“สังสารวัฏ ๕” วิวัฒนาการการเวียนว่ายตายเกิดของจิตจนกระทั่งนิพพาน

“สังสารวัฏ ๕” วิวัฒนาการการเวียนว่ายตายเกิดของจิตจนกระทั่งนิพพาน

“สังสารวัฏ ๕” วิวัฒนาการการเวียนว่ายตายเกิดของจิตจนกระทั่งนิพพาน

มนุษย์เป็นสัตว์สังคม แต่ก็มีบ้างบางคนที่ไม่นิยมสังคม นิยมปลีกวิเวกและไม่สนใจผู้ใด ที่เราเรียกว่า “ปัจเจกชน” สำหรับมนุษย์ที่เป็นสัตว์สังคมแล้ว จะมีอยู่ด้วยกันสองประเภทคือลักษณะที่มีความเป็นผู้นำ และลักษณะที่มีความเป็นผู้ตาม สรรพสัตว์ชนิดใดๆ ก็มีความเป็นอยู่เช่นนี้ ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่งในสามแบบ กล่าวคือ แบบปัจเจกชน, แบบผู้นำ และแบบผู้ตาม นั่นเอง ความเป็นของบุคคลในหมู่คณะนี้เอง นำพาให้ดวงจิตนั้นๆ เวียนว่ายตายเกิดอย่างมีรูปแบบที่ชัดเจนแน่นอน จวบจนกว่าจะสิ้นภพสิ้นชาติและเข้าสู่นิพพานในชาติสุดท้าย โดยดวงจิตทุกดวงจะเริ่มกำเนิดเหมือนกันก่อน จากนั้นเมื่อเวียนว่ายตายเกิดหลายชาติ สะสมบารมีมากขึ้นก็จะได้เป็นผู้นำ จะเริ่มมีความแตกต่างกัน และเลือกทางที่ตนเองปรารถนา ดวงจิตต่างๆ นั้น จำแนก “มโนธาตุ” ได้ ๓ แบบ คือ “พุทธภูมิ”, “ปัจเจกภูมิ”, และ “สาวกภูมิ” โดยจักรวาลสามภพจะมีระบบให้กำเนิดและพัฒนาดวงจิตทั้งมวลทั้งสามแบบ ให้เวียนว่ายตายเกิดหลายชาติ จนกว่าจะพร้อมเข้าสู่ชาติสุดท้าย คือ ชาติที่มโนธาตุมีความบริสุทธิ์สูงมาก กระบวนการเวียนว่ายตายเกิดมีด้วยกัน ๕ ขั้นตอน ยาวนานนับกัลป์กัลป์ เรียกว่า “สังสารวัฏ ๕” โดยสมมุติช่วงเวลาเฉลี่ยในการเวียนว่ายตายเกิดในแต่ละช่วงเป็น “กัลป์” ทั้งสิ้น ๕ ช่วงด้วยกัน ดังจะได้อธิบายต่อไป  

สังสารวัฏ ๕ ได้แก่ ธรรมกัลป์, จิตจรกัลป์, บารมีกัลป์, วิบากกัลป์ และพุทธกัลป์

“สังสารวัฏ ๕” คือ การเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสาร ๕ ระยะอันเป็นขั้นตอนของจักรวาลตามธรรมชาติแห่งวิวัฒนาการก่อนที่จะบรรลุธรรมในชาติสุดท้าย อันได้แก่ “ธรรมกัลป์” คือ ช่วงที่จิตยังบริสุทธิ์มาก มีการเวียนว่ายตายเกิดตามธรรมชาติที่เหมือนกันไม่แตกต่างกันนัก, “จิตจรกัลป์” คือ ช่วงที่จิตเริ่มมีความหลากหลาย มีการเวียนว่ายตายเกิดท่องไปในรูปแบบที่แตกต่างกัน เพราะการเลือกของดวงจิตเอง, “บารมีกัลป์” คือ ช่วงที่จิตเริ่มมีการบำเพ็ญบุญบารมีเพื่อให้ได้ดั่งสิ่งที่ตนเองเลือก หรือปรารถนาไว้, “วิบากกัลป์” คือ ช่วงที่ดวงจิตจำต้องเกิดมาเพื่อชดใช้ไถ่ถอนกรรมเป็นอันมาก จากอดีตชาติที่สะสมมา, “พุทธกัลป์” คือ ช่วงที่ดวงจิตไถ่ถอนกรรมหมด และมีบุญบารมีเพียงพอสำเร็จเป็นพุทธะแบบต่างๆ ทั้งสิ้น ๔ รูปแบบ ดังจะได้อธิบายขยายความธรรมได้โดยพิสดาร ดังนี้

๑) “ธรรมกัลป์” คือ ขั้นเวียนว่ายตายเกิดแบบหลอมสำเร็จ (จิตประภัสสร)

คือ ขั้นตอนที่ดวงจิตจะเวียนว่ายตายเกิดโดยเริ่มต้นจากจิตที่ประภัสสรเหมือนกันหมดทุกดวงจิต จากนั้น จะพัฒนาไปเรื่อยๆ ลองผิดลองถูก และท่องเที่ยวศึกษาไปในสามภพเรื่อยๆ จนท้ายที่สุด จะเริ่มเข้าสู่ช่วงตัดสินใจเลือกทางเดินต่อไป คือ ช่วงที่ผ่านการได้เป็น ปัจเจกชน, ผู้ตาม และได้เป็นผู้นำผู้อื่นจนครบในที่สุด ทุกดวงจิตจะได้เป็นผู้นำผู้อื่นท้ายที่สุดของกระบวนการทั้งสิ้น จากนั้น จึงพิจารณาเลือกว่าจะอยู่ในสังคมฐานะใด ขั้นแรกนี้ ทุกดวงจิตจะมีรูปแบบการเวียนว่ายตายเกิดที่คล้ายกัน เสมือนมีแบบสำเร็จ

๒) “จิตจรกัลป์” คือ ขั้นเวียนว่ายตายเกิดเลือกหลากหลาย (จิตจรภูมิ)

คือ ขั้นตอนที่ดวงจิตจะเลือกทางเดินของตน ตั้งความปรารถนาของตน หลังจากได้มีภาระเป็นหมู่คณะแล้ว ดวงจิตจะได้รับหน้าที่เป็นผู้นำ, ผู้ตาม, ผู้โดดเดี่ยว จนครบทั้งสามบทบาท จากนั้นดวงจิตจะมีความเห็นความสมัครใจส่วนตนที่จะเป็นอยู่แบบใดในสามแบบนี้ แสดงจะพฤติกรรมในแต่ละชาติสืบเนื่องต่อไป ที่แตกต่างกันในแบบที่ตนเลือก บ้างแสดงความเป็นผู้นำโดยตลอด บ้างแสดงความเป็นผู้ตามโดยตลอด บ้างแสดงความเป็นปัจเจกชนโดยตลอด ดวงจิตต่างๆ เริ่มเกิดความแตกต่างหลากหลายกันในขั้นนี้

๓) “บารมีกัลป์” คือ ขั้นเวียนว่ายตายเกิดเพื่อสะสมบุญบารมี (จิตบำเพ็ญ)

คือ ขั้นตอนที่ดวงจิตจะบำเพ็ญเพียรและเพาะบ่มความปรารถนาของตนที่แตกต่างกันนั้น เช่น หากปรารถนาเป็นสาวกของผู้ใด ก็จะทำหน้าที่เป็นบริวารบ่าวไพร่ของผู้นั้นอยู่เสมอ หากปรารถนาเป็นผู้นำ ก็ต้องบำเพ็ญเพียรอย่างหนักในแต่ละชาติ จวบจนกว่าดวงจิตนั้นๆ จะมีความกล้าแกร่งคงที่ในความปรารถนาของตนเอง คือ บารมีเต็มนั่นเอง หากดวงจิตมีความหลงทาง เต็มไปด้วยความไม่รู้ ไม่ทราบถึงความเป็นที่สุด ท้ายที่สุดของสรรพสิ่ง และท้ายที่สุดของตนเอง ดวงจิตนั้นก็จะหลงทางก่อกรรมทำเข็ญ เวียนว่ายตายเกิดมากมาย เหมือนการลองผิดลองถูกสะเปะสะปะ จนกว่าจะเข้าสู่แนวทางที่ถูกต้อง หรือที่เรียกว่าเกิดตายเสียเปล่า เสียชาติเกิดไปชาติหนึ่ง หรือเรียกว่า “โมฆะบุรุษ” นั่นเอง 

๔) “วิบากกัลป์” คือ ขั้นเวียนว่ายตายเกิดเพื่อไถ่ถอนกรรมเก่า (จิตไถ่ถอน)

คือ ขั้นตอนที่ดวงจิตจะต้องชดใช้กรรมมากมายหลายชาติ ก่อนที่จะเข้าสู่การบรรลุธรรมในชาติสุดท้ายในแบบใดแบบหนึ่ง ช่วงนี้จะเกิดตายหลายชาติ และรับกรรมมากมาย หรือที่เรียกกันว่า “เกิดมาเพื่อชดใช้กรรม” นั่นเอง เมื่อเข้าสู่ระยะนี้ ดวงจิตจะเริ่มเบื่อหน่ายการเวียนว่ายตายเกิด ดวงจิตเริ่มแสวงหาทางหลุดพ้นทุกข์ และทางหมดสิ้นไปแห่งการเวียนว่ายตายเกิด ในรูปแบบต่างๆ กัน เช่น พุทธภูมิเริ่มอยากตรัสรู้, ปัจเจกภูมิเริ่มอยากพ้นกรรม, สาวกภูมิเริ่มอยากเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า จึงพร้อมสู่ชาติสุดท้าย สำหรับบางท่านที่รู้สึกว่าเกิดมาเพื่อชดใช้กรรมนั้น เพราะอาจอยู่ในระยะ “วิบากกัลป์” นั่นเอง ดังนั้น จึงไม่แปลกที่ว่าทำไมบางท่านรู้สึกว่าเกิดมาใช้กรรมและบางท่านไม่รู้สึก

๕) “พุทธกัลป์” คือ ขั้นเวียนว่ายตายเกิดเพื่อเข้าสู่แบบสำเร็จรูป (จิตพุทธะ)

คือ ขั้นตอนที่ดวงจิตจะหลุดพ้นการเวียนว่ายตายเกิด หรือพ้นจากความทุกข์ ความหลง ความไม่รู้ทั้งมวล ทำให้เข้าใจตนเองว่าเป็นใคร เวียนว่ายตายเกิดมาเท่าไร และมีความปรารถนาอะไร มีกิจที่พึงทำต่อไปในกาลข้างหน้าอีกหรือไม่ ซึ่งมีรูปแบบสำเร็จรูปของการหลุดพ้นจากการหลงในการเวียนว่ายตายเกิด หรือการหลุดพ้นทุกข์นี้ ๔ แบบเรียกว่า “พุทธะ ๔” ได้แก่ สัมมาสัมพุทธะ คือผู้ตรัสรู้โดยชอบแล้วโปรดสัตว์สร้างศาสนา, ปัจเจกพุทธะ คือ ผู้ตรัสรู้โดยตนเอง แต่ไม่สร้างศาสนาเพื่อโปรดสัตว์ (รู้เฉพาะตน), อรหันตพุทธะ คือ ผู้รู้ได้ด้วยการตรัสรู้ของผู้อื่น, มหาพุทธะ คือ ผู้ที่บรรลุแล้วยังสามารถเวียนว่ายตายเกิดอีกได้เรื่อยๆ เพื่อโปรดสัตว์ไม่มีที่สิ้นสุด ได้แก่ การบรรลุธรรมแบบพระมหาโพธิสัตว์ นั่นเอง ในธรรมย่อยส่วน “พุทธกัลป์” นี้ขอขยายความพุทธะ ๔ ประกอบ ดังนี้

“พุทธะ ๔” ได้แก่ สัมมาสัมพุทธะ, ปัจเจกพุทธะ, อรหันตพุทธะ และมหาพุทธะ

“จิตคือพุทธะ” เป็นพุทธะในตัวอยู่แล้ว มีความบริสุทธิ์ประภัสสรในตัวอยู่แล้ว แต่ก็มีความแตกต่างกันตามธาตุธรรมของจิต คือ มโนธาตุที่เวียนว่ายตายเกิดสะสมบุญบารมีมาต่างกันนั่นเอง ดังนั้น “พุทธะ” จึงสามารถจำแนกประเภทที่แตกต่างกันเหล่านี้ ออกได้เป็น ๔ ประเภท ตาม “มโนธาตุ” ที่แตกต่างกัน ได้แก่ “สัมมาสัมพุทธะ”, “ปัจเจกพุทธะ” “อรหันตพุทธะ” และ “มหาพุทธะ” สามารถอธิบายขยายความธรรมโดยพิสดาร ได้ดังนี้

๕.๑) สัมมาสัมพุทธะ คือ การตรัสรู้ธรรมแบบพุทธภูมิ (พระพุทธเจ้า)

คือ การบรรลุธรรมด้วยการตรัสรู้ด้วยตนเอง และใช้บุญบารมีของตนเพื่อสร้างศาสนา โปรดสัตว์ และได้สั่งสอนธรรมแก่คนทั่วไป คือ การได้เป็น “พระพุทธเจ้า” นั่นเอง การบรรลุธรรมแบบนี้ คือ การพ้นจากการหลงโลก และเข้าใจว่าตนเคยเวียนว่ายตายเกิดมาหลายชาติ มีความปรารถนาเช่นไร และยังรู้ว่าถึงชาติสุดท้ายที่ตนจะได้ใช้บุญบารมีที่สะสมมาทั้งหมดเพื่อความปรารถนานั้นๆ แล้ว และจะไม่มีชาติต่อไปอีก ไม่เกิดอีก เมื่อบรรลุธรรมครั้งแรก จะเข้าสู่ภาวะ “กิเลสนิพพาน” คือ กิเลสที่บดบังสภาวธรรมความจริงนั้น สูญไปหมดสิ้นก่อน จึงมีดวงตาเห็นธรรม เห็นสิ่งต่างๆ ได้ตามประสงค์ เรียกว่า “ตรัสรู้ธรรม” ซึ่งจะล่วงรู้ได้ทุกสรรพสิ่ง เรียกว่า “สัพพัญญูญาณ” จากนั้นจะการบรรลุ “พุทธภูมิ” คือ เห็นแจ้งว่าตนมีความปรารถนาที่จะช่วยเหลือโปรดสรรพสัตว์ เรียกว่า “ตรัสรู้ตน” จากนั้น จึงทำกิจต่างๆ ในการสร้างศาสนา, เผยแพร่ศาสนา ระยะนี้เอง จะบรรลุธรรมขั้นสูงที่เรียกว่า “พุทธธรรม” หรือ “บรรลุยูไล” คือ ธรรมะระดับพระพุทธเจ้าที่พระอรหันต์สาวกไม่มี, พระปัจเจกพุทธเจ้าไม่มี คือ ธรรมะที่ใช้ในการเคลื่อนพระธรรมจักร  

๕.๒) ปัจเจกพุทธะ คือ การตรัสรู้ธรรมปัจเจกภูมิ (พระปัจเจกพุทธเจ้า)

คือ การบรรลุธรรมด้วยการตรัสรู้ด้วยตนเอง และไม่มีบุญบารมีพอที่จะสร้างพระศาสนาหรือเผยแพร่ธรรมได้ จำต้องปลีกวิเวก คือ การได้เป็น “พระปัจเจกพุทธเจ้า” นั่นเอง การเดินทางในวัฏสงสารของชาวปัจเจกพุทธะนั้น เป็นการเดินทางแบบเพื่อตัวเองคนเดียว เป็น “ปัจเจกบุคคล” ที่ไม่สนใจใคร ไม่คิดร้ายใคร ไม่คิดช่วยใคร แต่ปรารถนาจะยิ่งใหญ่เหมือนพุทธภูมิ จึงบำเพ็ญบารมีตามพุทธภูมิในบางส่วนแต่ไม่ครบทุกส่วน เช่น บำเพ็ญปัญญาบารมี แต่ไม่บำเพ็ญเมตตาบารมี, บำเพ็ญเนกขัมมะบารมี แต่ไม่บำเพ็ญทานบารมีเป็นต้น ปัจเจกภูมิ มักต้องการได้อย่างพุทธภูมิ เพียงแต่ไปไม่ถึงดวงดาว เพราะมีความเหนื่อยล้าในการเวียนว่ายตายเกิด และอยากหลุดพ้นกรรมที่สะสมมามากมาย จึงเข้าถึงด้วยปัญญาอันสูงส่ง บรรลุเป็นปัจเจกพุทธเจ้าไปก่อน และมักเกิดในชาติที่โลกไม่พร้อมต้อนรับพระพุทธเจ้า ไม่มีสาวกตามลงมาช่วยสร้างศาสนา ขาดแคลนไปเสียทุกอย่าง แม้บรรลุธรรมอันวิเศษ ก็ต้องปลีกวิเวกเดียวดาย ไร้คนเข้าใจ โดดเดี่ยวฉลาดหลักแหลมอยู่คนเดียว ดุจ “นอแรด” สุดท้ายต้องจำจากสังคม และเข้าป่าอาศัยในถ้ำจนตาย ที่หลายท่านมักจะพูดกันว่า “หุบเขากลืนฤษี” คือ เมื่อพระปัจเจกพุทธเจ้าบรรลุแล้วก็จะแสวงหาสถานที่สงบวิเวกหมดหวังที่จะสั่งสอนคน แล้วอยู่ที่นั่นไม่ออกมาจนกระทั่งตายไปนั่นเอง

๕.๓) อรหันตพุทธะ คือ การบรรลุธรรมแบบสาวกภูมิ (พระอรหันตสาวก)

คือ การบรรลุธรรมด้วยการได้รับการสั่งสอนจากผู้อื่นแล้วนำมาปฏิบัติให้รู้แจ้งด้วยตนเอง และไม่มีบุญบารมีที่จะสร้างศาสนาได้ คือ การได้เป็น “สาวกของพระพุทธเจ้า” นั่นเอง การบรรลุแบบนี้ จะมีลักษณะเหมือนกับพระพุทธเจ้าที่ตนเองได้รับการสั่งสอนเท่านั้น จึงจัดว่าเป็นสาวกภูมิที่แท้จริง เช่น พระพุทธเจ้าทรงนิพพานไม่เกิดอีก พระสาวกเมื่อบรรลุธรรมแล้วก็จะนิพพานแล้วไม่เกิดอีกเช่นกัน ทว่าบางท่านอาศัยธรรมของพระพุทธเจ้าบางพระองค์แล้วเมื่อจากโลกไป ไม่เป็นดั่งเช่น พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น เช่น พระสารีบุตรเมื่อได้ฟังธรรมของพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ แล้วไม่ยอมบรรลุนิพพาน กลับตั้งความปรารถนามาเกิดอีกเป็นอัครสาวกเบื้องขวาของพระพุทธเจ้าสมณโคดม ลักษณะเช่นนี้ เป็น “พุทธภูมิ” ซึ่งสามารถยั้งจิตตนเองไม่ยอมเข้าสู่นิพพานได้ และยังมาเกิดได้อีก (อนึ่ง ในชาตินั้น พระสารีบุตรก็ได้บรรลุธรรมแล้ว แต่เนื่องจากได้ตั้งความปรารถนาหลังที่จิตบริสุทธิ์จึงยังเกิดได้อีก) นอกจากนี้ ยังมี พระอานนท์ที่ไม่ยอมบรรลุธรรมเพราะการเทศนาของพระพุทธเจ้า ด้วยเพราะกำลังจิตแห่งพุทธภูมิกล้าแข็ง กลับบรรลุด้วยตนเองภายหลัง แล้วถูกพระมหากัสสปะตำหนิ จนต้องตั้งความปรารถนาที่จะไม่กระทำและหระทำกิจพุทธอันควร ทำให้เมื่อจากโลกไป ไม่เข้าสู่นิพพานและยังต้องเกิดอีก

๕.๔) มหาพุทธะ คือ การบรรลุแบบมหาโพธิสัตว์ (พระมหาโพธิสัตว์)

คือ การบรรลุธรรมแบบพิเศษ ด้วยการได้รับการสั่งสอนจากผู้อื่น หรืออาศัยพระธรรมที่ผู้อื่นตรัสรู้ไว้ก่อนแล้ว แล้วนำมาปฏิบัติจนรู้แจ้งด้วยตนเอง ทั้งยังสามารถเผยแพร่พระธรรมคำสั่งสอนสืบทอดต่อไปได้ เพราะมีบุญบารมีสะสมมามากพอ แต่จะไม่สร้างพระศาสนาใหม่ ซึ่งอาจยังผลให้เกิดนิกายใหม่ๆ ขึ้นมาได้ นอกจากนี้ การบรรลุธรรมแบบพิเศษนี้ ยังสามารถกลับมาเกิดช่วยสรรพสัตว์ได้อีกเรื่อยไปไม่สิ้นสุด แตกต่างจากการบรรลุทั้งสามแบบข้างต้น พบเฉพาะใน “พระมหาโพธิสัตว์” ที่มีบารมีมากเท่านั้น ทั้งนี้เมื่อซักฟอกธาตุธรรมจนรู้ตนเองเป็น “พุทธภูมิ” แล้ว พระมหาโพธิสัตว์จะผสมธาตุธรรมในส่วนสาวกภูมิเข้าไปเพื่อไม่ให้ธาตุธรรมของตนบริสุทธิ์จนไม่อาจเกิดใหม่ได้อีก เช่น พระอวโลกิเตศวรมหาโพธิสัตว์ ที่เมื่อบรรลุแล้วจะทรงเพ่งจิตศรัทธาพระอมิตาภะพุทธเจ้า เมื่อจากโลกไป ก็จะไปเกิดยังสุขาวดี และสามารถลงมาช่วยมนุษย์ได้อีกเรื่อยๆ สำหรับพุทธะลักษณะอื่นๆ นั้น “พุทธกัลป์” คือ ชาติสุดท้ายเพียงชาติเดียว แต่สำหรับพระมหาโพธิสัตว์แล้ว “พุทธกัลป์” สามารถยืดยาวออกไปได้ไม่จำกัด อนึ่ง พระมหาโพธิสัตว์นี้ แรกเริ่มเดิมทีก็บำเพ็ญเพียรแบบพระโพธิสัตว์ ปรารถนาพุทธภูมิ แต่ภายหลังสละได้แม้พุทธภูมิ ขอเพียงโปรดสรรพสัตว์ได้ก็พอ จึงบรรลุธรรมและเกิดใหม่ได้เรื่อยๆ

สรุปส่งท้าย

การบรรลุทั้งสี่แบบนี้จัดเป็นการบรรลุธรรมชั้นสูงสุด คือ “พุทธจิต” หรือมีจิตเป็นพุทธะทั้งสิ้น ไม่ว่าจะตรัสรู้ด้วยตนเองแล้วสร้างศาสนา, ตรัสรู้ด้วยตนเองแต่ไม่สร้างศาสนา, บรรลุธรรมโดยการตรัสรู้ของผู้อื่น, การบรรลุธรรมแล้วเวียนว่ายตายเกิดโปรดสัตว์ไปตลอด ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นพุทธะอันแท้จริง มีความบริสุทธิ์แล้ว ซักฟอกจิต/ธาตุธรรมจนบริสุทธิ์แล้วในแบบที่ตนเองปรารถนาจะให้เป็น อนึ่ง หากบางท่านต้องการให้มโนธาตุมีส่วนผสมตามปรารถนาก็สามารถทำได้ แม้ไม่เหลือมโนธาตุเดียว ก็จัดว่าซักฟอกธาตุจิตให้บริสุทธิ์ได้สำเร็จเหมือนกัน) โดยปกติแล้วภูมิจิตภูมิธรรมของคนมีความแตกต่างกัน พระอรหันต์จึงไม่อาจเข้าใจถึงความเป็นไปของพระโพธิสัตว์ได้ และย่อมจะไม่เข้าใจว่าพระโพธิสัตว์บรรลุธรรม กิเลสนิพพานแล้ว จะเวียนว่ายตายเกิดอีกได้อย่างไร ดังนั้น จึงกลายเป็นข้อถกเถียงกันมากของมหายานและเถรวาทในเรื่อง “อรหันต์เกิดใหม่ได้” 

นอกจากนี้ยังมีข้อถกเถียงของมหายานและเถรวาทอีกในเรื่อง การทำนายหรือการให้พุทธพยากรณ์ จะให้โดยพระพุทธเจ้าในชาติที่ท่านลงไปตรัสรู้แก่พระโพธิสัตว์ต่างๆ ที่ลงไปจุติด้วยเท่านั้น ไม่มีการให้ผ่านทางนิมิตอย่างที่หลายคนแอบอ้าง และในการให้พุทธพยากรณ์นั้น จะทรงกระทำให้รู้เพียงสองต่อสอง หากผู้อื่นรู้เข้าก็จะเกิดผลร้ายได้ อาจถูกขัดขวางทำลาย จนชาตินั้นบำเพ็ญเพียรได้ยาก แม้พระพุทธเจ้าสมณโคดมเองก็ทรงให้พุทธพยากรณ์แก่พระนิตยโพธิสัตว์ทั้งสิบองค์โดยลับ แล้วจึงได้แสดงธรรมอธิบายความเป็นมา, อดีตชาติ, อนาคตชาติ ของพระนิตยโพธิสัตว์ทั้งสิบที่จะได้ตรัสรู้อย่างแน่นอนเป็นลำดับไว้อีกส่วนหนึ่ง ในภายหลังพราหมณ์และผู้เรียบเรียงพระคัมภีร์ต่างพยายามจะประติดประต่อเรื่องราว จึงทำตามความเข้าใจของตนเท่าที่สามารถจะเข้าใจได้ เช่น พระศรีอาริยเมตตรัยที่จะทรงมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าองค์ต่อไป ก็ร้อยเรียงเรื่องราวต่อจากครั้งที่พระน้านางปชาบดีโคตรมี ถวายผ้าทอมือแด่พระพุทธเจ้า พระน้านางปรารถนาจะทำบุญใหญ่ พระพุทธเจ้าจึงออกอุบายว่าจะไม่ทรงรับ แต่จะทรงให้พระสาวกที่มีบุญบารมีมากกว่ารับไปแทน ผลจึงทำให้พระสาวกทุกรูปไม่มีผู้ใดกล้ารับ เพราะเกรงว่าจะเสียมารยาทที่แสดงตนว่ามีบารมีเหนือกว่าพระพุทธเจ้า จนถึงท้ายที่สุดคือ พระอชิตะผู้บวชใหม่ ไม่มีผู้อื่นใดรับอีกแล้ว พระอชิตะจึงจำต้องรับไว้ ในครั้งนั้น เป็นกุศโลบาย “ถวายสังฆทาน” เพื่อให้พระน้านางได้บุญมาก การถวายที่ไม่จำกัดพระสงฆ์ผู้รับ แต่พระพุทธเจ้าทรงไม่เฉลย ภายหลังจึงมีผู้เข้าใจผิดคิดว่าพระอชิตะทรงมีบุญบารมีมากกว่าพระพุทธเจ้าย่อมต้องเป็นพระศรีอาริยเมตตรัยแน่นอน ซึ่งไม่ถูกต้อง

ในสมัยนั้น พระพุทธเจ้าทรงอธิษฐานเสี่ยงดอกบัวทำนาย เพื่อให้พยากรณ์โดยลับแก่พระศรีอาริยเมตตรัยโพธิสัตว์ ด้วยการรำพึงขึ้นในใจว่า “พระศาสนาของพระองค์คงจะหักกลางจะมีผู้ใดมาช่วยสานต่อหนอ” ครานั้น พระมหากัจจานะ ได้ล่วงรู้วาระจิตปริวิตกของพระพุทธองค์ จึงได้เปล่งฉัพพรรณรังสีตอบกลับไปว่าท่านนี้แหละจะทรงไปช่วยเอง ในครานั้นเองเป็นการตั้งความปรารถนาเกิดใหม่ของพระโพธิสัตว์ ทำให้แม้บรรลุธรรม กิเลสนิพพานหมดแล้ว พระโพธิสัตว์ยังคงไปเกิดได้อีก พลันดอกบัวที่ใช้ทำนายของพระพุทธเจ้าก็ลอยลงมาที่พระมหากัจจานะ ทั้งสองจึงได้รู้กันในใจเพียงเท่านี้เอง

นอกจากนี้ ยังมีกรณีของพระสารีบุตรและพระอานนท์ ซึ่งเป็นพระโพธิสัตว์ทั้งคู่ ทั้งสองรูปนี้ไม่เข้านิพพาน และยังเวียนว่ายตายเกิดเพื่อบำเพ็ญบารมีต่อไปอีก สำหรับพระสารีบุตรนั้น เนื่องจากชาติที่ได้ปรารถนาเป็นพระอัครสาวกเบื้องขวาของพระพุทะเจ้าสมณโคดมแล้ว จิตมีความกล้าแข็งมากกว่านิพพานก็จะไม่เข้านิพพาน แต่สำหรับพระอานนท์นั้น ได้มีการปรารถนาที่จะทำสิ่งต่างๆ แก้ไขตนเองทั้งที่ไม่สามารถย้อนเวลากลับมาได้แล้ว เช่น การทูลอาราธนาพระพุทธเจ้าให้ยื้อชีวิตอยู่ต่อ ทั้งๆ ที่พระพุทธเจ้าจากโลกไปแล้ว สิ่งนั้นเองทำให้พระอานนท์แม้บรรลุธรรม ก็ยังกลับมาเยนว่ายตายเกิดตามปรารถนานั้น

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น