“อธรรม ๔” คือ หลักธรรมที่แสดงถึงผลแห่งความไม่แจ้งในธรรมทั้ง ๔ ประการ

“อธรรม ๔” คือ หลักธรรมที่แสดงถึงผลแห่งความไม่แจ้งในธรรมทั้ง ๔ ประการ

“อธรรม ๔” คือ หลักธรรมที่แสดงถึงผลแห่งความไม่แจ้งในธรรมทั้ง ๔ ประการ

อัตตาเป็นผลจากจิตมีอธรรม

หลายท่านสับสนและงุนงง ว่าการดับกิเลสทำให้สิ้นทุกข์นั้น ต้องดับอะไรบ้าง เพราะธรรมนั้นมีหลายหมวดหลายหัวข้อเหลือเกิน จะดับที่อวิชชาอย่างเดียวได้หรือไม่, หรือดับที่ตัณหา หรือบางท่านก็กล่าวถึง “อัตตา” อันเป็นผลจาก “อุปทาน” คือ การดับการยึดมั่นในตัวตนของตน ดังคำสอนของท่านพุทธทาส เป็นต้น อนึ่ง แนวคิดอัตตา เกิดในสมัยพุทธกาลที่เชื่อว่ามีตัวตนของตนอยู่เป็นอำมตะจริง อันเกิดจากการอุปทานเอาเองเพราะไม่รู้แจ้งในธรรมอีกทีหนึ่ง ในสมัยนั้นพราหมณ์ล้วนเชื่อเรื่อง “อาตมันที่จะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับปรมาตมัน” แต่พวกเขาไม่เข้าใจการที่สรรพสิ่งไม่มีความเป็นตัวตนของตน จึงสามารถหลอมรวมกันเป็นหนึ่งได้ ต่างยึดมั่นว่าอาตมันอยู่ในกายของตน เป็นวิญญาณบ้าง, เป็นกายทิพย์บ้าง ฯลฯ แล้วแต่พราหมณ์ผู้นั้นจะปฏิบัติทางจิตแล้วค้นพบสิ่งใดในกายตน พวกเขาจึงเชื่อว่าสิ่งที่เห็นนั้นแหละคืออาตมันที่จะไปรวมกับพระเจ้าของเขาที่เรียกว่าปรมาตมัน แท้แล้วเพราะความไม่ยึดมั่นถือมั่น เพราะความไม่แบ่งเป็นตัวตนของตน เพราะความที่สรรพสิ่งไม่มีตัวตนของตนชัดเจนที่แน่แท้นั่นเอง เป็นสาเหตุให้สรรพสิ่งเป็นหนึ่งเดียวกัน คือ เป็นหนึ่งเดียวกับปรมาตมัน ดุจดังเช่น น้ำทุกหยดในทะเล ก็หลอมรวมเป็นหนึ่งแผ่นน้ำทะเลเดียวกันได้ฉันใด เพราะน้ำทะเลแต่ละหยดไม่ได้ยึดตัวตนของตนปลีกแยกตนเองออกจากหยดอื่นๆ ในทะเล ปล่อยทิ้งความเชื่อว่าตนเองมีตัวมีตนของตนทิ้งไป ไม่อาจเรียกว่าสิ่งใดเป็นตัวตนของตน สิ่งใดเป็นอัตตาที่แท้ เพราะมีแต่ “ปัจจัยปรุงประกอบ” ชั่วระยะหนึ่งเท่านั้นเอง เช่น เมื่อคนตายลง สังขารเน่าเปื่อย, วิญญาณและขันธ์ทั้งห้าก็ดับสลาย ๑ ขณะจิตที่กำลังเคลื่อนตัวออกที่เรียกจิตนั้นว่า “จุติจิต” และเรียกชั่วขณะนั้นว่า “ขันธปรินิพพาน” หากจิตเคลื่อนจากภพเดิมแล้ว ไม่เกิดในชาติภพใหม่อีก กล่าวคือไม่มีปฏิสนธิจิต ในขณะนั้น จะไม่เกิด “ปฏิสนธิจิต” แต่เป็นภาวะนิพพาน เรียกขณะนั้นว่า “ดับขันธปรินิพพาน” คือดับสิ้นเชื้อการเกิดและมีภาวะที่เรียกว่าอาตมันหลอมรวมกับปรมาตมันอย่างแท้จริง คือ ภาวะที่ตัวตนของตนไม่มี ไม่แบ่งแยก จะเรียกว่าตัวหาย ไม่มีตัวตนของตนเลย ก็ไม่ใช่ จะเรียกว่าเป็นตัวของตนเองเอกเทศก็ไม่ใช่ เรียกว่า “อนัตตา” คือ ไม่เกิดไม่ดับอีก อยู่อย่างไม่ใช่อัตตา มีความสุขแท้จริง

อาตมันและนิพพานเกี่ยวข้องกันอย่างไร

สิ่งที่ทำให้พระพุทธเจ้าซึ่งเคยบวชเป็นโยคี (พราหมณ์ประเภทหนึ่ง) แต่ไม่สามารถขจัดความเข้าใจผิดของพราหมณ์บางจำพวกได้นั้น เกิดจาก การที่พราหมณ์เหล่านั้น บ้างมีตาทิพย์ เห็นกายทิพย์ของตน เห็นวิญญาณของตนและผู้อื่น ก็คิดว่าตนได้พบ “อาตมัน” แล้ว และคิดว่าตนบรรลุธรรมแล้ว จึงเชื่อว่าอาตมันมีตัวตนของตน ดังนั้น พุทธเจ้าจึงได้บัญญัติคำว่า “อัตตา” อันหมายถึงความเข้าใจผิดในอาตมันของพราหมณ์เหล่านั้น ที่หลงคิดว่าอาตมามีตัวตนของตน (เพราะมีตาทิพย์เห็นกายทิพย์ตน) เพราะพระพุทธเจ้าทรงลำดับการเวียนว่ายตายเกิด (ระลึกชาติ) ได้แม้กระทั่งทุกขณะจิต กล่าวคือ แม้เมื่อชาติที่ตายลง ท่านทรงเห็นดวงจิตเปลี่ยนจาก “จุติจิต” เป็น “ปฏิสนธิจิต” จึงเกิดชาติภพใหม่ เมื่อจิตไม่ส่งหาสิ่งใด ไม่คะนึงถึงชาติภพใหม่ ไม่คิดถึงพระเจ้า และไม่ปรารถนาจะหลอมรวมกับปรมาตมัน ก็จะทำให้พ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด และพ้นจากทุกข์อย่างแท้จริง การที่พราหมณ์ไม่สามารถระลึกชาติ และลำดับขณะจิตได้เหมือนพระพุทธเจ้านี่เอง ทำให้พราหมณ์ทั้งหลาย ไม่เชื่อคำสอนของพระพุทธเจ้า และยังคงเชื่อถือเรื่องความมีตัวตนของอาตมัน และปรมาตมันอีกเช่นเดิม ส่วนพระอรหันต์สาวกทั้งหลายเป็นผู้มีความเชื่อ อ่อนน้อมต่อพระพุทธเจ้า มีวิสัยเป็นผู้ตามที่ดี มีจิตเป็นสาวกภูมิ จึงสามารถบรรลุธรรมได้โดยที่บางท่านไม่จำเป็นต้องระลึกชาติเอง หรือลำดับจิตในขณะตายลงด้วยตนเอง อาศัย “ศรัทธา” ที่มีต่อพระพุทธเจ้า จึงได้บรรลุธรรม โดยที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงเล่าเรื่อง “นิพพาน” หลังความตายให้ฟังมากนัก มีเพียงพระสาวกที่มีบุญบารมีและปัญญามากบางรูปเท่านั้นที่จะได้ฟัง เช่น พระสารีบุตร ซึ่งได้ฟังเรื่องราวการมีชีวิตอยู่และการเทศนาสอนสรรพสัตว์ของพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ (แสดงว่านิพพานแล้วยังมีสภาวะมีชีวิตอยู่อีก แม้ไม่เกิดอีกก็ตาม แต่ก็ไม่ดับสูญหายไปไหน) ทั้งนี้ เพราะหากบุคคลล่วงรู้ถึงการมีสภาวะอยู่ของนิพพานแล้ว บุคคลเหล่านั้นก็จะมีจิตพุ่งไปยังสภาวะการมีอยู่นั้น จิตขณะตายลงจะเกิด “ปฏิสนธิจิต” ต่อยังชาติภพใหม่อีก จะไม่นิพพานแบบไม่เกิดอีก การเล่าถึงเรื่องราวหลัง “นิพพาน” จึงเป็นสิ่งที่ไม่ควร สมควรให้ตั้งจิตระลึกถึงนิพพาน ในความหมายว่า “สูญ” เมื่อตายลงจิตก็เห็นความสูญไปของชีวิตจึงนิพพานจริง

สำหรับธรรมหมวดนี้ จะขออธิบายถึงลักษณะจิตที่มีอธรรมทั้ง ๔ ลักษณะ จะตัดผลของจิตมีอธรรมทิ้งลงไป เพราะเมื่อจิตมีความเข้าใจผิด มีความหลง มีอธรรมเข้าครองแล้ว จิตย่อมปรุงแต่งอธรรมเกิดขึ้นใหม่มากมาย เช่น อัตตา ที่หมายถึงการมีตัวตนของตน, พระเจ้า ที่หมายถึง ผู้สร้างสรรพสิ่งและบงการสรรพสิ่งได้, พระพรหม ที่หมายถึงผู้ลิขิตชีวิตของคนให้เป็นไปอย่างที่คนๆ นั้น ไม่สามารถเลือกได้ ฯลฯ เหล่านี้ ล้วนเป็นผลจากจิตมีอธรรม มีความหลง มีความเชื่อที่ปราศจากปัญญาไตร่ตรอง ซึ่งได้เคยปรากฏมาแล้วในอดีตกาลและในปัจจุบันทั้งสิ้น ในอนาคตย่อมจะมี่ความเชื่อที่ผิดๆ เกิดขึ้นเพราะความไม่รู้แจ้ง เพราะอธรรมครองจิตอีกเช่นกัน ดังนั้น ในบทความฉบับนี้จะขอกล่าวถึงสาเหตุของการเกิดขึ้นแห่งความเชื่อผิดๆ เหล่านี้ อันมาจากจิตนั่นเอง อันได้แก่ อวิชชา คือ ความไม่รู้แจ้งของจิต, กิเลส คือ ผลที่เกิดขึ้นของอกุศลจิต อันเกิดจากการปรุงประกอบปัจจัยเข้าร่วมกับจิตที่ไม่รู้แจ้ง, ตัณหา คือ ผลที่สืบเนื่องอยู่ของอกุศลจิต อันเกิดจากการปรุงประกอบปัจจัยเข้าร่วมกับจิตที่ไม่รู้แจ้ง, อุปทาน คือ ผลที่ไม่ยอมดับไปของอกุศลจิต อันเกิดจากการปรุงประกอบปัจจัยเข้าร่วมกับจิตที่ไม่รู้แจ้ง ซึ่ง “อธรรม” ทั้ง ๔ ประการนี้ จำต้องดับลงไปเพื่อเข้าสู่การบรรลุธรรม ดังจะอธิบายขยายความธรรมโดยพิสดาร ดังนี้  

“อธรรม ๔” ได้แก่ อวิชชา, กิเลส, ตัณหา, อุปทาน

อวิชชา คือ ผลการปรุงขึ้น, สืบเนื่อง, ไม่ยอมดับไป ของความไม่รู้แจ้งของจิต

คือ ความไม่รู้แจ้งในธรรม ทำให้หลง มืดบอด โดยจิตของบุคคลนั้นๆ เอง โดยปราศจากปัจจัยในการปรุงประกอบ ทำให้เข้าใจผิดในสภาวธรรม เช่น เห็นว่าการพ้นทุกข์นั้นเกิดจากการแสวงหาความสุข เมื่อเครียดก็จะแสวงหาเครื่องบำเรอความสุข ซึ่งแท้แล้วไม่เป็นเช่นนั้นไม่มีเหตุผล ไม่สมเหตุสมผล ไม่ใช่เหตุไม่ใช่ผลซึ่งกันและกัน เป็นธรรมคนละอย่างกัน กล่าวคือ เวทนาธรรม หรือ การรับรู้อันส่งผลต่อความทนได้ของจิต เมื่อเวทนาเกิดย่อมมีเวทนาตั้งอยู่ระยะหนึ่ง แล้วเวทนานั้นก็จะดับไป ดังนั้น เมื่อมีสุขเวทนา สุขเวทนาจะตั้งอยู่ชั่วคราวแล้วดับไป ก่อให้เกิดทุกขเวทนาได้ ดังนี้ การทำให้ทุกขเวทนาหมดสิ้นไป ไม่ใช่การแสวงหาความสุขมาบำเรอตน เพราะทุกขเวทนานั้นเกิดและดับไปเองแม้ไม่มีการแสวงหาก็ตาม แต่การทำให้เหตุแห่งทุกขเวทนาสิ้นไปต่างหาก จึงทำให้เกิดเวทนาแต่เพียง “สุขเวทนา” และ “อุเบกขาเวทนา” เท่านั้น กล่าวคือ เมื่อสุขเวทนาเกิดขึ้น ตั้งอยู่ชั่วคราวก็ดับลงเข้าสู่อุเบกขาเวทนา จึงไม่เกิดกระบวนการทุกขเวทนาเลย เป็นการพ้นไปจากทุกข์อย่างแท้จริง ที่อาศัยการดับไปของเหตุแห่งทุกข์ เหล่านี้ ล้วนเป็น “ธรรม” หากบุคคลไม่เข้าใจ ไม่ยอมรับ จึงจัดเข้าเป็นอวิชชา การไม่บรรลุธรรม ไม่รู้แจ้งเห็นจริงนี้ เป็นเหตุให้เกิด “อวิชชา” นั่นเอง ดังนั้น “อวิชชา” จึงเป็นผลจากการไม่รู้แจ้ง และเป็นเหตุให้เกิดอธรรมสืบเนื่อง คือ “กิเลส”, “ตัณหา” และ “อุปทาน” ต่อไป อนึ่ง บุคคลนั้นไม่ได้มี “กิเลสอยู่ในจิตแต่เริ่มเกิด” ทุกคนมี “จิตประภัสสร” ที่บริสุทธิ์ เป็นผ้าขาวมาก่อน เมื่อมีความไม่รู้แจ้งตั้งแต่เกิด (ไม่มีใครบรรลุธรรมตั้งแต่เกิด) จึงส่งผลให้ “กิเลสมาจร” บดบังสภาวธรรมและความเป็นจริงซ้ำอีกในภายหลัง ดังนั้น บุคคลเมื่อเกิดมาแล้วทุกคน จึงต้องฝึกจิตปฏิบัติธรรมเสียก่อน จึงจะบรรลุธรรมได้  

กิเลส คือ ผลการปรุงขึ้นของอธรรม จากจิตที่มีปัจจัยปรุงประกอบกับอวิชชา

คือ ความไม่แจ้งในธรรมพร้อมมี “ปัจจัยปรุงประกอบ” ทำให้ “อกุศลจิต” ถูกปรุงขึ้น การเกิดขึ้นของอกุศลจิตนี้เอง เรียกผลจากความไม่แจ้งในธรรม ที่ปรุงประกอบร่วมปัจจัยนี้ว่า “กิเลส” เช่น เมื่อเกิดอวิชชาขึ้นมาขณะทำสมาธิ จากนั้น จึงมีขันธ์ห้าเข้ามาเป็นปัจจัยปรุงประกอบ ก่อให้เกิดกิเลสในขณะทำสมาธิที่เรียกว่า “อุปกิเลส” หากเป็นการเกิดกิเลสในขณะทำวิปัสสนากรรมฐานจะเรียกว่า “วิปัสสนูปกิเลส” หากเกิดกิเลสขณะมีสิ่งเร้ายั่วยุในแบบต่างๆ ทำให้เกิดเป็นกิเลสในแบบต่างๆ ได้แก่ “โลภะ” คือ ความไม่แจ้งในธรรม ประกอบกับมีจิตยินดีเป็นปัจจัยปรุงประกอบ ส่งผลให้เกิดความต้องการเกินพอดี, โทสะ คือ ความไม่แจ้งในธรรมประกอบกับมีจิตยินร้าย ส่งผลให้เกิดความโกรธตอบโต้สิ่งเร้านั้น, โมหะ คือ ความไม่แจ้งในธรรมประกอบกับมีจิตที่มีนิวรณ์ตัวอื่นมาปน ส่งผลให้เกิดความหลงในแบบต่างๆ เช่น วิปัสสนูปกิเลส, อุปกิเลส, สัญญาวิปลาส ฯลฯ สำหรับกิเลสนี้มีความแตกต่างกับอวิชชาตรงที่มีปัจจัยทางจิตมาปรุงประกอบที่แตกต่างกัน ก่อให้เกิดกิเลสในรูปแบบที่แตกต่างกันนั่นเอง หากไร้ซึ่งปัจจัยมาปรุงประกอบ จะเรียก “อวิชชา” เท่านั้น ดังนั้น “กิเลส” จึงเป็นผลจากการปรุงประกอบของจิตที่มีอวิชชาในเบื้องต้น เป็นช่วงของอธรรมเกิดขึ้นในช่วงแรกๆ ของจิต ก่อนที่จะเข้าสู่ช่วง อธรรมตั้งอยู่ และดับไป

ตัณหา คือ ผลการสืบเนื่องของอธรรม จากจิตที่มีปัจจัยปรุงประกอบกับอวิชชา

คือ ความไม่แจ้งในธรรม พร้อมกับมี “ปัจจัยปรุงประกอบ” ทำให้ “อกุศลจิต” สืบอยู่ได้ต่อไป การสืบอยู่ หรือความต่อเนื่องของอกุศลจิตนี้เอง เรียกผลจากความไม่แจ้งในธรรม ที่ปรุงประกอบร่วมปัจจัยนี้ว่า “ตัณหา” เช่น เมื่อเกิดกิเลสขึ้นมาแล้ว กิเลสย่อมตั้งอยู่เพียงชั่วขณะแล้วก็ถึงแก่การดับลงเป็นอนิจจัง เพราะสรรพสิ่งล้วนเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เป็นอนิจจังเช่นนั้นเอง แต่จิตมีกำลังส่งแรงสืบเนื่องให้คงอยู่ ไม่ยอมลดวางลง ไม่ยอมปล่อยคลายลง กำลังจิตส่งแรงถลำเข้ามาแม้ไม่มีการยึดมั่นถือมั่น แต่เพราะกำลังจิตส่งแรงมากเกินความพอดี กิเลสจึงยังไม่ยอมดับลงตามธรรมชาติ ก่อให้เกิด “ตัณหา” ขึ้นมา ณ จุดนี้เอง ทั้งนี้ ตัณหาแบ่งออกได้สองลักษณะตามแนวการส่งกำลังจิต หากส่งไปตามกิเลสเดิม เรียกว่า “ภวตัณหา” แต่หากส่งต้านกิเลสเดิมเรียกว่า “วิภวตัณหา” ซึ่งการส่งแรงจากกำลังจิตทั้งสองลักษณะนี้ ล้วนเลยเกินจากจุดพอดี จนทำให้เกิดภาวะ “สุดโต่ง” ขึ้น จากนั้นจึงอาศัยปัจจัยในการปรุงประกอบให้มีลักษณะแตกต่างกันไปอีก ๓ ลักษณะ คือ การได้, การมี, การเป็น เมื่อจำแนกออกให้ครบทั้งสองทางแล้วจึงได้ตัณหาทั้งสิ้น ๖ ลักษณะ คือ การอยากได้เกินพอดี-การไม่อยากได้เกินพอดี, การอยากมีเกินพอดี-การไม่อยากมีเกินพอดี, การอยากเป็นเกินพอดี-การไม่อยากเป็นเกินพอดี ทั้ง ๖ ลักษณะนี้ล้วนเป็นผลจากตัณหาทั้งสิ้น เป็นผลจากจิตส่งกำลังสืบเนื่องกิเลสจนเกินเลยภาวะความพอดีทั้งสิ้นทั้งสองทางด้วยกัน ทั้งทางที่เสริมกิเลส และทางที่ทวนย้อนกระแสกิเลส เมื่อทั้ง ๖ ลักษณะนี้ จำแนกตามลักษณะกิเลสทั้ง ๓ ชนิด จะได้เป็น ๑๘ ประเภทด้วยกัน ซึ่งจะไม่ขออธิบายขยายความธรรมให้มากในที่นี้ กล่าวโดยสรุปคือ ไม่ว่าจิตจะส่งแรงตามกิเลสหรือย้อนทวนกิเลสมากจนเกินเลยจุดพอดี ล้วนก่อให้เกิดเป็น “ตัณหา” ทั้งสิ้น ทั้งนี้ คำว่า “การได้” หมายถึง การได้จากที่ไม่ใช่ของเรา, “การมี” หมายถึง การมีเป็นของเราโดยไม่ได้มาจากใคร, “การเป็น” หมายถึง การเป็นด้วยตัวเราเอง ไม่ได้มีโดยของนอกกาย หรือได้มาจากใคร ตัณหาทั้ง ๓ นี้ ก่อให้เกิดกรรมมากน้อยต่างกันไป คือ “การเป็น” ย่อมทำร้ายตน, “การมี” ย่อมรบกวนทรัพย์ตน และ “การได้” ย่อมรบกวนผู้อื่น

อุปทาน คือผลการไม่ยอมดับของอธรรมจากจิตที่มีปัจจัยปรุงประกอบกับอวิชชา

คือ ความไม่แจ้งในธรรมพร้อมกับมี “ปัจจัยปรุงประกอบ” ทำให้ “อกุศลจิต” ไม่ยอมดับไป การไม่ยอมดับไปของอกุศลจิตนี้เอง เรียกผลจากความไม่แจ้งในธรรม ที่ปรุงประกอบร่วมปัจจัยนี้ว่า “อุปทาน” เช่น เมื่อกิเลสเกิดขึ้นแล้ว, ตั้งอยู่ชั่วคราวแล้ว ถึงกาลควรดับลงแล้วตามหลักอนิจจัง แต่กิเลสไม่ยอมดับลงเพราะจิตปรุงประกอบด้วย “อธรรม” ซ้อนทับเสริมเข้าไปอีกชั้นหนึ่งจาก “อวิชชา” เดิมที่เป็นรากฐานหล่อเลี้ยงอยู่ เช่น นำ “อัตตา” หรือความเชื่อว่ามีตัวตนของตนที่แท้จริง ที่แยกออกจากสรรพสิ่งเป็นอำมตะได้ ไม่ใช่อนัตตา (ความไม่สามารถแยกเด็ดขาดเป็นตัวตนของตนได้) มาเสริมความหลงที่มีอยู่เดิม ยกตัวอย่าง ความไม่รู้แจ้งว่าแม้แล้วสรรพสิ่งต้องเปลี่ยนแปลง เมื่อคนรักถึงแก่ความตาย ก็เกิดกิเลสอยากให้ฟื้นคืนชีพอยู่ต่อ ต่อมาส่งกำลังจิตมากไปจนเกินพอดีให้กิเลสนั้นกลายเป็นตัณหา มีความอยากไม่ให้ตายเกินพอดี ต่อมาก็คิดว่าต้องมียาอำมตะอยู่ในโลกเป็นแน่แท้ จึงนำเอาแนวคิด “อัตตา” นี้มาเสริมความหลงเก่า แล้วยึดมั่นถือมั่นว่าจะมีทางทำให้คนรักของตนไม่ตายได้แน่นอน ลักษณะอาการของบุคคลที่มีตัณหาแต่ไม่ยึดมั่นนั้น จะเปลี่ยนแปลงแสวงหาของใหม่ๆ ไปเรื่อยๆ เพราะไม่อาจหยุดแรงอยากของจิตได้ แต่จะไม่ยึดอยู่แต่ของชิ้นเดิมสิ่งเดิม แต่สำหรับผู้ที่มีจิตอุปทานแล้วจะยึดมั่นถือมั่นแต่หลักการหรือของชิ้นเดิม แถมยังหาสิ่งปรุงประกอบมาเพิ่มเติมเสริมให้เกิดความยึดมั่นถือมั่นมากขึ้นไปอีก ตอกย้ำการอุปทานอย่างเดิม ส่วนบุคคลที่คลายอุปทานแล้ว แต่ยังไม่พ้นตัณหา จะมีอาการก่อกรรมเดิมๆ ในสิ่งใหม่ พลิกแพลงไปหาสิ่งใหม่ๆ สนองตัณหาของตน อย่างนี้ไม่ได้ก็หันไปเอาอีกอย่างหนึ่ง อุปมาผู้มีอุปทานดุจดั่งคนที่ตอกตะปูรูเดิม ไม่ว่าจะมีตะปูกี่อันก็ตาม ในขณะที่ผู้มีตัณหาจะตอกไปเรื่อย เมื่อตอกที่หนึ่งไม่สำเร็จ ก็หาที่ตอกใหม่ ส่วนรอยตะปูก็เปรียบเหมือนรอยอกุศลกรรมที่ไม่ยอมหมดสิ้นนั่นเอง

ลำดับในการทำลายอธรรม

๑.    “ตทังคนิพพาน” คือ สภาวะที่กิเลสสิ้นลงชั่วคราว

“จิตเดิมแท้” นั้นประภัสสรไม่มีกิเลสเป็นของตน แต่กิเลสเป็นเพียง “ปัจจัยปรุงแต่งจิตภายนอก” เท่านั้น เข้ามาจรบดบังสภาวธรรม อุปมาเหมือนเมฆที่ลอยเคลื่อนมาบดบังดวงจันทร์ ดังนั้น แม้ไม่ทำการดับกิเลส กิเลสก็เกิดและดับเองอยู่แล้วตามธรรมชาติ มีการเกิดขึ้น, ตั้งอยู่ แล้วดับไป เฉกเช่นธรรมอื่นๆ ทั้งสิ้น สภาวะที่กิเลสดับชั่วคราวโดยไม่ตั้งใจก็ดี เรียกว่า “ตทังคนิพพาน” คือ กิเลสดับสูญชั่วคราว ซึ่งต่อไปก็อาจเกิดได้ใหม่อีก เนื่องจากยังมีรากเหง้าแห่ง “อวิชชา” เป็นเครื่องให้กำเนิดกิเลสได้อีก การจะบรรลุธรรมได้ ไม่จำเป็นต้องใช้พลังจิตหรือพลังกายอะไรมากมายในการทำให้กิเลสดับ เพียงแค่อยู่เฉยๆ สักพัก จดจ่อนิ่งอยู่ อย่างมี “สติ” และ “สมาธิ” ไม่วอกแวก ก็จะเห็นสภาวะของการดับไปของกิเลสนั้นเอง โดยไม่ต้องก่อกรรม จิตจึงเป็นเพียง “กริยาจิต” เท่านั้น เมื่อกิเลสดับลงไปแล้ว อุปมาก็เหมือนเมฆที่บดบังได้จรเคลื่อนย้ายออกไป แสงสว่างจากดวงจันทร์จึงปรากฏ ขณะนี้เอง ความมืดมิดกำลังออกไป เพื่อส่องให้เห็นสิ่งต่างๆ

๒.    “ธรรมเกิดขึ้น” คือ สภาวธรรมปรากฏ

เมื่อผ่านช่วง “กิเลสนิพพานชั่วคราว” คือ “ตทังคนิพพาน” แล้วทรงจิตจดจ่อนิ่งอยู่ด้วยสติและสมาธิให้ยาวนานขึ้นได้ จะไม่เกิดการกระทำของจิต ไม่เกิดการปรุงแต่งของจิต จิตไม่ก่อกรรม เป็นเพียงกริยาจิต “สภาวธรรมจึงปรากฏ” อย่างบริสุทธิ์ เปลือยเปล่า ไม่ถูกบิดเบือนหรือเปลี่ยนแปลง ยกตัวอย่างเช่น จิตจดจ่อดูกาย เข้าสู่ฌานสามยังรู้สึกมีสุขอยู่ เมื่อเข้าสู่ฌานสี่แล้ว “ความรู้สึกว่ามีกายดับหาย” ความรู้สึกสุขดับหาย สภาวธรรมคือความว่างเปล่าจาก “สมมุติ” ว่างเปล่าจากการยึด “สุข” ยึด “ทุกข์” ปรากฏขึ้นแทนที่ จิตก้าวลงสู่สภาวะนั้นๆ ซึ่งละเอียดลึกยิ่งกว่าลงไป หลอมรวมจิตเป็นเอกัคตารมณ์กับสภาวะนั้นๆ จิตจึงทรงสภาพได้ด้วยตนเอง ปราศจากสิ่งใดๆ จิตรู้แจ้งได้ว่าไม่จำเป็นต้องพึ่งพาหรือแสวงหาสิ่งใดๆ ท้ายที่สุดแล้วสภาวะทรงสภาพได้เองแบบนี้มีอยู่แล้วแต่เดิม เป็นสภาวะ “ตาถาตา” คือ มีอยู่แต่เดิม เป็นเช่นนั้นเอง ไม่เป็นอย่างอื่นใดเลย อธิบายไม่ได้

๓.    “ธรรมดับลง” คือ สภาวธรรมดับลง

เมื่อสภาวธรรมปรากฏขึ้น ไม่ว่าจะเป็น “จิต”, “เจตสิก”, “รูป”, “นิพพาน” ฯลฯ หรือ ธรรมอื่นใดที่จิตกำลังจดจ่อดูสภาวธรรมนั้นๆ อยู่ก็ตาม สภาวธรรมนั้นๆ จะเปลี่ยนแปลงจาก เกิดขึ้นแล้วตั้งอยู่, ตั้งอยู่แล้วดับลง เช่นนี้เอง เสมอ ณ จุดนี้ จิตจะเกิดการ “สะดุ้ง” หรือที่เรียกว่า “ประกาย” เป็นภาวะก่อนที่จะเกิดความสว่างไสวแห่งปัญญา ก่อนที่ไฟแห่งปัญญาจะลุกขึ้นโชติช่วงสว่างไสว (ไม่ใช่ภาพไฟจริง, ไม่มีนิมิต เป็นนามธรรม อธิบายเฉยๆ) นั้น จะเกิดการดับลงของสภาวธรรมที่พิจารณาอยู่ก่อนเช่นพิจารณา “สุข” สุดท้าย ความสุขดับหายไปเสียเฉยๆ เกิดประกายปัญญา จิตสะดุ้งเฮือก มี “สติ” ตื่นขึ้นเต็มที่ รับรู้สภาวธรรมอย่าง “ตื่นตัวถึงที่สุด” จุดนั้นเอง เป็นช่วงเข้าสู่การบรรลุธรรมขั้นต่อไป  

๔.    “กิเลสนิพพาน” คือ จิตสำรอกอวิชชาจนกิเลสสูญสิ้น

เมื่อ จิตเข้าสู่ภาวการณ์สิ้นไปของธรรมที่ปรากฏ พร้อมด้วยสติสูงสุด เกิดประกายเฮือกออกมา จะเกิดการ “สำรอกอวิชชา” ในแบบต่างๆ ซึ่งเป็นการ “ขุดรากเหง้าของกิเลสแท้จริง ณ จุดนี้เรียกว่า “กิเลสนิพพานถาวร” ไม่ใช่ “ตทังคนิพพาน” ซึ่งเกิดแค่ชั่วขณะหรือชั่วคราวอีกแล้ว การจะเข้าสู่ภาวะ “กิเลสนิพพานถาวร” ได้ จำต้องเข้าสู่ภาวะ “กิเลสนิพพานชั่วคราว” ก่อน อาศัยจังหวะที่กิเลสดับลงชั่วคราว เพื่อพิจารณา “สภาวธรรม” แท้ที่อยู่อย่างเปลือยเปล่า ไม่ถูกกิเลสบดบังอีกต่อไป ชั่วเสี้ยวขณะนั้นเอง หากสามารถเห็น “สภาวธรรม” โดยแจ้งแทงตลอด คือ เห็นตลอดจาก “เกิดขึ้น, ตั้งอยู่, ดับไป” ครบกระบวนการ จะเกิดการสำรอกอวิชชาออกมาได้ในที่สุด ความหลง ความไม่รู้ ความยินดีในสภาวธรรมต่างๆ ถูกทลายคลายลง ถูกสำรอกทิ้งไป “อวิชชาจึงดับสิ้นเชิง” เป็นผลให้ “กิเลสสูญสิ้น” ไปด้วย เรียกว่า “กิเลสนิพพาน” อย่างแท้จริง การเกิดภาวะเช่นนี้ ได้เมื่อ ตทังคนิพพานนั้นๆ ต้องรองรับด้วย จิตที่มีฌาน เป็น “เอกัคาตารมณ์” ด้วย จิตจึงไม่ซัดส่ายไปหาที่ยึดเกาะอย่างอื่น จิตรวมนิ่งอยู่หนึ่งเดียว แล้วสิ่งนั้นก็ดับไปด้วยตัวเอง

๕.    “ปัญญาสว่างไสว” คือ ความรู้แจ้ง, วิชชาปรากฏ

เมื่อ “กิเลสสิ้นสูญ” อย่างถาวรแล้ว จิตมีการสำรอกอวิชชาสิ้นแล้ว จิตเข้าสู่สภาวธรรมใหญ่ หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับสภาวธรรมใหญ่นั้น รับรู้ความกว้างใหญ่สุดประมาณเป็นสากลทุกสรรพสิ่ง ความไม่แบ่งแยก ไม่ยึดมั่นถือมั่น ไม่มีดี ไม่มีชั่ว บริสุทธิ์จากสมมุติใดๆ อย่างแท้จริง จิตจะรับรู้ถึงความสุขอันละเอียดอันยิ่ง ละเอียดสุดละเอียด หาอันใดเปรียบไม่ได้ ละเอียดดุจไม่มีอะไรเลย ช่วงหลังจากนี้เอง จึงค่อยๆ ปรากฏ “ธรรมย่อย” ขึ้น จากนั้น จึงสามารถอธิบายปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับตนเองได้ เป็นภาษาเฉพาะตน ที่เรียกว่า “ปัจจัตตัง” และนำไปสู่หลักการและวิชชาต่างๆ ที่ถูกต้องสอดคล้องกับหลักธรรมต่อไป อันแตกต่างกันขึ้นอยู่กับการฝึกของแต่ละบุคคล เช่น บางท่านพิจารณาธาตุ เมื่อสำเร็จมีปัญญาเห็นธรรม ก็สำเร็จวิชชา “ธาตุ” ที่พิจารณานั้นๆ ด้วย เป็นต้น

บทสรุปอธรรม ๔ ประการ

ในการฝึกจิตเพื่อเข้าสู่การบรรลุธรรมนั้น เริ่มจากการคลายการยึดมั่นถือมั่น หรือเอาชนะอุปทานก่อน เมื่อจิตไม่ยึดมั่นถือมั่นแล้ว จิตยังคงมีตัณหา คือ ความไม่พอดี ความเลยเถิด ภาวะที่จิตส่งกำลังมากเกินไปในทางเสริมกิเลส หรือแย้งกิเลส เป็นต้น ยกตัวอย่างเช่น หากคนยึดมั่นรักคนๆ เดียว ก็จะเกิดอุปทาน แต่หากคลายการยึดมั่นในความรักคนผู้นั้นลง ก็จะเกิดตัณหา คือ แสวงหาผู้อื่นทดแทนเรื่อยไป เมื่อพ้นจากตัณหาได้ ก็ยังมีกิเลสรบกวนจิตใจอยู่เนืองๆ เช่น ไม่อยากไปแสวงหาใครมาทดแทนแบบยับยั้งชั่งใจไม่ได้อีกแล้ว ทว่า ในใจก็ยังเหงาเปล่าเปลี่ยวยังมีความอยากได้คนรักอยู่ดี เรียกว่ายังมีกิเลสอยู่ เมื่อพ้นจากกิเลสได้แล้วอาจด้วยกำลังจิตที่สูงส่งข่มกำราบกิเลสได้ชั่วครั้งชั่วคราว เช่น เมื่อเข้าสมาธิก็พ้นจากความว้าวุ่นใจนั้น ก็ยังมีความไม่แจ้ง ยังมีอวิชชาอยู่อีก ยังมีกิเลสอยู่ แต่กิเลสนั้นถูกกดข่มไว้ไม่ให้สำแดงฤทธิ์เท่านั้นเอง เมื่อถึงจุดนี้แล้ว ก็ต้องเอาชนะอวิชชา ทำให้อวิชชาหมดสิ้นไป เมื่อสามารถเอาชนะได้แล้ว อวิชชาสิ้นแล้ว จึงเรียกว่าหมดเชื้อกิเลส หมดสิ้นเหตุแห่งกิเลสอย่างแท้จริง ตัณหา, อุปทาน ก็หมดสิ้นลงไปด้วย สำหรับการบรรลุธรรมแบบ “ฉับพลัน” นั้น หากจิตหมดสิ้นกิเลสแล้ว แต่ยังเหลือปณิธานหรือความปรารถนาในอดีตชาติสะสมไว้ เมื่อตายลง จิตจะย้อนระลึกได้ถึงความปรารถนานั้นๆ และทำให้แม้ “กิเลสนิพพาน” แล้ว แต่ “ขันธปรินิพพาน” ไม่ดับ ทำให้เกิดได้อีก คือ เมื่อขันธ์ห้าดับลง เรียก “ขันธปรินิพพาน” แต่ไม่ได้ทำการ “ดับขันธปรินิพพาน” คือ ไม่ได้วางจิตนิ่งเฉยในการดับขันธ์ลงนั้น แต่กลับส่งจิตระลึกถึงชาติภพใหม่ต่อไป หรือจิตไม่จดจ่อเห็นอนิจจังการดับลงของขันธ์ห้า จิตจึงปฏิสนธิใหม่อีกครั้ง

หากพิจารณาในวงจรปฏิจสมุปบาท จะมี “ตัณหา”, “อุปทาน” ก่อนการเกิด “ชาติ, ภพ” ต่างๆ และมี “อวิชชา” เป็นตัวแรกสุดที่ก่อให้เกิดสังขารและวิญญาณให้ชาติภพใหม่ ดังนั้น หากพิจารณาจากวงจรปฏิจสมุปบาท เพื่อตัดสิ้นการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏแล้วก็คือ การดับหรือตัด “อุปทาน”, “ตัณหา” และ “อวิชชา” นั่นเอง ในการตัดอุปทานครั้งแรกหากพละห้า (ศรัทธา, วิริยะ, สติ, สมาธิ, ปัญญา) ยังไม่สมบูรณ์พร้อมแก่การบรรลุอรหันต์ ก็อาจบรรลุโสดาบัน คือ การละ “สักกายทิฐิ” ซึ่งเป็น “อุปทาน” ชนิดหนึ่ง และมีจิตพุ่งตรงต่อการทำกิเลสให้สิ้นไป การพ้นไปซึ่งการเวียนว่ายตายเกิด คือ มีจิตพุ่งตรงต่อนิพพานนั่นเอง และเมื่อฝึกจิตขั้นสูงขึ้น จะเกิดการต่อสู้กับอารมณ์ความหวั่นไหวในจิตตนเอง โดยเฉพาะ อารมณ์โกรธ และกาม ในขั้นนี้ คือ การควบคุมกำลังจิต หรือพลังจิต ไม่ให้ส่งแรงเสริมเข้าไปในกิเลสที่เกิดขึ้น เมื่อสำเร็จขั้นนี้ ย่อมมีอำนาจจิตสูงข่มกำราบกิเลสทั้งหมดได้ชั่วคราวที่ใช้กำลังจิตนั้นๆ เรียกว่าบรรลุ “อนาคามี” คือเอาชนะ “ตัณหา” ได้นั่นเอง แต่ทว่า ก็ยังคงมีกิเลสอยู่ดี อันเนื่องจากเหตุของกิเลสยังไม่หมดสิ้นไป จำต้องฝึกจิตต่อไป เพื่อให้แจ้งในธรรม ในท้ายที่สุดแห่งสรรพสิ่งทั้งมวล ว่าสุดท้ายแล้วล้วนอนิจจังทั้งสิ้นเป็นต้น เมื่อปฏิบัติทางจิตจนเกิดดวงตาเห็นธรรมด้วยตนเองแล้ว จึงเอาชนะ “อวิชชา” ได้แท้จริง ยังผลให้กิเลสสิ้นไปในคราวเดียวด้วย เรียกว่า “กิเลสนิพพาน” คือ การบรรลุอรหันต์ ดังนั้น จึงต้องดับ อุปทาน, ตัณหา, อวิชชา ตามลำดับ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น