ศาสนธรรม “หลัก ๓ เคารพ”

ศาสนธรรม “หลัก ๓ เคารพ”

ศาสนธรรม “หลัก ๓ เคารพ”

มนุษย์เป็นสัตว์สังคม ต้องอยู่ร่วมกันเป็นจำนวนมาก หากขาดซึ่งการเคารพซึ่งกันและกันแล้ว ปัญหาความแตกแยกจะเกิดขึ้นมากมาย หลักความเคารพนี้ จึงเกิดมาเพื่อให้มวลมนุษย์รู้จักเรียนรู้อยู่ร่วมกันด้วยความ “เคารพ” เมื่อความเคารพเกิดขึ้นแล้ว ความเกรงใจ ความละอาย ความกลัวที่จะกระทำการต่างๆ ก็เกิดขึ้น เพื่อหยุดยั้งกรรมที่มวลมนุษย์จะกระทำต่อกันอันมากเกินไป จึงต้องอาศัยหลักความเคารพนี้เป็นปราการช่วยยั้งไว้ อันได้แก่ การเคารพสิ่งสำคัญ ๓ ประการ ที่เรียกว่า “หลัก ๓ เคารพ” คือ การเคารพธรรม, การเคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์, การเคารพสิ่งมีพระคุณ และหลักการแสดงความเคารพที่ถูกต้อง การแสดงออกถึงความเคารพและการปฏิบัติตนอันแสดงถึงความเคารพอันสูงสุด ต่อไปนี้

๑)   หลักการเคารพธรรม

๑)    พระธรรมชาติ คือ ทุกๆ สรรพสิ่ง ทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต จักรวาล, โลก, ท้องฟ้า, ท้องน้ำ ธรรมชาติเหล่านี้ ล้วนมีความเป็นธรรมะในตัว มีพลังในตัว มีความสมดุลที่พร้อมแสดงกฎแห่งธรรมชาติ และกฎแห่งกรรมได้ทั้งสิ้น หากมนุษย์ล่วงเกินทำลายธรรมชาตินี้ จะได้รับผลสะท้อนกลับ

๒)    พระศาสนธรรม คือ ธรรมะในทุกศาสนาทุกคัมภีร์ทุกแหล่งที่มวลมนุษย์ได้รับจากสังคมทุกๆ สังคม ทุกยุคทุกสมัย ถือว่าเป็น “สาธารณสมบัติ” ของมวลมนุษย์ร่วมกัน ไม่ใช่สิ่งที่จะนำมาทำลายล้างมนุษย์ด้วยกัน แต่เป็นสิ่งที่มนุษย์พึงจะได้อาศัยเป็นเครื่องเข้าใจสัจธรรมในธรรมชาติได้

โดยถือหลักว่า “ธรรมชาติ” เป็นธรรมะใหญ่ ที่ผู้ใดจะเข้ามาศึกษาก็ได้ เมื่อศึกษาแล้วได้ปัญญาความรู้ก็จะแสดงไว้ใน “ศาสนธรรม” หรือ ธรรมะที่สอนกันในศาสนาต่างๆ ดังนั้น ศาสนธรรม จึงเป็นเพียงธรรมะที่ย่อยรองลงมาจาก “ธรรมชาติ” เป็นเพียงส่วนหนึ่งของธรรมชาติเท่านั้น แต่การที่บุคคลจะเข้าถึง เข้าใจธรรมชาติได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย มีเฉพาะบุคคลพิเศษบางคนเท่านั้น ที่เรียกว่า “นักวิทยาศาสตร์ผู้ค้นพบ” ก็ดี หรือ “ศาสดาต่างๆ” ก็ดี ท่านเหล่านี้ได้ค้นหา พบแล้วแสดงไว้ให้ง่ายต่อการเข้าใจของมวลมนุษย์ เรียกกันว่า “ศาสนธรรม” นั่นเอง ดังนั้น แม้ศาสนธรรมไม่ใช่ทั้งหมดของธรรมชาติ มีความแตกต่างและดูขัดแย้งกันได้ในแต่ละศาสนา แต่นั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญ สิ่งสำคัญคือแต่ละบุคคลควรอาศัยศาสนธรรมใดศาสนธรรมหนึ่ง เพื่อเข้าถึงซึ่งธรรมชาติเบื้องต้นได้ก็พอ เพราะบุคคล ไม่สามารถเข้าถึงธรรมชาติได้ทุกคนด้วยตัวคนเดียว แต่ก็มีบางคนสามารถทำได้นั่นเอง

๒)   เคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์

๑)   สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น

ในจักรวาลนี้ มีพลังงานที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าอีกมากมาย พลังงานเหล่านั้นไม่สูญสลายหายไปไหน และมีที่มาจากมนุษย์และธรรมชาติ ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของมนุษย์และธรรมชาติได้ เช่น พลังจากดิน, น้ำ, ลม และไฟ พลังงานในตัวมนุษย์ก็มี สามารถตรวจวัดได้ด้วยเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ เมื่อมนุษย์ตายลงพลังงานเหล่านี้ ส่วนหนึ่งไม่สูญหายไปไหน ยังคงมีผลกระทบต่อมนุษย์และธรรมชาติอยู่ต่อไป แม้มนุษย์คนหนึ่งเกิดมา ก็จะมีพลังงานบางส่วนไหลเข้ามาในกายมนุษย์ ตลอดอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งชีวิต เช่น พลังงานความร้อนก็ดี, พลังงานที่เคยอยู่ในตัวมนุษย์ด้วยกันก็ดี พลังงานที่ส่งผลกระทบต่อธรรมชาติและมนุษย์ได้โดยที่เรามองไม่เห็นนี้ เราเคารพนับถือในฐานะ “สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มองไม่เห็น” ซึ่งในแต่ละศาสนาจะเรียกแตกต่างกันไป เช่น พระเจ้า, เทพเจ้า, พรหม, พระพุทธเจ้า, ปรมาตมัน, ลมปราณ, พระอรหันต์ ฯลฯ ทุกอย่างเหล่านี้ เราจะเคารพนับถือทั้งหมด แต่เราอาจมีบุญวาสนาได้อาศัยศึกษากับบางท่านเท่านั้นตามกำลังบุญบารมีของเรา ไม่จำเป็นว่าต้องได้ทั้งหมด หรือได้พบเห็นได้ศึกษาทั้งหมดก็หาไม่

๒)   สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มองเห็นด้วยตาเปล่า

ในชีวิตของมนุษย์เรานี้ มีสิ่งที่มีผลมีอิทธิพลต่อชีวิตเรามากมาย ที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า เช่น แม่น้ำที่เราใช้ทุกๆ วัน, ครูที่สอนเรา, เจ้านายที่อยู่ในที่ทำงานของเรา, พระศาสดาทุกศาสนา, ฯลฯ สิ่งที่มีพลังขับดันขับเคลื่อน, มีอิทธิพลต่อชีวิตของเราทั้งหมดนี้ เราเรียกว่า “สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า” ดังนั้น เราจักพึงให้ความเคารพต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้ทั้งหมด

โดยหลักการนี้ บางครั้งหากบุคคลจะพึงเคารพครูในฐานะธรรมชาติอยู่ที่ความเป็นครู สามารถทำได้ แต่ในทางกลับกัน ครูหากประสงค์จะนับเอาศิษย์เป็นธรรมชาติหนึ่งที่ควรเคารพก็สามารถทำได้ แต่อาจแตกต่างกันที่วิธีการแสดงออก ในหลัก ศาสนธรรมนี้ เราถือว่าทุกอย่าง เป็นธรรมชาติและเรานับถือธรรมชาติ เป็นพระธรรม จึงนับถือทุกอย่างเท่าเทียมกันหมด ครูเป็นที่เคารพของศิษย์ ศิษย์ให้ความนอบน้อม ศิษย์ก็เป็นที่เคารพของครู คือ ครูจะแสดงความเคารพลูกศิษย์ได้ ไม่จำเป็นต้องกราบลูกศิษย์ แต่คือ การให้โอกาสลูกศิษย์ ให้เวทีลูกศิษย์ ให้การยอมรับว่าลูกศิษย์ก็เป็นพระธรรม เป็นธรรมชาติหนึ่ง ที่วันหนึ่งอาจก้าวหน้าไปมากกว่าครู ทำสิ่งที่ครูทำไม่ได้ให้เกิดขึ้นก็ได้ เป็นต้น นอกจากนี้ การนับถือทั้งสิ่งที่รับรู้ได้ด้วยอวัยวะรับสัมผัสและที่รับรู้ไมได้ด้วยอวัยวะรับสัมผัส ทำให้ต้องใช้ปัญญาอย่างมากที่จะเคารพและไม่กระทำการล่วงเกินต่อสิ่งที่ทั้งมองเห็นและมองไม่เห็นใดๆ ทั้งหมดทั้งมวล การก่อกรรมก็จะน้อยลงไปเองในที่สุด

๓)   เคารพสิ่งมีคุณ

๑)   สิ่งมีคุณที่ไม่มีชีวิต

สรรพสิ่งใดๆ ที่ไม่มีชีวิตแต่มีคุณต่อเราแล้ว เราควรให้ความเคารพ แสดงความเคารพ และเคารพอย่างสูงสุดต่อสิ่งนั้นๆ ได้แก่ โลก, ดวงอาทิตย์, ดวงจันทร์, ดวงดาว, ท้องฟ้า, แม่น้ำ, ภูเขา, พื้นดิน ฯลฯ เป็นต้น ทุกสิ่งที่มีคุณ แม้ไม่มีชีวิต เราควรให้ความเคารพทั้งสิ้น หากเราหลงลืมสิ่งมีคุณเหล่านี้ เพียงเพราะเขาไม่มีชีวิต ไม่มีปากเสียงที่จะบอกแก่เราได้ เราก็จะทำการละเมิดล่วงเกินสิ่งเหล่านี้ เช่น ทำลายแม่น้ำ, ทำให้แม่น้ำสกปรก สุดท้าย เราเองที่ได้รับผลเสียจากการไม่เคารพสิ่งที่มีคุณที่ไม่มีชีวิตเหล่านี้

๒)   สิ่งมีคุณที่มีชีวิต

สรรพสิ่งใดๆ ที่มีชีวิตและมีคุณต่อเราแล้ว เราควรให้ความเคารพ แสดงความเคารพ และเคารพอย่างสูงสุดต่อสิ่งนั้นๆ ได้แก่ พระราชา, พระสงฆ์, ขุนนาง, นักการเมือง, พ่อแม่, คู่รัก, ลูก, เจ้านาย, ลูกน้อง, ครูบาอาจารย์, หมู, หมา, แมว, ต้นไม้ ฯลฯ ทุกชีวิตที่มีคุณ เราควรให้ความเคารพทั้งสิ้น

การเคารพนี้ ไม่ใช่การยึดมั่นถือมั่น เพราะหากยึดมั่นถือมั่นแล้ว คงต้องยึดมั่นถือมั่นทุกอย่าง แต่ละอย่างก็แตกต่างหลากหลายกันไป สุดท้ายก็จะไม่รู้จะยึดมั่นอะไร เพราะเคารพทุกอย่างนั่นเอง การจะเข้าสู่ภาวการณ์เคารพทุกอย่าง เพราะทุกอย่างเป็นธรรมชาติ เป็นธรรมะ ได้นั้น บุคคลต้องฝึกจิตให้เป็นกลาง มีใจกว้างใหญ่ไพศาล ไม่ยึดมั่นถือมั่นใดๆ เลย ก็จะเข้าถึงสภาวะการเคารพทุกอย่างได้ อนึ่ง การเคารพสิ่งมีคุณนี้ เราเลือกเฉพาะสิ่งที่มีคุณต่อเรา ในขณะที่การเคารพธรรม นั้น เราไม่แบ่งแยกเลยว่าจะเป็นธรรมชาติที่ให้คุณหรือโทษแก่เรา หากเขาให้โทษแก่เรา เราเคารพด้วยการไม่ปะทะ ไม่ทำลาย ไม่ต่อกร ไม่โต้แย้ง ปล่อยให้เขาทำไป ปล่อยวางเพราะเคารพเขา ส่วนการเคารพในสิ่งที่มีคุณนี้ เราเลือกได้ เช่น การกำหนดวันเคารพครู, วันเคารพพ่อแม่ เป็นต้น โดยปกติ การเคารพสิ่งมีคุณเราจะทำเป็นกิจวัตร ส่วนสิ่งที่ไม่มีคุณหรือให้โทษนั้น เราจะไม่เอามาเป็นการเคารพแบบพิเศษ หรือแบบแสดงความเคารพเป็นวันๆ (เช่น วันพระ) แต่เราจะแสดงออกถึงความเคารพด้วยการไม่ก่อกรรม ไม่ต่อต้าน ไม่ทำลาย ไม่โต้แย้ง ไม่ถกเถียง ปล่อยธรรมชาติส่วนที่ทำลายเราให้เขาทำไปอย่างนั้น นี่คือ การเคารพธรรม

การให้ความเคารพ, แสดงความเคารพ, และการเคารพอย่างสูงสุด

๑) การเคารพ ด้วย “การแสดงความเคารพ”

การแสดงความเคารพมีความแตกต่างหลากหลายไปตามวัฒนธรรมประเพณีของประเทศและยุคสมัยต่างๆ ทั้งหลายทั้งมวลนี้ ยอมรับได้ว่า คือ “การแสดงความเคารพ” เช่น บางที่ใช้การไหว้, บางที่ใช้การคำนับ, บางที่ใช้การร่ายรำ, บางที่ใช้การแลบลิ้นปลิ้นตา, บางที่ใช้การจุดไฟให้แสงสว่าง ฯลฯ ทุกอย่างนับว่าเป็นการแสดงความเคารพได้ทั้งหมด การแสดงความเคารพตามวัฒนธรรมประเพณีเป็นวิธีแรกที่บุคคลพึงได้รับการเรียนรู้ตามท้องถิ่นที่ตนอาศัย ไม่มีใครผิดถูก ทำได้อย่างเสรีไปตามนั้น แต่บางครั้ง การแสดงความเคารพตามวัฒนธรรมประเพณีก็อาจกลายเป็นสิ่งตรงข้าม คือ การละเมิดล่วงเกินสิ่งที่เราเคารพได้ เช่น การนำกระทงไปลอยน้ำเพื่อเคารพแม่น้ำ บางครั้งกลับกลายเป็นการสร้างขยะจนแม่น้ำเน่าเสีย อนึ่ง ในอดีตประเพณีนี้ทำได้ไม่เสียหายอะไร เพราะวัสดุเป็นธรรมชาติ เน่าแล้วกลายเป็นปุ๋ยหล่อเลี้ยงพืชน้ำและสัตว์น้ำได้พอดี เพราะคนมีจำนวนน้อย แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป เหตุปัจจัยเปลี่ยนไป การแสดงความเคารพจึงต้องปรับให้เหมาะสม เราเรียกการแสดงความเคารพที่ได้รับการดัดแปลงใหม่นี้ว่า “การแสดงความเคารพตามปัญญา” ของแต่ละบุคคล ที่จะคิดสร้างสรรค์กัน เช่น ผู้นับถือพระพุทธเจ้าบางคนอาจเอาไฟเผาตัวเองบูชาพระพุทธเจ้า, บางคนตัดเศียรตัวเองบูชาพระพุทธเจ้า, บางคนใช้เพียงดอกบัว ฯลฯ สิ่งนี้เป็นเรื่องเฉพาะตัว รวมเรียกว่าเป็นการแสดงความเคารพอย่างหนึ่ง ตามปัญญาของแต่ละบุคคลพึงจะคิดสร้างสรรค์มาได้ นับเป็นการแสดงความเคารพในขั้นต้น ขั้นแรก ในที่นี้ จะมีหลากหลายวิธีที่ให้แสดงความเคารพ เช่น ในศาสนาพุทธเราจะใช้การไหว้การกราบ, ในศาสนาคริสต์อาจใช้การคำนับหรือการอธิษฐานทางจิต, ในศาสนาพราหมณ์ก็ใช้วิธีอื่นๆ ไป เรามีการเรียนรู้เรื่องการแสดงความเคารพเป็นเบื้องต้นตามกรรมวิธีต่างๆ ด้วย เช่น การบูชาด้วยดอกไม้ชนิดต่างๆ พร้อมปรัชญาความหมาย, การบูชาด้วยไฟด้วยกลวิธีต่างๆ เช่น การตั้งแท่นบูชาแบบแถวยาว, แท่นบูชาแปดทิศ, สี่ทิศเก้าชั้นสามเคารพครบ ๑๐๘ ปรารถนา ฯลฯ เป็นต้น สำหรับผู้เข้ามาศึกษา “ศาสนธรรม” นี้ จะได้รับการสอนปรัชญาการแสดงความเคารพบูชาด้วยตนเอง เหมือนดังอดีตที่มีพระโพธิสัตว์ทั้งหลายได้ทำการบูชาพระพุทธเจ้าทั้งหลายตามๆ กันมาด้วย เพื่อให้เข้าใจถึงหลักการแสดงความเคารพบูชาอันแฝงด้วยขุมปัญญามากมาย

๒) การเคารพ ด้วย “การให้ความเคารพ”

การแสดงความเคารพตามหลักข้อ ๑ นั้น เป็นเพียงการ “แสดง” เท่านั้น หาใช่พฤติกรรมประจำวันที่แท้จริงของเราไม่ กล่าวคือ บุคคลแสดงความเคารพกันแต่เพียงชั่วคราวขณะที่กระทำการณ์ตามประเพณีก็มี แต่ชีวิตจริงพวกเขาอาจไม่ได้เคารพกันจริงๆ ก็ได้ ดังนั้น “ศาสนธรรม” สอนให้แสดงความเคารพตามประเพณีเพื่อเป็นจุดเริ่มต้น เป็นแบบอย่างที่ดีงามในช่วงแรกของการเข้าการศึกษาหรือเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ หรือแสดงตามวาระโอกาสที่สำคัญต่างๆ แต่ศาสนธรรมไม่ได้ยึดติดการแสดงความเคารพนั้นว่าเป็นสิ่งที่แท้จริงก็หาไม่ การเคารพที่แท้จริงจะต้องเริ่มต้นจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของบุคคลที่ประสงค์จะแสดงความเคารพ เพื่อให้สิ่งที่เราเคารพยอมรับว่าเราเคารพท่านจริงๆ ศรัทธาต่อท่านจริงๆ นั้น จะต้องเกิดจากการปฏิบัติจริงในกิจวัตรประจำวัน จนเกิดแก่กมลสันดาน คือ ตั้งแต่ภายใน มโนกรรม, วจีกรรม, กายกรรม ก็ล้วนแสดงออกถึงความเคารพได้ทุกขณะทุกอิริยาบถ ทุกการกระทำและไม่กระทำ เช่น การเคารพน้ำ ด้วยการกินน้ำให้หมดแก้ว, หมดขวดไม่กินทิ้งกินขว้าง การละเว้นการตักน้ำหรือเอาน้ำออกจากที่เดิมมากเกินจนเกินขนาดใช้ เป็นต้น เหล่านี้ ล้วนเป็นการเคารพสิ่งที่ควรเคารพในชีวิตประจำวัน หากทำได้เกิดได้อย่างเป็นปกติวิสัยแล้ว นับได้ว่าเป็นการเคารพที่เหนือกว่าการ “แสดงความเคารพ” เสียอีก หรือการไม่ไหว้ทักแต่เงียบเมื่อเขาต้องการความสงบ นี่ก็จัดได้ว่าเป็นการเคารพแบบ “ให้ความเคารพ” ซึ่งมีคุณค่าสูงกว่า “การแสดงความเคารพ” เสียอีก บุคคลต่อให้แสดงความเคารพอย่างอลังการมากมาย แต่ไม่อาจประพฤติตนให้เกิดความ “ให้ความเคารพต่อสิ่งที่ควรเคารพ” ได้แล้ว ก็นับว่ายังไม่ได้เคารพกันอย่างแท้จริง

๓) การเคารพด้วย “การเคารพอย่างสูงสุด”

คือ การละเว้นซึ่งการก่อกรรมทั้งมวล ไม่ดัดแปลง ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่ทำลาย, ไม่รักษา, ไม่สร้างสรรค์ ไม่สร้างทำ ไม่กระทำการใดๆ เลยต่อสิ่งที่เราเคารพ ปล่อยทุกอย่างเป็นไปอย่างธรรมชาติ ปล่อยวาง ละการยึดมั่นถือมั่นใดๆ ทั้งมวล ให้ทุกอย่างเป็นไปเอง ไม่ลงไปกระทำการใดๆ นับเป็นการเคารพยำเกรงอย่างสูงสุดต่อสิ่งที่เราเคารพ ทั้งนี้บุคคลจะทำการเคารพอย่างสูงสุดนี้ได้ จักต้องผ่านการเคารพสองขั้น คือ การแสดงความเคารพ และการให้ความเคารพมาก่อน จนมีความพร้อมสมบูรณ์เต็มที่แล้วก็สามารถทำสิ่งนี้ได้ ตามปกติ บุคคลผู้มีชีวิตจะไม่สามารถแสดงความเคารพนี้ได้ ต้องตายแล้วเท่านั้น จึงจะไม่ทำการใดๆ ได้อีก ทั้งนี้ บุคคลจะตายด้วยน้ำมือผู้อื่นหรือตนเองเพื่อให้ได้ทำความเคารพสูงสุดก็หาไม่ เพราะเป็นการกระทำให้เกิดการตายอยู่ดี การเคารพอย่างสูงสุด จึงต้องปล่อยให้ตนเองตายไปเองตามธรรมชาติ อย่างไม่ยึดมั่นถือมั่นหรือกระทำการใดๆ เมื่อตนเองตายแล้วไม่กระทำการใดๆ ปล่อยวางความยึดมั่นทุกอย่าง ให้ทุกสิ่งเป็นไปเองตามธรรมชาติ ผู้นั้น จัดได้ว่าทำความเคารพสูงสุด ต่อสิ่งที่ควรเคารพแล้ว

ข้อแตกต่างของการเคารพในศาสนธรรมและศาสนาต่างๆ

๑)   ในศาสนาคริสต์สอนไม่ให้เคารพรูปเคารพ

ในศาสนธรรมนั้นไม่ยึดมั่นถือมั่นว่าต้องเคารพรูปเคารพหรือไม่ แต่เปิดกว้างให้แสดงความเคารพได้ตามวัฒนธรรมของตน เช่น การไม่ไหว้รูปเคารพก็เป็นการเคารพคำสอนของพระเยซู ซึ่งถือว่าเป็นการกระทำที่ถูกต้องแล้วในกรณีที่เป็นชาวคริสต์ แต่เหนือกว่านั้น คือ การให้ความเคารพที่เหนือขึ้นไปกว่าการแสดงความเคารพ ซึ่งชาวคริสต์แม้ไม่ไหว้รูปเคารพ แต่หากไม่ทำตามคำสอนของพระเยซูก็นับว่าไม่เคารพพระเยซู (เพราะไม่ยอมทำตามคำสอนนั่นเอง) ดังนั้น ในศาสนธรรมนี้จึงยืดหยุ่นเปิดกว้าง ในศาสนธรรมนี้ จึงไม่ได้บังคับให้ชาวคริสต์ต้องเคารพรูปเคารพแต่อย่างใด ตรงกันข้ามกลับสอนให้เคารพคำสอนของพระเยซูมากยิ่งขึ้นไปด้วยการทำตามคำสอนนั้นๆ

๒)   ในศาสนาพุทธสอนให้ไม่ยึดมั่นถือมั่น

ในศาสนธรรมนั้นไม่ยึดมั่นถือมั่นเช่นเดียวกันกับพุทธศาสนา แต่ไม่ได้แปลว่าไม่ทำอะไรเลย เพราะปล่อยวางหมดก็หาไม่ ศาสนธรรมสอนให้ทำด้วยปัญญา ปัญญาจะเกิดได้ต้องปล่อยวางความยึดติดต่างๆ เปิดโลกทัศน์ให้กว้าง ทำใจให้เป็นกลาง และให้เสรีภาพกับความคิดจินตนาการไม่ชี้ถูกผิด จนกว่าจะเกิดปัญญาที่แท้ ก็สามารถเข้าถึงสิ่งเดียวกันได้ ด้วยเหตุนี้ ทางศาสนธรรม จึงสอนให้แสดงความเคารพสูงสุดด้วยการไม่กระทำการใดๆ อันส่งผลกระทบต่อธรรมชาติ หรือทุกสิ่ง ซึ่งก็คือ การหยุดกรรมทั้งมวล ซึ่งจะกระทำได้เพียงบางส่วนเมื่อยังมีชีวิตอยู่ เพราะชีวิตยังต้องมีลมหายใจยังต้องกินต้องใช้ แต่สามารถลดละเลิกได้ตามความสามารถของตน เมื่อลดละเลิกแล้ว ก็สามารถทำจิตให้พร้อมที่จะหยุดกรรมทั้งมวลได้ในช่วงสิ้นชีวิต

๓)   ในศาสนาพราหมณ์มุ่งเน้นความศรัทธาและการบูชา

ในศาสนธรรมก็มีการสอนการบูชาแบบต่างๆ ไม่แตกต่างจากศาสนาพราหมณ์ เรามีหลากหลายวิธีที่จะบูชา จากขั้นต้น ไปจนถึงการลดละเลิก (ศีล) เพื่อการบูชาขั้นกลางและตลอดจนวิธีที่ไม่ทำกรรมอะไรเลยเพื่อการบูชาอย่างสูงสุด ทั้งนี้ บุคคลจะไม่ทำอะไรเลยได้ก็ต่อเมื่อตายเท่านั้น นั่นคือ การบูชาด้วยชีวิต แต่การบูชาด้วยชีวิตจะกระทำให้ตนเองตายไม่ได้ หรือให้คนอื่นมาฆ่าก็ไม่ได้ ต้องไม่ทำอะไรเลยแล้วตายตามธรรมชาติจริงๆ นั่นคือ ต้องปล่อยวางการยึดมั่นถือมั่น การลดละกรรมต่างๆ ในขณะที่มีชีวิตให้ได้มากที่สุด นี่คือ การบูชาด้วยชีวิตอย่างสูงสุดและเป็นธรรมชาติ แต่ในเบื้องต้นเรามักจะสอนวิธีบูชาแบบต่างๆ ให้ก่อนเพื่อให้ง่ายต่อการศึกษาเท่านั้น นอกจากนี้ คนที่สูงกว่าเคารพคนที่ต่ำกว่าก็ได้ เพราะเคารพในฐานะธรรมชาตินั่นเอง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น