อนุตรธรรม: กระบวนการทำลายล้างไปสู่ยุคใหม่
กระบวนการทำลายล้างกึ่งกลางพุทธกาล
ปกติ พรหมโลกจะควบคุมยุคสมัยของโลก โดยมีมหาเทพคอยดูแลกระบวนการสร้าง, รักษา และทำลาย ได้วางแผนไว้ว่ายุคของพระนารายในพุทธกาลนี้ จะมีสิบยุคที่เรียกว่านารายสิบปาง โดยพระพุทธเจ้านับเป็นนารายปางที่เก้าที่บำเพ็ญบารมีลงมาจนเต็มแล้วจึงได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ส่วนนารายปางที่สิบปางสุดท้ายจะลงมากึ่งกลางพุทธกาลคือยุคนี้ จากนั้นจะสิ้นยุคของนารายไม่มีองค์นาราย ลงมาช่วยโลกอีก หรือถ้ามีก็มีบารมีไม่มากพอที่จะทำกิจได้ จะเข้าสู่สมัยของการ “ทำลายล้างอย่างสมดุล” เพื่อชำระสะสางให้โลกสะอาด สามภพอยู่ต่อไปได้อย่างสมดุล ถ้าไม่มีการทำลายล้างเลย มีแต่การสร้าง และการเกิด สิ่งต่างๆ จะล้นโลก เป็นไปไม่ได้ อยู่กันต่อไปก็ไม่ได้ จึงขอให้เข้าใจเรื่องการทำลายล้างด้วยว่าไม่ใช่ความเลว, ความชั่ว หรือความถูกผิดอะไร แต่เป็นกลไกลธรรมชาติหนึ่งที่อยู่คู่โลก ใครหลงโลกจะยอมรับกระบวนการนี้ไม่ได้ และต้องตกทุกข์
ยุคแห่งการทำลายล้างนี้จะเริ่มจากกลางกึ่งพุทธกาลเรื่อยไปอีก ๒,๕๐๐ ปี ก็จะหมดยุคของพระพุทธศาสนา และเข้าสู่ยุคยากเข็ญอย่างแท้จริงที่เรียกว่า “กลียุค” ต่อไปอีกจนเข้าสู่กระบวนการทำลายล้างขั้นสุดท้าย จะเหลือมนุษย์รอดชีวิตเพียงเล็กน้อย มีแต่คนดี ไม่ใช่ไม่เหลือมนุษย์เลย หรือมนุษย์สูญพันธุ์ก็หาไม่ เพราะยังไม่ถึงยุคสิ้นกัป ยังไม่ได้ล้างกัปในตอนนี้ ต้องรอพระศรีอาริยเมตตรัยลงมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าจนสิ้นยุคสมัยนั้นก่อน จึงจะเข้าสู่กระบวนการสิ้นกัป คือ ล้างกัปด้วยมหันตภัยทาง ดิน, น้ำ, ลม, ไฟ ตอนนั้นแม้มนุษย์หรือสัตว์ใดก็ไม่มีเหลือรอดเลย สูญพันธุ์หมด แล้วจะต้องเริ่มสร้างใหม่ เป็นงานของพระพรหม ที่จะนำพาสรรพจิตมาเกิดเป็นสรรพสัตว์ไล่ไปทีละยุคทีละสมัย จากไม่มีมนุษย์ ก็เริ่มมีมนุษย์เพศชายเท่านั้น ผ่านจากยุคมนุษย์เพศเดียว ก็เข้าสู่มนุษย์แยกเป็นสองเพศคือชายและหญิง ไปเรื่อยๆ จนครบกระบวนการสร้าง ก็จบกระบวนการสร้างแล้วเข้าสู่กระบวนการ “รักษา” ซึ่งจะมีพระนารายลงมาเข้าสู่กระบวนการนี้อีกครั้ง
ปี พ.ศ. ๒,๕๕๒ นี้เข้าสู่กึ่งกลางยุคพุทธกาล จะมีกิจทำลายล้างของพระศิวะแต่จะไม่เต็มกำลัง จะเต็มกำลังเมื่อเข้าสู่กลียุคเท่านั้น คือ ยุคที่พระพุทธศาสนาไม่มีเหลืออีกแล้วเท่านั้น ยุคนี้ มีพุทธศาสนาที่ค้ำโดยมาร, อสูร, เทพ, พรหม ซึ่งแตกต่างไปจากเดิม แต่ก็นับได้ว่าเป็นศาสนาพุทธที่ถูกค้ำอยู่ แม้แตกต่างไปก็ตาม ยังถือว่าไม่สิ้นพุทธศาสนา ยังไม่ถึงกลียุค เป็นพุทธศาสนาที่พระพุทธเจ้ายกให้พวกเขาเหล่านั้นไว้แล้วโดยชอบธรรม ดังนั้น ยุคนี้ พลังของพระศิวะจะไม่เต็มกำลัง จะเป็นกำลังเพียงหนึ่งในสามเท่านั้น โดยปลดพลังของพระนารายออกก่อน ดังนั้น ผู้ที่จะทำกิจภาคทำลายล้างในยุคนี้ จะไม่ใช่องค์ศิวะเต็มๆ แต่จะเป็นองค์ “ตรีมูรติ” ที่มีสามเศียร มีกายศิวะเป็นกายหลักของตรีมูรติ (กายเหมือนศิวะ แต่มีเศียรสามเศียรเป็นตรีมูรติ) ทว่า ทั้งสามเศียรนั้นจะต่างจากตรีมูรติโดยทั่วไป กล่าวคือ แทนที่จะเป็นเศียรพรหม, ศิวะ, นาราย จะกลายเป็นเศียรพรหม, ศิวะ, พิฆเนศ จะเปลี่ยนเศียรนารายออก เพราะหมดยุคแห่งการรักษาแล้ว อีกทั้งแบบแรกเป็นแบบปกติที่มีพลังตรีมูรติเต็มที่ ทำให้ไม่ยอมพระโพธิสัตว์ และทำงานร่วมกันได้ไม่ดีพอ เศียรพิฆเนศช่วยทำให้เป็นมิตรและทำงานร่วมกับพระโพธิสัตว์ได้ พระพรหมกับโพธิสัตว์จึงประสานงานกันได้ด้วยตรีมูรติแบบนี้ อนึ่ง พลังศิวะกับนารายเป็นพลังที่คานกัน ตรงกันข้ามทำงานร่วมกันได้ยาก ต้องผลัดกันทำกิจยุคใครยุคมัน งานทำลายล้างจึงต้องเป็นตรีมูรติแบบพิเศษดังกล่าว ขอให้เข้าใจสิ่งที่แตกต่างจากหลักการในตำราด้วย
กระบวนการทำลายล้างนั้น จะมีขั้นตอนแตกต่างไปจากปกติ กล่าวคือ ในยุคกลียุคนั้นการทำลายล้างจะเต็มขั้น และมีมหาเทพสี่องค์สำคัญคือ พระกาลีทำลายล้างอสูร, พระพิฆเนศ, พระขันทกุมารทำสงคราม, พระศิวะคอยดูแลความสมดุลไม่ให้รุนแรงเกินไป แต่ในยุคที่ยังไม่ถึงจุดทำลายล้างเต็มขั้นนั้น จะแตกต่างจากนี้ กล่าวคือ ต้องลดความรุนแรงลง และปรับทีมงานบางส่วน เช่น พระกาลียังไม่สามารถทำกิจได้เต็มภาคส่วน, พระขันทกุมารยังไม่สามารถทำสงครามได้ ก็จะลดความรุนแรงลง ดังที่จะอธิบายเป็นขั้นๆ ดังนี้
๑) กระบวนการเคลียร์พระกาลี
พระกาลีจะลงมาก่อน ทำกิจเล่าเรื่องราวของกลียุคที่จะเกิดต่อไปในภายภาคหน้า และบางครั้งท่านจะเผลอใจร้อนลงงานเลย ต้องมีพระศิวะลงมาต้านทานไว้ก่อนว่ายังไม่ถึงยุคสมัยของพระกาลี จึงต้องรอก่อน จากนั้นพระกาลียอมแล้ว จึงเข้าสู่ขั้นต่อไปได้
๒) กระบวนการคุมวัวโพธิสัตว์
พระศิวะจะใช้วัวสัตว์พาหนะของท่านทำกิจแทนพระกาลี ซึ่งจะทำให้กระบวนการทำลายล้างเบาบางลง โดยวัวพาหนะของท่านก็คือ วัวพระโพธิสัตว์ที่จุติไปบำเพ็ญบารมีเป็นวัว ยังมีบารมีน้อยแต่ก็เป็นจิตของพระโพธิสัตว์ หมายความว่าพระโพธิสัตว์จะสู้กันเอง ทำให้เกิดกระบวนการทำลายล้าง การต่อสู้ของพระโพธิสัตว์จะไม่รุนแรงเกินไป เพราะความที่เป็นพระโพธิสัตว์ แต่ก็ทำให้กระบวนการทำลายล้างดำเนินไปได้จนจบกระบวนการ
๓) กระบวนการยับยั้งไฟบัลลัยกัลป์
พระศิวะเมื่อบำเพ็ญถึงจุดหนึ่งตาทิพย์จะเปิดออก โดยพระกามเทพ บุตรของพระนารายจะใช้ศรรักยิงเข้าที่ตาที่สามของท่าน เพื่อให้ท่านรักหญิงคนหนึ่งที่เตรียมไว้สำหรับการสยบศึกของมหาเทพทั้งสององค์ในช่วงเปลี่ยนถ่ายยุคสมัย ทว่า หากตาทิพย์พระศิวะเปิดออกไฟบัลลัยกัปจะล้างโลกทันที ดังนั้น พระกามเทพจึงต้องใช้ร่างกายตนเองรับเอาไปบัลลัยกัลป์นั้นไว้เองทั้งหมด จนกายทิพย์สลายหมดไม่เหลือ กระบวนการทำลายล้างแบบสิ้นกัปก็จะไม่เกิดขึ้น หยุดยั้งลงเพียงเท่านั้น ช่วงก่อนเข้าสู่กระบวนการทำลายล้างนี้พระศิวะจะมีรัก หรือรักผู้ใดมิได้เลย ต้องเป็นกลางยุติธรรมอย่างที่สุด จะลำเอียงเข้าข้างใครเพราะรักหรือชังไม่ได้ ต้องควบคุมการทำลายล้างอย่างตรงไปตรงมา ยุติธรรมต่อทุกฝ่าย ดังนั้น จะรักใครก่อนทำลายล้างไม่ได้ เมื่อทำลายล้างแล้วหากเกิดความรักขึ้นก็ต้องให้พระกามเทพมารับไฟบัลลัยกัลป์แทน เพื่อไม่ให้สิ้นกัปไป เพราะไฟนั้นๆ
กระบวนการทำลายล้างที่พรหมโลกร่วมกับพระโพธิสัตว์
ดังที่กล่าวแล้วว่าพรหมโลกจะส่ง “พระตรีมูรติ” พิเศษลงมาช่วยควบคุมการทำลายล้าง และตรีมูรติแบบพิเศษที่ไม่มีเศียรพระนารายแต่เป็นเศียรพระพิฆเนศแทนนี่เอง จึงทำให้เป็นมิตรเข้ากันได้กับพระโพธิสัตว์ และเชื่อมโยงใช้พระโพธิสัตว์เป็นผู้กระทำการทำลายล้างแทนพระกาลี ซึ่งหวังผลให้การทำลายล้างลดความรุนแรงลง จึงเหมาะกับยุคสมัยคือกึ่งพุทธกาลนี้ ที่ยังไม่ใช่ยุคกลียุค ที่การทำลายล้างที่รุนแรงนั้น หาใช่กาลอันควรไม่
กระบวนการทำลายล้างแบบผสมผสานสองมิติ
คือ มิติของสังขารวัตถุที่ตาเนื้อมองเห็น และมิติในโลกแห่งจิตวิญญาณที่ตาเนื้อมองไม่เห็น จะต้องเกิดการทำลายล้าง ปรับเปลี่ยนทั้งคู่ เพื่อให้ตาเนื้อของมนุษย์ได้เห็นการทำลายล้างว่ามีอยู่จริง และปลงอนิจจัง ไม่ยึดมั่นถือมั่นในโลก ในขณะเดียวกันจะให้รุนแรงเกินไปไม่ได้ เพราะวัตถุธาตุสี่ถ้าเสียหายมากเกินไป จะเสียเวลาในการฟื้นฟูโลก ประกอบกับมนุษย์มีอายุขัยสั้น ไม่มีเวลามากพอที่จะฟื้นฟูโลกที่เสียหายหนักได้ จึงต้องเสียหายให้เห็นแค่พอควรแก่การ “ปลง” ถ้ามนุษย์ปลงยาก จะเสียหายหนักจนมนุษย์ยอมจำนนต่อสัจธรรมความจริง ความอนิจจัง แต่ถ้ามนุษย์ปลงง่ายไม่ยึดโลก การทำลายล้างจะเบาลง อนึ่ง ดวงจิตจำนวนมากจะต้องจุติเปลี่ยนภพภูมิในยุคนี้ ใครควรอยู่จะได้รับการช่วยให้อยู่ต่อ ใครควรไปจะต้องไปไม่อาจเลี่ยงได้ จะมีการจุติของจิตโดยไม่ต้องทำลายสังขารร่างเนื้อหรือธาตุสี่ เพื่อลดผลกระทบต่อสามภพ กล่าวคือ คนจำนวนมากจะสูญเสียจิตวิญญาณ แต่ไม่ตาย จิตวิญญาณใหม่จะเข้าร่าง จิตวิญญาณเก่าที่หมดอายุขัยจะต้องไป โดยที่กายสังขารของพวกเขาอาจไม่รู้ตัวเลย รู้สึกแต่ว่าตนเองเปลี่ยนไปเหมือนเป็นคนละคน หรือไม่เหมือนคนเดิมแล้ว เป็นต้น กระบวนการทำลายแบบสองมิตินี้จะช่วยลดความรุนแรงลงได้ และทำให้สิ่งต่างๆ ที่ควรจะต้องเป็น เป็นไปตามนั้น ไม่มีละเมิดกฎแห่งกรรมแต่อย่างใดเลย ดังนั้น จึงขออธิบายกระบวนการทั้งหมดไว้ดังนี้
ยุคหลังกึ่งพุทธกาล ยูไลได้นิพพาน โพธิสัตว์หลายเศียรได้อยู่บนโลก
พระศรีอาริยเมตตรัยจะลงมาปกครองธรรมกาลหลังกึ่งพุทธกาล แต่บารมีเก่าของกายพระเมตตรัยโพธิสัตว์นั้น จะปกครองได้เพียงเหล่าเทวดาจากสวรรค์ชั้นที่หนึ่ง คือ มีท้าวจตุโลกบาลทั้งสี่ ได้แก่ พญานาค, ครุฑ, คนธรรพ์, ยักษ์ สี่เหล่านี้เท่านั้น ทว่าหลังกึ่งพุทธกาล เทวดาชั้นที่หนึ่งทั้งสี่เหล่านี้ไม่ใช่กลุ่มหลัก เพราะพระพุทธบริษัท สาวกของพระพุทธเจ้าหมดแล้ว ตามที่พระอานนท์ได้ทูลขอไว้ได้แค่กึ่งพุทธกาลแรก ดังนั้น หลังกึ่งพุทธกาลนี้ อสูร, เทพ, พรหม, มาร จะลงมาดูแลพุทธศาสนาต่อ บารมีแบบกายพระเมตตรัยโพธิสัตว์จึงไม่พอดูแล ต้องบำเพ็ญบารมีเป็นโพธิสัตว์หลายเศียร คือ อย่างน้อยสี่เศียร โดยแต่ละเศียรโปรดสัตว์แต่ละเหล่า ก็จะครอบคลุมครบสี่เหล่าได้ ทว่า อาจไม่ชำนาญมากเพราะเวลาบนโลกมีจำกัด จะโปรดทั้งสี่เหล่าได้ดีคงยาก ดังนั้น จึงต้องอาศัยกำลังบารมีระดับพระยูไลสี่องค์ ช่วยโปรดแต่ละเหล่า คือ พระยูไลสี่องค์โปรดสัตว์ คือ อสูร, เทพ, มาร, พรหม ครบสี่เหล่าๆ ละองค์ อย่างนี้ก็พอจะมีกำลังทำได้ โดยมีพระโพธิสัตว์สี่เศียรอยู่เบื้องหลัง คอยช่วยดูแลพระยูไลสี่องค์ และคอยเตือนหากท่านจะเดินหลงทาง ร่วมงานกันดังเช่นพระนิตยโพธิสัตว์กับพระปัจเจกพุทธเจ้า ที่พระนิตยโพธิสัตว์จะมีบารมีมาก บริวารมาก แต่อาจหลงทาง หลงตัวเองได้ ดังนั้น พระปัจเจกพุทธเจ้าจึงคอยช่วยสอนให้ไม่เดินหลงทาง พระยูไลกับพระโพธิสัตว์สี่เศียรก็จะช่วยกันแบบนี้
การเกิดขึ้นของโพธิสัตว์สี่เศียร จะต้องเกิดจากการบำเพ็ญธรรมจนบรรลุความเป็นพระยูไลก่อน แล้วแบ่งภาคลงมาจากพระยูไลเป็นพระโพธิสัตว์สี่เศียร จากนั้น พระยูไลเดิมจะมีจิตที่บริสุทธิ์มาก จนไม่อาจอยู่บนโลกที่ไม่เอื้ออำนวยแก่ผู้ตรัสรู้เองได้อีก ก็จะนิพพานไป ยุคนี้ จะไม่มีใครได้นิพพานเพราะมีผู้อื่นโปรดสอน แม้มีคนสอนก็จะไม่ตรัสรู้เอง จนกว่าจะได้ไปปฏิบัติเองจนได้บรรลุเอง อย่างนี้ จึงจะได้นิพพาน เพราะยุคของสาวกหมดไปแล้ว พระพุทธเจ้าก็ไม่มี จึงไม่อาจนิพพานได้ด้วยวิธีแบบสาวกอีก ต้องนิพพานแบบตรัสรู้เองอย่างเดียว ซึ่งก็เหมาะสมกับวิสัยของคนส่วนใหญ่ในปัจจุบัน ที่เก่งกล้าไม่ยอมก้มหัวยอมใครง่ายๆ มีความเป็นปัจเจกชนมาก นอกจากกายพระยูไลจะนิพพานได้แล้ว ผู้บำเพ็ญบารมียังสามารถได้กายโพธิสัตว์แล้วนิพพานได้เช่นกัน หรือได้กายเซียนแล้วนิพพานก็ได้ (นิพพานได้สามแบบ คือ แบบพระยูไล, พระโพธิสัตว์, เซียน) แต่จะไม่มีกายภิกษุ, ภิกษุณีที่จะได้นิพพาน เพราะไม่ใช่ยุคของพระสาวกจะได้นิพพานนั่นเอง
เมื่อพระปัจเจกพุทธเจ้านิพพานได้ แต่อยู่บนโลกนานไม่ได้ เพราะบรรยากาศบนโลกไม่เอื้ออำนวย ป่าไม้ไม่สมบูรณ์ ไม่มีที่ที่พระปัจเจกพุทธเจ้าจะหาอยู่ได้บนโลกอย่างอิสระ ดังนั้น โลกจนต้องเปิดทางให้พระยูไลและพระโพธิสัตว์ปกครอง จึงกล่าวว่าเป็นยุคของพระโพธิสัตว์ ในขณะที่พระปัจเจกพุทธเจ้าก็นิพพานได้ แต่ต้องนิพพานใน ๗ วัน อยู่บนโลกต่อไม่ได้ จะเป็นเช่นนี้ทุกท่าน ไม่มีการเจตนาหรือไม่เจตนา แต่เป็นไปเองตามธรรมชาติ ผลจากการนี้ ทำให้สามภพสมดุลขึ้น หากไม่มีดวงจิตใดนิพพานเลย เอาแต่บำเพ็ญบารมีไม่สิ้นสุดแล้ว สามภพจะถูกอัดอั้น ไม่มีแหล่งระบายดวงจิตและอยู่กันไม่ได้อีก ไม่มีที่พอให้ดวงจิตเกิดไหว จึงต้องระบายออกจากสาระบบสามภพ ด้วยการนิพพาน อีกประการ โลกนี้ไม่เอื้อให้พระปัจเจกพุทธเจ้าอยู่อาศัยได้ พระปัจเจกพุทธเจ้าจึงมีชีวิตอยู่ได้ไม่เกิน ๗ วัน แล้วละสังขารไปดังกล่าว แต่จะมีพระโพธิสัตว์ที่ยังเหลืออยู่บนโลก คอยดูแลโลก โปรดสัตว์ให้อยู่ร่วมกันได้ต่อไป อย่างนี้ สามภพก็สมดุล โลกก็อยู่ได้ เพราะมีพระมาโปรด แม้ไม่มีพระพุทธเจ้าและเหล่าพระอรหันตสาวกอีกแล้วก็ตาม
สรุป
๑) พระปัจเจกพุทธเจ้าต้องนิพพานเพื่อปรับสมดุลให้กับสามภพแทนพระพุทธเจ้า
๒) พระยูไลจะอยู่ต่อบนโลกเพื่อปรับสมดุลโลกให้อยู่กันได้แทนพระเจ้าจักรพรรดิ
๓) พระโพธิสัตว์หลายเศียรจะคอยดูแลพระยูไลไม่ให้หลงแทนพระปัจเจกพุทธเจ้า
๔) พระโพธิสัตว์เศียรเดียวจะเป็นทีมงานของพระยูไลอีกทีแทนพระอรหันตสาวก
ยุคของเทพ, พรหม, อสูร, มาร
หลังกึ่งพุทธกาลหมดยุคของพุทธบริษัทสี่ พระสาวกก็ไม่มีต่อไป แต่จะมีสัตว์สี่เหล่านี้มาแทนที่ คือ เทพ, พรหม, อสูร, มาร ในบทความนี้จะขออธิบายให้ท่านเข้าใจต่อไป
พรหมหรือผู้มาจากพรหมโลก
๑) ตรีมูรติ คือ ผู้บำเพ็ญบารมีได้พลังพรหมโลกสามอย่างรวมกันทำให้มีกายพรหม แต่มีสามเศียร เรียกว่าตรีมูรติ โดยสามเศียรนี้ที่มีบารมีมากที่สุดคือ เศียรที่มีพระพรหม, ศิวะ และนาราย แต่ตรีมูรติแบบอื่นๆ ที่มีเศียรอย่างอื่นก็มี เช่น เศียรพรหม, ศิวะ, พิฆเนศ ซึ่งจะมีบารมีรองลงไป อนึ่ง ตรีมูรตินี้ บำเพ็ญได้ยากในปัจจุบัน เพราะอายุขัยมนุษย์สั้นมากเกินกว่าจะมีตบะมากๆ ได้ แต่ตรีมูรติก็มีอยู่ได้ด้วยการครอบขันธ์ และการเข้าแทรกอาศัยร่างด้วยจิตวิญญาณทั้งดวง ท่านเหล่านี้ จะทำตัวอยู่เหนือพุทธศาสนา จะข่มพระ ยกตัวเหนือพระแทบทั้งหมด แต่ก็โปรดมนุษย์มากมาย สอน, ทำนายทายทัก, แก้กรรม เป็นที่พึ่งพาทางจิตใจ มีสิทธิ์โดยชอบธรรมที่จะอยู่บนโลก ไม่ควรทำลาย แต่ต้องเข้าใจว่าไม่ใช่พุทธแท้
๒) พระพรหม คือ ผู้บำเพ็ญบารมีที่หนักทางสมาธิจิตแต่ไม่เน้นปัญญารู้แจ้งเห็นจริง รู้แค่ญาณบางตัว แล้วปลดทุกข์ได้ระดับหนึ่ง อยู่ร่วมกับคนในสังคมต่อไปได้ เช่น รู้อดีตชาติคน, รู้อนาคตทำนายได้ ระดับหนึ่ง คนที่บำเพ็ญบารมีสำเร็จพรหม นั้น มักจะอยู่ในกายสังขารนอกคล้ายฤษี พรหมจึงมีนิรมาณกายเป็นฤษี ที่เรียกว่าพ่อปู่ฤษีต่างๆ ทั้งหลาย อนึ่ง ฤษีนี้มีทั้งฤษีแบบบำเพ็ญจากกายมนุษย์ ก็จะมีกายแบบมนุษย์ แต่ฤษีบางจำพวกบำเพ็ญจากกายเทพนักษัตร เช่น ฤษีปู่นาคา มีกายเป็นพญานาคแต่มีฌานเทียบเท่าฤษี, ฤษีปู่สมิง มีกายแปลงกลับเป็นเสือได้
๓) พระนาราย คือ ผู้บำเพ็ญบารมีหนักทางการปกครองประเทศและมีจิตใจที่เปี่ยมคุณธรรม มีจิตเมตตาจึงเข้าถึงพรหมโลกด้วย “พรหมวิหารสี่” ไม่ใช่ด้วยฌาน ดังนั้นกษัตริย์ที่มีเมตตาแต่ไม่มีเวลาไปนั่งสมาธิเข้าฌานแบบฤษี ก็สามารถเข้าถึงพรหมโลกได้ ผู้บำเพ็ญบารมีได้เช่นนี้ไม่จำเป็นต้องเป็นกษัตริย์ แม้แต่เป็นนายอำเภอ, หัวหน้าหมู่บ้าน ขอเพียงจิตใจมีเมตตาธรรมถึงก็เป็นได้ แต่จะมีบุญ มีบริวารน้อยกว่าเท่านั้นเอง ทั้งนี้จะมีทีมงานด้วย คือ มือขวาเก่งทำนายทายทัก, มือซ้ายเก่งอิทธิฤทธิ์ (แบบหนุมาน) และต้องปราบปรามผู้นิยมโกงกินทั้งหลาย
๔) พระศิวะ คือ ผู้บำเพ็ญบารมีเข้าถึงพรหมโลกด้วยการปฏิบัติสมาธิแต่ต่างจากพรหมเหล่าอื่นตรงที่พระศิวะมีแนวทางของตนเอง และมีปัญญามาก แต่ยังไม่ตัดกามกิเลสจึงไม่ใช่พระปัจเจกพุทธเจ้า ผู้บำเพ็ญบารมีได้กายศิวะจะรู้ธรรมมากกว่าฤษีทั่วไป แต่เพราะเสพกามจึงถูกปรามาส ทั้งยังไม่ยึดมั่นถือมั่นจึงดูไม่น่าศรัทธา บริวารสำคัญของท่านคือ ภรรยาสองคน คนหนึ่งอ่อนโยนคืออุมา คนหนึ่งดุร้าย คือ กาลี และบุตรชายสองคน คนหนึ่งเก่งรบคือขันทกุมาร คนหนึ่งเก่งปัญญาคือ พิฆเนศวร แต่จะแตกแยกกันในภายหลังอยู่ร่วมกันได้ยาก
๕) พระศักติ คือ ผู้บำเพ็ญบารมีเข้าถึงพรหมโลกด้วยการอาศัยบารมีของสามี เช่น พระสุรัสวดี, พระลักษมี, พระอุมา, พระกาลี, พระทุรคา ฯลฯ (พระแม่ทุรคาจะต้องบำเพ็ญบารมีแบบแม่อุมามาก่อน หากไม่บำเพ็ญภาคปราบต่อเป็นพระกาลี แล้วจึงไปบำเพ็ญต่อภาคปราบแบบทุรคาได้) ผลจากการนี้ก็เข้าถึงพรหมโลกได้ อนึ่ง พระศักติจะมีรอยกรรมต่างกัน เช่น พระลักษมีจะมีชายสองคนแย่งกันรัก
๖) พระบุตร คือ ผู้บำเพ็ญบารมีเข้าถึงพรหมโลกด้วยการอาศัยบารมีของบิดามารดา เช่น พระพิฆเนศ, พระขันทกุมาร, พระกามเทพ ฯลฯ (พระกามเทพไม่มีกายทิพย์ กายทิพย์สลายเพราะถูกไฟจากตาทิพย์พระศิวะ ทั้งนี้ พระกามเทพจะหาคู่ให้ศัตรูของพระนารายเพื่อสงบศึก เมื่อครั้งที่พระนารายต้องกรรม ศักติของท่าน คือ พระลักษมีถูกลักพาตัวไป โดยทศกัณฑ์ จำต้องอาศัยพระกามเทพหาผู้หญิงอื่นมาแทนที่ให้ศัตรูของตนก็ได้) ผลจากการนี้ก็เข้าถึงพรหมโลกได้
เทพประเภทต่างๆ ที่สำคัญ
๑) เทพนพเคราะห์ทั้งเจ็ดองค์
- เทพพระอาทิตย์ ควบคุมดูแลพระอาทิตย์และธาตุไฟบนโลก
- เทพพระจันทร์ ควบคุมดูแลพระจันทร์และธาตุน้ำบนโลก
- เทพพระอังคาร ควบคุมดูแลพระอังคารและรบทัพจับสึกและทำสงคราม
- เทพพระพุธ ควบคุมดูแลพระพุธและการค้าขายและเจรจาการทูต
- เทพพระพฤหัส ควบคุมดูแลพระพฤหัสบดีและการเรียนรู้และครูอาจารย์
- เทพพระศุกร์ ควบคุมดูแลพระศุกร์และความสงบสันติสุขและครัวเรือน
- เทพพระเสาร์ ควบคุมดูแลพระเสาร์และการก่อสร้างและกสิกรรม
มนุษย์ผู้หนึ่งผู้ใดจะบำเพ็ญบารมีแล้วจุติเป็นดาวเทพนพเคราะห์หนึ่งในเจ็ดได้ ต้องบำเพ็ญตามกิจของท่าน เช่น ดาวอังคาร ต้องรบราฆ่าฟันจนเก่งกล้าสามารถเป็นยิ่ง จึงจะได้ตำแหน่งดาวอังคาร ดาวแห่งเทพนักรบ ดาวอื่นๆ อีกเจ็ดดวงก็เช่นกัน
๒) เทพนักษัตรสิบสององค์
- เทพหนู ควบคุมดูแลโลกทั้งหมด ประจำปีชวด
- เทพวัว ควบคุมดูแลโลกทั้งหมด ประจำปีฉลู
- เทพเสือ ควบคุมดูแลโลกทั้งหมด ประจำปีขาล
- เทพกระต่าย ควบคุมดูแลโลกทั้งหมด ประจำปีเถาะ
- เทพพญานาค ควบคุมดูแลโลกทั้งหมด ประจำปีมะโรง
- เทพงูเล็ก ควบคุมดูแลโลกทั้งหมด ประจำปีมะเส็ง
- เทพม้า ควบคุมดูแลโลกทั้งหมด ประจำปีมะเมีย
- เทพแพะ ควบคุมดูแลโลกทั้งหมด ประจำปีมะแม
- เทพลิง ควบคุมดูแลโลกทั้งหมด ประจำปีวอก
- เทพไก่ ควบคุมดูแลโลกทั้งหมด ประจำปีระกา
- เทพหมา ควบคุมดูแลโลกทั้งหมด ประจำปีจอ
- เทพหมู ควบคุมดูแลโลกทั้งหมด ประจำปีกุน
ลักษณะนิสัย
- เทพหนู ชอบกินสกปรก เช่น โกงกิน มีพรรคพวกมาก
- เทพวัว ชอบกินง่ายสมถะ มัธยัสถ์ เก็บทีละน้อยไปเคี้ยวเอื้อง
- เทพเสือ ชอบล่ากิน ต้องฆ่าเขาให้ตายก่อนจึงกินได้
- เทพกระต่าย ชอบกัดแทะ มีรูหนีหลายรู สร้างโอกาสใหม่ให้ตนเอง
- เทพพญานาค ชอบจำศีล ชอบธรรม ใช้การแต่งงานขยายอิทธิพล
- เทพงูเล็ก มีพิษ นอนกิน เลื้อยไปมา เช่น พวกผู้หญิงหากิน
- เทพม้า มีความสามารถมีหญ้ากินได้ แต่ยอมคนเพราะหญ้า
- เทพแพะ มีอิสระ หากินเองได้ อาหารไม่ขาดแคลน เช่น ชาวนา
- เทพลิง มีความสามารถทั้งบุ๋นและบู้ แต่ไม่อยู่ในระเบียบ
- เทพไก่ มีรักมั่นคู่เดียวดุจนกทั่วไป เก่งงานเขียน มีบู้ได้บ้าง
- เทพหมา ชอบเลียประจบคน อาศัยอยู่กินกับคนอื่น เช่น ขันที
- เทพหมู ชอบนอนกินมีความสุขไปวันๆ ประมาท ไม่รู้ตัวก็ตายแล้ว
๓) เทพอื่นๆ
- เทพไส้ตะเกียง เป็นผู้หญิงที่ทำผิดมาก่อน แล้วรักคนเลว โปรดคนเลวจนตนเองต้องตาย จึงจะหลุดพ้นจากความเป็นเทพ ก็จะผ่านการบำเพ็ญถึงโพธิสัตว์ได้
- เทพกษัตริย์ เป็นผู้ที่บำเพ็ญบารมีทางการปกครองดูแลผู้คนทางโลก มีสองแบบคือ แบบขยายอิทธิพลคือเจ้าจักรพรรดิ และแบบรักษาคือสยามเทวาธิราช
- เทพราชันสวรรค์ เป็นเทพที่ได้เป็นเจ้าสวรรค์ชั้นต่างๆ เช่น ท้าวจตุโลกบาลทั้งสี่องค์, พระอินทร์ (เจ้าสวรรค์ชั้นที่สอง), ท้าวยามา, ท้าวสันดุสิต ฯลฯ
อสูรประเภทต่างๆ ที่สำคัญ
๑) อสุรกายร่างแบบมนุษย์
- อสูรราหู เป็นอสูรที่เก่งกาจด้านการครอบงำให้คนโง่งม ให้หลงตัวเอง หรือครอบงำผู้นำประเทศให้หลงทาง มีฤทธิ์อมจันทร์ คือทำแสงแห่งปัญญาให้ดับลง ผู้ที่เป็นคู่ปรับคือพระนาราย แต่ไม่อาจฆ่าได้ ทำได้เพียงตัดหาง (บริวารหมดไป)
- อสูรทารุณ เป็นอสูรที่เก่งกาจด้านการใช้ความโหดร้ายรุนแรงขู่ให้คนกลัวและยอมจำนน ผู้ที่ปราบได้ คือ พระกาลี แต่พระกาลีจะควบคุมพลังตนเองไม่ได้ จะทำลายโลกได้ ดังนั้น พระศิวะจะลงมาด้วยเพื่อควบคุมสมดุลของการทำลาย
- อสูรมหิงสา เป็นอสูรที่เก่งกาจทั้งด้านอิทธิฤทธิ์และเล่ห์เหลี่ยม ในบรรดาอสูรทั้งหมด อสูรตัวนี้ร้ายกาจที่สุด มีหลายเศียรหลายแขน ต้องใช้พระแม่ทุรคาปราบหรือใช้มังกรดำกิน หากไม่ใช่ยุคของอสูรมหิงสา ต้องใช้มังกรดำปราบ (กิน)
- อสูรทศกัณฑ์ เป็นอสูรที่เก่งในด้านการเข้ากับคนหลายจำพวกทั้งมิตรและศัตรู มีบริวารมาก ลูกหลานเผ่าพันธุ์มากมาย จึงปราบยาก เพราะมีจำนวนมากนั่นเอง ต้องใช้พระนารายปราบ ในจำนวนนี้ อสูรทศกัณฑ์นับว่ามีฤทธิ์และเล่ห์น้อยที่สุด
๒) อสุรกายร่างแบบสัตว์เดรัจฉาน
- มังกรฟ้า เก่งทั้งบู้และบุ๋น อายุไม่ยืน ชอบโบยบินไปอิสรเสรี เป็นผู้นำได้
- มังกรทอง เก่งทั้งบู้และบุ๋น อายุยืน ชอบเป็นผู้นำคน ชอบนำทัพคุณธรรม
- มังกรดำ เก่งทั้งบู้และบุ๋น อายุยืน ชอบเป็นผู้นำคน ชอบนำทัพอธรรม
- เต่ามังกรดำ เก่งทั้งบู้และบุ๋น อายุยืน เป็นอำมาตย์ชั่ว เจ้าเล่ห์เอาแต่หลบหนี
- เต่ามังกรทอง เก่งทั้งบู้และบุ๋น อายุยืน เป็นอำมาตย์ดี เจ้าเล่ห์เอาแต่หลบหนี
- หงส์ฟ้า เก่งทั้งบู้และบุ๋น เป็นขันที, สนมยังไม่ดีนัก ชอบครอบงำให้หลง
- หงส์ทอง เก่งทั้งบู้และบุ๋น เป็นขันที, สนมที่นำพาไปดี แต่ชอบครอบงำคน
- สิงห์ เก่งทั้งบู้และบุ๋น เป็นนักรบกล้าหาญมาก ยอมตายในสนามรบได้
- จิ้งจอกเก้าหาง เก่งทั้งบู้และบุ๋น เป็นโจรป่าที่เข้ากับทางการ เช่น พวกค้ายาบ้า
- เสือสมิง เก่งทั้งบู้และบุ๋น เป็นพวกชอบจับเหยื่ออย่างเยือกเย็นไม่กลัวใคร
- ช้างหกงา เก่งทั้งบู้และบุ๋น เป็นพวกเชื่องชอบทำงานหนัก แต่ไม่ใช้ปัญญา
มารประเภทต่างๆ ที่สำคัญ
๑) มารที่ไม่นับถือพุทธศาสนา
- มารวัตถุนิยม มารตนนี้ สนใจแต่วัตถุสิ่งของ ไม่สนใจเรื่องจิตใจเลย อยู่ที่ประเทศฝรั่งจำนวนมาก สังเกตง่ายๆ พวกนี้ชอบวัดความสำเร็จเป็นรูปธรรม
- มารบริโภคนิยม มารตนนี้ สนใจแต่การบริโภคไปวันๆ เสวยผลบุญไปวันๆ เช่น เหล่าลูกผู้ลากมากดี ที่ไม่สนใจทำคุณงามความดีใดๆ สนใจแต่ใช้เงิน
- มารทุนนิยม มารตนนี้ สนใจแต่กำไร การลงทุน ไม่สนใจเรื่องจิตใจเลย เช่น พวกนักลงทุน ชอบเล่นหุ้นมากๆ และชอบกำหนดกันเองว่าไม่ใช่การพนัน
๒) มารที่นับถือพุทธศาสนา
- มารที่มีกายเหมือนพระพุทธเจ้า มารตนนี้จะทำตัวราวกับตนเองเป็นพระพุทธเจ้าเสียเอง และเจ้ากี้เจ้าการจัดการพระพุทธศาสนาโดยไม่รู้จริง ชอบจับผิดคน
- มารที่เป็น “พุทธพาณิชย์” มารตนนี้จะมุ่งแสวงหารายได้ อาชีพ และเอาพระพุทธศาสนาไปเป็นเครื่องมือหากิน จนนำพุทธศาสนาหลงผิดทางไปหมด
- มารที่เป็น “พุทธบริโภค” มารตนนี้จะมุ่งแสวงหาปัจจัยบำรุงบำเรอจนลืมไปว่าพระพุทธศาสนาสอนให้สมถะ จึงเป็นบริโภคนิยมผสมพระพุทธศาสนาเข้าไป
- มารที่เป็น “พุทธอำมตะ” มารตนนี้จะมุ่งแสวงหาความเป็นอำมตะ เพราะความหลงผิดไปว่าความอำมตะมีอยู่จริง นิยมก่อสร้างถาวรวัตถุชนิดไม่พังสลาย