“สรรพสุข ๗” ความสุขที่มนุษย์พึงได้สัมผัสให้ได้ในชีวิตทั้ง ๗ ประการ

“สรรพสุข ๗” ความสุขที่มนุษย์พึงได้สัมผัสให้ได้ในชีวิตทั้ง ๗ ประการ

“สรรพสุข ๗” ความสุขที่มนุษย์พึงได้สัมผัสให้ได้ในชีวิตทั้ง ๗ ประการ

มนุษย์ทุกคนที่อดทนลำบากตรากตรำ แก่งแย่งแข่งขัน ทำงานหนักอยู่ทุกวันนี้ สุดท้ายแล้วก็เพื่อ “ความสุข” นั่นเอง ทว่าเราได้ทราบหรือไม่ว่าความสุขมีลักษณะอย่างไรกันบ้าง บางครั้งเราเสพสุขชนิดเดียว ไม่เคยทดลองเสพสุขชนิดอื่นๆ อาจเพราะไม่มีโอกาสได้สัมผัสความสุขอื่นๆ ก็คิดว่าความสุขนั้นมาจากสิ่งเดิมๆ อย่างเดียว จึงยึดมั่นถือมั่นแต่สิ่งเดิมๆ แก่งแย่งแข่งขันกันเพื่อสิ่งเดิมๆ คือ “เงินเท่านั้น” อุปมาเหมือนสุนัขที่เคยกินคูถ (อุจจาระ) ก็คิดว่าคูถนั้นเอร็ดอร่อยเหลือประมาณ ไม่มีสิ่งอื่นใดที่เหนือกว่านี้แล้ว แต่เมื่อสุนัขตัวนั้น ได้อาหารที่ดีกว่า ก็จะรู้ว่ามีสิ่งอื่นที่เอร็ดอร่อยกว่ายิ่งๆ ขึ้นไป ความสุขก็เป็นเช่นนั้น มีระดับความสุขที่ละเอียดอ่อนและประณีตแตกต่างกัน หากไร้ซึ่งความสุนทรียะเป็นบุคคลป่าเถื่อนดิบสันดานหยาบ ไม่ได้อบรมขัดเกลาและเจริญจิตมาดีแล้ว ก็จะคิดว่าความสุขนั้นมีแต่ความสุขทางโลกอย่างเดียว เป็นได้เพียงสุนัขกินคูถที่โง่งมจนชีวิตหาไม่ก็เท่านั้นเอง “สรรพสุข ๗” จึงได้รวบรวมความสุขที่มนุษย์พึงเสพก่อนที่ชีวิตจะหาไม่ ให้ได้ในชาติหนึ่งที่เกิดมา จึงจะเรียกได้ว่าไม่เสียชาติเกิด ทั้งสิ้น ๗ ประการ อันได้แก่ โลกียสุข, สันติสุข, สุนทรียสุข, ปีติสุข, สงบสุข, วิมุติสุข และ อัปมัญญสุข ดังนี้คือ

โลกียสุข คือ ความสุขที่ได้จากการสนองกิเลสตัณหาความต้องการทางโลก

เป็นสุขที่ได้จากการตอบสนองความต้องการ เป็นผลจากความโลภ, โกรธ, หลง หรือ เป็นผลจากกุศลวิบากกรรมที่ได้ทำสิ่งดีงามไว้ แล้วผลบุญสนองให้ได้รับความสุข เป็นสุขที่ไม่เที่ยงแท้ เป็นความสุขที่มีการดับไปเสื่อมไปตามเวลา ช่วงแรกที่สุขจะสุขมาก แล้วก็มอดดับไปเหมือนไฟไหม้ฟาง จากนั้น ก็ต้องแสวงหาความสุขเช่นนี้ใหม่ๆ เพราะเมื่อความสุขเช่นนี้สิ้นไปแล้ว ความทุกข์จะเข้ามาแทนที่ กล่าวคือ เดี๋ยวสุข เดี๋ยวทุกข์ เป็นสมดุลเช่นนี้ ดังนั้น แม้มีความสุขแบบนี้ ก็ยังไม่พ้นความทุกข์และความเครียดไปได้ ดังนั้น ความสุขแบบนี้ จึงมีสองสาเหตุคือ การได้สนองกิเลสและการเสวยผลบุญ 

สันติสุข คือ ความสุขที่ได้จากการปรองดองสมัครสมานสามัคคีกันในสังคม

เป็นสุขที่ได้จากการสมัครสมานสามัคคีปรองดองในสังคมหมู่คณะ เป็นความสุขจากการได้อยู่ในสังคมที่มีแต่ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เป็นความสุขทางสังคมของการเป็น “สัตว์สังคม” เป็นความสุขที่ไม่ใช่ความสุขส่วนตัว แต่เป็นความสุขร่วมกัน ความสุขแบบนี้แตกต่างจากโลกียสุขเล็กน้อย ยกตัวอย่างเช่น การที่บุคคลเข้ามาร่วมวงสังสรรค์กัน แต่อยากให้คนชื่นชมตน อยากให้คนยกย่องตนเอง อยากให้คนสนใจตนเอง แบบนั้น คือ โลกียสุข แต่หากบุคคลอยู่ร่วมกันแล้วไม่ทะเลาะเบาะแว้ง พร้อมหน้าพร้อมตากัน ดูแลช่วยเหลือกัน แบบนี้เป็น “สันติสุข” ความสุขแบบนี้จะเกิดได้ เมื่อกิเลสหมดสิ้นไปชั่วขณะ จิตพ้นไปจากความอยากและยึดมั่นส่วนตัว แล้วได้สัมผัสถึงสิ่งดีงามที่มีอยู่ในหมู่คณะ เป็นสุขทางสังคมที่แท้จริง ซึ่งแตกต่างจากความต้องการทางสังคม

สุนทรียสุข คือ ความสุขที่ได้จากการสร้างสรรค์ศิลปะส่วนตัวไม่ก่อบาปกรรม

เป็นสุขที่ได้จากการสร้างสรรค์ศิลปะหรือผลงานที่ดีงามในภาวะที่จิตพ้นจากกิเลส แม้ไม่ได้เกิดผลประโยชน์แก่ผู้ใด เช่น การเล่นดนตรีคนเดียว, ร้องเพลงคนเดียว, วาดภาพคนเดียว ไม่ก่อบาปกรรมแก่ผู้ใด ไม่ยุ่งเกี่ยวกับผู้ใด เป็นความสุขภายใน แต่ยังต้องอาศัยการสร้างสรรค์ผลงานส่วนตนให้บังเกิดขึ้น หรือได้ชื่นชมผลงานของผู้อื่น เช่น การได้ฟังเพลง ได้เพ่งจ้องมองภาพวาด ความสุขแบบนี้แตกต่างจากความสุขแบบโลกียสุขเล็ก น้อย ยกตัวอย่างเช่น หากร้องเพลงเพราะอยากเป็นดารา ได้แสดงตามแบบดารา เช่นนี้เป็นโลกียสุข แต่หากร้องเพลงด้วยจิตที่เข้าถึงความเป็นศิลปะ ก็จะเป็นสุนทรียสุข

ปีติสุข คือ ความสุขที่ได้เพราะจิตกุศลจากการทำบุญหรือการปฏิบัติทางจิต

เป็นสุขที่ได้จากจิตอันเป็นกุศล เช่น เกิดจากการทำความดีจนเกิดความปีติตื้นตันใจ หรือการปฏิบัติทางจิต เช่น การเข้าฌาน บ้างมีน้ำตาหลั่งไหล บ้างเกิดขนลุกซู่ชูชัน ฯลฯ เป็นสุขที่สุขุมละเอียดอ่อน เมื่อเปรียบเทียบโลกียสุขแล้ว อุปมา ปีติสุขเหมือนอาหารชั้นเลิศที่ทำอย่างประณีต มากกว่าอาหารที่ทำเมื่อหิวจัด ที่ทำอย่างลวกๆ หยาบๆ ก็รู้สึกอร่อยเพราะความหิวโหย ซึ่งอุปมาอาหารชนิดหลังนี้ก็เหมือน “โลกียสุข” นั่นเอง ซึ่งความสุขแบบปีติสุขที่เกิดขึ้นนี้ จำต้องทำคุณงามความดี หรือทำบุญกุศลและการปฏิบัติทางจิต เช่นการเข้าฌานเท่านั้น ไม่สามารถเกิดได้เมื่อจิตยังมีกิเลสแบบโลกียสุขได้เลย    

สงบสุข คือ ความสุขที่ได้จากจิตสงัดจากนิวรณ์ห้าเพราะการปฏิบัติจิตขั้นสูง

เป็นสุขที่ได้จากจิตที่สัมผัสถึงความสงบ หรือเกิดจากการปฏิบัติจิตขั้นสูง เป็นภาวะความสุขที่พ้นไปจากกิเลสชั่วคราว ความสุขจากความสงบนี้ เป็นความสุขที่ประณีตละเอียดยิ่ง สงบเย็น พ้นไปจากความกังวล ความฟุ้งซ่าน การซัดส่าย ความหวั่นไหววูบวาบ ไม่มีขึ้น ไม่มีลง ไม่มีเอนซ้าย เอนขวา เป็นความสุขนิ่งว่างเบาสบาย พ้นไปจากภาระร้อยรัดจิตใจ และพ้นจากต้นเหตุแห่งความทุกข์ใดๆ ทั้งมวล เหนือกว่าโลกียสุขหลายเท่าอย่างไม่อาจเทียบกันได้ หลายท่านอาจได้พบความสุขนี้ เมื่อจ่ายเงินเข้าสปาในโรงแรมหรูๆ ที่บริการได้ยอดเยี่ยม แต่ความสุขนั้น ยังไม่เท่าเมื่อปฏิบัติจิตด้วยตนเอง จะมีความว่างเบาสบายพ้นเหนือยิ่งขึ้นไปมากกว่าการเข้าสปาในโรงแรมหรูเสียอีก

วิมุติสุข คือ ความสุขที่ได้จากการสิ้นไปของความหลงในเหตุแห่งทุกข์ทั้งมวล

เป็นสุขทีได้จากจิตหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งมวล ด้วยการหมดสิ้นไปจากเหตุแห่งทุกข์ จนทุกข์ไม่สามารถเกิดขึ้นได้อีก อุปมาเหมือนถอนรากถอนโคนต้นไม้แล้ว ผลของต้นไม้นั้นย่อมไม่อาจมีได้อีก เป็นความโล่งว่างเบาสบาย อิ่มอกอิ่มใจ ยิ่งเสียกว่าความสงบสุขที่เกิดจากการหลุดพ้นกิเลสชั่วคราวเสียอีก เนื่องจากเกิดปัญญาเห็นแจ้งทุกประการ และวางลงได้ทุกสิ่ง เสมือนดวงไฟที่เคยมืดมน จู่ๆ ก็เกิดประกายลุกโชติช่วงชัชวาลไปตลอดกาลไม่มีวันดับ ขับไล่ความทุกข์ความกังวล ความไม่รู้ให้หมดสิ้นไป วิมุติสุขนี้จะเกิดได้เมื่อบรรลุธรรมขั้นสูงสุดเท่านั้น ได้แก่ อรหันตธรรม ในผู้ที่เป็น “สาวกภูมิ” และโพธิสัตว์ธรรม ในผู้ที่เป็น “พุทธภูมิ” การบรรลุธรรมขั้นต่ำกว่านี้ ไม่สามารถสัมผัส “วิมุติสุข” ได้ 

อัปมัญญสุข คือ ความสุขไร้ประมาณที่ได้จากการโปรดสรรพสัตว์ไร้ประมาณ

เป็นสุขสูงสุดที่มนุษย์พึงมี หลังจากที่บุคคลบรรลุธรรมขั้นสูงสุด และได้บำเพ็ญเพียรเพื่อโปรดสรรพสัตว์ให้พ้นทุกข์ดังเช่นตน หากอุปมาเปรียบ “วิมุติสุข” เป็นดวงไฟแล้ว ก็จะเป็นดวงไฟจำกัดเฉพาะบริเวณ แต่สำหรับ “อัปมัญญสุข” นั้น เปรียบเสมือนดวงอาทิตย์ที่ฉายแสงไปยังสรรพสัตว์ทั้งมวล มีแสงสว่างส่องไปทั่วทั้งสากลจักรวาลอย่างไร้ประมาณ บุคคลที่จะมีความสุขเช่นนี้ได้ จำต้องมี “โพธิจิต” คือ ความปรารถนาช่วยเหลือผู้อื่นให้พ้นทุกข์เช่นเดียวกับตน และต้องบรรลุธรรมด้วย สำหรับ “สาวกภูมิ” ที่บรรลุธรรมในขั้นสูงสุดแล้ว ได้เสวยวิมุติสุขแล้ว หรือก็คือ “พระอรหันต์” หากได้บำเพ็ญเพียรโปรดสัตว์ต่อ ช่วยเหลือให้ผู้อื่นได้พ้นทุกข์เช่นตนบ้าง จนเกิด “โพธิจิต” ขึ้นในภายหลัง ก็สามารถสัมผัส อัปมัญญสุข นี้ได้ อนึ่ง วิมุติสุข เป็นสุขที่ไร้ซึ่งทุกข์ทั้งมวลแล้ว เหมือนบุคคลใช้หนี้หมด และมีรายได้พออยู่รอดเท่านั้น แต่สำหรับ อัปมัญญาสุข เป็นเสมือนบุคคลที่ใช้หนี้หมดแล้ว และได้รับกำไรท่วมท้นมากมายเพิ่มเข้ามาอีก ความสุขจึงเกิดขึ้นมากมาย

บทสรุปส่งท้าย

บทความนี้เขียนขึ้นด้วยเห็นว่ามนุษย์ปัจจุบันเป็นสุขนิยม ซึ่งต้องอดทนทำงานหนักแก่ง แย่งแข่งขันกันแสวงหาความสุขกันอย่างโหยหิวไม่เว้นแต่ละวัน สรรพสุขทั้ง ๗ ประการนี้ มีความประณีตละเอียดอ่อน และมีคุณอันยอดยิ่งที่แตกต่างกัน โดยเรียงลำดับจากน้อยไปมากที่สุดตามลำดับหัวข้อ บุคคลที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ในชาติหนึ่ง และได้รับรู้เรื่องราวของความสุขทั้ง ๗ ชนิดนี้ สมควรที่จะได้ปลดเปลื้องตนเองจากความเป็นเพียง “สุนัขกินคูถ” แล้วเปิดโลกตนเองให้สัมผัสความสุขอื่นๆ ที่ประณีตยิ่งๆ ขึ้นไป อย่างได้แคล้วคลาดอีก อย่าได้ชื่อว่าเป็น “โมฆะบุรุษ” ผู้เสียเชิงเสียชาติเกิดตายเปล่าไปเท่านั้น

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น