รวมบทประพันธ์เกี่ยวกับธรรมะ และปริศนาธรรม

รวมบทประพันธ์เกี่ยวกับธรรมะ และปริศนาธรรม

ตัวตนที่ไร้ตัวตน

เมื่อใดที่เราไร้ความเป็นตัวของตัวเอง นั่นหมายถึงเราสูญเสียอิสรภาพแล้ว

เราถูกสอนให้ละความยึดมั่นในตัวตนของตน

เราบางคน จึงสวมบทบาทเป็นตัวละครได้มากมาย

เพราะเขาไม่ยึดตัวตนของตน เช่นนั้นหรือ?

ใครบางคนต้องการความเด่นดัง พวกเขาถูกปั้นแต่งให้เป็น “แบบ” ต่างๆ

บางคน ถูกปั้นให้เป็นศิลปินผู้เสียสละเพื่อสังคม

แต่บางคนนั้น ก็มีจุดจบเป็น “คนลวงโลก”

พวกเขาละความยึดมั่นในตัวตนของตนเช่นนั้นหรือ?

การละตัวตนของตน และอยู่อย่างไร้ตัวตน สูญเสียความเป็นตัวตนของตน ได้เกิดแล้ว

พวกเขา ถูกปั้นแต่งให้เป็น “พระอรหันต์” ซึ่งไม่ใช่ตัวตนของตนเองเลย ไม่ใช่ตัวเขาเลย

พวกเขาละความเป็นตัวตนของตน และสูญเสียไปซึ่ง “ความเป็นตัวของตัวเอง”

ซาตาน ย่อมยินดี เมื่อเราสูญเสียความเป็นตัวเอง สูญเสียซึ่งอิสรภาพ

ซาตาน ย่อมยินดี ที่จะเอาความเป็น “พระอรหันต์” มาสวมทับให้คน “เป็น”

เมื่อคนได้ถูกซาตานปั้นเป็น “พระอรหันต์” แล้ว คนก็ได้รับลาภสักการะมากมาย

คนเริ่มสูญเสียอิสรภาพ และสูญเสียซึ่งความเป็นตัวเองไปหมดสิ้น

“คนของมหาชน” นี่คือ ตัวตนที่ซาตานสร้างให้ใหม่

คนของมหาชน ไม่ใช่ความไร้ตัวตน แต่เป็นตัวตนใหม่ ที่ถูกซาตานสร้างขึ้นมา

ความเป็น “คนของมหาชน” ทำให้เราสูญเสียซึ่ง ความเป็นตัวของเราเองและอิสรภาพ

เมื่อ “พระอรหันต์” กลายเป็น “คนของมหาชน” ตัวตนใหม่ก็ถูกครอบทับ ปรุงแต่งขึ้น

พระอรหันต์กลายเป็นผู้ไร้อิสรภาพ และต้องเป็นคนของมหาชน

ต้องทำสิ่งต่างๆ อย่างที่มหาชนพึงประสงค์ เพื่อคงความเป็น “พระอรหันต์” 

เพื่อให้มหาชน ยอมรับว่าตนเป็นพระอรหันต์ บางคน จึงยอมเป็น “คนของมหาชน”

การละตัวตนเดิมไปสู่ตัวตนใหม่ ถูกสร้างขึ้นอย่างแนบเนียน และงดงามน่าหลงใหล

เขาทั้งหลายที่ยอมละความเป็นตัวของตัวเอง ได้สูญเสียความเป็นตัวของตัวเองไป

และกลายเป็นตัวใหม่ที่ซาตานสร้างให้ คือ “ตัวพระอรหันต์” ที่น่าหลงใหลศรัทธา

ตัวตนที่เกิดหลังจากการละตัวตน จึงเกิดขึ้น อย่างที่ไม่รู้ตัว ไม่รู้ตน

ซาตาน เอาห่วงผูกมัด ให้คนถูกร้อยรัด ด้วยตัวตนที่คนปรารถนา

ซาตานสร้าง “ตัวพระอรหันต์” ขึ้นมาเป็นเครื่องพันธนาการคนมากมาย

พระสงฆ์จำนวนมาก ถูกซาตานผูกมัดด้วย “ตัวอรหันต์” 

ซาตานสร้างเส้นทางที่โรยด้วยกลีบกุหลาบรอพระรุ่นใหม่ๆ ไว้

เปิดประตูที่สวยงาม และรอสวมมงกุฎ “พระอรหันต์” ครอบศีรษะพวกเขา

ลาภสักการะมากมายหลั่งไหลเข้ามาเสริมตัวตนของ “พระอรหันต์”

ผู้ละทิ้งความเป็นตัวของตัวเอง เขาย่อมสูญเสียซึ่งอิสรภาพ

ผู้ละทิ้งความยึดมั่นในตัวของตนและละความสูญเสียตัวของตัวเอง ได้พร้อมกัน

เขาย่อมได้รับอิสรภาพ หลุดจากพันธนาการของซาตาน

เขาย่อมมีความเป็นตัวของตัวเอง โดยไม่ได้ยึดมั่นตัวตนของตน

เช่นนี้ เขาย่อมไม่สนใจความเป็น “พระอรหันต์” ที่ซาตานสร้างให้เลย

ประกายใสในแสงสว่าง

แสงสว่างเจิดจรัสจ้าเกินไป ทำให้กลบความใส หรือความมืดปิดบังความใส

หรือเพราะความใส แสงสว่างและความมืดจึงได้เปิดเผยตัวตน?

ฉันคือคนธรรมดาคนหนึ่ง ที่เดินไปมาบนโลกใบนี้ อย่างคนธรรมดา ไม่สำคัญอะไร

ฉันไม่แตกต่างจากคนทั่วๆ ไป และคนทั่วๆ ไป ก็เห็นฉันในมุมที่ไม่แตกต่าง

ฉันเห็นและได้ยิน ผู้คนมากมาย ล้วนเด่นดัง มีบุญบารมี และยิ่งใหญ่อลังการ

พวกเขาช่างเหมือนแสงสว่างของดวงอาทิตย์ที่เจิดจรัส และบางคนก็เหมือนความมืด

ฉันไม่รู้ว่าการเป็นแสงสว่างทำให้เกิดประโยชน์ต่อโลกนี้มากเพียงใด

เพราะโลกใบนี้ มีความมืดและความสว่างอยู่คู่กัน

เมื่อใดที่ความมืดปรากฏ แสงสว่างก็พลันหาย

เมื่อใดที่ความสว่างปรากฏ ความมืดก็จากไป

แต่ความมืดและความสว่าง ปรากฏได้เมื่อมีความ “ใส”

ฉันไม่เข้าใจว่าพระอาทิตย์หรือพระจันทร์ดีกว่ากัน ฉันเลือกไม่ถูก

เมื่อวันหนึ่ง ฉันถูกถามด้วยดวงอาทิตย์และดวงจันทร์พร้อมๆ กัน

ฉันไม่อาจให้เหตุผลได้ว่าอะไรที่ดีกว่ากัน?

ฉันอยู่ในโลกแห่งความมืดครึ่งหนึ่ง ในมิติแห่งจิตวิญญาณ

และอยู่ในโลกแห่งความสว่างไสว ในมิติแห่งวัตถุธาตุ

ฉันเห็นวัตถุธาตุ แต่ไม่อาจเข้าใจ ฉันเข้าใจจิตวิญญาณ แต่ไม่อาจเห็นมัน

เมื่อฉันต้องเลือกระหว่างความมืดและความสว่าง

ฉันตัดสินใจไม่ได้ ฉันจึงทดลองทั้งสองอย่าง

ขาวและดำ มืดและสว่าง พระอาทิตย์และพระจันทร์

สุดท้าย ฉันเลือกแบบที่ฉันเป็น คือ “ความใส”

ไม่มีใครมองเห็นฉัน พวกเขาเห็นแต่ความมืด และเห็นความสว่าง

พวกเขามองผ่าน มองข้ามฉันไป เขาเห็นฉันแต่ในรูปวัตถุธาตุ

แต่ไม่เห็นสิ่งที่ฉันเป็น เขาล้วนมองไม่เห็นข้างในนั้น…

โลกใบนี้ดำเนินไป ครึ่งหนึ่งมืด ครึ่งหนึ่งสว่าง

ฉันเห็นความมืดและความสว่างพอๆ กัน

ผู้คนทั้งหลายย่อมเห็นความมืดและความสว่างด้วย

แต่เขามองไม่เห็นฉัน เขาเห็นเพียงกายสังขารของฉันเท่านั้น

ฉันพยายามทำให้คนทั้งหลายได้เห็นความมืดและความสว่าง

เมื่อดวงตาของพวกเขาฝ้าฟาง ไม่ผ่องใส ความมืดและความสว่างยังไม่ปรากฏ

ความมืด และความสว่าง จักปรากฏได้ เมื่อผ่านความใส

เมื่อความใสปรากฏแล้ว ความมืดย่อมปรากฏ สลับกับความสว่าง

ฉันเลือกไม่ถูกระหว่างความมืดและความสว่าง

แต่ฉันเลือกที่จะเป็นความใส เพื่อเปิดเผยความมืดและความสว่างอย่างตรงไปตรงมา

ผู้คนทั้งหลายจึงมองไม่เห็นฉัน พวกเขาเห็นเพียงแสงสว่างสะท้อนจากสังขารของฉัน

และเห็นเพียงความมืดที่กลบเกลื่อนกายสังขารของฉันสลับกันยามกลางวันและกลางคืน

ฉันที่เธอเห็นไม่ใช่แสงสะท้อนเมื่อยามสว่าง และไม่ใช่ความมืดในยามกลางคืน

ผู้พ้นความตาย

เมื่อความตายปรากฏต่อหน้า คุณกล้าที่จะเผชิญกับมันแค่ไหน?

ซาตานปรากฏต่อหน้าฉัน และหยิบยื่นความตายให้ฉัน

ตอนนั้น ฉันรู้สึกเหมือนถูกฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ

ฉันไร้ความรู้สึก อธิบายไม่ได้ เหนือกว่าการแสดงความเสียใจใดๆ

ซาตานยังไม่ยอมให้ฉันตาย มันต้องการเล่นเกมกับฉัน

มันยื่นทางเลือกให้ฉันได้มีชีวิตอยู่ต่อไป ภายใต้ความหวาดกลัว

ซาตานต่อรอง เพื่อให้ฉันปรารถนาได้มีชีวิตที่ยืนยาว

ซาตานตามฉันไปทุกที่ หวังให้ฉันปรารถนาชีวิตที่ยืนยาว

แต่ฉันปฏิเสธ…

ซาตาน จะปรากฏเมื่อเราอ่อนแอ หวาดกลัว และต้องการความช่วยเหลือ

ซาตาน จะรีบมาถึงเราก่อนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใดๆ และนี่คือ การทดสอบของสิ่งศักดิ์สิทธิ์

ซาตาน แสดงตัวเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่บันดาลสิ่งต่างๆ ให้เราได้ตามใจปรารถนา

แต่ฉันปฏิเสธ…

ฉันรู้ว่าฉันต้องเผชิญหน้ากับความตาย และไม่มีสิ่งมีชีวิตคนใดที่รอดพ้นความตายไปได้

ฉันใช้เวลาอยู่กับตัวเองทบทวนสิ่งต่างๆ ที่ผ่านมาในชีวิต แต่ไม่เคยร้องขอให้อายุยืนยาว

ซาตาน จ้องรอเวลาที่ฉันจะร้องขอจากมัน เพื่อที่มันจะได้ยื่นข้อแลกเปลี่ยนกับฉัน

แต่ฉันปฏิเสธ…

ฉันได้ใช้เวลาที่อาจเหลือไม่มากนัก ในการค้นหาสิ่งต่างๆ ที่ฉันอยากรู้และไม่เคยเข้าใจ

ฉันไม่มีเวลามากพอที่จะสารวนกับเรื่องราวทางโลกมากนัก ฉันจึงตรงสู่ทางธรรม

ฉันใช้เวลาที่เหลือน้อย เพื่อการศึกษาและปฏิบัติสิ่งที่ฉันค้างคาใจ ก่อนที่เวลาจะหมด

ความหวาดกลัว ความกังวล ค่อยๆ หายไปจากฉัน ฉันเริ่มหยุด และพอใจสิ่งที่ฉันได้รับ

ไม่ว่าพระเจ้าจะประทานสิ่งใดให้แก่ฉันก็ตาม ฉันคิดว่าพระองค์ทรงให้สิ่งที่เหมาะสมแล้ว

ดังนี้ ฉันจึงไม่เคยร้องขอ และซาตานซึ่งรอคอยเวลาแลกเปลี่ยนกับฉัน จึงไม่มีโอกาส

ฉันพอใจในสิ่งที่ฉันได้รับทั้งหมด และยอมรับได้ในสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อๆ ไป

แม้ว่ามันอาจจะเป็นสิ่งที่ไม่มีใครปรารถนา หรือยากเกินกว่าจะยอมรับได้

ฉันไม่ยินดีในการรับความตาย หรือความรอดพ้นจากความตาย

การเจรจาแลกเปลี่ยนจึงไม่เกิดขึ้น ซาตานไม่อาจแลกเปลี่ยนกับฉันได้

ฉันเชื่อในธรรมชาติ และปล่อยให้สิ่งต่างๆ ดำเนินไปตามธรรมชาติ

เกิดหรือตาย ไม่ใช่สิ่งที่ฉันหรือซาตานจะกำหนด

ฉันจึงไม่ต้องการแลกเปลี่ยนใดๆ กับซาตาน

ชีวิตของฉันอาจจะไม่ยืนยาว แต่มันก็เพียงพอแล้ว เท่าที่ฉันได้รับ

ฉันไม่ร้องขอ ความมีอายุยืน และไม่ได้ร้องขอความตาย

ฉันจึงไม่ได้ปฏิเสธความตาย แต่ก็ไม่ได้โหยหาความตาย เช่นกัน

ฉันปลดปล่อยความตายไปตามหัตถ์ของพระเจ้า ดีกว่าจะแลกเปลี่ยนกับซาตาน

ฉันจึงไม่ได้ร้องขอความมีอายุยืน ความรอดพ้นจากความตาย หรือโหยหาความตาย

ความตาย จึงไม่อาจมีอิทธิพลเหนือฉัน ฉันจึงพ้นจากอำนาจของความตาย

ความตาย ย่อมมีอยู่ ดำเนินไป เป็นธรรมดา แต่นั่นไม่อาจทำให้ฉันหวั่นไหวได้

ความตาย ย่อมดำเนินไปภายใต้ธรรมชาติ แต่ฉันโผบินอยู่เหนือความตาย

รอยควันในคืนมืด

ฉันคือคนธรรมดาคนหนึ่ง เดินไปมาบนโลกใบนี้ อย่างคนธรรมดา ที่ไม่มีใครสนใจ

แต่ในอีกมิติหนึ่ง ฉันกลายเป็นอีกคนหนึ่ง ที่ต้องทำการลับๆ ตามใจปรารถนา

สิ่งที่ฉันทำส่งผลกระทบกับภาพรวม ผลของมันจึงไม่ลับอีกต่อไป

เมื่อเราต้องแสร้งเป็นใครบางคน เพื่อปกปิดตัวเอง

และหาวิธีทำให้คนอื่น เป็นเราแทน

มันจะเป็นสิ่งที่ดีไหม?

มีคนบางคน ยอมละทิ้งความเป็นตัวเอง เพื่อสวมรอยเป็นคนอื่น

เขาทำเช่นนั้น เพราะหวังได้สิ่งต่างๆ จากการสวมรอยเป็นคนๆ นั้น

และตัวตนของเขาก็ค่อยๆ เลือนหายไป แม้แต่เขาเองก็ไม่เหลือความเป็นตัวเอง

ยังมีคนอีกประเภท ไม่ยึดความเป็นตัวเอง แสร้งสวมรอยเป็นคนอื่น

เขาทำเช่นนั้น เพราะไม่ได้หวังที่จะได้สิ่งต่างๆ ที่เขาควรได้รับ

ตัวตนของเขาค่อยๆ เลือนหายไป แต่นั่นกลับกลายเป็น “ตัวตนใหม่ของเขา”

เมื่อเขาได้สร้างผู้อื่นให้เป็นตัวแทนของตนเอง

และสลายตัวตนของตนเสีย เพื่อแปลงกายเป็นสรรพสิ่ง

เขากลายเป็นเหมือนรอยควันในคืนมืด และก่อตัวเป็นสิ่งต่างๆ ได้ตามปรารถนา

เขาได้รับความมีอิสรภาพ และสามารถจะเป็นอะไรก็ได้ ยกเว้น “ตัวเก่าของตัวเอง”

ซาตานต้องการจิตวิญญาณของคนทั้งหลาย

มันจะยื่นสิ่งต่างๆ ที่คนปรารถนาให้คนผู้นั้น

เพื่อแลกกับจิตวิญญาณของคนผู้นั้น

แล้วทำลายตัวตนของคนผู้นั้นเสีย

ทำให้คนผู้นั้น ไม่มีความเป็นตัวของตัวเอง

ซาตาน จะปั้นแต่งให้คนผู้นั้น กลายเป็นคนใหม่

แต่เขาจะรู้สึกว่ามันไม่ใช่เขา และเขาไม่มีความเป็นตัวเองเลย

พระสอนเราว่าให้เราละตัวตนของตน

แต่ซาตานก็อาศัยความไม่เข้าใจของเรา

เพื่อทำลายความเป็นตัวของเราเองเสีย

เมื่อเราพลาด เราจะถูกครอบงำให้เป็นอย่างอื่นที่ไม่ใช่เราแท้

และสูญเสียความเป็นเราแท้ไป มองไม่เห็นตัวเองอีกต่อไป

แต่นั่นไม่ใช่การละตัวตนของตน ตามแบบที่พระสอน

มันเป็นการละตัวตนที่แท้ เพื่อเป็นตัวใหม่ ตามบทที่ซาตานบงการ

การไม่ยึดตัวตนของตน ไม่ใช่การยึดมั่นว่าจะต้องสูญเสียความเป็นตัวเอง

เราสามารถละความยึดมั่นในความเป็นตัวเรา และละความสูญเสียตัวเองได้พร้อมกัน

ดังนี้ เราจึงเป็นตัวเองอย่างที่เราเป็น แต่เรากลับไม่มีความเป็น “ตัวตนของตน”

ตัวตนที่แท้ของเราคืออะไรกัน? เมื่อเราละความยึดมั่นในตัวตนของตน?

ผลลัพธ์สุดท้าย แตกต่างกันสิ้นเชิง ระหว่างเดินตามคำสอนของพระ กับติดกับซาตาน

เราเป็นได้ทุกสรรพสิ่ง ตามใจปรารถนา เมื่อเราไม่ยึดตัวตนของตน

แต่ถ้าเราจะต้องถูกปั้นแต่งเป็นคนอื่น อย่างอื่น หรืออะไรสักอย่าง

ตามบทที่ซาตานบงการ นั่นหมายถึงว่า เราได้เสียตัวตนที่แท้จริงไปเสียแล้ว

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น