ระบบเศรษฐกิจปัญญานิยม แนวคิด “ราคาคุณค่า”

ระบบเศรษฐกิจปัญญานิยม แนวคิด “ราคาคุณค่า”

แนวคิด “ราคาตลาด” (Market price)

ระบบเศรษฐกิจทุนนิยม ใช้กลไกลตลาดกำหนดราคา หากสินค้าชนิดใด มีปริมาณมาก ทั้งๆ ที่มีคุณค่าสูงกว่า จะส่งผลให้ราคาตกต่ำลงกว่าสิ่งที่ควรจะเป็น จนผู้ผลิตล้มละลายได้ ยกตัวอย่างเช่น ถั่วเหลืองที่มีคุณค่าทางสารอาหาร แต่หากผลิตมากล้นตลาดก็อาจขายได้ราคาต่ำกว่าทุน ต้องขาดทุน ล้มละลาย ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมจึงอ่อนแอ เพราะปล่อยให้ราคาไหลไปตามกลไกลตลาด ในขณะที่ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมแบบควบคุม เข้าแทรกแซงกลไกลราคาสินค้า สุดท้ายอาจส่งผลให้เกิดความปั่นป่วนทั้งระบบเศรษฐกิจ ยกตัวอย่างเช่น เมื่อข้าวราคาตกต่ำ จึงขึ้นราคาข้าว ส่งผลให้ข้าวที่ผู้บริโภคต้องบริโภคต่อจานราคาสูงขึ้น และกระทบอุตสาหกรรมที่ต้องใช้ข้าวเป็นวัตถุดิบต้องกระทบทั้งหมด ที่เป็นเช่นนี้เพราะรัฐบาลไม่มีตัวเลขที่แน่นอนในการประเมินว่า ราคาสินค้าที่สมดุลพอดีไม่กระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจนั้น แต่ละชนิดควรอยู่ที่เท่าใด ได้แต่อาศัยกลไกลตลาดพาไปตามใจชอบของแต่ละกลุ่ม เมื่อแต่ละกลุ่มประชากรไม่พอใจก็เรียกร้องตามระบอบประชาธิปไตย เมื่อเรียกร้องก็เจรจาต่อรองกันเพียงสองกลุ่ม ภาพรวมไม่ได้เข้ามารู้เรื่อง ส่งผลให้กระทบต่อเศรษฐกิจภาพรวมในที่สุด

ดังนั้น การแทรกแซงราคาในระบบเศรษฐกิจทุนนิยม ที่พ่วงกับประชาธิปไตย มักเกิดขึ้นจากแรงกดดันทางอำนาจการเมือง ที่ผู้เสียผลประโยชน์ต้องออกมาเรียกร้องด้วยการประท้วง และต่อรองกับภาครัฐบาล จนกระทั่งรัฐบาลถูกกดดันให้ตัดสินใจแทรกแซงราคาตลาด จนทำให้ระบบเศรษฐกิจปั่นป่วนได้ นี่คือ ผลเสียของระบบเศรษฐกิจทุนนิยมที่พ่วงเข้ากับประชาธิปไตย หากประชาชนกลุ่มย่อยที่เสียผลประโยชน์มีความคิดถึงองค์รวม ไม่เรียกร้องเพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มย่อยของตนเพียงอย่างเดียว แต่มองความสมดุลของภาพรวมเศรษฐกิจได้ ก็คงไม่มีปัญหา แต่ในความเป็นจริง สถานการณ์เช่นนี้ไม่อาจเกิดขึ้นได้เลย เนื่องจาก การเปลี่ยนแปลงด้วยการเรียกร้องนั้น มักเกิดจากคนกลุ่มย่อยที่ได้รับผลกระทบ และคิดแต่จะหลุดพ้นจากผลกระทบโดยไม่อาจมองภาพรวมได้ แม้กระทั่งภาครัฐบาลเอง หลายครั้ง การแทรกแซงราคาสินค้าชนิดต่างๆ ก็สร้างความปั่นป่วนให้กับสมดุลตลาด และก่อให้เกิดกลุ่มได้ผลประโยชน์และเสียผลประโยชน์มากมายได้เช่นกัน สิ่งเหล่านี้ ไม่ช่วยให้แก้ปัญหาเศรษฐกิจอะไรได้เลย ระบบเศรษฐกิจทุนนิยม ได้ปัดปัญหานี้ลงไปให้ผู้อื่นรับแทน คือ ประเทศที่ด้อยอำนาจต่ำกว่าตน เมื่อมีการค้าขายระหว่างประเทศเกิดขึ้น ประเทศที่มีอำนาจมากกว่า ก็จะอาศัยความได้เปรียบเปรียบเทียบเพื่อแสวงประโยชน์จากการค้า และปัดปัญหาไปสู่ประเทศที่มีอำนาจน้อยกว่า ต้นทุนทางด้านทรัพยากรธรรมชาติและมลพิษที่เกิดขึ้นในประเทศด้อยอำนาจเหล่านั้นมีมากมายเสียกว่ามูลค่าทางการค้า แต่ไม่มีผู้ใดหันกลับมามอง จนกระทั่งก่อให้เกิด ภาวะ “โลกร้อน” กระทบทั้งโลก สูญเสียทรัพยากรที่มีค่าไปอย่างมากมาย

แนวคิด “ราคาคุณค่า” (Value price)

ระบบเศรษฐกิจปัญญานิยม ใช้คุณค่าสมดุลในการกำหนดราคาสินค้าเป้าหมาย คำว่า “คุณค่าสมดุล” หมายความว่า ราคาเชิงเปรียบเทียบของสินค้าชนิดหนึ่ง ในภาวะที่เศรษฐกิจโดยรวมอยู่ในภาวะสมดุล เท่ากับเท่าไร ก็ใช้ราคานี้ เป็นมาตรวัดมาตรฐาน ที่เรียกว่า “คุณค่าสมดุล” ส่วนคำว่า “ราคาสินค้าเป้าหมาย” หมายถึง ราคาสินค้าที่รัฐบาลตั้งเป้าหมายไว้ว่า หากมีการเปลี่ยนแปลงราคาสินค้าตามกลไกลตลาดแล้ว รัฐบาลต้องเข้ามาแทรกแซงให้กลับเข้าสู่ระดับสมดุล ไม่กระทบต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมนั้น อยู่ที่เท่าไร ก็จะใช้ตัวเลขนี้เป็นดัชนีเป้าหมายในการเฝ้าระวังดูราคาสินค้า หากสินค้ามีราคาสูงหรือต่ำมากกว่าราคานี้ในระดับที่เริ่มเข้าสู่เส้นเขตอันตรายแล้ว ก็จะแทรกแซงก่อนที่จะสายเกินไป จึงไม่ก่อให้เกิดการประท้วง และสามารถจัดการให้อยู่ในความสงบเป็นที่พอใจของภาพรวมและประชาชนกลุ่มได้หรือเสียผลประโยชน์ได้ ทั้งนี้ เราใช้หลักการ “คุณค่าสมดุล = ราคาเป้าหมาย” โดยคุณค่าสมดุลนี้ จะคิดจากการกระจายสินค้าพื้นฐานที่จำเป็นเพื่อการอุปโภคบริโภคอย่างสมดุลทั่วถึงทั้งประเทศ หรือหลักการของการสร้างความเท่าเทียมทางเศรษฐกิจนั่นเอง ทำให้ทราบว่าทั้งประเทศต้องการอุปโภคบริโภคสินค้าที่จำเป็นแต่ละชนิดอย่างละเท่าไรในแต่ละวันหรือเดือนหรือปี โดยคิดตามผลผลิตรวมทั้งปี แล้วจึงนำมาเฉลี่ย นำเข้ามาพิจารณาร่วมด้วย ก็จะทราบว่า ทั้งประเทศมีความต้องการมากหรือน้อยกว่าปริมาณสินค้าที่จำเป็นนั้นๆ แล้วเปรียบเทียบกับสินค้าชนิดอื่นๆ ที่มีความจำเป็นพื้นฐาน จนได้ค่าสมดุลของสินค้าชนิดนั้นๆ จากนั้น จึงนำไปปรับเป็นราคาเป้าหมาย โดยราคาเป้าหมายเท่ากับราคาคุณค่า เมื่อเกิดผลกระทบด้านราคาของสินค้าชนิดใดชนิดหนึ่งขึ้นมา รัฐบาลก็จะหยิบเอาราคาเป้าหมายนี้ มาใช้ในการวางแผนจัดการแทรกแซงให้ราคาสินค้าไม่มากหรือน้อยลงไปเกินกว่าราคาเป้าหมายนี้ ก็จะลดปัญหาราคาสินค้าตกต่ำหรือสินค้าราคาแพงมากเกินไปได้ก่อนที่จะเกิดปัญหาลุกลาม อนึ่ง ราคาคุณค่านี้ จะใช้คำนวณจากสินค้าที่จำเป็นพื้นฐานเท่านั้น สินค้าฟุ่มเฟือยและไม่ใช่สินค้าจำเป็นทั้งหลาย จะไม่นำเข้ามาอยู่ในกระบวนการจัดการนี้ จะปล่อยเสรี เพราะกรณีสินค้าเหล่านั้น มีราคาแพงมากขึ้นหรือถูกมากเกินไป ก็จะมีความยืดหยุ่นในการบริโภคมากกว่า ลูกค้าสามารถเปลี่ยนไปบริโภคสินค้าชนิดอื่นๆ ได้มากกว่า เพราะไม่ใช่สินค้าที่จำเป็นนั่นเอง ดังนั้น ระบบเศรษฐกิจนี้ จึงไม่ได้ตึงเครียดเพราะบังคับราคามากเกินไป แต่อาศัยความระมัดระวัง วางแผนและจัดการได้ก่อน

การคิดราคาคุณค่า

๑)    นำสินค้าพื้นฐานที่จำเป็นทุกชนิดที่ต้องการวางแผนมาพิจารณาพร้อมกัน

๒)    นำสินค้ามาตรฐานมาเป็นมาตรฐานหลักในการตีค่า เช่น มาตรฐานทองคำ

๓)    สำรวจปริมาณความต้องการในการบริโภคสินค้าโดยรวมทั้งประเทศแต่ละชนิด

๔)   ใช้ราคาตลาดที่สมดุลในปีที่แล้ว มาเป็นพื้นฐานในการคำนวณร่วมด้วย

๕)   ปรับราคาสินค้าขึ้นหรือลง ตามปริมาณความต้องการในการบริโภคปีหน้า

สูตร

ราคาเป้าหมาย = ราคาคุณค่า

ราคาคุณค่า = ราคาตลาดที่สมดุลปีล่าสุด (+-)* %ปริมาณความต้องการที่เพิ่มหรือลด

ราคาตลาดที่สมดุลปีล่าสุด = ราคาตลาดในปีที่เศรษฐกิจสมดุล ย้อนหลังไป ปีล่าสุด

%ปริมาณความต้องการที่เพิ่มขึ้นหรือลดลง = (ปริมาณความต้องการสินค้าที่เพิ่มหรือลดลง x 100 / ปริมาณความต้องการสินค้าในปีที่เศรษฐกิจสมดุลปีล่าสุด)

* หมายเหตุ หากลดลง ใช้เครื่องหมายลบ หากเพิ่มขึ้นใช้เครื่องหมายบวก

เมื่อได้ราคาเป้าหมายจากสูตรคำนวณนี้แล้ว จึงนำราคาเป้าหมายไปเข้าแบบจำลองเศรษฐกิจสมดุลใหม่ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในปีหน้า จะส่งผลให้ราคาเป้าหมายอาจถูกปรับให้เพิ่มขึ้นหรือลดลงได้อีกเล็กน้อย ก็จะกลายเป็นราคาเป้าหมาย ณ ภาวะเศรษฐกิจสมดุลใหม่ (แผนปีหน้า) เมื่อได้ราคานี้แล้ว ก็ใช้เป็นดัชนีคอยตรวจวัดระดับราคาสินค้าในตลาดจริง หากมีความเปลี่ยนแปลงมากขึ้นหรือลดลงมากเกินไป รัฐบาลก็จะเข้าไปแทรกแซงให้เข้ามาใกล้สู่ “ราคาเป้าหมาย” ให้มากที่สุด ซึ่งบางครั้งรัฐบาลอาจไม่สามารถควบคุมราคาสินค้าให้เข้ามาสู่ราคาเป้าหมายได้ เนื่องจากปัจจัยทางธรรมชาติต่างๆ เช่น แรงกดดันจากกลุ่มผู้เสียผลประโยชน์, อำนาจทางการเมืองที่ขาดเสถียรภาพ เป็นต้น แต่หากสามารถวางแผนการจัดการราคาได้ก่อน ก็จะลดแรงกดดันลงได้มาก ความสำเร็จในการควบคุมเสถียรภาพทางราคาก็จะมากขึ้น สอดคล้องกับความเป็นจริง ซึ่งคำนวณจากความต้องการของประเทศมากขึ้น ไม่ใช่การปรับเพิ่มหรือลดตามความพอใจของแต่ละฝ่ายหรือจากอำนาจการต่อรองระหว่างสองกลุ่มโดยไม่สนใจภาพรวม เหมือนกับปัญหาของระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมที่ใช้กลไกลตลาดเดิมๆ อีกต่อไป

การจัดการปริมาณสินค้าและความต้องการที่ไม่สอดคล้องกัน เข้าสู่ดุลยภาพเดิม

การแทรกแซงกลไกลตลาดนี้ ใช้เมื่อกลไกลตลาดสร้างปัญหาต่อประชาชน จำเป็นต้องเข้าแทรกแซงเฉพาะสินค้าที่จำเป็น ซึ่งใช้ได้ทั้งการเพิ่มและลดราคาสินค้า ดังต่อไปนี้

๑)   การปรับโดยถือเอาปริมาณความต้องการ ณ ดุลยภาพเดิม เป็นเกณฑ์

สถานการณ์

ในสถานการณ์ที่สินค้ามีความยืดหยุ่นทางด้านกำลังการผลิต มีความเป็นไปได้ในการนำเข้าหรือส่งออกทดแทนหรือระบายส่วนเกินได้ง่าย และเป็นสินค้าจำเป็นพื้นฐานจริงๆ การปรับสมดุลจะปรับขา “ปริมาณสินค้า” (Supply) แล้วถือเอาปริมาณความต้องการพื้นฐานที่จำเป็นของประชาชนเป็นตัวเกณฑ์หลัก การปรับสมดุลในลักษณะนี้ จะต้องถือหลักสำคัญข้างต้นสองประการ คือ สินค้าต้องเป็นสินค้าที่มีความยืดหยุ่นทางด้านกำลังการผลิต เช่น สามารถผลิตเพิ่มได้เร็วหรือนำเข้าได้ และจะต้องเป็นสินค้าที่มีความจำเป็นพื้นฐานจริงๆ ไม่ใช่สินค้าฟุ่มเฟือย เพราะหากปรับปริมาณสินค้าโดยถือเอาความต้องการของคนเป็นเกณฑ์แล้ว จะยึดเอาไปใช้กับสินค้าฟุ่มเฟือยไม่ได้ เช่น ข้าว หากมีปริมาณความต้องการมาก แต่ผลิตได้น้อย รัฐบาลควรวางแผนที่จะหาตลาดเพื่อนำเข้าแต่เนิ่นๆ แต่ในกรณีเครื่องประดับ ถ้ามีความต้องการมาก ขาดแคลน ก็ควรปล่อยไปตามกลไกลตลาด ไม่ควรแทรกแซง เพราะไม่เดือดร้อน ไม่ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีพและการทำงานตามปกติวิสัยของปุถุชนแต่อย่างใด สำหรับสินค้าที่มีความยืดหยุ่นทางด้านปริมาณน้อย เช่น น้ำมัน ที่มักผลิตได้จำนวนคงที่ ปรับเปลี่ยนยาก จะใช้วิธีนี้ไม่ได้

ลักษณะการแทรกแซง

จะใช้หลัก “ราคาเป้าหมาย” เป็นเกณฑ์ แทรกแซงจนราคาเข้าสู่ “ราคาเป้าหมาย” สินค้าในตลาดก็จะเข้าสู่จุดสมดุลเดิมอีกครั้ง วิธีการแทรกแซง ส่วนใหญ่จะเป็นการนำเข้าหรือส่งออกเป็นสำคัญ ร่วมกับการดูแลการจำหน่ายจ่ายแจกให้ทั่วถึง ไม่มีการค้าเก็งกำไร และการกักตุนสินค้า ซึ่งจะรบกวนราคา ทำให้ราคาสูงกว่าราคาเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้ 

๒)   การปรับโดยถือเอาปริมาณสินค้า ณ ดุลยภาพเดิม เป็นเกณฑ์

สถานการณ์

ในสถานการณ์ที่สินค้ามีความยืดหยุ่นทางด้านกำลังการผลิตน้อย ปรับเปลี่ยนจำนวนการผลิตได้ยากแต่เป็นสินค้าที่จำเป็นพื้นฐานในการดำรงชีพและกิจกรรมของมนุษย์ แต่มีความยืดหยุ่น มีทางเลือกในการปริโภค มีความยืดหยุ่นทางด้านความต้องการสินค้า เช่น น้ำมัน การปรับสมดุล จะปรับขา “ความต้องการสินค้า” (Demand) ยกตัวอย่างเช่น การรณรงค์ให้ลดการใช้น้ำมัน แล้วเดินทางด้วยวิธีอื่นๆ เช่น งดใช้รถส่วนตัวผลัดกันคนละวันในหนึ่งสัปดาห์ เพื่อหันมาใช้รถโดยสารสาธารณะ การปรับสมดุลในลักษณะนี้ จะต้องถือหลักสำคัญข้างต้นสองประการ คือ สินค้าต้องมีความจำเป็นพื้นฐานจริงๆ ไม่ใช่สินค้าฟุ่มเฟือย เพราะป่วยการที่รัฐบาลจะเข้าแทรกแซงดุลยภาพในสินค้าที่ไม่จำเป็น และความต้องการของผู้บริโภคจะต้องมีความยืดหยุ่นสูง เช่น สามารถเลือกบริโภคสินค้าทดแทนได้ เพราะการปรับในลักษณะนี้เป็นการปรับที่ความต้องการของผู้บริโภค หากผู้บริโภคไม่มีทางเลือกในการบริโภค หรือขาดความยืดหยุ่นในการบริโภคแล้ว ก็ไม่มีความเป็นไปได้ที่จะปรับดุลยภาพได้สำเร็จ รังแต่จะสร้างความตึงเครียดทางการเมือง

ลักษณะการแทรกแซง

จะใช้หลัก “ราคาเป้าหมาย” เป็นเกณฑ์ แทรกแซงจนราคาเข้าสู่ “ราคาเป้าหมาย” สินค้าในตลาดก็จะเข้าสู่จุดสมดุลเดิมอีกครั้ง วิธีการแทรกแซง ส่วนใหญ่จะเป็นการรณรงค์ปรับลดปริมาณการบริโภค หรือปรับเพิ่มปริมาณการบริโภคเป็นสำคัญ เช่น ข้าวราคาตกต่ำ สามารถสนับสนุนให้เอกชนแปรรูป แล้วแจกจ่ายให้ผู้ยากไร้บริโภคได้ ปริมาณข้าวจะลดลงจนเท่ากับปริมาณสินค้า ณ ดุลยภาพเดิม ราคาจะสูงขึ้นจนถึง “ราคาเป้าหมาย” 

การจัดการปริมาณสินค้าและความต้องการที่ไม่สอดคล้องกันเข้าสู่ดุลยภาพใหม่

การแทรกแซงกลไกลตลาดนี้ ใช้เมื่อกลไกลตลาดสร้างปัญหาต่อประชาชน จำเป็นต้องเข้าแทรกแซงเฉพาะสินค้าที่จำเป็น ในกรณีที่ไม่สามารถปรับเข้าดุลภาพเดิมได้ ดังนี้

๓)   การปรับโดยถือเอาปริมาณสินค้า ณ ดุลยภาพใหม่ เป็นเกณฑ์

สถานการณ์

ในสถานการณ์ที่สินค้ามีความยืดหยุ่นทางด้านกำลังการผลิต มีความเป็นไปได้ในการนำเข้าหรือส่งออกทดแทนหรือระบายส่วนเกินได้ง่าย และเป็นสินค้าจำเป็นพื้นฐานจริงๆ และปริมาณความต้องการพื้นฐานที่จำเป็นของประชาชนเปลี่ยนแปลงไปสู่ดุลยภาพใหม่ เช่น จำนวนประชากรเพิ่มขึ้นมาก การปรับสมดุลจะปรับขา “ปริมาณสินค้า” (Supply) จะต้องถือหลักสำคัญข้างต้นสองประการ คือ ปริมาณความต้องการมีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่สามารถควบคุมได้ และสินค้าต้องเป็นสินค้าที่มีความยืดหยุ่นทางด้านกำลังการผลิต เช่น สามารถผลิตเพิ่มได้เร็วหรือนำเข้าได้ และจะต้องเป็นสินค้าที่มีความจำเป็นพื้นฐานจริงๆ ไม่ใช่สินค้าฟุ่มเฟือย เพราะหากปรับปริมาณสินค้าโดยถือเอาความต้องการของคนเป็นเกณฑ์แล้ว จะยึดเอาไปใช้กับสินค้าฟุ่มเฟือยไม่ได้ เช่น ข้าว หากมีปริมาณความต้องการมาก เพราะคนเกิดมากขึ้น รัฐบาลควรวางแผนที่จะหาตลาดเพื่อนำเข้าแต่เนิ่นๆ แต่ในกรณีเครื่องประดับ ถ้ามีความต้องการมาก ก็ควรปล่อยไปตามกลไกลตลาด ไม่ควรแทรกแซง เพราะไม่เดือดร้อน สำหรับสินค้าที่มีความยืดหยุ่นทางด้านปริมาณน้อย เช่น น้ำมัน ที่มักผลิตได้จำนวนคงที่ ปรับเปลี่ยนยาก จะใช้วิธีนี้ไม่ได้

ลักษณะการแทรกแซง

จะใช้ “ราคาดุลยภาพใหม่” เป็นเกณฑ์ แทรกแซงจนราคาเข้าสู่ “ราคาเป้าหมาย” สินค้าในตลาดก็จะเข้าสู่จุดสมดุลเดิมอีกครั้ง วิธีการแทรกแซง ส่วนใหญ่จะเป็นการนำเข้าหรือส่งออกเป็นสำคัญ โดยต้องกระทำอย่างรวดเร็วก่อนที่เส้นปริมาณความต้องการ ณ จุด ดุลยภาพจะเปลี่ยน และส่งผลกระทบต่อระดับราคา จนราคาสินค้าสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว 

๔)   การปรับโดยถือเอาปริมาณความต้องการ ณ ดุลยภาพใหม่ เป็นเกณฑ์

สถานการณ์

ในสถานการณ์ที่สินค้ามีความยืดหยุ่นทางด้านกำลังการผลิตน้อย ปรับเปลี่ยนจำนวนการผลิตได้ยากแต่เป็นสินค้าที่จำเป็นพื้นฐานในการดำรงชีพและกิจกรรมของมนุษย์ แต่มีความยืดหยุ่น มีทางเลือกในการปริโภค มีความยืดหยุ่นทางด้านความต้องการสินค้า เช่น น้ำมัน การปรับสมดุล จะปรับขา “ความต้องการสินค้า” (Demand) ยกตัวอย่างเช่น การรณรงค์ให้ลดการใช้น้ำมัน แล้วเดินทางด้วยวิธีอื่นๆ เช่น งดใช้รถส่วนตัวผลัดกันคนละวันในหนึ่งสัปดาห์ เพื่อหันมาใช้รถโดยสารสาธารณะ การปรับสมดุลในลักษณะนี้ จะต้องถือหลักสำคัญข้างต้นสองประการ คือ สินค้าต้องมีความจำเป็นพื้นฐานจริงๆ ไม่ใช่สินค้าฟุ่มเฟือย เพราะป่วยการที่รัฐบาลจะเข้าแทรกแซงดุลยภาพในสินค้าที่ไม่จำเป็น และความต้องการของผู้บริโภคจะต้องมีความยืดหยุ่นสูง เช่น สามารถเลือกบริโภคสินค้าทดแทนได้ เพราะการปรับในลักษณะนี้เป็นการปรับที่ความต้องการของผู้บริโภค หากผู้บริโภคไม่มีทางเลือกในการบริโภค หรือขาดความยืดหยุ่นในการบริโภคแล้ว ก็ไม่มีความเป็นไปได้ที่จะปรับดุลยภาพได้สำเร็จ รังแต่จะสร้างความตึงเครียดทางการเมือง

ลักษณะการแทรกแซง

จะใช้ “ราคาดุลยภาพใหม่” เป็นเกณฑ์ แทรกแซงจนราคาเข้าสู่ “ราคาดุลยภาพใหม่” สินค้าในตลาดก็จะมีราคาลดลง วิธีการแทรกแซง ส่วนใหญ่จะเป็นการรณรงค์ปรับลดปริมาณการบริโภค หรือปรับเพิ่มปริมาณการบริโภคเป็นสำคัญ เช่น น้ำมันกำลังจะขาดแคลนเพราะสงครามอิหร่าน รัฐบาล ก็ออกกฎหมายอนุญาตให้ทำงานที่บ้านได้ ทำให้อัตราการใช้รถยนต์ออกนอกบ้านลดลง ราคาก็ลดลงก่อน แล้วค่อยปรับขึ้นเข้าสมดุลเดิม

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น