อนุตรธรรม : วิธีสังเกตคนที่มีจิตวิญญาณแทรกแฝงในกายสังขาร

อนุตรธรรม : วิธีสังเกตคนที่มีจิตวิญญาณแทรกแฝงในกายสังขาร

อนุตรธรรม : วิธีสังเกตคนที่มีจิตวิญญาณแทรกแฝงในกายสังขาร

กายสังขารของคนไม่ใช่ตัวกูของกู จึงไม่อาจห้ามหวงไม่ให้มีสิ่งใดแตะต้องหรือเข้าออกได้ จิตวิญญาณมากมายเร่ร่อนอยู่บนโลกมนุษย์ อาศัยกายสังขารของคน ด้วยการเจ้าแทรก แฝงอยู่ร่วมกันทำให้คนทั้งหลายมี “พฤติกรรมเบี่ยงเบนไปจากธรรมชาติ” ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ เป็นธรรมชาติตามยุคสมัย คือ ยุคของเทพ, พรหม, อสูร, มาร จะลงมา ซึ่งไม่ได้หมายความว่าจะดีหรือเลวไปเสียหมด ดีก็มี เช่น คนเลวถูกจิตวิญญาณดีๆ เข้าแทรก กลับมาทำความดี, เลวก็มี เช่น คนดีถูกจิตวิญญาณไม่ดีเข้าแทรก ทำสิ่งผิดก็ได้ โลกยุคนี้ หาคนดีที่แท้จริงจะไม่พบ, หาคนเลวที่แท้จริง ก็ไม่มีเหมือนกัน จิตวิญญาณทั้งหลายเข้าแทรกในกายสังขารมนุษย์อยู่ร่วมกับมนุษย์ ก่อให้เกิดมนุษย์พันธุ์ใหม่ คือ มนุษย์สองมิติ มิติหนึ่งมีกายสังขารปกติ มิติหนึ่งมีแต่จิตวิญญาณ สามารถเข้าออกจากร่างกายไปทำกิจต่างๆ แล้วกลับมาอีกก็ได้ คนที่เราเห็นบนโลกต่อไปในภายภาคหน้าจะไม่ใช่ “มนุษย์” คนที่มีจิตวิญญาณเป็นมนุษย์จะเริ่มลดลง แต่เป็น “กึ่งคนกึ่งจิตวิญญาณ” มากขึ้น เมื่อก่อนไม่ได้เป็นแบบนี้ คนมากมายจะมีพฤติกรรมเบี่ยงเบนจากธรรมชาติ เช่น ผู้ชายไม่ค่อยเหมือนผู้ชาย, ผู้หญิงไม่ค่อยเหมือนผู้หญิง, เด็กแก่แดด เก่งหรือรู้เกินวัย, ผู้ใหญ่ทำตัวเหมือนเด็ก, คนแก่ไม่ยอมแก่ทำตัวเป็นคนหนุ่มสาว, พระสงฆ์ทำตัวเหมือนฆราวาส, ฆราวาสทำตัวเหมือนพระสงฆ์ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ เบี่ยงเบนไปจากธรรมชาติที่ควรจะเป็นเพราะ “จิตวิญญาณแฝง” ดังจะได้อธิบายถึงรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องนี้ต่อไป   

ทำไมจิตวิญญาณแฝงจึงทำให้คนมีพฤติกรรมเบี่ยงเบนได้?

๑)    เลือกกายสังขารที่ไม่สอดคล้องกับจิตวิญญาณ เพราะเหตุจำเป็นด้วยผลกรรม เช่น จิตวิญญาณที่เป็นเพศหญิงมาอยู่ร่วมในกายสังขารของมนุษย์เพศชาย หรือ จิตวิญญาณเทวดาที่อายุน้อยเหมือนเด็ก แต่ต้องมาอยู่ในกายสังขารคนแก่

๒)    อายุของจิตวิญญาณยาวนานกว่าอายุขัยมนุษย์ เช่น อายุเทวดามีพันปีทิพย์ ผ่านไปร้อยปีเขาอาจยังถือว่าเป็น “เด็ก” อยู่ ทว่า มนุษย์กลับแก่ลงแล้ว ทำให้ไม่ยอมแก่ ทำตัวเหมือนเด็ก เพราะ “จิตวิญญาณ” ที่เข้าแทรกนั้น ยังอายุขัยน้อยนั่นเอง

๓)    จิตวิญญาณกับกายสังขารแตกต่างกัน เช่น จิตวิญญาณที่เข้ามาแทรกอาจเป็นสัตว์เดรัจฉานเช่น หมู คนๆ นั้นก็ไม่สนใจอะไร เหลวไหล เอาแต่กินกับนอน บ้างเป็นจิตวิญญาณเสือ คนๆ นั้นก็ดุ ทำตัวเหมือนผู้มีอิทธิพลนอกกฎหมายไป

๔)   จิตวิญญาณมีฤทธิ์เดชมาก เช่น เป็นพญามาร ทำให้แค่อยู่เฉยๆ คนก็มาลุ่มหลงเอาเงินทองมาให้มากมายผิดปกติ บางคนทำสิ่งผิดสิ่งเลวร้ายอยู่ ปราบอย่างไรก็ไม่สำเร็จ ไม่ได้เสียที เพราะจิตวิญญาณที่แทรกอยู่นั้น มีฤทธิ์เดชคุ้มครองอยู่

๕)   จิตวิญญาณมีกรรมสัมพันธ์กับผู้อื่นมาก่อน เช่น ชายบางคนมีภรรยาแล้ว แต่มีจิตวิญญาณที่รักหญิงคนหนึ่งมาแทรกในกาย ทำให้กระทำชู้กับหญิงที่จิตวิญญาณดวงนั้นรักอยู่ก็ได้ ทั้งๆ ที่อาจไม่เคยรู้จักกันมาก่อน พอเจอกันกลับรักกันเลย

วิธีสังเกตผู้ที่มีจิตวิญญาณแฝงอยู่ในกายสังขาร

๑)    เป็นผู้มีพฤติกรรมเบี่ยงเบน ไม่ใช่โดยกำเนิด ไม่ใช่โดยกรรมกำเนิด ไม่ใช่เพราะพันธุกรรม แต่มาเป็นภายหลังอย่างหาเหตุปัจจัยอธิบายอย่างอื่นไม่ได้ เช่น อดีตก็เป็นผู้ชายปกติรักผู้หญิง แต่พอวันหนึ่งกลับเปลี่ยนไป ชอบผู้ชายด้วยกัน

๒)    เป็นผู้มีอะไรบางอย่างที่เหนือกว่าตาเห็น อธิบายสาเหตุไม่ได้ เช่น ไม่เคยเรียนเรื่องการดูดวงมาก่อน แต่ทำไมทำนายแม่นยำ ทักทายเรื่องอนาคตได้ถูกต้อง หรือเป็นคนธรรมดา แต่ทำไม คนทั่วๆ ไป ถึงได้รุมรักรุมหลงกันมากผิดปกติ

๓)    เป็นผู้มีพฤติกรรมแตกต่างไปจากคำว่า “มนุษย์” แฝงร่วมในพฤติกรรมปกติ เช่น นิยมกินของหมักเน่ามากกว่าของที่ไม่เน่า (ผิดปกติ), เป็นผู้หมกตัวเก็บตัวไม่ยอมออกไปไหน (ผิดปกติ), เป็นผู้วันๆ ไม่ทำอะไรเลย เอาแต่เล่นเกม (ผิดปกติ)

๔)   อื่นๆ เช่น ถูกทักว่ามีองค์, เพ่งด้วยตาทิพย์แล้วเห็นจิตวิญญาณหลายดวงอยู่ ไม่เคยเป็นก็เป็น เช่น ไม่เคยชอบสีชมพู (เกลียดมาก) แต่วันหนึ่งเกิดชอบมากๆ

ประเภทของจิตวิญญาณที่แฝงอยู่ในกายสังขารมนุษย์

จิตวิญญาณประเภทต่างๆ แฝงเข้ามาในร่างกายแล้ว ทำให้เราจับสังเกตได้ดังนี้

๑)   จากเบื้องบน (สิ่งศักดิ์สิทธิ์)

  • จากสุขาวดี              อยู่เฉยๆ ก็มีกิน, มีมากมายพอเหลือแบ่งให้สังคม
  • จากพรหมโลก           อยู่เฉยๆ ก็มีกิน, แต่มีกินไม่มาก อาศัยสมถะก็อยู่ได้
  • จากโลกมาร             อยู่เฉยๆ ก็มีกิน, แถมร่ำรวย ใช้ชีวิตฟุ่มเฟือยหรูหรา
  • จากเหล่าเทพ            อยู่เฉยๆ ก็มีกิน, มีตำแหน่ง, หน้าที่สำคัญต้องทำ
  • จากชั้นเทวดา           อยู่เฉยๆ ก็มีกินมีใช้ แม้ไม่มากมาย คล้าย พระสงฆ์

๒)   จากเบื้องล่าง (เจ้ากรรมนายเวร)

  • จากเดรัจฉาน            ต้องหากินด้วยการ “ล่า” กดขี่ เอากับคนที่ด้อยกว่า
  • จากเทพอสูร             ต้องหากินยากลำบาก ถูกบีบให้โกง แต่ก็ไม่ถูกจับ
  • จากเปรตอสุรกาย       ต้องหากินยากลำบากมากขึ้น ถูกบีบให้โกงมากขึ้น
  • จากเปรต                 ต้องหากินยากลำบากฝืดเคือง ได้ก็เหมือนสูญหมด
  • จากสัตว์นรก             ต้องทรมาน ต้องโทษ รับการลงทัณฑ์ หรือป่วยไข้

ข้อสังเกตบุคคลที่มีจิตวิญญาณแฝง

๑)    พฤติกรรมการกินเปลี่ยนไป กล่าวคือ อาหารของจิตวิญญาณแต่ละชนิดจะถูกกำหนดโดยกรรม เช่น เปรตกินไฟก็จะกินแต่ไฟ เมื่อมาอยู่ในร่างมนุษย์มันจะสูบบุหรี่จัดมาก, เทพชั้นสูงจะไม่หิวข้าว กินแต่ผลไม้สด, พรหมจะชอบกำยาน ฯลฯ

๒)    พฤติกรรมการอยู่อาศัยเปลี่ยนไป กล่าวคือ การอยู่อาศัย, การนอน หรือที่พัก จะเปลี่ยนไป เช่น พวกที่มีมังกรฟ้าจะอยู่ไม่ติดที่ จะย้ายไปมาดั่งโบยบิน, พวกที่มีมังกรดิน จะขุดโพรงใหญ่ เช่น สร้างตึกหลายชั้นมากมาย เพื่อนอนขดในตึกนั้น

๓)    พฤติกรรมการมีเพศสัมพันธ์เปลี่ยนไป กล่าวคือ เดิมอาจเคยมีเพศสัมพันธ์เหมือนคนปกติ แต่ภายหลังมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น เช่น ชายมีเพศสัมพันธ์กับชาย, หญิงมีเพศสัมพันธ์กับหญิง (ทั้งๆ ที่ไม่เคยเป็นมาก่อน) หรือนิยมความรุนแรง

๔)   พฤติกรรมตามอายุขัยเปลี่ยนไป กล่าวคือ วัยเด็กสมควรชอบ กิน, นอน, เล่น วัยรุ่นสมควรชอบเรียนรู้, ทดลองของใหม่ๆ และเรื่องเพศ วัยผู้ใหญ่สมควรชอบการงาน, วัยแก่ควรชอบธรรมะ แต่ถ้าพฤติกรรมไม่ตรงกับวัย นี่คือ สิ่งที่น่าสงสัย

๕)   พฤติกรรมการมีปฏิสัมพันธ์เปลี่ยนไป กล่าวคือ คนที่ไม่เคยรู้จัก กลับทำเหมือนสนิทคุ้นเคยราวกับรู้จักกันดี, คนเคยรู้จักกลับทำเหมือนห่างเหินราวกับคนไม่รู้จักกัน คนเคยรักกลับเฉย, คนแปลกหน้ากลับรักทันทีที่แรกเห็น เป็นต้น

๖)    พฤติกรรมด้านรสนิยมส่วนตัวเปลี่ยนไป กล่าวคือ เคยมีรสนิยมเฉพาะตัว เช่น การชอบและไม่ชอบอะไร ก็เปลี่ยนไป เช่น ไม่เคยชอบปลาร้ากลับชอบได้, เคยชอบเที่ยวกลางคืนกลับไม่ไปเลย, ชอบกินเหล้ากลับมาเกลียด ฯลฯ เป็นต้น

นี่เป็นเพียงตัวอย่างเบื้องต้น ที่ผู้อ่านซึ่งไม่มีตาทิพย์หูทิพย์จะใช้ในการสังเกตพฤติกรรมของคนได้ แต่อย่าใช้ในการระแวง, จับผิด, เพ่งโทษกัน ใช้เพื่อเรียนรู้ธรรมชาติเท่านั้น 

อนุตรธรรม : การต่ออายุขัยสำหรับผู้หมดอายุขัยทำได้หรือไม่

สรรพสิ่งมีวาระเกิดแล้วดับลงไปเป็นธรรมดา ไม่มีผู้ใดหลุดพ้นจากกฎนี้ มนุษย์ทุกคนมีอายุขัยต่างกัน ถูกกำหนดแล้วโดย “ส่วนบุญส่วนกรรม” ตั้งแต่ก่อนเกิด จะมีเทพสององค์ดูแลบัญชีนี้อยู่ คือ เทพองค์หนึ่งจะดูแลเรื่องการเกิด, เทพอีกองค์จะดูแลเรื่องการตาย เทพทั้งสององค์จะปิดบัญชีของตนเป็นความลับ ไม่เปิดเผยให้กันและกันทราบ ในขณะที่เทพอีกองค์หนึ่งจะทราบเรื่อง “อายุขัย” ของมนุษย์ทุกคน โดยไม่ทราบรายละเอียดเรื่องการเกิด (เช่น จะเกิดมาได้ครอบครัวมีฐานะหรือไม่) และการตาย (จะตายตอนไหนเวลาใด ใครเป็นผู้มาฆ่าหรือไม่) ทั้งหมดนี้ มีความแน่นอนระดับหนึ่ง กำหนดแล้วไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ ยกเว้น สามกรณี ที่สามารถต่ออายุขัยให้ยืนยาวต่อไปได้ คือ

๑)    บรรลุเซียน     สามารถยืดอายุตัวเองได้ เพราะเซียนได้รับการยกเว้นให้อยู่เหนือกฎบางอย่าง เซียนสามารถอยู่บนโลกได้โดยไม่กระทำกรรมมาก และประคองตนให้อยู่ในกรอบได้ จึงได้รับการผ่อนปรนให้สามารถยืดอายุขัยตนเองได้ เช่น พวกเซียนเต๋า ที่นิยมทำยาอายุวัฒนะทั้งหลาย เซียนเต๋าบางท่านมีอายุหลายร้อยปี

๒)    บรรลุโพธิสัตว์ สามารถยืดอายุตัวเองได้ เพราะโพธิสัตว์เมื่อบรรลุแล้ว ไม่หวังนิพพาน แต่จะอยู่เพื่อโปรดสัตว์ต่อไป ดังนั้น การยืดอายุก็มีผลดีต่อมวลสรรพสัตว์ และการไม่หวังนิพพานก็ไม่ต้องกังวลว่าอยู่อายุยืนยาวไปแล้วกรรมจะพอกพูนมากเกินไปจนไม่ได้นิพพานหรือไม่ เพราะไม่ได้หวังนิพพานนั่นเอง

๓)    บรรลุอรหันต์   สามารถยืดอายุตัวเองได้ เพราะพระอรหันต์เป็นผู้มีปัญญาฝึกมาดี รู้จักอยู่บนโลกได้อย่างไม่ประมาท ระมัดระวัง ก่อกรรมน้อย และสามารถชดใช้กรรมได้หมดในชาตินั้นๆ จึงได้รับอนุญาตจากสวรรค์ให้ยืดอายุขัยตัวเองได้

ถ้าถูกทักว่าชะตาขาดจะทำอย่างไร?

เร่งปฏิบัติจิตให้บรรลุอย่างน้อยระดับเซียนขึ้นไป หรือถ้าให้ดีคือให้บรรลุโพธิจิต เป็นพระโพธิสัตว์ ก็จะสามารถทำพิธีขอต่ออายุได้ด้วยวิธีต่างๆ ที่มีครูบาอาจารย์ทั้งหลายได้สอนวิธีทิ้งไว้ เช่น บางท่านมีพิธีกรรมสะเดาะเคราะห์ต่ออายุ, พิธีเรียกขวัญ ฯลฯ เหล่านี้ ก็ต่ออายุขัยได้ทั้งสิ้น สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่พิธีหรือผู้ทำพิธี แต่อยู่ที่ตัว “ผู้ขอต่ออายุ” เอง คือ จะต้องมีบารมีธรรมในตัวเอง ระดับเซียนหรือโพธิสัตว์ขึ้นไปเป็นพื้นฐาน ถ้าทำได้ สวรรค์ก็อนุญาตให้ต่ออายุได้ โดยไม่ต้องไปให้ความสำคัญกับพิธีมากเกินไป คนทำพิธีไม่ว่าเก่งหรือไม่เก่งไม่ได้สำคัญนัก ต่อให้เก่งล้นฟ้าแต่ถ้าฝืนลิขิตฟ้าเรื่องการต่ออายุขัยนั้น ก็ไม่อาจทำได้ เพราะเป็นเรื่องใหญ่ทีเดียว จึงสำคัญที่ตัวผู้ขอต่ออายุมากกว่า ส่วนผู้ทำพิธีนั้น ก็ได้ลาภสักการะไปในฐานะผู้ให้บริการในการทำพิธีนั้นๆ เป็นการหล่อเลี้ยงกันให้อยู่รอดในสังคมในฐานะผู้ทำพิธีเท่านั้น สรุปง่ายๆ คือ อายุขัยต่อได้ด้วยการทำพิธีอะไรก็ได้ ไม่สำคัญนัก สำคัญที่ผู้ขอต่ออายุนั้น สวรรค์พิจารณาแล้วว่าสมควรให้ต่อได้หรือไม่ ซึ่งก็คือ สำเร็จธรรมขั้นไหนเท่านั้นเอง ในที่นี้คือ ต้องสำเร็จธรรมตั้งแต่เซียนขึ้นไป

การต่ออายุขัยทำได้อย่างไร

ในทางเทคนิคนั้น มนุษย์จะมีอายุขัยยืนยาวมากเมื่อมีดวงจิตในกายมาก แต่จะมีอายุขัยน้อยลงเมื่อดวงจิตในกายเหลือน้อย หรือกล่าวง่ายๆ คือ จิตทั้งหมดในกาย ๘๙ ดวงนั้น ค่อยๆ ทยอยจุติออกไปจากกายสังขารเรื่อยๆ จนเมื่อเหลือดวงจิตสุดท้ายดวงเดียว ก็คือ ใกล้ตายแล้ว ที่เรียกว่า “ชะตาขาด” แต่ถ้าเอาดวงจิตที่จุติออกจากร่างกายเข้าไปอยู่ในร่างกายต่อได้ ทำให้ดวงจิตมีจำนวนมากขึ้นได้ ก็สามารถต่ออายุขัยให้ยืนยาวต่อไปได้อีก แม้ว่าร่างกายจะดูไม่ดีนัก มีโรคภัยเบียดเบียนอยู่ประจำก็ตาม หากกายสังขารนั้นยังพอใช้ได้ก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้ากายสังขารนั้นไม่เหลือสภาพแล้ว ก็ต่ออายุขัยไม่ได้ ทว่า เมื่อต่ออายุขัยแล้วต้องทนอยู่ในร่างกายที่เต็มไปด้วยโรคนั้น ท่านยังอยากจะต่ออีกไหม

ยุคมังกรฟ้า ยุคแห่งบุบผาชน อิสระชน เสรีชน (เซียน)

หลังกึ่งพุทธกาล อสูร, มาร, เทพ, พรหม ผู้มีฤทธิ์เดชมาก ลงมาดูแลพระพุทธศาสนา แต่ต่างไม่ยอมเคารพกัน ไม่มีใครยอมใคร ไม่มีใครฟังใคร ต่างสอนกันไม่ได้ อันจะนำ ไปสู่ภัยแก่เหล่าสรรพสัตว์ ดังนั้น เพื่อไม่ให้เกิดภัยมากไปกว่านี้ จึงต้องใช้อุบายสี่เสาหลักค้ำสามภพ คือ จับพญาสัตว์สี่เหล่า ตรึงเป็นเสาค้ำสามภพ หลอกล่อด้วยลาภยศ, สรรเสริญ, ตำแหน่ง, เงินทอง ให้เขาเหล่านี้ไป “ติดกับ” เมื่อติดกับแล้ว ถูกกลร้อยห่วงบ่วงรัดไม่อาจดิ้นหลุดไปไหนได้ ต้องปักหลักตรึงตัวเองอยู่เพื่อทำกิจต่างๆ ไม่อาจถอนตัว บางท่าน เริ่มรู้ตัว อยากหนี อยากออกไปเสียจากตำแหน่งเดิมของตน เริ่มเบื่อหน่าย ทว่า หากยังไม่หมดเวรหมดกรรม ก็ไม่อาจเอาตัวออกไปได้ บริวารคุมเจ้านาย เจ้านายกระดิกตัวหนีก็ไม่ได้ เจ้านายเคยใช้บริวาร ยามนี้ บริวารใช้เจ้านายเป็นดังเสาค้ำบ้านให้ต้องอยู่เพื่อนำสิ่งต่างๆ มาให้แก่ตนเช่น พระสงฆ์ดังๆ ถูกบริวารจับตรึงไว้ ไม่ให้หลุดรอด แล้วเป็นตัวดึงเงินเข้าท้องถิ่น มีแต่เรื่องวุ่นวาย ทำงานไปอย่างไม่สงบสุข บริวารแก่งแย่งแข่งขันกัน น่าเบื่อหน่าย แต่ไปไหนไม่รอด ไปไหนไม่พ้น ต้องปักหลักติดหล่มอยู่ในวังวนนั้น ดังนั้น แม้ได้ดี มีตำแหน่งเงินทอง แต่ไม่มีความสุข ผู้มีความสุขกลับเป็นอิสระชน เสรีชน และปัจเจกชนทั้งหลาย (ไม่ใช่พระปัจเจกพุทธเจ้า แต่ชอบชีวิตอิสระ มีใจเพื่อมวลสัตว์) เหล่าเซียนจะเกิดขึ้นมากมาย และเป็นผู้ที่อยู่บนโลกอย่างมีความสุขมากกว่าคนเหล่าอื่น นอกนั้น ไม่ได้ความสุขที่แท้จริง (เซียน คือ พวกบรรลุเอง แต่ไม่นิพพาน เพราะไม่ได้ตัดกิเลสทั้งหมด และบ้างก็มีความปรารถนาพุทธภูมิ) ดังจะกล่าวต่อไป    

เสียใจด้วยกับผู้มียศใหญ่แต่หาความสุขไม่ได้

เมื่อพวกอสูร, มาร, เทพ, พรหม ได้รับพุทธานุญาติ แล้วจากพระพุทธเจ้าให้มาดูแลพุทธศาสนา ดังนั้น จึงไม่อาจปราบหรือทำลายพวกเขาได้ เพื่อไม่ให้ผิดต่อพันธะสัญญานั้นๆ จึงต้องปล่อยให้เขาครองอำนาจและความเป็นใหญ่ในสังคม แต่พวกเขานั้นต่างไม่ถูกกัน ต่างแก่งแย่งแข่งขันกันไม่สิ้น วิธีเดียว คือ “ตรึงกำลัง สร้างค่ายกลร้อยห่วง” มัดตรึงเอาพวกเขาไว้ ให้อยู่ในสภาพ “สมดุล” ต่อให้มีเรื่องราว กระทบกระทั่งกัน แต่ก็ไม่ล่มสลาย พวกเขาจึงตกอยู่ในสภาพ “มีอำนาจ แต่หาความสุขไม่ได้” เพราะไม่อาจจะแก้ “กลร้อยห่วง” นี้ได้ พวกมีหน้าที่สร้าง ก็มาสร้างความเจริญในถิ่นที่ขาดแคลน พวกมีหน้าที่รักษา ก็รักษาสิ่งสำคัญจำเป็น พวกมีหน้าที่ทำลาย ก็คอยเป็นบ่อนทำลายกระตุ้นให้เกิดสภาพแช่แข็ง เป็นบ่วงผูกรัดกัน ตรึงกำลังกันเอง ไม่มีแพ้ ไม่มีชนะ แต่คนที่แข่งขัน ล้วนแพ้ทุกคน ผู้ชนะกลับเป็นผู้ “ไม่แข่งขัน” นี่คือ “บ่วงกลร้อยห่วง” ที่ไม่มีแพ้ ไม่มีชนะ ไม่มีจบสิ้น ผู้ที่ต้องการปลดตัวเอง ต้องยอมแพ้ออกมาเอง จึงออกมาอยู่อย่างอิสรเสรีได้

เพื่อตรึงอำนาจของอสูร, มาร, เทพ, พรหม ให้อยู่ร่วมกันอย่างเหมาะควร และพระพุทธ ศาสนาที่แท้จริงไม่ถูกทำลาย เดินหน้าต่อไปได้ จำต้องใช้กลอุบายนี้ บ่วงมัดผูกเขาไว้ แล้วใช้การกระทบกระทั่งกันเองของพวกเขา บีบให้ “ผู้ที่พร้อม” เอาตัวออกมาจากบ่วงนี้ เมื่อเขาออกมาแล้ว เหล่าผู้มีธรรมก็จะโปรดให้เขาหลุดพ้น เหล่าผู้บ้าอำนาจนั้น กลับถูกอำนาจผูกมัดและต้องทำกิจต่างๆ ไป ไม่อาจหลุดออกมาได้ จนกว่าเขาจะต้องการอยากหลุดพ้นจริงๆ ก็จะ “ยอมจำนน” และพร้อมที่จะรับธรรม ออกมาจากกลร้อยห่วงแล้ว ก็ได้ธรรมในที่สุด นี่คือวิธีเดียวที่จะรักษาสมดุลสามภพ และรักษาพระพุทธศาสนาพร้อมกัน

ยุคแห่งอิสระชนเป็นไฉน

บุคคลผู้แสวงหาความเป็นอิสระ ปฏิบัติธรรมก้าวหน้าแล้ว จึงอยู่ได้ในสังคมอย่างอิสรเสรี มีความสุขสงบแท้จริง ไม่ถูกบ่วงกลร้อยห่วงผูกรัด วังวนแห่งอำนาจ, ลาภยศสรรเสริญ จะเป็นพันธนาการที่ทำให้บุคคลไม่มีความสุข มีแต่ความวุ่นวาย ไม่มีใครทำให้พวกเขาสงบได้ และไม่จำเป็นต้องมี พวกเขาจะไม่ยอมฟังใคร และแก่งแย่งแข่งขันกันต่อไปไม่มีใครชนะ ไม่มีใครแพ้ เพราะต่างก็ไม่มีใครยอมแพ้ เลยจะให้ใครชนะเป็นไม่ได้ เมื่อเบื่อหน่ายทางโลกอย่างแท้จริงเมื่อใด ย่อมแสวงหาทางหลุดพ้น เมื่อนั้น อิสระชนก็บังเกิด

รู้จักกับความหมายของเซียนกันอีกครั้ง (อิสระชน, บุบผาชน)

เซียนคือผู้บรรลุหลุดพ้นทุกข์ได้ด้วยตัวเอง วิธีของตัวเอง แต่ไม่ถึงนิพพาน เช่น การหลุดพ้นจากความโลภที่ทำให้จิตใจเศร้าหมองได้ด้วยตนเอง ไม่มีครูสอน ถ้าบรรลุแล้วถึงนิพพานจะเรียกว่า “พระปัจเจกพุทธเจ้า” ส่วนเซียนท่านใด ที่เมื่อยามมีชีวิตยังไม่นิพพาน แต่พอจะละสังขารเกิดปลงตก แล้วละสังโยชน์ตัวสุดท้ายได้พอดี ก็ดับขันธปรินิพพานตอนนั้น เรียกท่านนั้นว่า “เซียนผู้นิพพานแล้ว” ซึ่งในสภาวะของนิพพาน นับท่านนี้ว่าเป็น “พระปัจเจกพุทธเจ้า” พระองค์หนึ่ง แต่ยามมีสังขารบนโลก จะเรียกว่า “เซียน” เท่านั้น ดังนั้น ยุคนี้ บนโลกไม่มีพระปัจเจกพุทธเจ้าทรงอยู่ได้เพราะปัจจัยไม่เอื้ออำนวยก็จริง แต่พระปัจเจกพุทธเจ้าก็เกิดขึ้นได้จากการดับขันธปรินิพพานของ “เซียน” หรือการกำหนดจิตพิจารณาละสังโยชน์ขณะตายซึ่งเป็นวิธีเข้าถึงธรรมแบบหนึ่ง ในสมัยพุทธกาลมีพระภิกษุรูปหนึ่งอาพาธหนัก จนไม่มีพระภิกษุรูปใดให้การช่วยเหลือ พระพุทธเจ้าทรงโปรดแล้วตรัสให้กำลังใจว่าท่านผู้นี้จะไม่ไปสู่ความทุกข์ ท่านมีศรัทธาเต็มกำลัง จึงได้เชือดคอตัวเองตายแล้วเหล่ามารเข้ามาหากลับไม่พบ พระพุทธเจ้าจึงตรัสแก่ท่านพระอานนท์ว่าท่านนี้ได้นิพพานแล้ว อันเป็นที่มาของ “การทำโพวะ” หรือ การตั้งจิตตาย ถ้าตั้งจิตตายโดยปรารถนาพุทธภูมิก็จะได้อย่างนั้น ถ้าตั้งจิตตายเพื่อนิพพานก็ได้เหมือนกัน ยุคสมัยปัจจุบัน จะมีผู้ที่สำเร็จเซียนเป็นจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ เราจะเห็นคนไม่สังคมโลก มากขึ้น แต่อยู่ได้ในแบบของเขาเอง เพราะเบื่อหน่ายเรื่องราวทางโลก พวกเขาเหล่านี้จะบรรลุเซียน คือ ละความยึดถือบางประการได้ด้วยตัวเอง แต่ไม่ทั้งหมด เมื่อจะตายลงนั้นเองได้พิจารณาไม่เหลืออะไรอีกแล้ว ก็จะละสังขารด้วยอาการ “ดับขันธปรินิพพาน” ไป แม้บุคคลจะได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าก็ตาม แต่หลายคนไม่เข้าใจอย่างแท้จริง แต่กลับพบวิธีด้วยตนเอง ทราบแต่เพียงว่าต้องปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่นเท่านั้น ไม่รู้ว่าปล่อยอย่างไร ทำอย่างไร แต่กลับพบวิธีด้วยตนเอง เหล่านี้ ล้วนถือเป็น “เซียน” ทั้งสิ้น

เซียนเมื่อยามมีชีวิตอยู่บนโลก จะพิจารณาว่าตนปรารถนาอะไร ปรารถนาหลุดพ้นไม่ต้องมาช่วยเหลืออะไรใครอีกเอาตัวเองรอดไปก็พอ หรือตั้งความปรารถนาไปตรัสรู้เอง แล้วช่วยเหลือมวลสัตว์ข้างหน้าในฐานะ “พระปัจเจกพุทธเจ้า” ก็ดี “พระพุทธเจ้า” ก็ดี ล้วนได้ทั้งสิ้น เพราะผู้บรรลุเซียนแล้ว จะมี “ญาณประมาณกำลังตนได้” เมื่อถึงจุดหนึ่ง คือ เมื่อบรรลุเซียนแล้ว บางท่านออกสู่สังคม สังคมไม่ต้อนรับ ขับไล่เพราะไม่เข้าใจ ก็รู้ตัวแล้วว่าตนเอง ต้องเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า ไม่อาจเป็นพระพุทธเจ้าได้ แต่บางท่านเข้าสู่สังคมกลับได้รับการต้อนรับพอสมควร พอไปได้ โปรดสัตว์ได้บ้าง แต่โปรดวงกว้างไม่ได้เพราะสัตว์ในยุคนี้มีกรรมมาก จะทำให้เกิดกรรมพัวพันตนมากเกินไป และจะต้องไปเกิดชดใช้ชำระกรรมกันอีกหลายชาติกว่าจะได้ลงมาตรัสรู้ ก็จะประมาณตน ประมาณกรรม ไม่พัวพันกรรมมากเกินไป แต่ก็ต้องพัวพันบ้าง เข้าหาสังคมบ้าง ไม่เช่นนั้น จะกลายเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าไป แบบนี้มีโอกาสสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้า แต่ถ้าไม่ประมาณตนหลงตน แล้วถูกลูกศิษย์ใช้แนวทางอาจาริยวาท คือ ปั้นอาจารย์ของตนเองขึ้นเป็นเจ้านิกายใหม่ ก็จะเกิด “อนันตริยกรรม” ทำพระพุทธศาสนาแตกแยกทันที ส่วนที่ทำไปเพื่อมวลสัตว์นั้นก็เป็น “อนันตริยบุญ” ทั้งส่วนกรรมและบุญที่เป็นอนันต์ นำพาสู่สุขาวดีในที่สุด แบบนี้ จะไม่ใช่เพียงเซียนอีกต่อไป เพราะการทำบุญบารมีไปเรื่อยๆ นั้นนำถึงยูไลได้

ดังนั้น ขอเพียงละความยึดมั่นถือมั่นได้ด้วยตนเองก่อนที่จะมีอาจารย์มาสอน ก็นับเป็นเซียนในเบื้องต้น แต่จะปฏิบัติธรรมต่อไปจากเซียนที่ไม่ใช่โสดาบันให้กลายเป็นโสดาบัน จนถึงอรหันต์ก็ได้ เพราะพระธรรมในพุทธศาสนายังเหลืออยู่ เซียนแบบนี้ไม่ใช่ของใหม่ มีในพระพุทธศาสนามานานแล้ว อย่างท่านสุภัททะนั่นก็ใช่ เพราะไม่มีใครมาบอกตอนบรรลุธรรม (อรหันตสาวกองค์อื่นจะมีพระพุทธเจ้ามาช่วยตอนใกล้บรรลุธรรม) อันนี้ก็จัดว่าบรรลุด้วยตนเองแต่อาศัยพระพุทธศาสนาช่วยเหมือนกัน เป็นเซียนในพระพุทธศาสนา เหล่าท่านที่บรรลุเองเหล่านี้จะมีญาณอย่างหนึ่ง ที่ระวังตัว ระวังกรรมมาก ต่างจากท่านที่มีครูช่วยให้บรรลุ ดังนั้น เซียนจึงไม่นิยมทำตัวคลุกคลีกับหมู่คนเกินไป กรรมจึงน้อยมาก  

ระดับความเป็นอยู่ของเซียนกับสังคม

๑)   ระดับแยกขาดจากสังคมโดยสิ้นเชิง

แบบนี้จะทำให้ได้เป็น “พระปัจเจกพุทธเจ้า” แต่จะได้เมื่อจะละสังขารเท่านั้น ก่อนหน้านี้ที่ต้องมีสังขารอยู่บนโลกจะได้ไม่ได้ ถ้าได้จะตาย คือ ละสังขารภายในเจ็ดวัน ไม่ใช่ตายทันที ตายทันทีไม่มี เพราะธาตุทั้งสี่จะต้องใช้เวลาในการแยกสลายตัวออกจากกันก่อน จนร่างกายมีพยาธิสภาพแล้วจึงค่อยตาย จึงต้องกินเวลาหน่อย แต่จะไม่เกินเจ็ดวัน ส่วนท่านที่ไม่ทำตัวแยกขาดจากสังคมเด็ดขาด ก็จะเหลือบุญกรรมพัวพันกับคนอยู่มากน้อยตามกำลังความยุ่งเกี่ยว ส่งผลให้เหลือกรรมไปต่อบนภพสวรรค์อีกเล็กน้อยตามนั้น

๒)   ระดับที่เกี่ยวข้องกับสังคมบางส่วน

แบบนี้จะส่งผลให้มี “บุญกรรมพัวพันกับคนบนโลก” ซึ่งถ้าพัวพันมาก ก็มีบุญกรรมผูกมัดกันมาก คนที่เข้าไปลากเซียนออกมานั้น กายสังขารของพวกเขาไม่รู้ว่าเซียนคือเซียน แต่จิตวิญญาณจะรู้ เพราะจิตเป็นธาตุรู้ ส่วนสมองเต็มไปด้วยเครื่องปรุงแต่ง ดังนั้น พวกเขาจึงทำไปโดยไม่รู้ ไม่เข้าใจ ไม่อาจอธิบายได้ แต่ทำโดยอัตโนมัติ เช่น ไปลาก ไปดึง ไปควานหาเหล่าคนที่เก็บตัวนั้นออกมาจากสังคม คนที่ไปลากมานี้ ก็ไม่ได้เป็นคนเลว แต่ทำโดยสัญญาใจ ที่ต้องลงมาทำกิจเช่นนี้ เช่น “รายการคนค้นคน” ทำไมรายการนี้ต้องเกิดมาและมีอยู่ในประเทศไทย แสดงว่า “มีเหตุจำเป็นที่ต้องมีการค้นคน” ต้องมีคนบางจำพวกที่สมควรถูกค้นหาเพราะไม่ใช่คนที่สังคมรู้จักหรือรุมล้อมว่าเป็นผู้มีบุญบารมีเป็นพระอรหันต์ทั้งหลายนั้น นี่ธรรมชาติสร้างมาพร้อมแล้ว เหตุปัจจัยสัมพันธ์กันหมด ไม่มีอะไรไร้เหตุไร้ผล สำหรับเซียนที่ถูกลากออกไปมั่วสุมกับคนในสังคมนั้น ก็เป็นไปตามกรรมเก่าของตนที่ทำมาแล้วยังชำระกับเจ้ากรรมนายเวรไม่หมด แม้จิตใกล้จะได้นิพพานจริง ไม่ใช่นิพพานเก๊ แต่เพราะเวรกรรมไม่หมดสิ้น ก็ต้องถูกลากออกมาสู่สังคมในที่สุด หนีไม่ได้ ไม่มีใครหนีกรรมได้เลย เซียนเหล่านี้จะพัวพันกรรมกับคนระดับหนึ่ง เป็นเครื่องต่อชาติสืบภพของตนออกไป ถ้าพัวพันมากกับคนไม่ดี ชาติภพก็ยาวออกไปมาก      

๓)   ระดับที่เกี่ยวข้องกับสังคมเต็มตัว

แบบนี้จะส่งผลให้การปฏิบัติเลยเถิดออกไป กลายเป็น “บุญกรรมใหม่” ทั้งสืบชาติต่อภพ และเสริมบารมีกันเข้าไป จนในที่สุด เลยเถิดเกินนิพพาน ต้องไปค้างเติ่งอยู่ที่สุขาวดี เรียกว่ากรรมและบุญมากจัด นิพพานไม่ได้ นิพพานไม่ลง ต้องตั้งความปรารถนากันชนิดไม่มีที่สิ้นสุดเลย เช่น จะโปรดสัตว์ไปไม่มีที่สิ้นสุด เป็นต้น เพราะกรรมมาก เป็น “อนันต์” พวกที่เข้าร่วมสังคมเต็มตัว คือ พวกที่รับตำแหน่งใดๆ ก็ตามทั้งทางโลกทางธรรม เช่น ตำแหน่งทางราชการก็ดี, ตำแหน่งพราหมณ์ประจำสำนักไหนก็ดี, ตำแหน่งสังฆราชก็ดี

พระพุทธองค์ทรงรับรองว่าธรรมแม้น้อยนิด ปฏิบัติยิ่งยวด อรหันต์จะไม่หมดสิ้น

พระอรหันต์จะไม่หมดสิ้นไปจากโลกนี้ ขอเพียงปฏิบัติอย่างยิ่งยวด แม้จะเหลือพระธรรมของพระพุทธเจ้าเพียงเศษส่วนกำมือ นี่คือ ใจความสำคัญหนึ่งของ “สัญญาใจ” ที่บรมครูของเราชาวพุทธ คือ พระพุทธเจ้า ทรงให้ไว้แก่เราลูกหลานเชื้อสายพุทธะทั้งหลาย ขอเพียงเราปฏิบัติยิ่งยวดด้วยศรัทธา พระรัตนตรัยที่แท้จริงย่อมปรากฏแก่เราได้อัศจรรย์ ผู้เขียนในวัยเยาว์เป็นเด็กยากจนขาดโอกาส แต่มีความอยากรู้อยากเห็นมาก ตอนเด็กนั้น หาหนังสืออ่านได้ยาก เวลาเห็นเศษหนังสือพิมพ์ขาดๆ เหลือไม่ถึงหนึ่งหน้ากระดาษ ก็ยังเอามาอ่านดู และพยายามคิดพิจารณาถึงข้อความอื่นๆ ที่ขาดหายไปนั้น เมื่อโตขึ้นได้พบธรรมะของพระพุทธเจ้าในยามที่ชีวิตอับจนถึงที่สุด เสมือนแสงสว่างปลายอุโมงค์ที่มืดมิดยาวนาน ปรากฏเฉพาะหน้าฉะนั้น ได้เร่งปฏิบัติอย่างยิ่งยวดแล้ว พบสิ่งมหัศจรรย์มากมายที่ไม่อาจอธิบายได้ นึกย้อนกลับไปถึงคำกล่าวของพระพุทธองค์แล้วก็จริงดังนั้น 

ผู้เขียนไม่ได้นิพพาน ยังมีความปรารถนาที่ยังไม่สำเร็จ เหมือน “ความฝันข้ามชาติ” ต้องไปฝันต่อในคืนวันพรุ่ง ดังนั้น จึงยังต้องตื่นขึ้น อยู่กับสิ่งที่ไม่คิดจะอยู่นักต่อไป แล้วหวังว่าเมื่อนอนหลับลงในคืนวันหนึ่งจะได้เห็นฝันที่ใจหมาย แต่ในชีวิตของผู้เขียนได้ศรัทธาพระพุทธเจ้าแล้วปฏิบัติธรรมถึงจุดหนึ่ง จึงได้พบสายธรรมของพระพุทธเจ้า ทายาทธรรมของพระพุทธเจ้า และทายาทธรรมของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ทั้งสายธรรมพระโพธิสัตว์, สายธรรมของพระยูไล, สายธรรมของท่านเหล่าจื้อ (เซียน), สายธรรมของพรหมโลก (พระพรหม เป็นอาทิ) ฯลฯ ทั้งยังได้รับการช่วยเหลือจากท่านเหล่านั้นหลายประการ จึงได้บอกแก่ท่านเหล่านั้นว่าจะช่วยกิจศาสนาทั้งสี่ คือ พุทธ, คริสต์, พราหมณ์, ปรัชญา (เหล่าจื้อ, ขงจื้อ, เม่งจื้อ, ชินโต ฯลฯ) ทั้งยังเคยตั้งใจจะช่วยเรื่องการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสันติของสรรพสัตว์สี่เหล่า ซึ่งไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีการกระทบกระทั่งกันเลย การกระทบกระทั่งกันเป็นเรื่องธรรมดา ของสิ่งใดๆ ในโลกนี้ เพราะไม่มีอะไรที่แยกอยู่โดดเดี่ยวเป็นตัวกูของกูได้อย่างอิสระแท้จริง จึงมีการกระทบกระทั่งกันเป็นธรรมดา แต่ที่ควรจะช่วยคือ เมื่อเกิดการกระทบกระทั่งกันแล้วในระดับใดที่ยังสามารถอยู่ต่อไปได้ และยังผลให้ผู้คนที่ควรจะเบื่อหน่ายโลกค่อยๆ ทยอยออกจากวังวนของโลกมาทีละน้อย นั่นต่างหาก ดังนั้น จึงต้องรักษาพุทธศาสนาที่แท้จริงไว้ รอสัตว์สี่เหล่า คือ อสูร, มาร, เทพ, พรหม ที่เบื่อหน่ายที่จะกระทบกระทั่งกันต่อไปแล้ว ค่อยๆ เข้ามาแสวงหาพุทธศาสนาที่แท้จริงนั้น ส่วนที่อยู่ทางโลกก็โปรดทางโลกไปตามแต่พวกเขาจะทำ ไม่อาจใช้อำนาจไปควบคุมบงการได้ ใครจะเอาศาสนาไปเพื่อเรื่องวัตถุหรือเรื่องพาณิชย์เราก็ไม่อาจห้ามหรือต้านทานเขาได้ ทำได้เพียง “บอก” คือ “เป็นเพียงผู้บอกทางเบื้องต้น” ก่อนที่เขาจะก้าวไปข้างหน้าต่อไปจนหลุดพ้นถึงนิพพาน ทั้งสี่เหล่าก็อยู่ร่วมกันได้ด้วยอาการอย่างนี้ แม้จะดูไม่ดีนัก แต่ก็มีผลดีในแง่ทำให้เกิดความเบื่อหน่ายและค่อยๆ เอาตัวออกมาจากวังวนนั้น พุทธศาสนาที่แท้ก็รออยู่เมื่อเขาได้ปลดตัวเองออกมาแล้ว อนึ่ง พุทธศาสนาที่แท้นี้ มีทั้งแบบที่ปรารถนานิพพาน และแบบปรารถนาพุทธภูมิ แต่ต้องไม่มีการแยกตัวไปตั้งนิกายใหม่ ไม่มีนิกาย ไม่มีเจ้านิกาย ไม่มีเจ้าลัทธิ พระพุทธศาสนายังคงเดิมไม่มีแตกกอ มีพระพุทธเจ้าเป็นที่สุด ที่ตรัสรู้จริงเพียงผู้เดียว และนำสู่นิพพานได้จริงจวบจนสิ้นอายุพระพุทธศาสนา ๕,๐๐๐ ปี จะไม่มีศาสดาอื่นเกิดมาแทนที่พระพุทธเจ้าในศาสนานี้

ส่วนในศาสนาคริสต์ ก็อยู่กันได้ดีแล้ว ยืนหยัดได้ด้วยตนเองแล้ว ปลอดภัยไม่ต้องการการอุ้มเหมือนเด็กอีกต่อไป จะมีก็แต่รอคนที่ยังไม่เข้าใจในหลักศาสนาที่แท้ แม้เข้าสู่คริสต์แล้ว เราก็ดักรอเขา และแนะนำเขาได้ ส่วนพราหมณ์นั้น ไม่ค่อยมีปัญหาเพราะมีการยอมรับกันได้ง่ายในประเทศไทย เดี๋ยวนี้คนห่มขาวก็ดี คนทรงก็ดี ก็อยู่ได้มีรายได้ ส่วนศาสนาปรัชญานั้น ก็มีคนที่เรียกกันว่า “ซินแส” มีทางหากินอยู่ได้ด้วยความสามารถของตนเองในแบบต่างๆ เขาเหล่านี้ก็อยู่ร่วมกันในสังคมได้ และเดินธรรมในแบบของตนได้ หากเขาไม่ถึงที่สุดแห่งธรรม หรือติดขัดประการใด เราก็สามารถคอยช่วยเขาได้ในภายหลัง ดังนี้ ก็สามารถช่วยเหลือทั้งสี่ศาสนาได้ด้วยวิธีการที่กล่าวมาแล้วข้างต้น

เกี่ยวกับผู้เขียน

ผู้เขียนเป็นลูกชาวนาที่ยากจน เพียรพยายามจนสอบติดมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของประเทศได้ด้วยตนเองไม่ได้ใช้สิทธิพิเศษ (โควตา) แต่ครั้งแรกที่อ่อนต่อโลกประสบกรรม ต้องอกหนักประมาณสิบปี ในช่วงสองปีแรกเกือบตาย ต้องลาออกไม่เป็นผู้เป็นคน เริ่มต้นสอบเข้าใหม่ได้ที่เดิมแต่ย้ายคณะ ทนเรียนไปจนจบ รวมเวลาเรียนแปดปี แต่จบเพียงปริญญาตรีเท่านั้น เมื่อทำงานแล้ว งานมากหนักและเครียด จนหนีไปบวชเองเสียดื้อๆ ไม่ลางานด้วย พระไม่รับบวช ก็เลยตั้งจิต “บวชตัวเอง” ตั้งแต่วันนั้น ทว่า วันนั้นได้ ครองผ้าขาวเพียงสามวัน ก็ต้องกลับมาทำงานจนเกิดเรื่อง ลูกค้าส่งซองขาวมาถึงบริษัท จึงขอรับโทษด้วยการขอลาออก แล้วตกระกำลำบากยากจน ทุกข์มากจึงเร่งปฏิบัติธรรม อยู่หลายสำนัก ก็ไม่มีสำนักไหนที่ทำให้เรารู้สึกว่า “ถึงที่สุด” จึงไปเรื่อยๆ ไม่รู้กี่สำนัก รวบรวมวิชชาความรู้ต่างๆ แล้วปฏิบัติเอง จนได้แบบของตัวเองในที่สุด ต่อมามีฤษีรูปหนึ่งที่บวชเป็นฤษีอยู่นาน จนเบื้องบนให้มาบวชพระ ก็มาเป็นอาจารย์ต่ออีก แล้วบอกให้ผู้เขียนบวช ผู้เขียนบวชเณร เกือบได้หลวงปู่เทพโลกอุดรเป็นอาจารย์ แต่เพราะไม่ค่อยเชื่อฟังใคร ท่านจึงจากไป จากนั้นก็ต้องปฏิบัติเอง ปัจจุบันไม่ใช่ทั้งฆราวาสและพระในนิกายใดๆ เลย เมื่อออกจากความเป็นเณรแล้ว ผู้เขียนก็เข้าสู่ “ธรรมอิสระ” อันถือธรรมที่มีอยู่ทุกที่ มีพระรัตนตรัยเป็นที่สุด ไม่มีอย่างอื่น ตามปรารถนาที่จะโปรดสัตว์สืบต่อไป

การอยู่อย่างอนันต์ไม่ยอมนิพพานแบบพระยูไลทำได้ไฉน?

ผู้ไม่มีกรรมเหลือเลย คือ ผู้ที่จะได้นิพพาน ผู้ที่ยังไม่ได้นิพพาน จะไม่นิพพานได้ก็ด้วยมีกรรม ทั้งกรรมดีและกรรมเลว ไม่มีใครมีเลวหรือดีด้านเดียวเพียงแต่จะผสมผสานสัดส่วนเท่าไรก็แล้วแต่ไป แม้แต่ซาตานอาจมีส่วนกรรมเลว ๙๐% ขึ้นไป แต่ก็มีส่วนกรรมดีบ้างเหมือนกัน ไม่มีใครมีแต่ดีหรือเลวด้านเดียว กลไกลแห่งการไม่นิพพาน คือ การเคลื่อนกรรมสองกรรมนี้อย่างสมดุลมีศิลปะ คือ ต้องมีทั้งสองกรรม แต่จะให้มีในสัดส่วนเท่าใดละ อันนี้ ก็แล้วแต่ศิลปะในการกระทำกรรม เพื่อให้ตนเองได้เวียนว่ายตายเกิดช่วยสรรพสัตว์ต่อไป การทำกรรมกับพระพุทธศาสนาอันเป็นเหตุขวางนิพพานนั้น อาจส่งผลกรรมมากถึง “อนันตริยกรรม” แม้มีบุญบารมีมาก ได้ธรรมพ้นจากอบายภูมิ ๔ ได้สถิตอยู่บนสวรรค์แล้วก็ตาม แต่อนันตริยกรรมนั้นเอง เป็นเหตุขวางนิพพาน ทำให้ตายไม่ได้ ตายไม่ลง ขันธ์ห้าไม่อาจสลายได้สักที คือ ไม่อาจดับขันธปรินิพพานได้ เฉกเช่นพระยูไลเองก็มี “อนันตริยกรรม” และ “อนันตริยบุญ” ทั้งสองส่วนจึงไม่นิพพาน และมีชีวิตยาวนานนับไม่ถ้วนได้ คนเราถ้าไม่มีกรรมเหลือเลย รับรองว่าแค่ “โดนหนามตำ” ก็บรรลุธรรมเองได้ เพราะแก่จัดเพาะบ่มสุกมากแล้ว ธรรมะไม่มีอะไรเลย ที่มีมากมายนั้น มีแต่สมมุติปรุงแต่ง ธรรมะคือ ธรรมชาติดั้งเดิมแท้ ไม่ต้องอธิบาย ยิ่งอธิบายก็เป็นแค่การใช้ “หนามยอกเอาหนามบ่ง” เท่านั้น คือ เอาสมมุติยอกย้อนสมมุติเพื่อทำลายสมมุติให้สิ้น เปิดเปลือกเผยแก่นเท่านั้น ดังนี้ธรรมะก็ไม่มีอะไรต้องอธิบายมาก ถึงแล้วรู้เองไม่ต้องอธิบาย กลับมาสู่เรื่องการเวียนว่ายตายเกิดต่อ ว่าต้องอาศัยกรรมจึงเวียนว่ายตายเกิดต่อไปได้ ไม่นิพพาน ดังนั้น พระนิตยโพธิสัตว์ทุกองค์ “ต้องก่อกรรมมาก” เพื่อให้มากพอที่ตนจะไม่นิพพานและสามารถตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าได้ แต่ต้องไม่ใช่กรรมที่กระทำต่อพระพุทธศาสนาจนกลายเป็น “อนันตริยกรรม” หรือการขวางนิพพานของสรรพสัตว์ แบบนั้น จะไม่สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าได้ ต้องเอาบารมีที่สะสมไว้ไปจุติเป็น “พระยูไล” แล้วนิพพานก็ไม่ได้ ต้องรออยู่บนสุขาวดียาวนานแสนนาน เพื่อปลดเปลื้องเวรกรรมที่ตนได้กระทำไว้แต่กาลก่อน แต่ก็นับว่าได้อนุเคราะห์สงเคราะห์สรรพสัตว์มากมายเหมือนกันคือ เป็นองค์ประกอบหนึ่งของกระบวนการเวียนว่ายตายเกิด เช่น การสร้างนิกายใหม่แยกออกจากพระพุทธศาสนาเพื่อดึงเอาบริวารมาเป็นของตน จนทำให้บริวารไม่ได้นิพพานมากมาย อย่างนี้เป็นกรรมมาก แม้มีบุญบารมีมาก ก็ยังไม่ได้นิพพาน แต่จะได้พ้นทุกข์อยู่บนสุขาวดีสวรรค์

ผู้ที่ปรารถนาพุทธภูมิแล้วสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้า กับไม่สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าแต่มีบารมีเก่าอยู่ มีเส้นทางเดินไปต่างกัน คือ ผู้สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าได้ต้องก่อกรรมมากมายต่อมวลสัตว์ที่ไม่ใช่การขวางนิพพาน แต่เป็นการทำลายล้างชีวิตเช่น เป็นกษัตริย์นำสงครามเป็นต้น แต่ผู้ที่ไม่สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้านั้น เพราะก่ออนันตริยกรรม ขวางนิพพานของมวลสัตว์ไว้ เป็นกรรมมาก หนักทั้งนั้น แต่คนละแบบไม่เหมือนกัน เพราะกรรมหนักอย่างนี้ จึงต้องชดใช้กรรมมากกว่าคนทั่วไป คือ ต้องเข็ญสรรพสัตว์เข้านิพพานให้ได้มากมาย คือ การต้องเป็นพระพุทธเจ้าก็ดี, พระยูไลก็ดี จึงจะชำระกรรมของตนได้หมดสิ้น สมมุติมีพระราชาสององค์ องค์หนึ่งมีคนศรัทธามาก แต่นำพาคนไปทำสงครามตายเป็นเบือ แล้วตัดความห่วงบริวารไม่ลง บริวารก็ไม่อาจละจากพระราชาได้ ทั้งสองนี้ ทำสงครามหลายชาติจนเบื่อหน่ายในวัฏฏะสงสาร อย่างนี้ มีโอกาสมากที่พระราชาจะได้เป็นพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง แต่หากพระราชาอีกองค์ ใจดีมีคุณธรรม ไม่ทำสงคราม ไม่ให้คนได้เสียเลือดเนื้อ ทว่า เอาพุทธศาสนามาใช้เป็นเครื่องมือทำให้คนหลงทางปฏิบัติไม่ได้นิพพานมากมาย แต่บ้านเมืองสงบร่มเย็นเป็นสุขดี มีความเจริญรุ่งเรืองมาก นี่เป็นอนันตริยกรรม พระราชาองค์ที่สองนี้เป็นคนดีมากจริง แต่ไม่สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าได้เลย ต้องเข้าใจว่า ความเป็นพระพุทธเจ้านั้น เพราะมีบุญบารมีมาก แต่ก็มีกรรมมาก กรรมทั้งหมดล้วนไปสู่ความน่าเบื่อหน่าย อันส่งผลตรงต่อนิพพานอย่างเดียว เช่น ทำสงครามมามากเกินไป แต่ความเป็นพระยูไลนั้น เพราะมีบุญบารมีมาก และมีกรรมมากในเชิง ทำความดีทางโลกมากมาย แต่ตกม้าตายในทางธรรม ดีในทางโลกมาก จนขวางทางธรรม ขวางนิพพาน

โลกนี้ไม่ได้มีไว้ให้ยึด โปรดเข้าใจให้ดี สำหรับท่านผู้ปฏิบัติธรรมที่เลิกหลงโลกแล้ว แต่ถ้าใครหลงโลกมาก พยายามทำให้โลกดีงาม สงบสวยงาม ยึดอยู่แต่อย่างนี้ ถ้าบำเพ็ญบารมีได้มาก ก็มีกายคล้ายพระพุทธเจ้าได้ คือ กายทิพย์แบบพระยูไล เพราะบุญบารมีมากนั่นเอง แต่ไม่ได้นิพพาน เพราะจิตทำมาแบบนั้น หลงโลกมาก อยากให้โลกนี้ดีงาม แต่ก็ต้องยอมรับว่าท่านมี “จิตเมตตา” ช่วยโลกมนุษย์ให้ดีงาม แต่ไม่ใช่เรื่องที่เราจะมาหลง โลกเป็นของไม่เที่ยง ไม่ใช่ของมนุษย์มาก่อน พวกเราจุติมาที่โลกนี้ เพื่อพัฒนาจิตวิญญาณให้หลุดพ้นโลกไป ไม่ยึดโลก แต่ถ้าใคร หลงโลก ก็ไม่พบนิพพานเป็นแน่แท้ ดังนั้น พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ล้วนบำเพ็ญบารมีมากในทาง “เบื่อโลก” ทั้งสิ้น และมีชีวิตอยู่บนโลกนี้อย่างไม่ดีนัก แม้เป็นพระราชาก็เบื่อหน่ายอย่างมาก ดังนี้ จึงมีกำลังตรัสรู้เองได้ ส่วนท่านที่มีบุญบารมีมาก เวียนว่ายตายเกิดมากถึงจุดหนึ่งแล้ว ก็มีญาณหยั่งรู้เองสูงมากๆ ได้ คือ เกือบนิพพาน แต่ไม่ได้นิพพาน แบบพระยูไลก็มี ดังนั้น พระยูไลแต่ละพระองค์จึงมีปณิธานไปในทาง “สร้างสิ่งดีงามแก่โลก” เช่น ปรารถนาไม่ให้มีผู้ป่วยไข้ เป็นต้น (พระยูไลไภษัชยคุรุพุทธเจ้า) แต่ถ้าระหว่างการบำเพ็ญบารมี เกิดเป็นหมอแล้วปลงได้ว่าคนไข้เยอะจริงๆ รักษาเท่าไรก็ไม่มีวันหมดหรอก จะปรารถนาให้หมดคงไม่มีทาง คิดได้อย่างนี้ ก็ปลง และคิดต่อว่า “อะไรหนอ ที่จะทำให้เราพ้นจากทุกข์นี้ไปได้” อย่างนี้ มีแววได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า แต่ถ้าจะเอาชนะธรรมชาติ เอาชนะโรคร้าย ให้คนหายโรคให้หมดเมื่อไร เมื่อนั้น จะได้เป็น “พระยูไล” แทน แต่จะไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้า

ดังนั้น ผู้ใดปรารถนานิพพานก็ต้องระวังอย่าทำอนันตริยกรรมต่อพระพุทธศาสนา คือ ทำสิ่งขวางการนิพพานของมวลสัตว์ไว้จะไม่ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าเอา (เป็นได้อย่างมากคือพระยูไล) อย่าเอาชนะธรรมชาติ จงรู้จักคำว่า “ยอมจำนน หรือ ยอมแพ้ต่อธรรมชาติ” แล้วจะเกิด “การยอมรับธรรมชาติ ธรรมะ สัจธรรมความจริง” นี่คือ จุดเริ่มต้นของญาณตรัสรู้ การเรียนรู้เพื่อจะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าคือ การเรียนรู้ที่จะ “ยอมแพ้” เรียกว่าแพ้เป็นพระ ชนะเป็นมาร นั่นแหละ เราอาจอยากชนะ เก่งกาจสามารถมามากมาย แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งเรารู้จักคำว่า “ยอมแพ้” นั่นแหละ เรามีช่องทางตรัสรู้ได้ ถ้าเรายอมแพ้ไม่เป็นก็นิพพานไม่เป็น ตรัสรู้ก็ไม่เป็น เรียกว่าเป็น “บูรพาไม่แพ้” เมื่อแพ้แล้วก็จงดีใจ ที่ได้แพ้แล้ว รสชาติของความพ่ายแพ้ที่ไม่เคยลิ้มรส ฉันได้ลิ้มรสแล้ว ครบรส ชนะก็เคยมามากจนเบื่อแล้ว แพ้ก็ได้ลองแล้ว คุ้มค่าความเป็นคน หัวเราะกับมัน เป็นเพื่อนกับความพ่ายแพ้ ในที่สุด ก็มีคนชนะฉันได้แล้ว ดีใจที่ยังได้เห็นคนที่เก่งกว่าฉัน ดีกว่าเป็นจอมยุทธ์ไร้พ่าย ไร้คู่ต่อสู้ และต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว (แบบพระปัจเจกพุทธเจ้า) ใครคิดแบบนี้ได้ มีโอกาสลุ้นเป็น “พระพุทธเจ้า” ไปให้สูงที่สุด ถึงที่สุด แล้วร่วงลงมาที่ศูนย์ แล้วขำขันกับความไร้สาระของชีวิต โลกอันหาสาระอันใดไม่ได้เลย นั่นแหละ ช่องทางตรัสรู้

ใครไปสูงมาก แล้วร่วงไม่เป็น จะสูงส่งลอยค้างเติ่ง อยู่บนสวรรค์ที่สูงที่สุด คือ สุขาวดี เป็น “ดาวค้างฟ้า” แต่ “นิพพานไม่เป็น” ตายไม่เป็น อยู่ยาวนานเช่นนั้น ไม่อาจหาใครมาเป็นคู่ต่อสู้ เป็นจอมยุทธ์ไร้เทียมทาน และไม่อาจหาใครมาช่วยทำให้ “ตาย” ได้ จะขอความตายจากใครได้ก็ไม่มีเลยสักคน ไม่มีใครทำให้ตายได้ ก็นิพพานไม่ได้สักที เหมือนจะดีสำหรับคนบางคน แต่สำหรับคนที่ปรารถนานิพพานแล้ว “มันไม่ใช่เลย” และไม่ใช่ทางของพระพุทธเจ้าด้วย ทางของพระพุทธเจ้าคือ “นิพพาน” แค่นั้นพอแล้ว ไม่มีอะไรอย่างอื่นอีก ดีที่สุดแล้ว ครบที่สุดแล้ว ไม่ต้องมีอะไรมากกว่านี้อีกแล้ว อนึ่ง ในบทความที่กล่าวมาอย่างนี้ เพราะต้องการให้ท่านระวัง “อนันตริยกรรม” การทำกรรมขวางนิพพาน เป็นการตั้งตนเป็น “อาจารย์” ให้คนมาลุ่มหลงตนเอง ยึดเกาะตัวเอง เป็นภัยมหันต์เพราะเอาความศรัทธาของคน มาเป็นเครื่องร้อยรัดไม่ให้เขาได้นิพพาน ไม่ให้ได้หลุดพ้นจากตนไป สร้าง “สังโยชน์จากศรัทธา” ผูกมัดคนไว้ เป็นอนันตริยกรรม ถ้าท่านประกาศตนว่าเป็นผู้ไม่นิพาน ปรารถนาพุทธภูมิ และลูกศิษย์จะไม่ได้นิพพาน ถ้าต้องการนิพพานต้องไปหาอาจารย์ท่านอื่น อย่างนี้ไม่เป็นไรรอดพ้นได้ เช่น ที่ทิเบต อันนี้ชัดเจน รอดไป แต่คนที่แสดงให้ผู้อื่นคิดว่าตน “นิพพานแน่ๆ” ทำให้เขาหลงผิดคิดว่าทำบุญกับตนแล้วได้นิพพาน แต่ไม่ได้จริง เป็นเหตุขวางนิพพานนั้น โปรดระวังจะเป็น “อนันตริยกรรม”

อะไรที่จัดเป็นอนันตริยกรรมฐานทำสังฆเภท (ทำสงฆ์สาวกแตกแยก)

๑)    พระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้าปฏิบัติถูกต้องตรงทางแล้วยุยงให้แตกแยกกัน แต่ถ้าพระสงฆ์สาวกเป็นเดียรถีย์ เป็นพระปลอม เราไปจับสึก ทำลายเสีย อย่างนี้ ไม่ใช่สังฆเภท เพราะสิ่งที่ทำลายไปนั้น นับว่าเป็น “พระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้าก็ไม่ได้” การนับว่าเป็น “สังฆเภท” ก็ต่อเมื่อได้กระทำต่อพระสงฆ์สาวกอันแท้จริงของพระพุทธเจ้าที่ปฏิบัติถูกต้องตรงทางเท่านั้น ของปลอมไม่นับเป็นสังฆเภท ได้รับกรรมเท่ากับ “การยุยงกลุ่มคนให้แตกกัน” เฉยๆ ไม่มีกรรมต่อพุทธศาสนา

๒)    พระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้าปฏิบัติถูกต้องตรงทางแล้ว ไม่ได้ยุยงให้แตกแยกกัน แต่ทำความดีแล้วชักชวนให้ไปปฏิบัติต่างไปในทางของตนอีกแบบ แม้ได้รับการยอมรับนับถือมากมาย แต่เพราะปฏิบัติแตกต่างไปจากเดิมจนเป็นเหตุให้ ไม่ได้นิพพานนั้น คือ “อนันตริยกรรม” ทำหมู่สงฆ์เดิม แยกออกไปสู่นิกายใหม่ แต่ถ้าเกิดนิกายใหม่ที่ไม่ได้นิพพานอยู่ก่อนแล้ว ตนพยายามหาทางนิพพานแต่ไม่สำเร็จ รู้ว่านิกายเก่าไม่ได้นิพพาน จึงชักชวนเพื่อนแยกเป็นนิกายใหม่ อันนี้ ไม่เข้าข่ายสังฆเภท เพราะสงฆ์ในนิกายนั้น ไม่ใช่พระสงฆ์สาวกในแบบเดิมแท้

๓)    พระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้าปฏิบัติถูกต้องตรงทางแล้ว ก็ไปให้การช่วยเหลืออย่างดี แล้วบอกแก่ท่านเหล่านั้นว่าท่านทำดังนี้เถิดไม่ถือ ไม่ผิดธรรมวินัย ไม่มีใครต่อว่าดอก อันส่งผลให้พระสงฆ์เชื่อ แล้วทำตามๆ กันมากมาย จนเกิดแนวทางการปฏิบัติที่ไม่ได้นิพพานดังเก่าก่อน อันนี้เป็น “สังฆเภท” สำเร็จสมบูรณ์แล้ว แม้ไม่มีการแตกกลุ่ม ยังอยู่ร่วมกันอยู่ก็ตาม แต่ถ้าเอากลุ่มที่ปฏิบัติไม่ได้นิพพานออกไปตั้งนิกายใหม่ ก็จัดเป็น “สังฆเภท” ได้ทันที ทว่า ถ้ามีใครแยกเอากลุ่มที่ปฏิบัติผิดทางให้ “สึก” ไป ไม่นับเป็น “สังฆเภท” แต่เป็น “สังคายนา”    

๔)   พระสงฆ์สาวกถูกทำให้แตกแยก หรือถูกภัยสงครามอยู่ก่อนแล้ว ตนมีเจตนาดีที่อยากรวบรวมหรือฟื้นฟูขึ้นใหม่ แล้วบอกแก่หมู่พระสงฆ์ว่าตนนี่แหละ มีแนวทางปฏิบัติเพื่อนิพพาน (แต่ไม่ได้นิพพานจริง) แม้ผู้คนนับถือมากมายตั้งนิกายสำเร็จ แต่ไม่นิพพานจริง เมื่อไม่มีใครแจ้งว่าพุทธศาสนาที่แท้จริงอยู่ที่ใด ยังไม่จัดเป็น “สังฆเภท” แต่เมื่อใดที่มีผู้แจ้งว่าศาสนาพุทธที่แท้จริงยังมีอยู่ แต่ไม่สนใจ แย่งดึงคนออกจากศาสนาพุทธที่ถูกต้องได้สำเร็จแม้คนเดียว เป็น “สังฆเภท” ทันที แม้สงฆ์จะแตกกันอยู่ก่อนแล้ว แต่เพราะไปดึงคนออกจากแนวทางที่ถูกต้อง (แต่ถ้าประกาศว่าตนไม่ได้นิพพาน แค่มาช่วยเบื้องต้นเท่านั้น อันนี้ไม่เป็นสังฆเภท)

๕)   สร้างนิกายใหม่ ที่ไม่เคยมีมาก่อนเลย แม้ว่าพระพุทธศาสนาที่แท้จริงไม่ปรากฏ แต่ได้ประกาศแก่คนทั่วไปว่านิกายนี้นิพพานได้แน่ แต่ไม่ได้นิพพานจริง ถ้ายังมีพุทธศาสนาจริงเหลืออยู่ ยังไม่นับเป็น “สังฆเภท” ต่อเมื่อมีพระสงฆ์ที่อยู่ในพุทธศาสนาที่แท้จริงแม้แต่หนึ่งรูปแยกออกจากแนวทางที่ถูกต้องนั้นมาสู่นิกายใหม่นี้ นับเป็น “สังฆเภท” ทันที คือ เขานั้นจะได้นิพพานในศาสนาที่ถูกต้องอยู่แล้ว แต่เพราะคำโฆษณาของนิกายนั้นๆ ทำให้แยกออกมา จึงเป็น “สังฆเภท” ทันที  

ในสมัยพุทธกาล พระสงฆ์สาวกมีสองประเภท คือ ประเภทที่ปรารถนานิพพาน และแบบที่ปรารถนาพุทธภูมิ (คือยังไม่เอานิพพาน) ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงรับบวชทั้งสองแบบ แต่ไม่ได้แยกออกเป็นนิกาย ทว่า ทรงให้ปฏิบัติห่างไกลกัน เพื่อไม่ให้เกิดความแตกแยก และมีศูนย์รวมใจที่เดียวคือพระพุทธเจ้า ไม่มีเจ้าสององค์ ไม่มีสองนิกายในศาสนาเดียว เช่น พระมหากัจจายนะ ก็ปรารถนาพุทธภูมิ แต่ต้องไปเผยแพร่ศาสนาไกลมาก ในแคว้นที่กันดาร แต่ทุกรูปก็ไม่มีใครมีใจแตกออกไปจากพระพุทธเจ้า จนเกิดนิกายใหม่ก็หาไม่  

การทำสังฆเภท ไม่ได้แปลตื้นๆ แค่ว่าทำพระสงฆ์แตกแยกกัน แต่มีความหลายลึกซึ้งด้วยว่า หมายถึงทำให้พระสงฆ์ที่ปฏิบัติถูกต้องตรงทางทั้งสองแบบ ต้องแยกออกไปนอกลู่นอกทาง แม้แต่รูปเดียว ไม่ใช่เป็นกลุ่ม เป็นหมู่คณะ ก็นับว่า “สังฆเภท” แล้ว เพราะเราไม่ทราบว่าพระสงฆ์ที่แยกออกไปแม้รูปเดียวนั้น อาจไปสร้างนิกายใหม่ๆ ที่ไม่ได้นิพพาน แล้วแย่งคนไปจากพระพุทธศาสนาที่ถูกต้องอีกเท่าใดในอนาคต ดังนั้น แม้แย่งคนแค่คนเดียวที่ปฏิบัติถูกต้องตรงทางออกมา ก็เกิดกรรมหนัก คือ “สังฆเภท” แล้วโดยสมบูรณ์ ยกเว้นว่าท่านที่ปฏิบัติถูกต้องตรงทางนั้น ท้อแท้ แล้วลาสิกขาเอง อันนี้ไม่เป็นสังฆเภท ถ้าเขาสึกออกเสียจากพระสงฆ์แล้วไปตั้งนิกายใหม่ที่ประกาศตนว่าไม่ใช่พระพุทธศาสนา ก็ไม่เป็นสังฆเภท แต่เมื่อใดก็ตามที่ทำเป็นพระพุทธศาสนาแต่ไม่ได้นิพพาน กลับไปชักชวนคนที่ปฏิบัติถูกต้องให้แยกออกมา จะจัดเป็นสังฆเภททันที   

อะไรบ้างที่คล้ายสังฆเภทแต่ไม่ใช่สังฆเภท 

๑)    ทำให้สงฆ์ในนิกายที่ผิด แตกกัน อันนี้ให้ผลกรรมไม่ถึงสังฆเภท เพราะพระสงฆ์เหล่านั้นเดิมปฏิบัติผิดทางอยู่ก่อนแล้ว กรรมหนักไม่มากเท่าท่านที่ปฏิบัติตรงทาง ไม่ใช่อนันตริยกรรม เป็นเพียง กรรมที่กระทำให้หมู่คนแตกแยกกันเท่านั้น

๒)    เอาหมู่สงฆ์แยกออกมาจากลัทธินิกายที่ผิด แล้วเร่งปฏิบัติให้ถูกต้องตรงทาง โดยมีศูนย์รวมใจที่พระพุทธเจ้าองค์เดียว ไม่มีใครเป็นเจ้าลัทธิ เจ้านิกาย ไม่มีหัวหน้า ทุกคนเท่าเทียมกัน ช่วยเหลือกัน ฐานะสาวกเช่นเดียวกัน ไม่มีอื่นอีก

๓)    จับพระสงฆ์ปลอมให้สึกเสีย ไปจากกลุ่มพระสงฆ์ที่ปฏิบัติถูกทาง อันนี้ไม่ใช่สังฆเภท แต่ถ้าจับแยกออกแล้ว ให้เขาไปตั้งนิกายใหม่ในพระพุทธศาสนา อันนี้เป็นสังฆเภท ถ้าสงสารต้องให้สึก แล้วให้เขาตั้งศาสนาอื่น ที่ไม่ใช่พระพุทธศาสนา

การนับการสิ้นยุคกึ่งพุทธกาล ให้นับจากวันที่พญานาคที่ดูแลพระพุทธศาสนาถูกมังกรกลืน (มังกรจะมาดูแลแทนพญานาค) ซึ่งประมาณปี พ.ศ. ๒,๕๕๒ นิกายที่เกิดก่อนหน้านี้นับเป็นสังฆเภทนิกายทั้งหมด ไม่ได้ถึงนิพพานเลย จะให้ได้นิพพานต้องออกจากทุกนิกายมาหาพุทธศาสนาที่แท้จริง ถ้าศรัทธาพระพุทธเจ้า ถือธรรมวินัยเคร่งครัดแล้ว จะได้พบพระสงฆ์แท้อยู่ตามป่าเขา ท่านก็มาสอนเราได้อย่างน่าอัศจรรย์ไม่ต่างจากสมัยที่พระพุทธเจ้ายังทรงมีพระชนม์ชีพอยู่เลย หลังกึ่งพุทธกาล เมื่อพระพุทธเจ้าได้ยกให้แก่เหล่าอสูร, มาร, เทพ, พรหม แล้ว ก็แล้วแต่ว่าจะดูแลรักษากันอย่างไร ใครทำดีก็ได้ดี ใครเอาไปทำไม่ดี ก็ได้กรรมไม่ดีไปตามนั้น แต่ถ้าไม่มีนิกาย ก็ไม่ต้องเสี่ยงกรรม แม้ถึงกึ่งหลังพุทธกาลแล้วก็มีพุทธศาสนาแบบดั้งเดิมได้คือ การไม่มีนิกาย โดยมีพระพุทธเจ้าเป็นที่สุด มีพระธรรมวินัย เป็นเครื่องยังความสงบสุขร่วมกันของหมู่คณะ มีพระสงฆ์ที่นิพพานได้จริง เป็นที่พึ่ง ใครจะปรารถนาอะไรก็ไม่ผิด เช่น ถ้าปรารถนานิพพานก็ได้ ปรารถนาพุทธภูมิไม่เอานิพพาน ก็ให้เลี่ยงออกจากกัน เพื่อไม่ให้กรรมพัวพันกัน แต่มีใจหนึ่งเดียวกันที่พระพุทธเจ้า ไม่ต้องไปสร้างนิกายใหม่ ถ้าปรารถนาแตกต่างกัน ไม่อยากพัวพันกรรมต่อกัน ก็แยกปฏิบัติห่างๆ กันได้ แต่อย่าไปแยกตัวสร้างนิกายใหม่ ดังเช่นสมัยพุทธกาลพระสาวกก็แยกกันอยู่กระจายหลายเมือง ไม่ได้ประชุมพร้อมกันตลอด บ้างอยู่แคว้นหนึ่ง บ้างอยู่แคว้นหนึ่งก็มี แต่ไม่มีใครที่อยู่ห่างไกลต่างแคว้นแล้วตั้งนิกาย ยกตนเองหรืออาจารย์ตนเอง ขึ้นเป็นเจ้านิกายเลย จึงไม่มีใครจดจ่อจิตออกนอกไปจากนี้

พระรัตนตรัยนั้น มีพระพุทธเจ้านิพพานแล้ว เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวพุทธ, มีพระธรรมวินัยทิ้งไว้ตามแหล่งหนังสือต่างๆ, มีพระสงฆ์สาวกแท้ รออยู่ที่ใดที่หนึ่งที่ไม่ใช่ในนิกายต่างๆ ขอเพียงเราตั้งจิตตรงต่อพระรัตนตรัยแน่วแน่ ย่อมได้พบพระพุทธศาสนาที่แท้จริง หากวิริยะพากเพียรในป่าอย่างถึงที่สุดแล้ว ย่อมจะได้พบพระอรหันต์แท้มาโปรดเราได้

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น