ธรรมปฏิเวธ : ลัทธิอาจาริยวาทที่กำลังแพร่ระบาดในประเทศไทย
ลัทธิอาจาริยวาทที่กำลังแพร่ระบาดในประเทศไทย
หลังพระพุทธองค์ปรินิพพานได้ประมาณ ๑๐๐ ปี พระมหากัสสปะสังคายนาพระไตรปิฎกดีแล้ว พระธรรมวินัยไม่หย่อนยานจึงปฏิบัติได้มรรคผลนิพพานไม่แตกแยกออกเป็นนิกาย แต่หลังจากนั้น กลุ่มสงฆ์บางพวกไม่พอใจการปฏิบัติตามแบบดั้งเดิมที่พระพุทธองค์ทรงสอนจึงพากันจับกลุ่มแล้วกำหนดแนวทางแบบใหม่กันเอง ยกครูของตนเองที่มีบุญบารมีมากพอช่วยให้ “ลาภสักการะ” มาสู่พวกพ้องของตนได้ขึ้นเป็น “เจ้านิกาย” โดยที่ครูของตนก็ไม่ได้รู้เท่าทันถึงภัยที่จะเกิดขึ้นนี้ อาการของศิษย์ที่ไม่พอใจแนวทางเก่า แล้วหาคนที่มีบารมีพออาศัยได้ ผ่อนปรนศีลและข้อปฏิบัติเสียจนเกิดกลุ่มใหม่ของตนเองนี้ เรียกว่า “ขบวนการอาจาริยวาท” หรือ มองอีกนัยหนึ่ง ถูกเรียกว่า “กาฝากของพระศาสนา”
ปัจจุบัน พระพุทธศาสนาในประเทศไทย กำลังถูกอิทธิพลของ “อาจาริยวาท” ครอบงำอีกครั้ง เช่น การที่เหล่าศิษยานุศิษย์ รวมหัวกันกำหนดแนวทางที่ตนเองชอบ แล้วเข้าหาพระสงฆ์ที่มีบุญบารมี, อิทธิฤทธิ์, อาคมแก่กล้า, เก่งเทศนา ฯลฯ เมื่อพวกเขาเห็นพระเหล่านี้ เป็น “ตัวเงิน ตัวทอง” สำหรับพวกเขาแล้ว จึงได้เข้ารุมล้อม และ “ปั้นแต่ง” ให้พระสงฆ์นั้นๆ กลายเป็น “สินค้าใหม่” ใน “ตลาดพุทธพาณิชย์” จากนั้นก็เริ่มทำการตลาด ด้วยการโฆษณาบ้าง เช่น การลงรูปพระอาจารย์ของตนกำลังปลุกเสกเครื่องรางของขลัง การประชาสัมพันธ์งานบุญที่ยิ่งใหญ่ โดยมีศูนย์รวมใจคือ “อาจารย์ของตน” ใครทำให้อาจารย์ของตนดังได้ เงินก็ไหลมาเทมา อาจารย์ของตนเป็นพระมักน้อย แต่ไม่ค่อยได้ระวังตัว ประมาท ปล่อยให้ลูกศิษย์ทำเรื่องราวต่างๆ ไปอย่างอิสรเสรี ไม่รู้ถึงพิษภัยของกรรม ดังนั้น จึงสร้างทำผลงานมากมาย ราวกับ “ผู้แทนราษฎร” เรียกคะแนนเสียงความชื่นชมจากประชาชนผู้เทเงินทำบุญลง “ตู้รับบริจาค” ดังนี้ พวกเขาจึง “อิ่มหมีพีมัน” กับเงินมากมายที่ไหลมาสู่อาจารย์ของตน แล้วทำให้พวกเขามีความเป็นอยู่ที่สุขสบาย
เมื่อไม่นานมานี้มี “ศึกชิงเจ้าอาวาส” โดยคนกลุ่มหนึ่ง ต้องการให้ “อาจารย์ของตนเป็นใหญ่” ส่วนคนอีกกลุ่มหนึ่ง ก็ต้องการให้อาจารย์ของตนเป็นใหญ่เหมือนกัน เพราะถ้าปั้นให้อาจารย์ของตน “ติดตลาด” หรือ “มีอำนาจ” ควบคุมเงินวัดจำนวนมหาศาลได้แล้ว ก็จะทำให้ตนเอง “สบาย” ไปด้วย นี่ไม่ใช่เรื่องการปฏิบัติเพื่อนิพพานแล้ว แต่เพื่อ “ความเป็นอยู่ที่ดีมีเงินใช้” เหล่านี้ คือ รูปแบบหนึ่งของ “อาจาริยวาท” ที่เห็นได้ชัด ยังมีแบบที่แนบเนียนเห็นได้ยาก จนนึกว่าเป็น “คนดีมาก” อีกมากมาย จะไม่ขอกล่าวถึงเพราะอาจกลายเป็นประเด็นเถียงกันไม่รู้จบ เอาเป็นว่าถ้า “ปฏิบัติจนฉลาดทัน มีปัญญาจริงๆ” ก็ดูออกเอง อาจาริยวาท เหล่านี้ กำลังปั้น อาจารย์ของตนให้ดัง และเป็นดัง “เจ้า” หรือที่รวมจิตใจคนให้มากๆ เลยทีเดียว อันที่จริง ดูเหมือนเขากำลังทำเพื่อพระศาสนา แต่มันผิดวิธี ในสมัยพุทธกาล มีโยมอุปัฏฐากมากมายในพระพุทธศาสนา แต่โยมเหล่านั้น ไม่เคยยกเอาอาจารย์หรือพระสงฆ์ที่ตนอุปัฏฐาก ขึ้นเป็นใหญ่เลย ก็อุปัฏฐากไปเงียบๆ ไม่เคยเอาท่านขึ้นเหนือใคร เพราะทราบดีว่าท่าน “ต้องการความเงียบสงบ” หากต้องการโปรดใคร ก็ทราบด้วยญาณระดับ “พระอรหันต์แท้ๆ” เองว่า “คนผู้นี้ควรโปรด โปรดได้” ไม่เอาตัวเอง ไปหมักดอง คลุกคลี กับใครต่อใครบ้างก็ไม่รู้ เป็นร้อยเป็นพันคน ร้อยพ่อพันแม่ จนกรรมเปื้อนเปรอะ ต่อชาติสืบภพยาวออกไปอีกก็หาไม่ นี่คือ “อรหันต์แท้” ไม่เอาตัวไปหมกคลุกคลีกับคนมาก ท่านมีญาณรู้ดีถึง “ภัยแห่งกรรมของการคลุกคลีกับคนมากหน้าหลายตา” ร้อยพ่อพันแม่ ไม่รู้ตื้นลึกหนาบาง ดีบ้าง ไม่ดีบ้าง ต่อหน้าทำบุญมาก ลับหลังไปค้ายาบ้าบ้างหรือเปล่าก็ไม่รู้ เพราะไม่ใช่ลักษณะของพระอรหันต์ที่ได้นิพพานพึงกระทำ การที่คนในสังคมอยู่ร่วมกับพระได้อย่างสุขสงบมีเงินไหลมาเทมา และพัฒนาประเทศไปในตัวนั้น คือ “การโปรดสัตว์อย่างหนึ่งของผู้ไม่ได้นิพพาน” สำหรับผู้ที่จะได้นิพพาน จะไม่ทำอย่างอื่น นอกจากโปรดผู้ที่จะได้นิพพานเหมือนกันเท่านั้น ซึ่งก็ไม่ผิด และไม่ได้เลวร้ายอะไร ถ้าจะทำต่อไป และไม่ได้ต่อต้านหรือทำลายล้างแต่อย่างใด แต่ต้องการแจ้งความจริงให้สาธุชนทราบเท่านั้นเองว่าไม่ใช่ทางแห่งนิพพานดังเก่าก่อน
ถ้าท่านไม่ปรารถนานิพพาน สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นนี้ก็ไม่ใช่สิ่งเลวร้ายเลยสำหรับท่าน เพราะประเทศของท่านกำลังพัฒนาอย่างมาก ด้วยกำลังของพระสงฆ์และขบวนการ การเมืองภาคประชาชนอย่างแท้จริง หลายแห่งที่ทุรกันดาร กำลังมีเงินไหลเข้ามากมาย มาสร้างสิ่งก่อสร้าง ถาวรวัตถุ ที่ยิ่งใหญ่ อลังการ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวได้ในอนาคต สงเคราะห์ทั้งคนในท้องถิ่น และประเทศชาติในภาพรวม ดูแล้วก็เจริญดี เจริญตา เจริญใจ ก็ไม่ผิดดอก แต่ถ้าท่านเบื่อหน่ายทางโลกมากๆ อยากหลุดพ้น อยากนิพพาน ก็เลี่ยงเสีย ออกจากสิ่งเหล่านี้เสีย อย่าเอาตัวไปคลุกคลีกับสิ่งเหล่านี้ เพียงเท่านี้ ท่านก็ไม่ต้องมีเรื่องกับเขาเหล่านั้นแล้ว และท่านก็ปฏิบัติส่วนตัวของท่านไปให้มรรคผลดีเลิศ เลิกปะทะหาเรื่องกับใครเสีย ปล่อยเขาไปตามทางของเขา เรามีทางของเรา เห็นทางแล้ว เร่งปฏิบัติไป ก็สามารถพ้นทุกข์ได้ แต่ถ้าบวชเข้าวัดแล้ว เขาสั่งให้ไปรับกิจนิมนต์ รับเงินรับทอง อันนี้ ไม่ไปไม่ได้เสียแล้ว เขาจะด่าเอา เพราะทำตัวแปลกแยกไม่เหมือนคนอื่นเขา นี่ก็อยู่กันไม่ได้ ก็ออกไปจากวัดนั้น ไม่ต้องรอให้เขาไล่ เราเลือกวัดร้างอยู่ก็ได้ สบายใจดี
ข้อปฏิบัติสำหรับท่านที่ปรารถนาหลุดพ้นนิพพานอย่างแท้จริง
๑) ปฏิบัติในผ้าขาว (เพศฆราวาส) อย่างยิ่งยวด ให้ได้มรรคผลทางธรรมสูงสุดถึงอนาคามี และเกิดญาณที่ทำให้อยากธุดงค์ ที่เรียกว่า “อนาคาริก” ก่อน ช่วงนี้ จะออกจากบ้าน ทิ้งบ้านจนคนมองว่าเป็น “คนบ้า” แล้วเที่ยวไปหาสัจธรรม ผู้เขียนเคยได้เจอคนหนึ่งเหมือนกัน เป็นคนงานเหมืองเก่า ตกงานตอนแก่ ไม่มีลูกเมียเพราะตายไปแล้ว เหลือตัวคนเดียว ออกเดินทางโดยการโบกรถเขาไปเรื่อยๆ โดยไม่รู้ว่าแสวงหาอะไร มีคนชวนบวช แต่อาจด้วยญาณรู้บางอย่าง บอกถึงภัยแห่งนิกายต่างๆ ที่ดักรออยู่ จึงไม่ได้บวช ตรวจดูแล้ว ทิฐิดื้อรั้นก็ไม่มี สักกายทิฐิก็ดับแล้ว สอนได้ ทำตัวเหมือนคนต่ำต้อย จิตใจก็ดูสงบ ปล่อยวางมาก แต่สภาพร่างกายโทรม ดูภายนอกเหมือนคนสติไม่ดี แต่กลับพูดคุยรู้เรื่องเหมือนคนปกติ
๒) จากนั้นเมื่อใกล้จะเบื่อโลกจนถึงจุดหนึ่ง แต่จิตมีความผ่องใส แน่วแน่ในทางนี้ด้วยศรัทธาในนิพพาน ว่าไม่มีอะไร แม้ไม่มีอะไรเลยก็ยังศรัทธา และเริ่มจะมีอาการ “ละสังขาร” เช่น ธาตุสี่ในร่างแปรปรวน เหมือนจะป่วยแต่ไม่มีสาเหตุ แต่จิตกลับไม่สนใจอะไร มองเป็นเรื่องเล็กธรรมดา เหมือนไม่ได้เกิดขึ้นเลย นี่กำลังจะละสังขารตายแล้ว ให้ไปหาวัดบวชเสีย เมื่อได้ครองผ้าเหลืองแล้ว ให้รับแนวปฏิบัติแต่เบื้องต้นก็พอ แล้วหาวิธีให้เขาไล่เราออกไปวัดอื่นเสีย หรือขอออกไปอยู่วัดอื่นเสีย หรือขอไปหาอาจารย์ หรือธุดงค์ อะไรก็ได้ ที่ทำให้เราหลุดพ้นออกจากวังวนตรงนั้นที่พิจารณาแล้วว่าไม่ได้นิพพานแน่ๆ แล้วก็ไปสู่ความเป็นอิสระ ไปหาวัดร้างอยู่ แบบไม่ต้องมีน้ำประปา ไม่มีไฟฟ้าใช้ มืดแล้วก็เข้านอน เช้าก็ไปบิณฑบาต น้ำไม่จำเป็นต้องอาบทุกวัน (พระพุทธเจ้าเคยกำหนดให้อาบน้อยกว่าทุกวัน) ดังนั้น ถ้ามีน้ำก็อาบ ไม่มีก็ไม่อาบ จะได้ไม่ต้องเสียค่าน้ำประปา อยู่แบบไม่ต้องพึ่งเงินมาก ถือธรรมวินัยเคร่งครัดไว้ แล้วจะได้อาจารย์ดีมาโปรดถึงที่เอง ผู้เขียนเคยพบพระสองรูปเบื่อหน่ายแม้แต่วัด เร่งปฏิบัติแยกตัวออกจากวัดก็มี
๓) เก็บตัวอยู่ในวัด ไม่ต้องไปยุ่งวุ่นวายกับใครมาก แล้วเร่งปฏิบัติให้ยิ่งยวดเข้าไว้ กรรมบุญอะไรไม่ต้องยุ่ง เร่งปฏิบัติอย่างเดียว ภาวนาเป็นสำคัญ เพื่อให้ธรรมก้าวหน้า เรียกว่า “ซุ่มเงียบ” อย่างนี้จะไม่ค่อยมีเรื่องกระทบกระทั่ง อีกทั้งยังได้โอกาสในการปฏิบัติธรรมมากกว่าอยู่ในเพศฆราวาส แต่ต้องไม่หลงในสิ่งต่างๆ ที่แต่ละนิกายปรนเปรอให้ เช่น เงินทองจากกิจนิมนต์, ตำแหน่งเจ้าอาวาส ฯลฯ เมื่อปฏิบัติได้ถึงที่สุดระดับหนึ่งแล้ว พระรัตนตรัยจะปรากฏแก่เราเอง เราจะทราบว่าเราต้องออกจากนิกายนั้นๆ เมื่อใด เมื่อออกจากทุกนิกายแล้ว เราก็ได้เข้าสู่พระพุทธศาสนาที่แท้จริงในที่สุด พระพุทธเจ้ารับเราเป็นสาวกแล้ว ดั่งเช่นในสมัยพุทธกาล ที่พราหมณ์คนใดปฏิบัติเต็มที่ก็จะได้รับการโปรดโดยพระพุทธเจ้าเองโดยอัศจรรย์ ผู้เขียนพบพระรูปหนึ่งที่เก็บตัวซุ่มอยู่หลังวัด มีกุฏิแยกจากหมู่สงฆ์ไม่เข้าร่วมกับใคร ขลุกอยู่แต่ในป่าช้า ไม่เด่นดังแต่ธรรมก้าวหน้าอย่างนี้ก็มี
แนวคิดกระบวนการยุติธรรมกับธรรมชาติของมนุษย์
มนุษย์แต่ละคนมีความแตกต่างกันโดยธรรมชาติ แบ่งได้เป็นกลุ่มแตกต่างกันออกไป ทำให้แต่ละกลุ่มมีวิถีของตนที่แตกต่างจากกลุ่มอื่น ในสมัยโบราณ สังคมถูกจำแนกออกเป็นสี่วรรณะ คือ กษัตริย์, พราหมณ์, แพศย์, ศูทร ทั้งสี่วรรณะมีบทบาทและวิถีที่แตกต่างกัน สังคมที่เคยยอมรับระบบวรรณะ ภายหลัง ได้เกิดการเหยียดชนชั้นวรรณะกันมากขึ้น ถูกเหยียดชนชั้นกันมากขึ้น ได้รับแรงกดดันมากขึ้นในที่สุด ระบบวรรณะก็ล่มสลาย
หากเรามีพระราชาทำผิดพลาดไปครั้งหนึ่ง แล้วต้องโทษเท่าสามัญชน ประเทศชาติคงถึงแก่การล่มสลาย เพราะหากพระราชาพลั้งมือฆ่าคนไปหนึ่งคนแล้วต้องโทษประหารชีวิต ประเทศขาดพระราชา ประเทศนั้นๆ จะอยู่ได้อย่างไร เช่นกัน ถ้าพระสงฆ์ทำผิดแล้วยังไม่ทันที่พระสงฆ์ผู้ดูแลกันจะใช้ธรรมวินัยในการจัดการแก้ไขปัญหา พระสงฆ์รูปนั้นก็ถูกตำรวจจับ ถูกนักข่าวรุมทำข่าวเสียแล้ว สังคมคงอยู่ร่วมกันยากจริงๆ
กฎหมายเป็นสิ่งที่ดีก็จริง แต่ต้องเข้าใจว่าเราไม่ได้มีบรรทัดฐานทางสังคมในการชี้วัดความถูกผิดเพียงมิติเดียว การมุ่งใช้แต่กฎหมายแก้ปัญหาทุกอย่าง ราวกับกฎหมายเป็นยาสามัญประจำบ้าน จนลืมกลไกล หรือบรรทัดฐานอื่นๆ ในสังคม สุดท้าย จะทำลายกลไกลอื่นๆ ให้พังพินาศลง และสังคมก็ถึงกาลวิบัติ เพราะสังคมมีความซับซ้อนไม่อาจดำรงอยู่ได้ด้วยมิติแห่งกฎหมายเพียงมิติเดียว ดังนั้น บรรทัดฐานทางสังคมอื่นๆ ที่ยืดหยุ่นกว่าจึงถูกหยิบนำมาใช้ก่อนกฎหมายเสมอ เช่น จริยธรรม, คุณธรรม, จารีต, ประเพณี, วัฒนธรรม ฯลฯ สมมุติว่าถ้าลูกถูกพ่อตีเข้า ถามว่าลูกจะวิ่งไปหาตำรวจฟ้องพ่อขึ้นศาลว่าพ่อทำร้ายร่างกายหรือ อย่างนี้สังคมคงป่วนแน่ (ประเทศเราไม่มีกฎหมายรับรองกรณีนี้ บทความนี้แค่ยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดเท่านั้น) การใช้อำนาจทางกฎหมายแบบ “รวมอำนาจ” คือ มนุษย์ทุกคนต้องเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายที่เดียวกันนั้น เป็นการทำลาย “ความหลากหลายของมนุษย์” หากเรามีระบอบการปกครองที่มุ่งเน้น “การกระจายอำนาจ” เหตุไฉนจะไม่มี ระบบยุติธรรมแบบ “กระจายอำนาจ” บ้าง กล่าวคือการมีบรรทัดฐานทาง “กฎระเบียบเฉพาะหมู่ก่อนเข้าสู่กระบวนการส่วนรวม” เช่น พ่อแม่ทะเลาะกัน ไม่จำเป็นต้องขึ้นศาล ให้ใช้ “จารีต” ตัดสิน ถ้าภรรยาทนสามีไม่ไหว ก็ให้หย่าจึงจะสามารถฟ้องศาลทั่วไปได้ เช่น กรณี สามีข่มขืนภรรยา โดยจารีตแล้ว สามีถือว่ามีสิทธิ์ที่จะมีเพศสัมพันธ์กับภรรยาของตน แต่ถ้าอนาคต มีการฟ้องสามีข่มขืนภรรยากันมากขึ้น คงมีภรรยาประเภทหนึ่ง ที่แต่งงานเพราะหวังทรัพย์ของสามี แล้วไม่ยอมมีเพศสัมพันธ์กับสามีมากมาย โดยอ้างว่า “ไม่พร้อมใจ” อย่างนี้ ไม่เท่ากับเป็นการหลอกลวงผู้ชายดอกหรือ เพราะโดยจารีตประเพณีแล้ว สามีย่อมมีเพศสัมพันธ์กับภรรยาของตนเองได้โดยถูกต้องตามจารีต เพราะได้แต่งงานถูกต้องตามประเพณีแล้วนั่นเอง ดังนั้น จึงขอกล่าวว่ากรณีภรรยาและสามีขัดแย้งกันในประเด็นที่แคบเฉพาะในเรื่องของครอบครัวแล้ว สมควรได้รับการตัดสินด้วย “จารีตในครัวเรือน” เพื่อลดภาระและความวุ่นวายในอนาคตที่จะเกิดขึ้นกับขบวนการศาลยุติธรรม การใช้ “จารีตและฟื้นฟูจารีต” จะเป็นการปกป้องกระบวนการศาลสถิตยุติธรรม ให้ได้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่ว่าคดีอะไรๆ ก็เข้าศาลหมด คงทำงานกันไม่ไหวเป็นแน่แท้ สุดท้าย กระทบต้นทุนมากมาย
ปัจจุบัน เรามีความคิดเห็นตรงกันว่าการกระจายอำนาจการปกครองเป็นสิ่งที่ดี เราจึงมีองค์การบริหารส่วนภูมิภาคต่างๆ เกิดขึ้น เช่น อบต. , อบจ. ฯลฯ ทว่า อำนาจในทางรัฐศาสตร์นั้น จะไปแบบ “มิติเดียว” ไม่ได้ สังคมมิได้แบนราบเช่นนั้น สังคมมีอย่างน้อยสามมิติ ดังนั้น อำนาจทั้งสามส่วนที่ประกอบขึ้นมาเป็น “อำนาจอธิปไตย” จะถูกกระจายไปเพียงส่วนใดส่วนหนึ่งไม่ได้ เหมือนสิ่งก่อสร้างหนึ่งมีเสาค้ำสามเสา จะแยกเอาเสาเดียวออกไปกระจายเป็นสิ่งก่อสร้างใหม่ที่เล็กลงหลายๆ หลังเป็นไปไม่ได้ จำต้องเอาไปทั้งสามเสา จึงจะมีความสมดุลดุจเดิม ดังนั้น อำนาจทางการบริหาร, อำนาจตุลาการ และอำนาจนิติบัญญัติ ก็ต้องกระจายไปควบคู่กัน สังคมจึงจะมีมิติที่สมดุลอยู่ได้
ด้วยเหตุนี้ แนวคิดการกระจายอำนาจการปกครองไปสู่ท้องถิ่น จำต้องกระจายอำนาจการบริหาร, ตุลาการ และอำนาจนิติบัญญัติเข้าไปด้วย สังคมจึงจะมีมิติที่สมดุลเป็นธรรมชาติได้ การกระจายอำนาจทางการบริหารเป็นเรื่องไม่ยากจนเกินไปนัก ปัจจุบันเราทำสำเร็จแล้ว ส่วนอำนาจนิติบัญญัตินั้นยังไม่มีการกระจายอย่างเป็น “นิตินัย” แต่ได้เกิดขึ้นแล้ว โดย “พฤตินัย” เช่น กฎหมายไม่ได้กำหนดว่าร้านค้าหรือองค์กรจะตรา “กฎระเบียบบางอย่างได้เอง” แต่องค์กรหรือร้านค้านั้นก็ได้ตรากฎนั้นขึ้นแล้ว เช่น บางองค์กรได้ตรากฎไว้ว่า “ไม่รับพนักงานที่มีเชื้อเอชไอวี” ซึ่งในทางกฎหมายไม่ให้ตราระเบียบเช่นนี้ ดังนั้น จำต้องทำให้เป็น “นิตินัย” ครอบคลุมชัดเจนว่าอำนาจในการตรากฎระเบียบขึ้นเองในแต่ละ “กลุ่มองค์กร” นั้นๆ (เช่น วัด, โรงเรียน, ร้านค้า) ควรมี “ขอบเขต” เท่าใด
การกระจายอำนาจตุลาการเป็นสิ่งที่ยาก และดูซับซ้อน ถ้าเราคิดว่าอำนาจตุลาการต้องเป็นอำนาจที่เกิดจาก “บรรทัดฐานทางกฎหมาย” เท่านั้น แต่หากเรามองว่าอำนาจทางตุลาการนั้นกว้างกว่าอำนาจทางกฎหมาย แต่หมายรวมถึงทั้งบรรทัดฐานอื่นๆ ที่บุคคลหยิบเอามาใช้เป็นอำนาจเหนือกัน เช่น เวลาสามีกระทำต่อภรรยา สามีอ้างจารีตว่าตนเป็นสามี และภรรยาจำต้องยอมรับเช่นนั้น นี่ก็เป็นการนำ “บรรทัดฐานทางจารีต” มาใช้เป็น “อำนาจในการตัดสินถูกผิดในครัวเรือน” แล้ว ดังนั้น จึงกล่าวว่าอำนาจตุลาการ หรืออำนาจในการตัดสินความถูกผิดระหว่างคู่กรณีนั้น ไม่ได้มีแต่อำนาจที่มาจาก “บรรทัดฐานทางกฎหมาย” แต่มาได้จากทุกบรรทัดฐานในสังคม ที่บุคคลจะยกขึ้นมาใช้ในการพิจารณาตัดสินความถูกผิดระหว่างกัน เช่น จารีต, ประเพณี, วัฒนธรรม ฯลฯ
การกระจายอำนาจทางตุลาการผ่านกระบวนการศาลยุติธรรม ไม่อาจทำได้ในประเทศไทย เพราะคนในท้องถิ่นไม่มีความรู้ด้านกฎหมายที่มีมาตรฐานเป็นสากลและเชื่อถือได้ร่วมกันมากพอ แต่เราสามารถกระจายอำนาจตุลาการผ่านบรรทัดฐานอื่นๆ ในสังคม ทำให้สังคมมีมิติที่หลากหลายขึ้น ไม่ได้แบนราบเป็นเส้นตรงเส้นเดียว แต่อาจมีหลายเส้น หลายบรรทัดฐานตัดกันจนเกิดเป็นสามมิติ ซึ่งสอดคล้องกับธรรมชาติความเป็นจริงของมนุษย์ที่มีความหลากหลาย มากกว่าแบบที่มีมิติทางกฎหมายเพียงอย่างเดียวได้
การกระจายอำนาจตุลาการผ่านบรรทัดฐานอื่นๆ ทำได้ไม่ยาก เพราะประเทศไทยมีประเพณีนี้มาแต่เดิมแล้ว เช่น เมื่อราชนิกูลกระทำความผิด ไม่จำเป็นต้องฟ้องร้องขึ้นศาลในทันที แต่สามารถให้ราชนิกุลด้วยกัน ใช้ “กฎมลเทียรบาล” ลงโทษได้ ต่อเมื่อราชนิกุลองค์นั้น ถูกปลดเป็น “สามัญชน” เมื่อใด จึงค่อยนำเข้าสู่กระบวนการศาลสถิตยุติธรรม มาใช้ในการตัดสินโทษในภายหลังอีกทีหนึ่ง เช่นนี้ จะไม่ต้องมีปัญหาว่าถ้าพระราชาพลั้งทำผิดฆ่าคนตายแล้วต้องโทษประหารชีวิต ประเทศไม่มีพระราชาปกครองย่อมลุกเป็นไฟ เหตุการณ์เช่นนี้ ก็ไม่เกิดขึ้น เพราะการกระจายอำนาจทางตุลาการที่เฉพาะเจาะจงเข้าสู่กลุ่มมนุษย์ที่มีความหลายหลากแตกต่างกันอย่างเหมาะสมนั่นเอง ดังนั้น จึงเห็นได้ว่าการกระจายอำนาจตุลาการนั้น ไม่ใช่ของแปลกที่ไม่เคยเกิดขึ้นเลย แต่กลับเกิดขึ้นมานานแล้ว นอกจากนี้ ยังพบการกระจายอำนาจทางตุลาการในกรณีอื่นๆ ด้วย เช่น พระสงฆ์ทำผิด จะต้องถูกเหล่าพระสงฆ์ด้วยกันใช้ “ธรรมวินัย” พิจารณาโทษก่อน ต่อเมื่อถูก “สึกออกจากพระสงฆ์” แล้ว จึงไปรับโทษตามกฎหมายต่อไป ไม่เพียงเท่านี้ แม้แต่ในร้านค้าพาณิชย์บางแห่ง ยังมีกฎเฉพาะที่นั้นๆ เช่น “ลักทรัพย์ปรับสิบเท่า” เป็นต้น นี่คือ ไม่ต้องฟ้องตำรวจให้จับส่งตัวขึ้นศาลก่อนพิจารณาความตามกฎหมายเพื่อลงโทษ แต่ร้านนั้นๆ ก็ได้ใช้อำนาจเฉพาะที่แห่งนั้นๆ ในการพิพากษาด้วยกฎนั้นเองแล้ว
การกระจายอำนาจทางตุลาการจึงไม่ใช่ของใหม่ ที่จะระบุไว้ในรัฐธรรมนูญไทย ถึงการยอมรับในความแตกต่างของมนุษย์ในแต่ละกลุ่ม ที่เหมาะควรจะได้รับการพิพากษาในแบบที่แตกต่างกันเป็นเบื้องต้นก่อน เพราะกฎหมาย ไม่ใช่บรรทัดฐานชนิดเดียวในสังคม ดังนั้น การให้อำนาจแก่กลุ่มสังคมย่อยในการที่จะพิพากษากันเองในกรอบที่เหมาะสม จึงไม่ใช่ของแปลก เป็นสิ่งที่ทันสมัย เหมาะสมกับยุคแห่งการกระจายอำนาจการปกครอง
นโยบายการกระจายอำนาจแบบสามมิติ
๑) สนับสนุนการกระจายอำนาจทางการปกครองไปสู่ส่วนท้องถิ่น
๒) สนับสนุนการกระจายอำนาจทางนิติบัญญัติไปสู่องค์กรเฉพาะ
๓) สนับสนุนการกระจายอำนาจตุลาการ ไปสู่บุคคลเฉพาะกลุ่ม
ยุทธศาสตร์การกระจายอำนาจตุลาการไปสู่บุคคลเฉพาะกลุ่ม
เรารังเกียจคำว่า “กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย” เพราะคนหมู่ใหญ่ ที่ไม่สนใจกฎหมาย ไม่เคารพกฎหมาย ได้ตั้งกฎของตนเองขึ้นมาใช้เฉพาะหมู่ของตน แต่เพราะเหตุนี้ เราจึงต้องทะเลาะเบาะแว้งกันเสมอเมื่อกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง “ใช้กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย” เหตุใดเราไม่ยอมรับว่า “หมู่คณะนั้นมีความหลากหลาย” แล้วจัดการให้ “กฎหมู่อยู่ใต้กฎหมาย” คือ เอากระบวนการตุลาการแบบกระจายอำนาจไปสู่สังคมย่อยเหล่านั้น เข้าสู่กฎหมายรัฐธรรมนูญเสียเล่า กล่าวคือ การที่รัฐธรรมนูญยอมรับความหลากหลายของกลุ่มบุคคล และบรรทัดฐานทางสังคมที่มีมิติหลากหลายมากกว่าเรื่องกฎหมาย จึงเปิดโอกาสให้มีการใช้ “บรรทัดฐานเฉพาะกลุ่มย่อยของหน่วยสังคม” ที่แตกต่างกัน เช่น รัฐธรรมนูญ ต้องยอมรับ “กฎมลเทียรบาล” ว่าใช้ได้ก่อนที่จะนำเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมาย หรือ “พระธรรมวินัยของหมู่สงฆ์” สามารถใช้พิพากษากันเอง ก่อนที่จะให้ตำรวจไปดำเนินคดี หรือ “อัลกุรอ่าน” สามารถใช้ในหมู่ชนชาวอิสลามได้ก่อนที่จะหยิบใช้กฎหมายบ้านเมือง (ใช้ได้เฉพาะกรณีคู่พิพาทเป็นอิสลามทั้งคู่ ก็อ้าง “อัลกุรอ่าน” ในการตัดสินความกันเอง โดยไม่ต้องขึ้นศาล แต่ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ใช่อิสลาม จะอ้าง “อัลกุรอ่าน” ในการตัดสินความไม่ได้) หากรัฐธรรมนูญยอมรับความแตกต่างหลากหลายของกลุ่มบุคคลได้เช่นนี้ ก็จะเกิด “ยุทธศาสตร์ของการกระจายอำนาจทางตุลาการ” แบบใหม่ ดังต่อไปนี้
๑) ยุทธศาสตร์ของ “กฎมลเทียรบาล” ที่ใช้เฉพาะสถาบันพระมหากษัตริย์
๒) ยุทธศาสตร์ของ “พระธรรมวินัย” ที่ใช้เฉพาะสถาบันพระพุทธศาสนา
๓) ยุทธศาสตร์ของ “อัลกุลอ่าน” ที่ใช้เฉพาะในศาสนาอิสลามด้วยกัน
๔) ยุทธศาสตร์ของ “จารีตในครัวเรือน” ที่ใช้เฉพาะสถาบันครอบครัว
๕) ยุทธศาสตร์ของ “การลงโทษทางวินัย” ที่ใช้เฉพาะหน่วยราชการ
๖) ยุทธศาสตร์ของ “กฎเฉพาะสถานที่สาธารณะ” ที่ใช้เฉพาะสถานที่สาธารณะ
ในบทความฉบับนี้ ขอยกตัวอย่างเพียง “จารีตในครัวเรือน” เท่านั้น ดังนี้
๑) การพิพากษาตัดสินโทษใดๆ อันเกิดจากบุคคลในครัวเรือนด้วยกัน ไม่จำเป็นต้องขึ้นศาลก็ได้ หากสามารถเจรจาหรือลงโทษกันเองได้โดยได้รับการยอมรับในทุกฝ่าย เช่น หากสามีภรรยาทะเลาะกัน พ่อตาสามารถจัดการได้ ก็ไม่ต้องขึ้นศาล
๒) การพิพากษาตัดสินโทษใดๆ อันเกิดจากบุคคลในครัวเรือนด้วยกัน ให้ใช้ผู้อาวุโสที่เป็นที่ยอมรับของทั้งสองฝ่าย (เช่น ยอมรับได้ทั้งฝ่ายภรรยาและฝ่ายสามี) เป็นผู้ดำเนินการ คือ เป็นทั้งผู้ไกล่เกลี่ยและลงโทษในท้ายที่สุด (ซึ่งอาจเป็นตายาย)
๓) ศาลยุติธรรม ไม่รับฟ้องกรณีคู่สมรสฟ้องกันเองในเรื่องอันเนื่องด้วยผลจากการสมรส เช่น การใช้สินสมรสร่วมกัน (จะฟ้องว่าภรรยาหรือสามีขโมยไม่ได้) การมีเพศสัมพันธ์กัน (แต่งงานแล้วจะฟ้องว่าข่มขืนกันไม่ได้) จนกว่าจะหย่าขาดกัน
๔) เมื่อภรรยาและสามีได้หย่าขาดกันโดยสมบูรณ์ทางกฎหมาย จึงสามารถฟ้องร้องได้ ในกรณีที่เกิดจากผลของการกระทำใดๆ อันเนื่องด้วยความเป็นสามีภรรยากันเช่น หย่าแล้วยังมาเอาเงินของอีกฝ่าย เช่นนี้ ศาลย่อมรับฟ้องข้อหาลักทรัพย์