มหาธรรม: จิตแบ่งภาคได้หรือ ควรแบ่งภาคจิตหรือไม่

มหาธรรม: จิตแบ่งภาคได้หรือ ควรแบ่งภาคจิตหรือไม่

จิตคนเรามี ๘๙ ถึง ๑๒๑ ดวง แต่ละดวงจุติเป็นคนได้หนึ่งคนเรียกว่าแบ่งภาค

ตามตำราไตรปิฎกกล่าวถึงดวงจิตว่ามี ๘๙ ดวง แต่ถ้าเป็นจิตที่พิสดารจะมีถึง ๑๒๑ ดวงจำแนกได้เป็นประเภทตามอาการที่รู้นั้นได้เป็น ๔ ประเภท คือ

๑. กามาวจรจิต ๕๔ ดวง

๒. รูปาวจรจิต ๑๕ ดวง

๓. อรูปาวจรจิต ๑๒ ดวง

๔. โลกุตตรจิต ๘ ดวง หรือ ๔๐ ดวง

อันนี้อ้างอิงตามตำราพระไตรปิฎกฉบับ “เถรวาท” ไม่ใช่มหายานแต่อย่างใด อนึ่ง ยังมีอีกว่าจิตที่ขณะจะจุตินั้นจะมีหนึ่งดวงเสมอ เรียกจิตดวงนั้นว่า “จุติจิต” เมื่อจิตจุติไปแล้วเพียงหนึ่งขณะซึ่งสั้นมากกว่าเสี้ยววินาทีนั้น จะเกิด “ปฏิสนธิจิต” คือ จิตที่จุติแล้วจะเกิดใหม่ทันที เช่น เกิดในภพภูมิใหม่ เป็นเทวดาเป็นต้น ดังนั้น จึงสรุปได้ว่าจุติจิตมีดวงเดียว จากนั้นดวงนั้นแหละที่ดับลงแล้วเกิดเป็น “ปฏิสนธิจิต” และปฏิสนธิจิตนี่เอง นับได้ว่ามีวิญญาณขันธ์มาปรุงด้วย นับเป็นจิตวิญญาณสมบูรณ์ มีกายทิพย์สมบูรณ์ เรียกว่าเกิดใหม่เป็นเทวดาได้หนึ่งองค์ หรือหนึ่ง ชีวิต ดังนั้น “หนึ่งดวงจิต ก่อเกิดได้หนึ่งชีวิต” แล้วคนเรามีจิตตั้ง ๘๙ ดวง หากฝึกจิตได้พิสดารก็มีได้ถึง ๑๒๑ ดวง เชียว ขอถามชัดๆ ตรงตามหลักไตรปิฎกเถรวาทเถิดว่า “จิตในกายนั้นมีถึง ๘๙ ดวง เมื่อตายลง จะเกิดเป็นจิตวิญญาณกี่ดวง” ก็ต้อง ๘๙ จิตวิญญาณ หรือ ถ้าเป็นเทวดาหมด ก็ต้องเป็นเทวดา ๘๙ องค์ ใช่หรือไม่ อันนี้ ไม่ต้องคำนวณยุ่งยากเลย ตรงไปตรงมามาก นี่คือ ธรรมดาของคนทุกคน คือ ตอนเกิดมาใช้จิตดวงเดียวเกิดเป็นคนได้หนึ่งคน เรียกว่าจุติจิต จิตที่มาจุตินั้นมีดวงเดียว จากนั้น จำนวนดวงจิตไม่คงที่เปลี่ยนแปลงไป สรุปตามไตรปิฎกจะได้จำนวนดวงจิตทั้งสิ้นในกาย ๘๙ ดวง หรือ ๑๒๑ ดวงตามแต่เหตุปัจจัย ดังนั้น จิตจะเพิ่มขึ้นหลังมาเกิดแล้วใช่ไหม แต่เมื่อมนุษย์คนหนึ่งตายลง หนึ่งสังขารนั้น จะปลดปล่อยดวงจิตให้ออกมาจากร่างได้ ๘๙ ดวงหรือ ๑๒๑ ดวง เหมือนกันทุกคนตามหลักไตรปิฎก ส่วนหน่อพระโพธิสัตว์นั้น หากเหลือจิตดวงเดียวในกายจะแบ่งภาคจิตได้อีก คนธรรมดาทำไม่ได้

สมมุติพระกวนอิมมาจุติ จะมีจิตดวงเดียวที่มาจุติแต่เมื่อเติบโตขึ้น ก็จะมีจิตในกายสังขารทั้งสิ้น ๘๙ ดวง หรือ ๑๒๑ ดวงตามตำราไตรปิฎก แต่เมื่อกายสังขารของพระกวนอิมแตกสลายไป ก็จะปลดปล่อยดวงจิตออกมาทั้งสิ้น ๘๙ ดวง หรือ ๑๒๑ ดวงใช่ไหม อันนี้ไม่ต้องคำนวณมาก จากจิตแต่ละดวงก็จุติต่อไปได้อีก หนึ่งดวงก็จุติเป็นเทวดาได้หนึ่งองค์ เทวดาหนึ่งองค์มีจิตดวงเดียว แต่คนเราหนึ่งกายสังขารมีจิต ๘๙ ดวงหรือ ๑๒๑ ดวง อันนี้ของให้ทราบด้วยว่าต่างกัน กายสังขารของเราเหมือนภาชนะบรรจุดวงจิตได้มากมาย เช่นนี้ทุกคน ไม่ได้แบ่งแยกว่าจะต้องเป็นพระโพธิสัตว์ใช่หรือไม่ ใช่หน่อพระโพธิสัตว์หรือเปล่า นี่ว่ากันตรงๆ ตามตำราเปะๆ เลย ทุกคนเป็นเช่นนี้เหมือนกันหมด เป็นธรรมชาติของจิต ระหว่างการเติบโตของมนุษย์ จากจิตดวงเดียวที่เรียกว่าจุติจิตนั้น ได้จุติลงมาเกิดเป็นมนุษย์ครบถ้วนแล้ว ก็มีจำนวนดวงจิตเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนถึง ๘๙ ดวง หรือ ๑๒๑ ดวง อ้าว แล้วมาจากไหนตั้งมากมายละนั่น ง่ายๆ จ้ะ ทางมหายานเขามีศัพท์เรียกว่า “แบ่งภาคจิต” คือ จากจิตหนึ่งดวงที่จุติมา พอจิตมีกำลังจิตมากขึ้น เหมือนเชื้อเห็ด พอเอามาเพาะเข้าก็แยกหน่อแยกออกมา ธรรมชาติของจิตก็ไม่ต่างจากธรรมชาติของเห็ด, ไผ่, ต้นไม้มีเหล่ากอ ฯลฯ ธรรมชาติเหมือนกัน เหมือนกันโดยธรรมชาติ ไม่ต่างกันตรงไหน ทุกคนเหมือนกันอย่างนี้หมด ยุติธรรม เท่าเทียม เพราะเป็นธรรมชาติ

อันนี้ ขอให้เขาใจตรงกันเสียทีนะครับว่าจิต และจำนวนดวงจิตในกายเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร จะได้ไม่เกิดการเถียงกันอีกกับคำว่า “แบ่งภาคและอวตาร” เช่นนั้น คิดต่อสิครับ สมมุติว่าพระอชิตะผู้ได้รับคำทำนายว่าเป็นพระศรีอาริยเมตตรัยละสังขารลงจะปลดปล่อยดวงจิตออกมากี่ดวง แท่นแท้น…. อย่างน้อย ๘๙ ดวง อย่างมาก ๑๒๑ ดวง ใช่ไหมครับ

ไม่ยากใช่ไม่ อย่า งง นะครับ ตรงไปตรงมาตามตำรา พลิกบทบาทกันครับวันนี้ เอ้างั้น ย้อนเวลากลับไปใหม่ สมมุติ ก่อนที่พระพุทธเจ้าสมณโคดมจะมาเกิด พระศรีอาริยเมตตรัยก็ได้รับคำทำนายแล้ว (ในไตรปิฏกก็บันทึกไว้ว่าท่านได้รับคำทำนายมาก่อนสมัยพระพุทธเจ้าสมณโคดมแล้ว) งั้น ในยุคนั้น ถ้าท่านตายลงจะมีดวงจิตกี่ดวงปลดปล่อยออกมาจากกายสังขารของท่าน ติ้กต่อกๆ ตอบ ๘๙ ดวง หรือ ๑๒๑ ดวงใช่ไหมครับ

แหมไม่ยากเลย คิดต่อนะ ถ้างั้นในยุคนั้น จิตดวงหนึ่งก็จุติเป็นคนได้หนึ่งคนใช่ไหม เช่นนั้น ก่อนยุคที่พระพุทธเจ้าสมณโคดมจะมาตรัสรู้ พระศรีอาริยเมตตรัยก็ได้รับคำทำนายแล้ว ตายแล้ว จิตออกจากร่างมาแล้วไม่น้อยกว่า ๘๙ ดวง หรือ ๑๒๑ ดวงใช่ไหมครับ อย่างนี้เป็นไปได้ไหมครับว่า ดวงจิตมากมายนั้น มาเกิดเป็นคนมากกว่าหนึ่งคน เพราะจิตเพียงดวงเดียวก็เป็นคนได้หนึ่งคนแล้วนี่ครับ นี่ตั้ง ๘๙ ดวง หรือ ๑๒๑ ดวงนั่น อาจไปจุติเป็นเทวดาบ้าง คนบ้าง ก็ว่าไป สรุปตรงนี้ ไม่จำเป็นว่าพระศรีอาริยเมตตรัยจะต้องมีคนเดียวในสมัยพุทธกาล เพราะดวงจิตของท่านมากกว่า ๑ ดวง อาจมาเกิดเป็นคนมากกว่าหนึ่งคน นั่นคือ พระมหากัจจายนะไงละครับ ที่พระสาวกสายมหายานนับถือกันว่าคือตัวตนที่แท้จริงของพระศรีอาริยเมตตรัย ในขณะที่เถรวาทนับถือว่าพระอชิตะต่างหากที่เป็นตัวตนที่แท้จริงของพระศรีอาริยเมตตรัย แต่เป็นไปได้นี่ใช่ไหมครับว่าใช่ทั้งสองท่านเลย ทว่า แม้ดวงจิตจะมีมากขนาดนั้น เป็นคนได้มากขนาดนั้น แต่เวลาจุติลงไปตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้านี่สิ ใช้แค่ดวงจิตเดียวนะครับอย่าลืม แปลว่าอะไรหรือ แปลว่าแม้แต่จิตแต่ละดวงของพระศรีอาริยเมตตรัยเองก็ต้องแข่งกันละครับว่าดวงไหนจะได้เป็นจุติจิตที่จะลงไปตรัสรู้ แปลอีกหน่อยคือ พระมหากัจจายนะ และพระอชิตะก็ต้องแข่งกันในฐานะที่เป็นจิตหนึ่งในกายสังขารเก่าของพระศรีอาริยเมตตรัยทั้งคู่ไงละครับ OK?

วันนั้นผมได้ขอให้ท่านผู้ฝึกจิตท่านหนึ่งถอดกายทิพย์ไปถามพระสาวกของพระพุทธองค์ว่าตกลงใครกันแน่ที่เป็นพระศรีอาริยเมตตรัยระหว่างพระอชิตะและพระมหากัจจายนะ ผลปรากฏว่าพระสาวกองค์หนึ่งกล่าวว่าพระอชิตะ อีกองค์หนึ่งกล่าวว่าพระมหากัจจายนะ ผู้ถอดกายทิพย์ท่าจะเกรงใจพระพุทธองค์ที่ทรงประทับเป็นประธานอยู่เลยแอบกลับมาบอกก่อน จะถามพระพุทธเจ้าก็ไม่กล้า (ท่านเหล่านี้นิพพานหมดแล้วครับ แต่ที่เห็นและสื่อสารได้ใช้สัญญาขันธ์ของเราปรุงเอาครับ ภาวะจิตของเราไม่อาจเห็นสภาวธรรมระดับนิพพาน) สรุปไม่ได้ว่าเป็นท่านใด แปลว่า ต้องบำเพ็ญแข่งกันไปเองละครับท่าน ยังไม่รู้ผลแพ้ชนะ ต้องดูกันต่อไป อันนี้เล่าให้ฟังเล่นๆ ไม่น่าเชื่อเท่าไร ถือว่าไม่ได้พูดก็แล้วกัน

คนเราทุกคนนั้นมีจำนวนดวงจิตเปลี่ยนแปลงไปได้เพราะเหตุปัจจัยต่างๆ เช่น บางท่านประสบอุบัติเหตุรถคว่ำ ทำให้สภาพจิตใจเปลี่ยนไป เอ๋อๆ เด๋อๆ เหมือนคนไม่เต็มบาตร เพราะดวงจิตไม่ครบไงครับ ขณะประสบอุบัติเหตุ ดวงจิตบางดวงได้จุติออกจากร่างไปและหาทางกลับร่างไม่ได้ คนไทยโบราณบรรพบุรุษของเรา เขาเรียกกันว่า “ขวัญหาย” ต้องมาทำพิธีรับขวัญ, สู่ขวัญอย่างที่นิยมมากๆ ในภาคเหนือและภาคอีสานนั่นไงละครับ ขึ้นบายศรีสู่ขวัญก็ดี ผูกข้อมือสู่ขวัญก็ดี มีหมอร้องเพลงเรียกขวัญ ทำขวัญก็ดี จะทำกันในพิธีสำคัญๆ ครับ เพื่อเรียกดวงจิตทั้งหมดกลับเข้าร่าง เพื่อจะได้บุญทุกดวงจิตไงครับ เช่น ก่อนบวชก็ต้องเรียกขวัญ ดึงดวงจิตทุกดวงกลับเข้าร่างก่อน บวชแล้วจะได้บุญครบทุกดวงจิต อันนี้บรรพบุรุษเราทำกันมา คิดว่าท่านคงไม่ดูถูกว่าเป็นความงมงายนะครับ

จำนวนดวงจิตนั้นถ้าน้อย แต่มีปัญญาแจ้ง ก็ไม่มีปัญหาเป็นพระอรหันต์ได้เต็มตัว ถ้ามีหลายดวงจิตก็ต้องบริสุทธิ์ทุกดวงจิตจึงนับว่าอรหันต์สมบูรณ์ แต่ถ้าบริสุทธิ์บางดวงจิต บางดวงยังเหลือไว้เวียนว่ายตายเกิดใหม่ อันนั้นเป็นสูตรปฏิบัติธรรมของมหายานครับ เรียกว่า “อรหันตโพธิสัตว์” ถ้าจะให้ได้อรหันต์ตามสูตรเถรวาทต้องบริสุทธิ์ทุกดวงจิตครับ มีเรื่องเล่าจากหลวงพ่อโตทิ้งไว้ว่าพระอรหันต์ชินปัญจระ จุติไปเป็นท้าวมหาพรหมชินปัญจระ อันนี้แปลกไหมครับ พระอรหันต์ทำไมไม่นิพพาน ทำไมยังจุติเป็นพรหม

อ่า ท่านผู้มีปัญญาและมีบุญได้อ่านบทความของข้าพเจ้ามาถึงจุดนี้น่าจะตาแจ้งได้แล้วใช่ไหมครับว่าหลวงพ่อโตไม่ได้เพี้ยน ที่กล่าวว่าพระอรหันต์ชินปัญจระไปจุติเป็นท้าวมหาพรหมได้ เพราะอะไรก็ง่ายๆ พระอรหันต์ชินปัญจระมีจิตอย่างน้อยในกายสังขารนั้น คือ ๘๙ ดวง หรืออย่างมาก ๑๒๑ ดวง หนึ่งในจำนวนดวงจิตทั้งหมดนั้นได้จุติเป็นท้าวมหาพรหมนั่นเอง ของกล้วยๆ ส่วนดวงจิตบางดวงก็นิพพานไปเช่นนั้นเองไม่แปลกเลย

นั่นแปลว่าอะไร คิดต่อสิ ติ้กต่อกๆ แปลว่าพระอรหันตโพธิสัตว์นั้นมีมาแต่ยาวนานมาก แต่ครั้งที่พระพุทธเจ้ายังมีพระชนม์ชีพอยู่นะสิครับ ปนๆ กันอยู่มานานแล้ว ทั้งส่วนที่เป็นอรหันตสาวก และส่วนที่เป็นอรหันตโพธิสัตว์ แปลว่าตอนที่พระพุทธเจ้ายังมีพระชนม์ชีพอยู่แม้ไม่ได้แบ่งแยกนิกายเป็นเถรวาทและมหายาน แต่ในทางปฏิบัติก็เกิดความแตกต่างกันมีสองแบบมาตั้งแต่นั้นแล้วนั่นเอง อ่านมาถึงตรงนี้ พอจะหายคลุมเครือจากข้อมูลเก่าๆ บ้างหรือยังครับ ถ้าไม่งง ขอต่อยอดความคิดต่อไปนะครับว่าด้วยเรื่องของจิตนะ

จำนวนดวงจิตในกายสังขารของมนุษย์มีมากไม่ใช่ดวงเดียวแบบเทวดาที่ไม่มีกายสังขาร และสามารถเพิ่มหรือลดลงได้ดังที่กล่าวแล้วในกรณีรถพลิกคว่ำจนต้องมี “การทำขวัญ” ดังกล่าวข้างต้น ที่นี้มาดูกันต่อว่าเมื่อมีดวงจิตมากหรือน้อยนั้น ดีหรือไม่ดีอย่างไร  

ถ้ามีดวงจิตเดียว ดวงจิตนั้นไม่ได้บรรลุธรรม จะเป็นเอ๋อ ไม่เต็มบาตร มีกิเลสน้อย (จิตมีจำนวนมาก กิเลสก็เพิ่มมาก พอดวงจิตน้อย กิเลสเลยดูเหมือนน้อย) เช่น ในคนที่เป็นโรคเอ๋อจริงๆ ก็ตกในสภาพเช่นนั้น บางคนที่แรกๆ เป็นเอ๋อ แต่พอต่อสู้ชีวิต มีพละกำลังจิต กำลังใจ ทำให้ดวงจิตที่น้อยนั้น กลับเข้ามาสู่ตัว ดวงจิตที่เคยจุติออกไปอยู่ภพภูมิอื่นนั้นก็เข้ามาช่วยการทำงานของร่างกาย และควบคุมกายสังขารได้ดีขึ้น ทีนี้ ไม่ต้องไปหาหมอที่ไหนละ เห็นวิธีแก้โรคเอ๋อแล้วใช่ไหมครับ โรคนี้ไม่ใช่ของแปลกเป็นได้ทุกคนครับ

คนที่มีดวงจิตในกายน้อย เสี่ยงที่จะละสังขารได้เร็ว พูดง่ายๆ “ชะตากำลังขาดครับ” ในคนที่มีจิตดวงเดียวหรือเหลือดวงจิตในกายน้อยมาก มักถูกทักให้ไปรับขันธ์บ้าง รับขวัญบ้าง อันนี้ ชาวบ้านที่ปฏิบัติตามบรรพบุรุษของไทยมาคงไม่โง่งมงายเกินไปใช่ไหมครับ คนบางคนชีวิตย่ำแย่จริงๆ เมื่อดวงจิตจุติออกจากร่างไปมาก เหลือดวงจิตในกายน้อย ทั้งเรื่องการดำเนินชีวิตและความคิดจิตใจ บางคนถูกทักว่า “บ้า” บ้าง, “ประสาท” บ้าง, “เพี้ยน” บ้าง, “เอ๋อ” บ้าง, และเด็ดสุด “ติงต๊อง” ทีนี้เข้าใจหรือยังครับว่าทำไมบางคนถูกทักว่าติงต๊อง นี่เป็นเรื่องธรรมดาครับ ธรรมชาติเป็นกันได้ทุกคนไม่แปลกไม่ได้บ้านะครับ

คนที่มีดวงจิตในกายสังขารมาก ก็น่าจะสันนิฐานได้ว่าอายุยืนนะครับ เพราะตรงข้ามกับคนที่ชะตาขาดนี่นา ทว่า มันทำให้มีกิเลสมากขึ้นด้วยไหมเอ่ย ก็น่าจะใช่นะครับ แต่ถ้าชำระซักฟอกดวงจิตทุกวัน ทุกดวงให้มันรู้กันไปสิ ไม่ใช้สูตรแบบพระสังฆราชองค์ที่หกแห่งนิกายเซน เว่ยหลาง (ใช่ไหมนะครับ ถ้าจำชื่อผิดขอโทษจ้า) ที่ท่านกล่าวว่ากระจกใสแล้วไม่ต้องเช็ด แปลว่าดวงจิตดวงหนึ่งบริสุทธิ์ก็พอแล้ว นั่นสูตรของมหายานแท้ๆ เลย แต่ถ้าสูตรของเถรวาทละก็ ต้องทำต่อไปเรื่อยๆ ครับ ตรวจแล้วตรวจอีก จนแน่ใจว่าไม่มีเหลือจิตดวงไหนที่มีกิเลสแปดเปื้อนอีก ทว่า ก็ไม่เสมอไป มหายานแบบใหม่ ในแนวข้าพเจ้านี้เอาแบบเถรวาทมาก่อน คือ ชำระให้หมดทุกดวงจิต จากนั้น ก็ดึงดวงจิตเก่าๆ ที่เคยอยู่ในกายสังขารเดียวกับเรามาก่อนมาโปรดต่อไงครับ หรือดวงจิตที่กระจัดกระจายออกจากกายสังขารของเราในอดีตชาติ ยังไม่หลุดพ้น เอามานั่งเช็ดถูครับ อิๆ

ตอนนี้ กายสังขารนี้ ก็มี “ซุนหงอคง” มาอยู่ด้วยเด้อ สบายดีบ่พ่อแม่พี่น้อง ไม่ต้องแปลกใจว่าทำไม เจ้าของกายสังขารนี้ถึงได้เปลี่ยนไปได้ขนาดนี้ เป็นอย่างนี้แหละครับ จิตจรเข้ามาอาศัยบำเพ็ญธรรมเรื่อยๆ บางดวงหลุดพ้นอบายภูมิแล้วก็จากไป บางดวงก็อยู่ต่อเพื่อช่วยกันทำกิจอื่นๆ ต่อไป สำหรับวันนี้เอาแค่นี้ก่อนพอหอมปากหอมคอ สวัสดีครับ

การแบ่งภาคจิตทำให้เกิดชีวิตใหม่ไปเรื่อยๆ ไม่ได้นิพพาน

ดังที่เคยกล่าวในบทความอื่นไว้ว่าจิตคนเรามีถึง ๘๙ ดวง แต่ละดวงสามารถจุติไปเกิดเป็นคนได้หนึ่งคน แม้กระทั่งยามที่เรายังมีชีวิตอยู่นี้ หากจิตจุติออกจากร่างไปบางดวง เหลือไว้บางดวง เรายังไม่ทันตายเลย แต่จิตที่จุติออกไปก็กลายเป็นสิ่งมีชีวิตได้หนึ่งชีวิตแล้ว ดังนั้น การเกิดของสรรพสัตว์จึงมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้สามภพนี้แออัด ไม่รู้จะอยู่กันอย่างไรดี หากไม่มีนิพพานแล้ว การเวียนว่ายตายเกิดแบบไม่สิ้นสุดนี้ รังแต่จะนำหายนะมาให้แก่ทุกดวงจิตในสามภพนี้ ดังนั้น นิพพานจึงเป็นทางออกของตัวเอง และผู้อื่นด้วย แม้คนผู้นั้นจะนิพพานไปคนเดียวไม่ได้ช่วยใครเลยก็ถือว่าช่วยสามภพด้วยการนิพพาน หยุดเกิด หยุดรบกวนสามภพนี้ด้วยเหมือนกัน ดังจะกล่าวโดยละเอียดต่อไป

การแบ่งภาคจิตเป็นอย่างไร

จิตจะแบ่งภาคได้ ต้องมีกำลังมากพอ หากแบ่งออกแล้วได้เหมือนเดิมทั้งคู่นั้น ต้องมีบารมีมาก เช่น จิตเดิมเป็นโพธิสัตว์ หากมีความเป็นโพธิสัตว์มากมายล้นหลามสองเท่า ก็อาจแบ่งได้เป็นโพธิสัตว์สององค์ แบบนี้เกิดได้เหมือนกัน แต่น้อยมากๆ เฉพาะท่านที่มีบารมีมากจริงๆ ส่วนใหญ่ ถ้าแบ่งภาคจิตแล้ว จิตเดิมจะมีบารมีเท่าเดิม แต่จิตดวงใหม่จะได้บารมีลดลง เช่น แบ่งแล้วได้พรหม, ได้อสูร เป็นต้น ก่อนที่จะแบ่งออกได้อะไรนั้น จะต้องมีเชื้อเกิดมารอก่อน คือ ขันธ์ห้า เช่นไปรับขันธ์เขามา ขันธ์ห้านี้คือ “วิญญาณขันธ์” หรือ “กายทิพย์” ที่ครอบกายสังขารเรารอเวลาไว้ เมื่อจิตเราเกิดพอใจ พึงใจ ก็เกิดการร่วมประสานกับวิญญาณขันธ์นั้น จิตกับวิญญาณประสานกันเรียกว่า “ปฏิสนธิ” ก็จะเกิดเป็น “จิตวิญญาณ” ได้หนึ่งดวงสมบูรณ์ สมมุติเราไปรับขันธ์พรหมมา กายทิพย์พรหมก็ครอบกายสังขารเราอยู่ เราไปพอใจกับพรหมเข้า อยากได้ อยากมี อยากเป็น จิตของเราจะแบ่งออกมาปฏิสนธิเข้ากับกายทิพย์หรือวิญญาณขันธ์นั้นกลายเป็นจิตวิญญาณพรหมโดยสมบูรณ์ เกิดใหม่อีกหนึ่งชีวิต ต้องเวียนว่ายตายเกิดต่อไปอีก ไม่ได้นิพพาน

การแบ่งภาคจิตดีหรือไม่

ไม่ดีนัก เพราะยิ่งทำให้เกิดสิ่งมีชีวิตมากขึ้น ถ้าในยุคแรกเริ่มสร้างโลก ดวงจิตมีน้อยการแบ่งภาคจิตก็ดีอยู่ เพราะต้องการดวงจิตมาเกิดมาพอดู แต่ถ้ายุคนี้ คนจะล้นโลกอยู่แล้ว ควรหยุดกระบวนการแบ่งภาคจิต ยกเว้นว่าเมื่อแบ่งภาคจิตแล้ว จิตหลักบริสุทธิ์มาก ได้โปรดจิตที่แบ่งออกมาของตนเอง คือ ก่อนโปรดสัตว์อื่น ให้โปรดตนเองให้ดีเสียก่อนนั่นเอง อันนี้ พระพุทธเจ้าสอนไว้ ให้สอนตัวเองก่อนสอนคนอื่น เพราะมีมากเหมือนกันที่พระโพธิสัตว์ใจร้อนรีบสอนคนแต่ยังโปรดตนเองไม่ได้เต็มที่ การแบ่งภาคจิตจึงไม่ดีนัก

ถ้าต้องการจิตหลายดวงควรทำอย่างไร

ไม่ควรแบ่งภาคจิตออกจากจิตหลักของตนเอง บางท่านแบ่งภาคจิตมาก จนจิตหลักที่เหลืออยู่บริสุทธิ์มาก จนไม่อาจอยู่ได้อีกต่อไป และนิพพานไป เมื่อนิพพานไปแล้ว จิตดวงที่เหลืออยู่ไม่ทันได้โปรดก่อน ปล่อยทิ้งให้จิตดวงที่เหลืออยู่ตกต่ำ เพราะแบ่งออกมาแล้วแย่กว่าเก่า อย่างนี้เท่ากับที่ได้ปฏิบัติมาสูญไปเลย ต้องเริ่มปฏิบัติกันใหม่ ได้แต่บารมีแต่มรรคผลเสียไปอย่างนั้นเอง เหมือนคนปลูกมะม่วง ตัดยอดออกเสีย ต้องรอไปปีหน้า ดูแลกันใหม่ กว่าจะมีผลให้กินฉะนั้น ถ้าต้องการจิตหลายดวงให้ใช้การ “เรียกขวัญ” ดีกว่า คือ การเรียกดวงจิตเก่าๆ ที่เคยเวียนว่ายตายเกิดในกายสังขารเดียวกันกับเรามาสู่กายสังขารของเรา โปรดดวงจิตของเราเองที่เคยแบ่งภาคไปก่อน แต่ยังไม่พ้นทุกข์ ไม่พ้นอบายภูมิทั้งหลาย เก็บกวาดเอามาโปรดเปิดกายสังขารให้เขาได้ใช้ปฏิบัติให้พ้นทุกข์ อย่างนี้ จะทำให้จำนวนดวงจิตมวลรวมของทั้งสามภพลดลงไปเรื่อยๆ นิพพานมากขึ้น ก็จะช่วยสามภพนี้ให้เข้าสู่สมดุลได้มากขึ้น ไม่เช่นนั้น ดวงจิตจะมากขึ้นไปเรื่อยๆ จนไม่รู้ว่าจะเวียนว่ายตายเกิดกันอย่างไรไหว เพราะไม่ยอมนิพพานกันเสียบ้างนั่นเอง

พระโพธิสัตว์ไม่ควรแบ่งภาคจิตมาก
เพราะไม่ทำให้หลุดพ้นนิพพาน แล้ว
ภาคแบ่งนั้น ยังมักตกภพอสูรก่อน
ก่อกรรมต่อผู้คนมากมายกว่าจะพ้นได้

ควรเลือกเอาจิตในกายเก่าๆ มาโปรดดีกว่า
ยกเว้นกรณีจำเป็นจริงๆ เช่น เหลือจิตดวงเดียว
ในกาย แต่กำลังจะนิพพาน อย่างนี้จะแบ่งภาค
จิตออกมาดวงหนึ่งนิพพานไป ดวงหนึ่งครองกาย
สังขารต่ออายุทำกิจโปรดสัตว์ต่อไปได้

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น