุไม่นิพพานนั้น เป็นเพียง “ข้ออ้างที่ไม่มีพระธรรมรองรับ” เพื่อปกป้องอาจารย์ของตน ที่ตนพยายามก่อตั้งให้เป็นเจ้า ตามลัทธิ “อาจาริยวาท” เท่านั้น
กล่าวคือ ต่อให้ไม่มีปณิธานหรือความปรารถนาพุทธภูมิอะไรเลย ได้พบพระพุทธเจ้าแล้ว ปฏิบัติถึงอรหันต์แล้ว แต่ถ้ามีกรรมมาก ยังชำระไม่หมด ก็จะไม่ได้นิพพาน ยกตัวอย่างเช่น พระองคุลีมาล เพราะได้กระทำกรรมฆ่าคนถึง ๙๙๙ คนไว้ ยกเว้นแต่แม่ตนเองที่ไม่ได้ฆ่า จึงทำให้ไม่เกิด “อนันตริยกรรม” (ฆ่าบิดามารดา) และได้อรหันต์ได้ แต่กรรมที่ฆ่าคนไป ๙๙๙ คนก็ยังชำระกันไม่หมด ถึงแม้ว่าพระองคุลีมารจะเป็นผู้ถูกฆ่ามาก่อนในอดีตชาติ และการฆ่านั้นเป็นการ “ถูกหลอก” ก็ตาม แม้ดวงจิตบางดวงของพระองคุลีมาร จะได้นิพพานได้ แต่บางดวงจิตจะต้องจุติไปเพื่อชำระกรรมนี้ (จิตในกายสังขารคนมี ๘๙ ดวง) เพราะกรรมนี้ยังไม่หมดสิ้นกัน ถ้ากรรมนั้นจะหมด จะปรากฏเพียงเศษกรรม ไม่ถึงขั้นฆ่ากันจริงๆ เช่น เล่นเกมยิงกัน เอาตัวการ์ตูนมาแทนตัวเอง แล้วยิงกัน อย่างนี้จัดว่าเป็นเศษกรรม ยิงกันแล้วไม่ต่อชาติก่อภพได้อีก แต่ถ้าฆ่ากันจริงๆ แม้ถูกหลอกให้ฆ่า ก็ไม่จัดเป็นเศษกรรมได้ แม้ไม่มีเจตนา แต่ผลจากกายกรรมที่ได้ฆ่าคนนั้น เป็นกรรมมาก ดูง่ายๆ กฎหมายทางโลกยังมี บุคคลใดฆ่าคนโดยไม่เจตนาก็ต้องรับโทษ อย่างน้อยก็จำคุก นี่คือ “วิบากกรรม” ที่เกิดผลจริงแล้วในทางโลก แล้วเหตุไฉนจะปฏิเสธอีกว่าฆ่าคนไม่มีเจตนานั้นจะไม่มีกรรม นั่นเป็นความเข้าใจไม่ลึกซึ้งพอ ซึ่งหากจะพิจารณาให้ลึกซึ้งเข้าไปอีกจะพบว่าพระองคุลีมารนั้น จะได้นิพพานทุกดวงจิตก็ต่อเมื่อตนได้ตรัสรู้ธรรมเอง และชดใช้ชำระกรรมกับผู้ที่ตนฆ่านั้นด้วย (ตนเองนั้นอยากตรัสรู้ธรรม จึงยอมแม้กระทั่งฆ่าคน ๙๙๙ คน) แต่ระหว่างการเวียนว่ายตายเกิด อาจมีบางดวงจิตที่นิพพานไปก่อน ดวงจิตที่เหลือต้องเป็นผู้ชำระกรรมต่อไป เพราะปรารถนา “พุทธภูมิ” นั่นเอง
อนึ่ง อนันตริยกรรมนั้น ถ้ากระทำก่อนปฏิบัติธรรม จะขวางการบรรลุธรรม ทำให้ไม่ได้อรหันต์ แต่ถ้าได้อรหันต์แล้วกระทำอนันตริยกรรม จะขวางเพียงนิพพาน แต่ความเป็นอรหันต์ยังมีได้อยู่ (คือ ความเป็นผู้รู้แจ้งถึงนิพพาน แต่ตนเองยังนิพพานไม่ได้) อันนี้ ขอให้เข้าใจด้วย ว่าต่างกรรมต่างวาระให้ผลต่างกันอย่างนี้ ข้อสรุปสำหรับบทความนี้ คือ แม้ผู้ใดปฏิบัติได้ถึงอรหันต์แล้ว ยังต้องมี สัมมัปปธาน ๔ โดยเฉพาะข้อสุดท้าย คือ อนุรักขสัมปธาน คือ การรักษาธรรมใดๆ ที่ตนปฏิบัติให้เกิดขึ้นแล้ว เช่น ความเป็น “อรหันตผล” ก็ดี มิเช่นนั้น ก็ต้องพบกับอนิจจัง คือ ความเสื่อมในลักษณะใดลักษณะหนึ่งไม่มากก็น้อย ตามกรรมที่เกิดนั้นๆ ดังนั้น จึงเน้นว่า “ศีล” นั้น เป็นสิ่งที่ลึกซึ้ง เป็นของเหนือปัญญาของพระอรหันตสาวก เป็นใบไม้นอกกำมือที่พระอรหันต์รู้เท่าไม่ถึง แต่ควรเคารพ และรักษาประคองตนไว้ ย่อมปลอดภัยจากกรรมอันนำไปสู่ความเสื่อมทั้งหลาย สาธุ…