“ศาสนธรรม” ธรรมะที่ไม่ใช่ศาสนา แต่เกิดมาเพื่อช่วยทุกศาสนา

“ศาสนธรรม” ธรรมะที่ไม่ใช่ศาสนา แต่เกิดมาเพื่อช่วยทุกศาสนา

“ศาสนธรรม” ธรรมะที่ไม่ใช่ศาสนา แต่เกิดมาเพื่อช่วยทุกศาสนา

ศาสนธรรม นี้ เป็น “ธรรมะ” เป็น “ธรรมดา” เป็น “ธรรมชาติ” อย่างหนึ่ง ไม่ใช่นิกาย, ศาสนา หรือลัทธิ ใดๆ ทั้งสิ้น แต่เกิดขึ้นมาเพื่อสนับสนุนช่วยเหลือศาสนาทุกๆ ศาสนา ให้สามารถโปรดสัตว์ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ทุกสังคมให้อยู่ร่วมกันได้อย่างสามัคคี และสามารถทำกิจช่วยเหลือมวลมนุษย์ได้ยาวนานสืบต่อไป ดังนั้น ศาสนธรรม นี้ จึงไม่ใช่ศาสนา, ลัทธิ, นิกาย, องค์กรแต่อย่างใด เป็นเพียงขุมปัญญาความรู้หนึ่งที่เผยแพร่ไปสู่มวลชนเท่านั้น เพื่อแก้ไขปัญหาศาสนาต่างๆ ที่ได้รับอยู่ในปัจจุบัน ได้แก่ การให้ความเคารพกันอย่างถูกต้องก็สามารถอยู่ร่วมกันได้, การพิสูจน์ศาสนาที่ยากแก่การพิสูจน์ เช่น เรื่องผีสางเทวดา เพื่อเป็นเครื่องเสริมความเชื่อมั่นในสิ่งที่ศรัทธา และการใช้ชีวิตอย่างสมดุล เป็นต้น ธรรมในส่วนนี้ สามารถแตกแขนงได้มากมาย ดังจะยกตัวอย่างดังนี้

หลักเคารพ ๓

บุคคลหากอยู่ร่วมโลกกันด้วยการไม่เคารพกันก็จะก่อกรรมต่อกันมากมาย ในศาสนธรรม สอนให้มนุษย์รู้จักการเคารพกัน ด้วยการเคารพสิ่งต่างๆ ที่ควรเคารพ คือ การเคารพใน ธรรมะ (ธรรมชาติและธรรมะที่อยู่ในลัทธิศาสนาต่างๆ), สิ่งศักดิ์สิทธิ์ (สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มองเห็นได้และมองไม่เห็น), และการเคารพในสิ่งที่ให้คุณ เช่น พ่อแม่ผู้มีคุณ, แม่น้ำที่มีคุณประโยชน์ ในศาสนธรรมนี้ สอนให้ทุกคนเคารพกันในฐานะธรรมชาติ หรือหน่วยหนึ่งของธรรมชาติ เคารพศาสนาทุกศาสนา เพราะเป็นแหล่งที่มาของธรรมะต่างๆ จึงไม่สอนให้มีความแตกแยกและขัดแย้งกันของศาสนา, ลัทธิ, นิกาย และความเชื่อใดๆ ทั้งมวล

หลักพิสูจน์ ๓

บุคคลจะเชื่อถือศรัทธาในสิ่งใดควรต้องพิสูจน์ก่อน ในศาสนธรรม มีหลักการพิสูจน์เพื่อให้มั่นใจในสิ่งที่เชื่อถือได้หลายวิธีด้วยกัน จำแนกได้เป็น การพิสูจน์ด้วยปัญญาเบื้องต้น, การพิสูจน์ด้วยการใช้อายตนะรับรู้ และการพิสูจน์ด้วยการปฏิบัติจริงจนเกิดผล ในสามรูปแบบนี้ ศาสนธรรมมองว่าบุคคลจะเริ่มต้นด้วยการพิสูจน์ด้วยปัญญาของตนเสมอ เท่าที่ปัญญาของตนพึงมี เพราะวิธีการพิสูจน์อื่นๆ ล้วนต้องใช้เวลา, ทุ่มเทแรงกายใจ และการใช้เหตุปัจจัยต่างๆ มากมายกว่าจะเชื่อได้หรือเริ่มต้นกระทำตามความเชื่อนั้นๆ ได้ ดังนั้น ศาสนธรรมสอนให้มีวิธีพิสูจน์สิ่งต่างๆ ก่อนเชื่อ ด้วยวิธีมากมายหลายรูปแบบ โดยเฉพาะการใช้ “อายตนะรับรู้” เพื่อพิสูจน์สิ่งต่างๆ ทั้งนี้ ในศาสนธรรม ใช้ทั้งอายตนะรับรู้ภายในและภายนอก เช่น การฝึกจิต, ฝึกตาทิพย์, การใช้เครื่องมือวิทยาศาสตร์ประเภทต่างๆ เช่น ภาพถ่ายดาวเทียม, กล้องถ่ายออร่า เป็นต้น ทั้งนี้ ศาสนธรรมสรุปว่าในบรรดาการพิสูจน์ด้วยวิธีต่างๆ สามรูปแบบนั้น การพิสูจน์ด้วย “การปฏิบัติจนเกิดผล” นั้นเป็นสิ่งที่เสี่ยงที่สุด, ใช้ทรัพยากรมากที่สุด และให้ผลคุ้มค่ามากที่สุด และมุ่งเน้นให้บุคคลใช้วิธีนี้หลังจากใช้สองวิธีแรกแล้วเป็นเบื้องต้นแต่ไม่ให้ยึดติดรูปแบบการพิสูจน์สองวิธีแรก เพราะการพิสูจน์ด้วยสองวิธีแรกอาจให้ผลช้า และทำให้พลาดการปฏิบัติในสิ่งดีงามไปได้ เท่ากับสูญเวลาเปล่าไป ทั้งนี้ ศาสนธรรมได้ถ่ายทอดทุกๆ วิธีที่กล่าวมา

หลักสมดุล ๗

บุคคลจะมีชีวิตอย่างมีความสงบสันติสุขได้ ต้องมีชีวิตอยู่ภายใต้ภาวะสมดุล ซึ่งสิ่งนี้ บุคคลสามารถปฏิบัติไปให้ถึงได้ด้วยตนเอง โดยไม่มีสิ่งใดๆ มาขัดขวางการปฏิบัติของเขาเหล่านั้นได้ เพราะการปฏิบัติบางอย่างสำเร็จในใจเท่านั้นเอง คือ แก้ที่ใจก็สำฤทธิ์ผลแล้ว ปัจจัยภายนอก เช่น อำนาจ, เงิน, การเมือง, กฎหมาย ฯลฯ ล้วนไม่อาจขวางกั้นสิ่งนี้ได้ สมดุลทั้ง ๗ นี้ แยกเป็นประเภทได้ ๑๔ ประเภท ที่แตกต่างตรงข้ามกันเป็นคู่ๆ ได้ ทั้งหมด ๗ คู่ จึงเรียกว่า “สมดุล ๗” เช่น ความเปลี่ยนแปลงและความคงที่ทั้งสองสิ่งแตกต่างกันนี้ ต้องมีคู่กันอย่างสมดุล แต่ละหน่วยแต่ละบุคคลมีจุดสมดุลที่แตกต่างกันไป ยกตัวอย่างเช่น ลูกข่างขนาดต่างๆ กัน จะหมุนไปเรื่อยๆ ได้โดยไม่ล้มก็ต้องมีขนาดและแรงเหวี่ยงต่างกันไป ทั้งการเคลื่อนไหวและความนิ่งนี้ คู่กันอย่างสมดุล ณ จุดๆ หนึ่ง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น