ธรรมปฏิเวธ: ชาวพุทธควรปรับตัวอย่างไรในภาวะแห่งการเปลี่ยนแปลง

ธรรมปฏิเวธ: ชาวพุทธควรปรับตัวอย่างไรในภาวะแห่งการเปลี่ยนแปลง

ชาวพุทธควรอยู่ร่วมกันอย่างไร จึงจะรักษาไว้ซึ่งพุทธประเพณีที่ดีงาม

พระผู้น้อย

ไม่มีตำแหน่ง ไม่มีอำนาจใด เมื่อเห็นพระรูปอื่นกระทำความผิด ควรเข้าไปไต่ถามให้กระจ่างก่อน ไม่ควรเห็นแล้วคิดเอาเอง บางครั้งพระบางรูปดูเหมือนกระทำผิด แต่ถ้าสืบสวนดูลึกๆ อาจเห็นปัญหาที่พระรูปนั้นไม่อาจหลุดพ้นออกมาจากบ่วงนั้นๆ ก็ได้ เช่น พระบางรูปอาจถูกขบวนการค้ายาบ้าควบคุมอยู่ ทำให้ต้องปล่อยยาบ้าในวัด เป็นต้น หากตนมีความสามารถจะชี้แนะแนวทางที่ดีกว่าก็ให้ชี้แนะกันได้ แต่หากเห็นแล้วว่าเกินกำลังไม่ควรเอาเรื่องของพระที่ทำผิดนั้นไปโฆษณาในที่สาธารณะ หากต้องการแก้ไขปัญหานี้ ควรบอกแก่พระผู้ปกครองว่าได้เห็นความผิดปกติเกิดขึ้นกับพระบางรูป แต่ไม่แน่ใจว่าใช่หรือไม่ขอให้พระผู้ใหญ่ช่วยพิจารณา เพียงเท่านี้ก็พอแล้ว ไม่ว่าผลจะออกมาเช่นไร จะได้รับการชำระสะสางหรือเรื่องเงียบไป ก็ไม่ต้องไปต่อความกันอีก ถือว่าพระผู้น้อยได้ทำหน้าที่ของตนแล้ว ถ้าวัดๆ นั้น มีผู้กระทำผิดมากๆ และไม่มีผู้ใดปรามกันได้ ก็ให้ตัดสินใจหาทางไปอาศัยวัดอื่น หรือที่อื่นอยู่แทน ไปเงียบๆ ไม่ต้องสร้างเรื่องทะเลาะเบาะแว้งให้สาธุชนรู้ก็ได้ ปล่อยให้พวกเขาอยู่กันได้ต่อไปตามชะตากรรมของเขาเอง เขามีบุญค้ำอยู่ เขาย่อมยังอยู่ได้ หมดบุญค้ำเมื่อไรก็เป็นไปตามกรรม ส่วนพระผู้น้อยให้เอาตัวเองรอดไป อย่าเอาตัวเองไปพัวพันกับสิ่งไม่ดีไม่งาม เราสามารถเลือกที่จะอาศัยวัดอื่นอยู่ได้

พระผู้น้อย ควรเรียนรู้ที่จะอยู่รอดปลอดภัยอย่างผู้น้อย เหมาะสมกับฐานะของตน ไม่ต้องไปตีรันฟันแทงงัดแย้งกับใคร ใครทำผิดทำถูกอย่างไร ก็เป็นไปตามกรรมเอง ถ้ารู้ก็ให้รู้อยู่ในใจเงียบๆ อย่าทำตัวเป็นผู้ไม่รู้อะไรเลย อย่างหมูที่เขาเลี้ยงไว้อย่างดี วันดีคืนดีเขาเอาไปเชือดคอกิน อย่างนั้น ได้แต่เสวยสุขสบายแล้วนอนรอหายนะ ต้องระวังตน ไม่ประมาทในภัยทางโลกที่ครอบงำเข้ามาถึงในวัด เอาตัวเองให้รอดได้ก่อน ไม่ต้องทำเป็นเรื่องดัง แต่ถ้ามันมากเกินไปแล้ว เริ่มทนไม่ไหว ก็ให้ออกมาเสีย อย่าไปคลุกคลีด้วยในวัดเดียวกัน มีวัดอื่นให้เลือกอาศัยข้างหน้าอีกมากมาย ให้ออกมาโดยสันติ อย่าออกมาโดยการทะเลาะก่อเรื่อง เขาทำผิดก็เรื่องของเขา เดี๋ยวเขาก็รับกรรมเอง ส่วนเราเป็นผู้น้อย ไม่อยากโดนลูกหลงไปด้วย ก็เอาตัวเองออกมาเสียจากวัดที่ไม่ดีไม่งามนั้น

พระที่มีกำลังบารมี แม้ไม่มีตำแหน่ง เป็นพระผู้น้อย อย่างนี้ พอทำอะไรได้บ้างเหมือนกัน ก็ให้พิจารณาตนเองดูว่า ตนเป็นผู้ไม่มีตำแหน่ง ไม่มีอำนาจ แต่พอมีกำลังบารมี เช่น มีปัญญาบารมีพอที่จะแก้ไขอะไรให้ดีขึ้นได้ ก็ให้ลองพิจารณาดูว่าตนจะทำหรือไม่ควรทำ เช่น หากไม่หวังนิพพานชาตินี้ จะช่วยกิจศาสนาก่อน ก็ลองทำดูในกรอบที่พอทำได้ ควรเลี่ยงการปะทะกันระหว่างพระด้วยกันแม้รู้ว่าพระรูปอื่นกระทำผิดอยู่ ถ้าบอกเขาตรงๆ ไม่ไหว ก็ให้หากุศโลบายอื่นๆ ในการดึงเขาออกมา ชักชวนเขาออกมาเงียบๆ อย่าให้เป็นเรื่องดัง เราต้องรู้อยู่แก่ใจว่าอะไรดี อะไรไม่ดี แต่เราไม่จำเป็นต้องทำให้เรื่องไม่ดีนั้นดังมากเกินไป แต่การทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นนั้นก็เหมาะกับพระผู้น้อย คือ เอาเฉพาะตัวเองรอดไป ส่วนพระที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม ก็ควรหาช่องทางที่จะแก้ไขปัญหา ที่ไม่ใช่แค่ทำเป็นเงียบไปเฉยๆ เท่านั้น เช่น การเขียนจดหมายปิดผนึกถึงพระชั้นผู้ใหญ่ที่คิดว่าช่วยได้ แต่ถ้าไม่มีการตอบรับกลับหรือดำเนินการ ก็ให้เข้าใจและยอมรับสถานการณ์นั้นว่าไม่ได้อยู่ในฐานะจะจัดการได้ให้เลี่ยงการปะทะ ใช้วิธีอื่นๆ เช่น บอกหรือฉุดช่วยเป็นรายบุคคลแม้ทำเป็นภาพรวมไม่ได้ แต่เลือกช่วยเป็นคนๆ ไปก็ได้ อย่างนี้ก็ได้เหมือนกัน

ในกรณีที่เห็นชาวบ้านกำลังลุ่มหลงกันมาก เช่น พระบางรูปปลุกเสกเครื่องรางของขลังทำให้คนหลงแต่ไม่เกิดปัญญา อ่อนแอลง พึ่งตนเองไม่ได้ ต้องพึ่งพระอย่างเดียว แบบนี้ไม่ดีก็จริง แต่เราต้องใจเย็นก่อน กลับมาพิจารณาว่าควรไม่ควรทำอะไร ในสถานการณ์ไหน ถ้าเขาเป็นพระดังมียศมีตำแหน่ง ยากที่คนจะเชื่อเรา ให้เลือกบอกชาวบ้านแค่บางคนที่พอมีปัญญาเข้าใจ แล้วขอให้เขารู้แล้วเงียบๆ ไป ไม่ต้องไปโฆษณา จะได้ไม่มีเรื่อง อยู่กันได้ อย่าทำลายล้างคนชั่ว คนทุกคนทั้งดีและเลวล้วนต้องปรับตัวอยู่ร่วมกันให้ได้

พระผู้ใหญ่

พระผู้ใหญ่มีตำแหน่งทั้งหลาย มีอำนาจสามารถกระทำการอะไรได้มาก ทว่า ก็กลายเป็นเป้าหมายแรกในขบวนการต่างๆ เช่น ขบวนการค้ายาเสพติด หลายครั้ง ที่พวกเขาเลือกที่จะทำลายชื่อเสียงเจ้าอาวาสก่อน เช่น เอาผู้หญิงคนหนึ่งจ้างมาให้มีเพศสัมพันธ์กัน แล้วจะเปิดโปงความผิดให้ได้อับอาย เจ้าอาวาสบางรูปกลัวความอับอาย เขาจึงควบคุมให้ต้องเข้าสู่กระบวนการค้ายาบ้าก็มี บอกบทให้ทำตัวเป็นไม่รู้ไม่เห็น เขาจะหาคนมาปล่อยยาบ้าในวัด ให้พัฒนาวัด หาเด็กวัยหนุ่มเข้าวัดมาบวชมากๆ พระหนุ่มเสพยาบ้าในกุฏิก็ให้ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ คอยกันทางตำรวจ ดูต้นทางให้เท่านั้นก็พอ อย่างนี้ก็มีมาก

เข้าใจว่าหลายท่านมีจริยาวัตรที่ดีอยู่แล้ว มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่พลาดพลั้งถูกกระแสสังคมที่เลวร้ายพัดพาไป (ขอไม่เอ่ยชื่อวัดว่ามีวัดใดบ้าง) แต่เมื่อพลั้งพลาดไปก็ต้องเรียนรู้ที่จะเดินหน้าต่อไป มีชีวิตอยู่ต่อไป บางรูปจำนนต่อเขาจริงๆ มีบางรูปถึงขนาดโดนขู่ฆ่าก็มี เมื่อตกอยู่ในวังวนขบวนการค้ายาเสพติดโดยไม่เจตนา หรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ยุคสมัยเปลี่ยนแปลงไป เป็นยุคของมาร, อสูร, เทพ, พรหม จะห้ามคนไม่เห็นเป็นมาร เป็นอสูรคงไม่ได้ ธรรมชาติเขาสร้างมาอย่างนั้น ทั้งขาวและดำ ดำก็ให้รู้ว่าดำ ขาวก็ให้รู้ว่าขาว ดีก็รู้ว่าดี ไม่ดีก็รู้ว่าไม่ดี แต่มีความจำเป็นต้องตกอยู่ในสถานการณ์นั้น เป็นบ่วงผูกมัดไม่อาจเอาตัวรอดจากกับดักนั้นได้ ก็ไม่เป็นไร ให้พิจารณาว่า “อยากหลุดพ้น” ไปเรื่อยๆ แม้เราจะทำอะไรมากกว่านั้นไม่ได้ก็ตาม ใจเราใครก็บังคับไม่ได้ เราภาวนาเอาในใจ แต่ให้ปลอบใจตัวเองเพื่ออยู่ต่อไป คือ ขณะภาวนาให้ภาวนาด้วยจิตผ่องใส ส่วนใหญ่ พวกขบวนการค้ายาบ้า จะเอาเงินเข้าวัดมาก เพื่อฟอกเงินในรูปแบบหนึ่งอยู่แล้ว เขาจะทำบุญกันมากอยู่แล้ว ก็ให้พิจารณาให้จิตอยู่ในกองกุศลนั้นก่อน แล้วจึงค่อยเข้าสู่การพิจารณากองอกุศลเพื่อให้หลุดพ้นจากกองอกุศล ทำไปใจเย็นๆ ไม่ต้องรีบร้อนที่จะหนีออกมา กรรมมีวาระของมัน มีวาระเกิด มีวาระเสวยชาติดำรงอยู่ และมีวาระดับสลายหมดไป เราต้องอดทนอยู่ต่อไป แม้เราไม่อาจทำสิ่งใดได้มากกว่านี้ เราอาจถูกเขาบังคับให้ทำอยู่ ก็ให้อดทนต่อไป แม้ทำไม่ดีไปบ้าง เอาความดีมาชดเชยไปเรื่อยๆ ก็จะอุปมาดั่งเกลือที่ใส่น้ำลงไปเรื่อยๆ ก็ช่วยลดความรู้สึกเค็มลงได้บ้าง รอเวลาได้รับการปลดปล่อย  

พระผู้ใหญ่ที่ยังไม่พลาดพลั้ง ไม่ถูกกระแสไม่ดีไม่งามทั้งหลายพัดพาออกนอกลู่นอกทาง จะถูกกระแสมากมายรุมเข้ามา ทั้งกระแสอสูรที่นิยมอบายมุข กระแสมารที่นิยมทำบุญมากแต่เต็มไปด้วยความหลงผิด กระแสเทพที่ทำความดีมากมายแต่หลงดีในตัวเอง จึงไม่เกิดปัญญารู้แจ้ง และกระแสพรหมที่นั่งสมาธิมากมาย แต่ไม่เกิดปัญญา จะเข้ามาขวางกั้นการปฏิบัติธรรมของเราได้ มากมายหลายวิธี เช่น บางรูปโดยกระทำคุณไสยแทบทุกวัน โดนลองของแทบทุกวันก็มี เขาจะไล่ออกจากวัดเพราะท่านเป็นพระดี เขาจะเอาวัดที่ดีมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้นไปทำประโยชน์ทางเสื่อมเสียอื่นๆ เพื่อพวกเขาเอง อย่างนี้มีมาก ข้าพเจ้าพบมากมายหลายวัด วัดไหนมีพระดีอยู่ วัดนั้นจะมีเรื่องและต้องต่อสู้มากมาย วัดไหนไม่เหลือพระดีแล้ว การต่อสู้กับกระแสต่างๆ ก็ไม่มี มีแต่การทำกิจที่ดูดีแต่เปลือกนอกปิดบังความไม่ดีไว้ภายในต่อไป ก็ช่างเขา เขาตกอยู่ในสถานการณ์ที่บีบคั้น หนีไม่ได้ เป็นกรรมของเขา เขาน่าสงสาร ถึงวันหนึ่ง เขาเหล่านี้ ล้วนรู้ดีอยู่แก่ใจว่าได้พลาดพลั้งกระทำผิดไปแล้วทั้งนั้น แต่ไม่รู้จะถอยหลังกลับอย่างไรเท่านั้นเอง

พระผู้ใหญ่ที่มีอำนาจจะทำความดีควรทำอย่างไม่หลงอำนาจ พึงรู้ว่าอำนาจไม่ใช่ของทางธรรมเป็นของทางโลก คนเราทำตัวเองให้ดีก่อนแล้วไม่ต้องบอกใคร ทำต่อไป ความเป็นผู้นำจะทำให้ผู้อื่นต้องทำตามเอง คนเราสื่อสารกันได้แม้ไม่มีคำพูด ไม่จำเป็นต้องโฆษณาว่าเราคิดดีอย่างนี้ๆ ทำดีอย่างนี้ๆ สั่งให้คนอื่นทำดีตามเราอย่างนี้ๆ ไม่จำเป็นเลย ข้าพเจ้าเคยแล้ว แอบทำสิ่งกุศลอยู่เงียบๆ ไม่นานนัก คนมากมายก็ทำตามเรา โดยที่พวกเขาไม่รู้เลยว่าข้าพเจ้าได้เพียรพยายามทำก่อนล่วงหน้าไปแล้ว เช่นนี้ก็เกิดขึ้นได้ ไม่ต้องไปปะทะ มีเรื่องกับใคร หรือสั่งใคร ทำของเราไป บารมีจะทำให้คนอื่นทำตามเอง  

สาสนิกชนที่ไม่มีอำนาจ

ชาวบ้านทั่วไป ไม่มีอำนาจใดในวงการพระพุทธศาสนา เช่น ไม่ได้เป็นคณะกรรมการวัดอะไร อย่างนี้ ดีที่สุด เพราะเสี่ยงน้อยที่สุด เราทำเฉพาะตัวของเราไป ไม่ต้องถูกอำนาจครอบงำให้หลง ให้สั่งใช้บงการใคร แม้พระพุทธศาสนาจะเปลี่ยนแปลงไปมาก เพราะผู้ดูแลพระพุทธศาสนาไม่ใช่พุทธบริษัทสี่ของพระพุทธเจ้า (เมื่อถึงยุคหลังกึ่งพุทธกาล พระพุทธเจ้ายกศาสนาให้มาร, อสูร, เทพ, พรหม) จึงทำให้ศาสนาดูเหมือนเป็นศาสนามารบ้าง เช่น ทำบุญใหญ่แต่สิ้นเปลืองฟุ้งเฟ้ออลังการ ไม่นิยมความสมถะพอเพียง พอดี , ศาสนาอสูรบ้าง เช่น เบื้องหน้าทำดีมีมูลนิธิ มีโรงเจทานได้ฟรี แต่เงินที่ได้อาจมาจากการค้ายาเสพติดก็มี, ศาสนาเทพบ้าง เช่น ศาลเจ้าโรงเจทำคุณงามความดีมากมาย แต่ความเข้าใจในพุทธศาสนาจริงๆ ไม่มี หลงดีในตัวเอง, ศาสนาพรหมบ้าง เช่น พระชอบทำพิธีกรรมมาก มีการครอบหัวฤษีให้ชาวพุทธด้วย แต่เหล่านี้ ก็เป็นธรรมดาของยุคสมัย ให้เราทำบุญอย่าติดคน ทำไปใจนึกว่าทำกับพระรัตนตรัยข้างบนสวรรค์ ไม่สนใจว่าคนรับจะดีเลวประการใด เขาดูดี ก็อย่าไปหลงเขา เพราะเราไม่รู้ถึงแก่นแท้เบื้องหลังของเขาได้ ไม่ว่าเขาจะดูดีหรือถูกนินทาว่าเลวอย่างไร เราไม่มีทางวินิจฉัยความจริงได้เลย ให้ทำบุญไปแต่พอเพียง ไม่ต้องมากเกินพอดี ทำแล้วเราไม่ลำบาก ไม่ทุกข์ ทำไปเรื่อยๆ แต่พองามไม่เกินไปอย่างนี้ทุกรูป ไม่ว่าเขาจะว่ารูปนั้นดีหรือเลว อย่าไปสนใจ สนใจพระรัตนตรัยที่เป็นนามธรรมในใจเราก็พอ คนเป็นแค่สมมุติ มีดีบ้างเลวบ้างช่างเขาไป     

สาสนิกชนที่มีอำนาจ

เช่น คณะกรรมการวัด เหล่านี้ จะนำทางวัดไปแบบที่ตนเป็น บางวัด ถึงขนาดปลุกพระให้ไปทำไร่ข้าวโพดกับตนด้วยเหตุว่าจะหาเงินเข้าวัดก็มีมาแล้ว (ขอไม่บอกว่าคือที่ใด) เมื่อผู้เขียนไปเยือนที่นั่นในฐานะผู้น้อย ถึงขนาดถูกไล่ออกจากวัดนั้นมาแล้ว เพราะต้านทานอำนาจท้องถิ่นของเขาไม่ได้ สอนเขาก็ไม่ได้ เรียกว่าถิ่นใครถิ่นมัน ทุกที่คนที่มีอำนาจก็คิดว่าตนทำถูกกันทั้งนั้น ไม่มีใครคิดว่าตนเองผิดหรอก น้อยมากที่จะมานั่งทบทวนความผิดบาปของตนเอง ถ้าทำอย่างนั้น แล้วยอมรับความผิดบาปของตนเองได้ ก็จะได้บารมีถึงโพธิสัตว์เลยทีเดียว ซึ่งมันไม่ง่ายสำหรับคนทั่วไป และเกิดได้จำนวนน้อย คือ คนที่สำนึกผิดบาปไปด้วยเล่ห์ที่ตนทำจะได้กายโพธิสัตว์กษิติครรภ์ คนที่สำนึกผิดบาปไปด้วยฤทธิ์ที่ตนแผลงไว้ ก็จะได้กายโพธิสัตว์สมันตภัทร ซึ่งยากมาก น้อยมากจริงๆ ดังนี้ เราอย่าหวังให้คนส่วนใหญ่มาสำนึกผิดบาปเลย น้อยมากจริงๆ ที่จะกระทำได้จริง แค่สำนึกความผิดบาปของตนได้ ก็นับเป็น “ยอดคน” แล้ว คนเราทุกคน ชั่วเจ็ดทีดีเจ็ดหน มีทั้งความดีและชั่วกันทั้งนั้น น้อยคนนักที่จะมาพิจารณาความชั่วของตนเอง

ดังนั้น ผู้มีอำนาจในวัดฝ่ายฆราวาสนั้น ยากที่จะสอน หลายคนมีอำนาจ, มีฤทธิ์เดช, มีเงิน, มีตำแหน่ง, มีอาวุโส ฯลฯ ยากที่จะสอนได้ เขาเป็นมารก็ธรรมชาติของเขา เขาเป็นอสูรก็ธรรมชาติของเขา ทั้งมารและอสูรก็ต้องได้มาดูแลพระพุทธศาสนากันทั้งนั้น ดังนั้น เราจึงไม่ต้องไปรังเกียจความเป็นมารหรืออสูร เพราะพระพุทธเจ้าของเราเอง ที่อนุญาตแก่เขา เราต้องเชื่อการตัดสินพระทัยของท่านว่าดีแน่นอนแล้วเหมาะสมด้วยยุคสมัยของโลก เราต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับเขาให้ได้ต่อไป แม้จะแตกต่างทางความคิดกันก็ตาม

มาร, อสูร, เทพ, พรหม

สี่เหล่านี้ รับกิจมาดูแลพระพุทธศาสนา ดังนั้น พวกเขาจะมีอิทธิพลมากในวงการพุทธศาสนา พูดอีกนัยหนึ่งง่าย คือ ที่เราเห็นคนในวงบุญที่มีตำแหน่งกันทั้งหลายนั้น หนึ่งในสี่เป็นมาร, หนึ่งในสี่เป็นอสูร (ชอบโกงกิน), หนึ่งในสี่เป็นเทพ, หนึ่งในสี่เป็นพรหม ก็ปล่อยเขาเป็นไป เป็นยุคสมัยของเขา ห้ามหรือทำลายไม่ได้ ให้ “อดทนรอ” เวลาเกิดดับของสรรพสิ่งมีอยู่ บางทีเขาทำกิจมารอยู่นานวัน ถึงจุดหนึ่งก็หลุดพ้นออกมาได้ง่ายๆ เพราะมันแก่จัดถึงวาระแล้วนั่นเอง เราบังเอิญไปคุยด้วยนิดเดียวก็สำเร็จก็มี อย่าใจร้อน ประคองภาวะอยู่ร่วมกันให้ได้ แล้วรอพวกเขาอย่างใจเย็นและอดทน ก็จะช่วยได้ไม่ยาก

เมื่อพญามารใช้วิชชาสลับตนเป็นพุทธะ สลับพุทธะเป็นมาร

ขบวนการพุทธพาณิชย์มีอิทธิพลมากในประเทศไทยขณะนี้ พวกเขาได้เขียนหนังสือเล่มหนึ่งออกมา แปลคำว่า “มาร” ว่าคือ “ผู้ที่ขวางการทำบุญของผู้อื่น” เขาแปลความหมายของมารไว้อย่างนี้ เพื่อครอบงำให้คนหลงบุญ และตัดทางพุทธะที่จะมาโปรดสอนการทำทานที่ถูกต้องว่า “ไม่ให้หลงบุญทำบุญเกินพอดี” พวกเขาจึงได้ใส่ร้ายพุทธะว่าเป็นมาร ด้วยการเขียนคำแปลมารว่าเป็นผู้ขวางผู้อื่นทำบุญ ดักทางไว้ ดังจะอธิบายต่อไป

แท้แล้วคนที่ขวางผู้อื่นทำบุญนั้นไม่ได้แม้แต่จะเป็นมาร เพราะมารเป็นเทวดาชั้นห้าและหกมีบุญมาก คนที่ขวางการทำบุญเขานั้น จะเป็นได้เพียง “เปรต” คือ สัตว์ที่ไม่มีบุญเลี้ยงตัวต้องหิวโหยทนทุกขเวทนา นี่คือ ผลกรรมจากการขวางการทำบุญของผู้อื่น

ส่วนมารนั้น คือ คนที่มีบุญมาก ทำบุญมาก แต่หลงทาง หลงผิด จิตมีมิจฉาทิฐิดื้อรั้นสอนไม่ได้ หลงบุญหลงสวรรค์วิมาน มีจิตริษยาอาฆาต และขวางการนิพพานของผู้อื่น ไม่ได้ขวางการทำบุญของผู้อื่น มารบางตนเอาบุญมาขวางนิพพานไว้ก็มีมาก

การทำทานที่ถูกต้อง คือ ทำเพื่อละวาง ปล่อยวาง ฝึกจิตให้ละคลายความยึดมั่นถือมั่น ก็พอแล้ว พอดีแล้ว ไม่ต้องไปทำเป็นล้านๆ แต่ถ้าปล่อยวางไม่ได้ ก็ยกสมบัติให้ลูกของตนเอง แม่ของตนเองก็ได้ ไม่ต้องไปยกให้ใครไกล ไม่ต้องโดนพระที่ไหนเขาหลอกเอา เพราะพ่อแม่ก็คือพระอรหันต์ในบ้านรอเราอยู่แล้ว ยกสมบัติทั้งหมดให้พ่อแม่ก็ได้บุญได้ทานเหมือนกัน ใช้ทานให้มากๆ แก่พ่อแม่ของตน, ครอบครัวของตน, ญาติของตนก่อนแล้วค่อยๆ ขยายวงบุญออกไป ไม่ต้องไปวิ่งหาพระอรหันต์ที่ไหนไกล อย่างนี้ก็ได้

ส่วนการทำบุญให้พระนั้นเป็นสิ่งที่ควรทำ แต่ไม่ได้บังคับว่าทุกคนต้องทำเช่นนั้น เพราะพระบวชแล้วไม่ได้ทำงานไม่มีรายได้ การช่วยพระ นอกจากจะได้เมตตาบารมีที่ช่วยผู้ไม่มีรายได้แล้ว ยังได้สนับสนุนพระพุทธศาสนา แต่ไม่ใช่แปลว่าทำแบบไม่เหลืออะไรเลย หลงเขามาก จนไม่ทันได้ใช้สติปัญญาพิจารณา กลับมาบ้านก็หมดตัวเอา อันนี้เขาเรียกโดนปล้นเข้าแล้ว การทำบุญแบบให้หมดไม่เหลืออะไรเลยนั้น ไม่ได้ทำกันมาก เฉพาะพระนิตยโพธิสัตว์ทำก็พอแล้วคือ คนที่ปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าเขาต้องทำบุญแบบไม่เหลืออะไรเลย แต่สำหรับเราๆ ท่านๆ ให้ทำอย่างมีสติ ทำแต่พอดี ที่ทำกันทุกวันนี้ มีมากเกินพอดี การสร้างวัดวายิ่งใหญ่อลังการเกินความเป็นอยู่ของพระสงฆ์สาวกไป   

ปัจจุบันมีการโฆษณาชวนเชื่อให้ทำบุญมากๆ เอาบุญ เอาสวรรค์ มาขวางนิพพานไว้ ทำให้คนไม่รู้ว่าพระพุทธศาสนาสอนเรื่องการหลุดพ้นจากการยึดมั่นถือมั่นใดๆ ไปเข้าใจผิดว่าพระพุทธศาสนาสอนให้ยึดมั่นความดี, ยึดมั่นความถูกต้อง, ยึดมั่นการทำทานทำบุญมากๆ, หรือยึดมั่นในสวรรค์วิมานไปเสีย ฯลฯ เหล่านี้ เป็นผลงานของมารที่แท้จริง คือ สอนคนผิดทางขวางนิพพาน เพื่อให้คนหลงบุญ หลงสวรรค์ สุดท้ายก็ได้ผลบุญมากมาย ได้ขึ้นสวรรค์ชั้นสูงสุดคือชั้นที่หก เป็นมาร หลงทางคิดผิดไป แต่ไม่ได้นิพพานในที่สุด

เหล่านี้คือ ส่วนหนึ่งของขบวนการพุทธพาณิชย์ หนังสือเล่มนี้ได้พิมพ์ออกมาแล้ว มีอยู่จริงในปัจจุบัน หากท่านได้มาครอง ให้ระวังให้ดี แม้หนังสือจะดูน่าอ่าน น่าเชื่อถือ แต่เนื้อหาไม่ถูกต้อง มารไม่ใช่ผู้ขวางบุญ แต่เป็นผู้ขวางนิพพาน และยึดมั่นในผลบุญมากเกินไป ได้ขึ้นสวรรค์ชั้นสูงสุดคือชั้นที่หก แต่ไม่พบความสุขแท้จริง เพราะมีจิตมิจฉาทิฐิคิดผิดทาง หลงทางไปยึดผลบุญ ฝึกจิตปล่อยวางไม่เป็น นั่นเอง ส่วนคนที่ขวางผู้อื่นทำบุญนั้นจะกลายเป็น “เปรต” แย่และทุกขเวทนามากกว่ามารมาก มารทุกข์ใจ แต่เปรตทุกข์ทั้งใจและสังขาร มารอยู่สุคติภูมิ คือ สวรรค์ แต่หาความสุขยากเพราะจิตทำมาผิดทาง เป็นคนทำบุญมากแต่หาสุขไม่พบ ไม่ใช่ผู้ขวางบุญดังที่แปลกันในหนังสือเล่มนั้น อนึ่ง ท่านสามารถหาความหมายที่ชัดเจนขึ้นได้จากพระไตรปิฎกโดยตรง สาธุ…

การสวดมนต์เป็นบุญมาก และเป็นเครื่องก่อชาติภพได้มากด้วย

ทานเป็นสิ่งที่ดี หนึ่งในสามของหลักการปฏิบัติธรรม คือ ทาน, ศีล, ภาวนา ทว่า แม้ดีเท่าใดก็ตาม ถ้ามากเกินไปก็ไม่ดี จะต้องพอดีพอควร คือ ทำเพื่อให้จิตฝึกละการยึดมั่นถือมั่นในทรัพย์เป็นเบื้องต้น เมื่อเจริญภาวนาปล่อยวางจิตก็จะเคยชินกับอาการการละวาง ปล่อยวาง จากการทำทานที่สั่งสมมานั่นเอง สำหรับพระโพธิสัตว์ก็อาศัยทานบารมี เป็นบารมีที่ช่วยให้บรรลุธรรมได้ เช่น ในพระโพธิสัตว์บางองค์ เพียงทำทานจนหมดตัวแล้ว แทบไม่ต้องเทศนาอะไรมาก ท่านก็เข้าถึงธรรมได้ง่าย อย่างนี้ก็มี ดังนั้น หน้าที่ของทาน จึงมิใช่เพื่อการผูกมัด เป็นเครื่องร้อยรัด เครื่องหลอกล่อให้คนปรารถนาเวียนว่ายตายเกิดไม่สิ้น เช่นนั้น คงมิใช่คำสอนของพระพุทธเจ้าที่มุ่งเน้นให้หลุดพ้นเป็นแน่ ทานจึงมีหน้าที่ไม่ใช่ผูกมัด แต่เพื่อปล่อยวาง เพื่อหลุดพ้น ทว่า การทำทานที่ผิดวิธี ก็ทำให้ได้ผลตรงกันข้าม คือ กลายเป็นเครื่องร้อยรัด เครื่องผูกมัดบุคคล ให้ต้องเวียนว่ายตายเกิดไปรับบุญมากมาย เช่น บุญจากการสร้างเจดีย์บรรจุพระบรมธาตุ นั้นต้องรับประมาณถึงห้าร้อยชาติทีเดียว พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญการทำบุญ สำหรับพระโพธิสัตว์ที่ปรารถนาโพธิญาณ มีกำลังมากพอเอาตัวเองรอด และช่วยเหลือมวลสัตว์ได้ แต่ไม่ได้ทรงสนับสนุนให้ผู้มีกำลังน้อยเอาเยี่ยงอย่างแต่อย่างใด ดังนั้น จึงไม่ทรงสอนให้สาวกของพระองค์กระทำบุญใหญ่อะไรเลย ครองแต่ธรรมวินัยก็พอ ไม่ต้องไปทำอะไรมากมาย แต่ท่านสรรเสริญการทำบุญใหญ่ของพระโพธิสัตว์ไว้ นั้น เพราะต่างกรรมต่างวาระ ต่างบุคคลกัน การสื่อสารย่อมแตกต่างกันนั่นเอง ดังนั้น ท่านจึงสอนง่ายๆ ว่า มีน้อยทำน้อย มีมากทำมากได้ ตามแต่กำลัง มิได้ว่าน้อยหรือมากจะดีกว่ากันเลย จึงขอสรุปก่อนเบื้องต้นว่าการทำทาน ไม่ได้แปลว่าต้องให้มากๆ จึงจะดี แต่ต้อง “พอดีแก่กำลังตนเอง”

อนึ่ง ในทาน, ศีล, ภาวนา นั้น ย่อมให้อานิสงค์ผลบุญได้ทั้งสามประการ ทว่า ภาวนานั้นมีอานิสงค์สูงสุดในสามสิ่งนั้น ทานให้ผลไม่เท่าศีล, ศีลให้ผลไม่เท่าภาวนา ดังนี้ การภาวนามีหลายวิธี การสวดมนต์ก็เป็นวิธีหนึ่งของการภาวนา เรียกว่าเจริญจิตภาวนาด้วยการสวดมนต์ เพราะมนต์ที่สวดกันนั้น ก่อนมีพระพุทธเจ้า เรามีมนต์พราหมณ์ การสวดยังได้บุญน้อย จึงต้องสวดมาก บำเพ็ญมาก แต่เดี๋ยวนี้ เรามีบทสวดที่เกิดจากพระธรรมที่ท่านตรัสรู้แจ้งแล้ว บุญจึงมากมายนัก ไม่อาจเทียบกับอดีตได้เลย ไม่ใช่เพราะเราสวดดี แต่เพราะบทสวดมาจากพระพุทธเจ้านั่นเอง บุญจึงมากมายนัก เมื่อบุญจากการสวดมนต์มีมากอย่างนี้ ก็กลายเป็นว่า “อาจมากเกินพอดี” ก็มีเป็นไปได้ คำว่ามากเกินพอดีเป็นไฉน เช่น เราสวดทุกวันทุกที่ ไม่ได้เลือกที่สวดเลย บางครั้ง สวดมนต์ร่วมกับคนมีกรรมมากบ้าง เช่น คนบางคนค้ายาเสพติดก็ไปเข้าวัดสวดมนต์พร้อมกับเราได้ เราก็ไม่ทราบ บางครั้งก็สวดร่วมกับคนมีบุญมาก เช่น คนบางคนปรารถนาพุทธภูมิ จะตรัสรู้เป็นองค์ที่สิบอย่างนี้ เราไปสวดมนต์กับเขาเข้า บุญเชื่อมสัมพันธ์กันทำให้ต้องไปนิพพานในสมัยพระพุทธเจ้าองค์ที่สิบโน่นเชียว นี่คือ “สวดมนต์มากเกินพอดี” ทำให้ต้องเสวยผลบุญมากเกินไป ก็จะได้นิพพานช้า แทนที่จะได้นิพพานในศาสนาพุทธยุคนี้เลยก็ไม่ได้ อดเลย นี่ก็เกิดขึ้นได้ ดังนั้น พระปัจเจกพุทธเจ้าที่ได้นิพพานแน่ๆ จึงเลี่ยงการเข้าคลุกคลีกับใคร โดยเฉพาะในยุคที่มนุษย์มีอายุขัยต่ำกว่าร้อยปี พระปัจเจกพุทธเจ้าจะตรัสรู้ได้ในช่วงยุคที่มนุษย์อายุน้อยอย่างนั้น และสร้างแบบอย่างการดำรงชีพที่เหมาะสมกับผู้ทรงธรรมเอาไว้ ทว่า ปัจจุบัน อายุขัยมนุษย์ต่ำกว่าร้อยปี คนที่มีกรรมมากๆ ก็มาเกิด คนที่มีบุญบารมีมากๆ ก็มาเกิด อย่างนี้ เราไม่ระวังตัว เต็มไปด้วยความ “ประมาทในธรรม” ไม่ระวังธรรมชาติรอบตัว ก็พัวพันบุญและกรรมเข้ากับคนเหล่านี้ การจะได้นิพพานก็ช้าเนิ่นนานไปอีก การภาวนาด้วยการสวดมนต์นั้น ไม่ใช่ไม่ดี แต่ถ้ามากเกินไปก็ใช่ว่าจะดี ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ถ้าเราเกิดในยุคที่มนุษย์มีอายุขัยสักแปดหมื่นปี เช่น ยุคพระศรีอาร์ฯ นั้น เราคงไม่ต้องใช้ปัญญาพิจารณาและระมัดระวังกรรมกันมากอย่างนี้ เพราะยุคนั้น คนที่เกิดก็พร้อมจะได้นิพพานได้ง่ายๆ แต่ยุคนี้นั้นไม่ใช่เลย การคลุกคลีด้วยคนจำนวนมากล้วนเป็นภัยมหันต์โดยที่เราไม่รู้ตัว แม้แต่การทำตู้บริจาค เราไม่อาจทราบได้เลยว่าจะมีคนที่มีกรรมมาก, บุญมากมาร่วมกับเราทำให้ผูกบุญสัมพันธ์กันไปหรือไม่

การสวดมนต์ที่ปลอดภัยต่อความปรารถนานิพพาน

๑)    ถ้าสวดประจำควรสวดคนเดียวเป็นเบื้องต้น อย่าได้ไว้ใจใครมาก ว่าเขาจะผูกพันรักใคร่เรา ช่วยเหลือเราไปตลอด บางคนสวดมนต์กับลูกหลาน ภายหลังลูกหลานไปทำชั่วมา ก็ต้องไปเจอกันอีก เพราะบุญกรรมพัวพันกันไม่ขาดกันได้

๒)    ถ้าสวดไม่ประจำ ต่างถิ่น ควรเลือกที่คนน้อย ที่ที่สงบคนไม่พลุกพล่าน คนที่สวดเป็นคนที่สวดกันประจำ มีวิถีชีวิตที่เรียบง่าย ยกตัวอย่างเช่น ชาวบ้านตำบลพระพุทธบาทห้วยต้ม จะไม่ร่ำรวยมีชีวิตสมถะ แต่สวดมนต์กับเสมอแทบทุกเย็น

๓)    ถ้าสถานการณ์บังคับให้สวดร่วมกับคนไม่ดี ให้อธิษฐานว่าขอผลบุญจากการสวดมนต์นี้จงเป็นไปเพื่อนิพพานดับชาติภพ เพื่อความสุขแท้ เพื่อปลดทุกข์ เพื่อหลุดพ้น เพื่อละวาง ตัดเวรตัดกรรมกับเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายให้หมดสิ้นไป

๔)   ก่อนสวดมนต์ให้ตั้งจิตอธิษฐานตรงต่อนิพพาน คือ อธิษฐานว่าขอผลบุญจากการสวดมนต์นี้จงเป็นไปเพื่อนิพพาน เพื่อความสุขแท้ เพื่อปลดทุกข์ เพื่อหลุดพ้น เพื่อละวาง ตัดเวรตัดกรรมกับเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายให้หมดสิ้นไป

๕)   ก่อนสวดมนต์ของพระพุทธเจ้าให้อัญเชิญเทวดาก่อน คือ สวดบทอัญเชิญเทวดา เพื่อบอกสัมภเวสีทั้งหลายว่าต่อไปนี้จะมีการสวดมนต์ให้เทวดา ท่านที่มีกำลังจิตต่ำเช่น เปรต จะทรมานขอให้หลีกทางไปให้เทวดามาร่วมสวดมนต์ก่อน      

การสวดมนต์ส่งผลบุญให้ผู้อื่น

ต้องเข้าใจว่าการสวดมนต์ส่งให้กันนั้น มีผลมาก พระพุทธเจ้าเคยได้กล่าวว่าภาวนาเป็นทานสูงสุด หากท่านเพ่งด้วยตาทิพย์จะเห็นไอพลังคล้ายรัศมีแสงจางๆ เวลาเราสวดมนต์ส่งให้ใคร ไอปราณนี้จะแผ่ส่งไปถึงยังคนผู้นั้นได้ สามารถทำให้เขามีจิตใจที่สงบเย็นลงได้ถ้าพลังจิตที่เราส่งไปเป็นพลังเย็น พลังขาว อนึ่ง เมื่อส่งพลังจิตไปมากระดับหนึ่ง พลังงานนี้จะรวมกันมากพอเรียกว่าเป็น “กระแสปราณ” ได้ กล่าวคือ เหมือนหมอกจางๆ ที่เริ่มจากน้อย เมื่อรวมตัวกันเข้าก็กลั่นเป็นสายฝน รวมกันเป็นสายน้ำ ฉะนั้น การเกิดขึ้นของมวลปราณจากการสวดมนต์ก็เกิดขึ้นได้ด้วยเหตุนี้ ทว่า จิตของคนเรานั้น ฝึกมาไม่เหมือนกัน บางคนฝึกสายดำ บางคนฝึกสายขาว บางคนฝึกวิชชาสายร้อน บางคนฝึกวิชชาสายเย็น คนที่รับพลังจิตจากการสวดมนต์ของคนจำนวนมากไปพร้อมๆ กันในคราวเดียวนั้น อันตรายมากที่จะถูกกระแสลมปราณที่แตกต่างกันทะปะกันภายในได้ การถ่ายลมปราณให้คนๆ เดียว แต่ใช้คนหลายคนที่มีลมปราณแตกต่างกันก็ไม่ได้ผลดี วิทยาการปัจจุบันมีมาตรฐานในการรักษาด้วยพลังจิตมากขึ้น เรียกว่า “ออร่าบำบัด” หรือการรักษาด้วยพลังจิต, พลังปราณ, พลังภายใน นักปรจิตวิทยาชาวรัสเซีย จะทำการถ่ายออร่าของผู้ที่จะทำการรักษาก่อน เขาจะวิเคราะห์ด้วยความชำนาญว่าคนผู้นั้น มีคุณสมบัติในการรักษาผู้อื่นหรือไม่ ถ้าไม่มี ก็ไม่อาจเป็นหมอออร่าบำบัดได้ เขาจะคัดเลือกอย่างดี คนที่ผ่านได้ต้องฝึกจิตมาอย่างดี มีพลังจิตขาวสว่าง หรือสีทอง หรืออย่างน้อยสีเขียวสว่าง

การเอาคนไข้เป็นหนูลองยา โดยออกคำสั่งให้คนทั้งประเทศ หรือพระทุกวัด สวดมนต์ส่งให้ใครคนหนึ่งนั้น เสี่ยงที่คนไข้จะได้ผลร้ายจากการรักษาภายหลังได้ แน่นอนว่าผลดีในระยะสั้นเกิดขึ้นทันตา ราวกับยาโดฟ เหมือนคราวที่บูเช็กเทียน เอายาอายุวัฒนะให้ขุนนางที่รักคนหนึ่งกิน เขาชราภาพมาก ป่วยอยู่ ก็ฟื้นมามีกำลังแข็งแรงไม่นานก็ทรุดแย่กว่าเก่า เพราะไม่ใช่การรักษาที่ตรงจุด การรักษาด้วยพลังจิตที่ดี ต้องเลือกเฟ้นหมอที่มีคุณสมบัติในการรักษาไม่ใช่ให้ใครก็ได้อยากลองวิชชา ก็ทำการสวดมนต์ส่งมาเลย ราวกับยกคนไข้ให้สารพัดหมอรุมกันยำคนไข้คนเดียว เจตนาดีแต่อาจให้ผลร้ายภายหลังได้ ไม่ควรทำด้วยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ แพทย์แต่ละท่านไม่ว่าจะเป็นแพทย์แผนปัจจุบัน, แผนโบราณ, หรือแพทย์นักออร่าบำบัด ในทางมาตรฐานการรักษาปัจจุบัน ต้องผ่านการเลือกเฟ้นคัดสรรมาอย่างดีก่อนว่าปลอดภัยจริงๆ จึงให้รักษาคนไข้ได้ ไม่ใช่ใครก็ทำได้ ยิ่งพระในประเทศไทยเรา ก็ทราบดีว่าพลังจิตมีทั้งขาวทั้งดำ แตกต่างกันมาก ไม่สมควรเลย

พยากรณ์ พ.ศ. ๒,๕๕๓ ถึง พ.ศ. ๒,๕๕๘

ปี พ.ศ. ๒,๕๕๒ เป็นปีชวด เทพนักษัตรคือ “หนู” ดูแลโลก ผู้ที่ชอบกินสกปรก ลักขโมยหาเศษหาเลย โกงกินจะมาก พวกนี้มีพรรคพวกเยอะ จะแอบกิน กินตอนคนเผลอหลับ แต่จะถูกแมวจับ คือ ตำรวจจับ หรือถูกฟ้องมากมายในภายหลัง คนพวกนี้จะมีอิทธิพล

ปี พ.ศ. ๒,๕๕๓ เป็นปีฉลู เทพนักษัตรคือ “วัว” ดูแลโลก ผู้ที่มัธยัสถ์ กินทีละน้อย เก็บเล็กผสมน้อย อยู่อย่างสมถะสันโดษจะอยู่ได้ดี คนจำพวกอื่นจะด้อยอิทธิพลลง ผู้ใช้กำลังมากกว่าปัญญาจะเด่น แต่จะถูกเสี้ยมเขาให้ชนกันเป็นคู่ๆ เพื่อปะลองปัญญาและพละกำลัง วัวเป็นพาหนะขององค์ศิวะ มหาเทพแห่งการทำลายล้าง พลังนารายอวตารปางที่สิบสิ้นสุดลง พลังพระศิวะเข้ามาแทนที่ ทำให้เกิดกระบวนการ “ทำลายล้าง” ไม่มีการประคองรักษาอีกแล้ว โดยพระศิวะจะไม่ใช้พระกาลีมาทำลายล้าง เพราะยังไม่ถึงกลียุค แต่จะให้พระนิตยโพธิสัตว์เป็นผู้ลงมือ จะเบากว่า ท่านจะกระดำดั่งกระทำกับโคคือเสี้ยมเขาโคให้ชนกัน เพื่อให้โคแต่ละตัวใช้ส่วนที่แหลมที่สุดของศีรษะเข้าชนกัน หรือทำให้พระนิตยโพธิสัตว์ปะทะกันด้านปัญญาเป็นตัวนำ มีกำลังเป็นตัวเสริม แล้วคอยดูความสมดุล ไม่ให้ปะทะกันรุนแรงเกินไป คนจะถูกจูงจมูกได้ง่าย แม้คิดว่าตนเองถูกหลอกใช้อยู่ และทำสิ่งตรงกันข้าม ก็อาจกลายเป็นหมากที่เขาวางไว้แล้วก็ได้ จะมีการประท้วงจากคนที่ใช้แต่กำลังแต่ปัญญาน้อย เช่น ชาวนา, องค์กรอิสระต่างๆ มากขึ้น

ปี พ.ศ. ๒,๕๕๔ เป็นปีขาล เทพนักษัตรคือ “เสือ” ดูแลโลก ผู้ที่ล่าเหยื่ออย่างใจเย็นไม่ให้เหยื่อรู้ตัว ซุ่มซ่อนตัวอยู่จะออกมาตะครุบเหยื่อ ใครกำลังซุ่มตะครุบใครอยู่ในจับเหยื่อในปีนี้จะได้ชัย จับปีอื่นไม่ดีเท่า ไม่ชง ไม่หนุนดวงขึ้นเป็นเสือได้ ต้องใจเย็นไปก่อนอย่าใจร้อน คนที่ดูเชื่องเหมือนแมว จะกลายเป็นคนที่ดุร้ายและจัดการเหยื่อจนถึงตาย ก่อนที่จะฉวยผลประโยชน์ เสือจะฆ่าเหยื่อให้ตายก่อนกิน มันจะไม่กินทั้งๆ ที่ยังไม่ตาย ปีนี้ จึงเป็นปีตัดสินระหว่างผู้ล่าและเหยื่อ ระวังจะมีการล่าอาณานิคม ประเทศที่ใหญ่โตมีทรัพยากรมากแต่รากฐานอ่อนแอ อาจตกเป็นเหยื่อของประเทศที่ซุ่มเงียบ

ปี พ.ศ. ๒,๕๕๕ เป็นปีเถาะ เทพนักษัตรคือ “กระต่าย” ดูแลโลก ผู้ที่ไม่มีพิษภัย เป็นคนดี จะหนี จะมีช่องทางใหม่ๆ มีทางเลือกให้ออกไปได้ ผู้ที่ไม่ใช่คนดี พวกมีพิษภัยจะไม่รอด เพราะไม่เคยขุดโพรงให้ตนเองมีทางออกไว้ให้เลือกได้หลายทางแบบกระต่าย ปีนี้ สิ้นสุดกระบวนการทำลายล้าง คนดีหนีรอดได้ มีช่องทางใหม่ โอกาสใหม่ๆ เพราะตนเองได้กระทำไว้แต่กาลก่อน ปีนี้เป็นปีของการหนีภัย ด้วยช่องทางเฉพาะตัวที่แอบทำไว้

ปี พ.ศ. ๒,๕๕๖ เป็นปีมะโรง เทพนักษัตรคือ “พญานาค” ดูแลโลก ผู้ที่เก็บตัวอยู่นาน จำศีลอยู่นานจักปรากฏ และนำพา “น้ำ” มากมายมาสู่เมืองมนุษย์ ผู้ที่แผ่ขยายอิทธิพลด้วยการแต่งงานจะมีอิทธิพลมากขึ้นในเมืองมนุษย์ ผู้มีบริวารมาก ลูกหลานมาก หากให้แต่งงานกันเพื่อขยายอิทธิพลในปีนี้จะดี แต่ก่อนหน้านี้ไม่ได้จะมีภัย หลังนี้ไปก็ไม่ดีนัก พญานาคเป็นเทพชั้นสูงชอบจำศีล แต่จะมีบริวารด้วยความสัมพันธ์ทางกาม คนที่เคยเก็บตัวจำศีลอาจสึกมาแต่งงาน ทำให้กลายเป็นผู้ทรงอิทธิพล ธาตุสี่บนโลกจะแปรปรวน     

ปี พ.ศ. ๒,๕๕๗ เป็นปีมะเส็ง เทพนักษัตรคือ “งู” ดูแลโลก คนที่เดินไปได้ด้วยอาการคดเคี้ยวเลี้ยวลดจะทรงอิทธิพลขึ้น คือ คนที่เฉไฉไปเรื่อย ไม่ใช่คนตรงไปตรงมา ทั้งยังมีพิษสงร้ายกาจ จะเรืองอำนาจ ทั้งนี้ จะมีการลอกคราบ สลัดความเป็นเด็กเพื่อเติบโตขึ้น เป็นงูพิษที่มีความร้ายกาจเต็มตัว คนที่ทำงานด้วยอาการคดเคี้ยวเลี้ยวลด จะแสดงตัวในปีนี้ (ลอกคราบเพื่อโตขึ้น) และครองอำนาจ กลายเป็นคนที่มีพิษสงมากมาย

ปี พ.ศ. ๒,๕๕๘ เป็นปีมะเมีย เทพนักษัตรคือ “ม้า” ดูแลโลก คนที่เก่งกล้าสามารถทั้งอิทธิฤทธิ์และปัญญา มีบุญเลี้ยงตัวเองได้ ชาติตระกูลเก่าดีแต่ต้องกรรมเร่ร่อน จะเชื่องยอมทำงานให้คนทุกอย่าง ด้วยค่าจ้างเพียงน้อย (กินหญ้า) จะปรากฏมีอิทธิพลต่อโลก 

พยากรณ์รายเดือน ปี ๒,๕๕๓

เดือนมกราคม ราศีมกร เทพมังกรเข้าดูแลโลกมนุษย์ เป็นจุดเริ่มต้นของผู้มักใหญ่ใฝ่สูง นักการเมือง ผู้ปกครอง จะมีบทบาทมาก มังกรชอบเอาชนะกันด้วยการเข่นฆ่า ไม่นิยมการปะลองด้วยวิธีที่สงบ เดือนนี้ให้ระวังการเคลื่อนไหวของนักการเมือง การก่อม็อบอาจมีการปะทะกันได้ จำต้องดูแลดีๆ จึงจะพ้นภัย มังกรเป็นเทพอสูรนิยมสงคราม คนสองฝ่ายจำนวนมากอาจเผชิญหน้าเข้าหากัน แล้วแก่งแย่งความเป็นใหญ่กัน

เดือนกุมภาพันธ์ ราศีกุมภ์ เทพประจำคนโทน้ำ เทน้ำลงมา หากเดือนมกราคมไม่ระวังกรรม ประเทศใดรบพุ่งกันมาก ปะทะกันมาก จะถูกน้ำกวาดล้าง ดังกองทัพพญามารที่ถูกแม่ธรณีบีบมวยผมเอาน้ำกวาดลงนรกได้ ให้ระวังดีๆ หากเดือนที่ผ่านมาไม่ปะทะรุนแรงอาจพ้นภัย แต่หากไม่ระวังภัยน้ำอาจปรากฏอย่างคาดไม่ถึง ให้ใช้น้ำดับใจที่เร่าร้อน

เดือนมีนาคม ราศีมีน เทพปลาคู่ หมายถึงการว่ายวนสองด้าน สิ่งที่แตกต่างกันสองขั้วจะว่ายวนไปมาไม่อาจหลุดพ้นห้วงมหรรณพยากแก่การตัดสินใจและหาทางออก ทางเลือกทั้งสองด้านล้วนไม่ใช่ทางออก ให้กลับร้ายกลายเป็นดี คือ หลุดไม่พ้นก็หมุนกันต่อไป สิ่งต่างๆ จะเดินหน้าคล่องหมุนไปได้ด้วยกลไกลการเคลื่อนไหวของขั้วแตกต่างทั้งสอง

เดือนเมษายน ราศีเมษ เทพแกะดูแลโลกมนุษย์ หมายถึง นักปราชญ์หรือคนที่อยู่ในป่าเขา สันโดษวิเวก จะมีอิทธิพลต่อโลก ให้อาศัยคำชี้แนะจากคนที่เก็บตัวอยู่ตามป่าเขา

เดือนพฤษภาคม ราศี พฤกษก เทพวัวดูแลโลกมนุษย์ หมายถึง ด้านดีคนที่มีกำลังมากจะมาช่วยงานอย่างเชื่องดี แต่ปัญญาน้อย จะถูกคนจูงจมูกได้ง่าย แต่ผลจากการจูงจมูกจะนำพาไปสู่การใช้ส่วนที่แหลมที่สุดของหัวคือ ปัญญาในการปะลองกัน ให้ผลดีในที่สุด

เดือนมิถุนายน ราศีเมถุน เทพคนคู่ดูแลโลกมนุษย์ หมายถึงทวิภาวะ คือ ภาวะของการแตกต่างกันอย่างสุดขั้ว แต่อยู่ร่วมกันได้ด้วยสัมพันธภาพ หากไม่มีสัมพันธภาพเชื่อมโยงอาจนำไปสู่การปะทะกันรุนแรง จากสิ่งที่แตกต่างกันสองขั้วนั้น ให้ระมัดระวังด้วย

เดือนกรกฎาคม ราศีกรกฎ เทพปู ดูแลโลกมนุษย์ หมายถึง คนที่วางก้ามอวดเบ่ง แต่ไม่มีสมองจะเข้ามาแผ่อิทธิพลให้สังเกตดีๆ คอยระวังการดำเนินงานของกลุ่มคนเหล่านี้ไว้ เพราะมักไม่ตรงลู่ตรงทาง เหมือนจับปูใส่กระด้ง ดูแลคนกลุ่มนี้ได้ พ้นเดือนนี้ก็รอดไป

เดือนสิงหาคม ราศีสิงห์ เทพสิงห์ดูแลโลกมนุษย์ หมายถึง คนที่มีความเป็นผู้นำแต่ดุ และชอบตะคอกใช้เสียงข่มมาก กล้าหาญ แต่อาจไม่ถูกต้องนักจะเรืองอำนาจ หรือมีอิทธิพลในเดือนนี้ ให้ระวังเรื่องกองทัพ, นักการเมือง, นักปกครอง เดือนนี้จึงจะพ้นภัย 

เดือนกันยายน ราศีกันย์เทพนารีดูแลโลกมนุษย์หมายถึง คนที่มีความอ่อนโยนอ่อนหวาน หรือผู้หญิง จะมีอิทธิพลในเดือนนี้ อาจใช้ความเป็นหญิงควบคุมความเป็นชายให้สงบได้  

เดือนตุลาคม ราศีตุล เทพยุติธรรมดูแลโลกมนุษย์ จะมีการฟ้องร้องในคดีสำคัญ หรือคนสำคัญๆ ในเดือนนี้ ควรให้ความระมัดระวังการตัดสินมากๆ เพราะเป็นคดีสำคัญ ทุกคดีที่คิดว่าเป็นคนไม่สำคัญอาจสำคัญและส่งผลกระทบกระเทือนต่อสังคมโดยรวมได้

เดือนพฤศจิกายน เทพแมงป่องดูแลโลก จะมีการวางกล้ามและใช้พิษ การกระดกหางข้ามหัวเพื่อทำร้ายกัน จึงเป็นเดือนของคนถ่อย ที่จะมีอิทธิพลมากในเดือนนี้

เดือนธันวาคม เทพธนูดูแลโลก จะมีการเล็งการณ์ไกลและการวางแผนระยะยาวมากในเดือนนี้ แต่การทำงานจะเชื่องช้าต้องรอหน่อย ใจเย็นๆ อย่าเร่ง แต่เชื่อเถิดว่าแม่นยำ 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น