รวมบทความอภิธรรม (ธรรมจากไตรปิฎก) และอนุตรธรรม (ธรรมจากการสื่อสารทางจิต)
| อภิธรรม เรื่อง มรรคแปด ในมุมมองที่แตกต่างจากหนังสือทั่วไป
๑) สัมมาทิฐิ คือ มีความคิดเห็นตรงนิพพาน ตรงความหลุดพ้น ซึ่งจะเกิดขึ้นได้จริงก็ต่อเมื่อ จิตเข้าสู่ภาวะนิโรธ จิตจะตรงต่อนิพพานเมื่อเข้าสู่ภาวะนิโรธ แล้วเกิดศรัทธาขึ้นเต็มเปี่ยมว่าทางหลุดพ้นมีแล้ว จริงแล้ว คือ นี่แหละ ทางตรงสู่นิพพานแท้จริง ซึ่งหากไม่ได้นิโรธ แต่ไปศรัทธาเอาว่านี่แหละตรงนิพพานจริงเข้าก่อน ก็จะกลายเป็น “ความหลง” ไปเลย แต่ถ้าถึงนิโรธแล้ว แต่ศรัทธาอ่อน คือ ไม่คิดว่าตรงนี้แหละคือตรงทางนิพพาน หลุดพ้นได้ ก็จะไม่ได้บรรลุธรรม ดังนั้น สัมมาทิฐิจะมีได้จริง ก็ต่อเมื่อได้บรรลุโสดาบันแล้วอย่างต่ำ ๒) สัมมาสังกัปปะ คือ มีการระลึก, คิดทำ, หรือมโนกรรมอันนำไปสู่ความหลุดพ้น ไม่นำไปสู่ความยึดติดในใดๆ ในหนังสือทั่วไปแปลให้ว่า “ระลึกชอบ” ซึ่งฟังแล้วก็ไม่เข้าใจ ระลึกชอบอย่างไร ไม่กระจ่างแจ้ง ขอแปลให้ตรงๆ ชัดๆ ว่า “มโนกรรมที่นำไปสู่ความหลุดพ้น” ก็แล้วกัน เช่น มโนกรรมที่จะไม่ใส่เจตนาในการทำการงานใดๆ คือ ทำงานก็ทำๆ ไปอย่างนั้นเอง รู้แล้วว่าไม่ใช่สิ่งที่ทำให้นิพพานได้ แต่ก็ไม่ไปยึดติดว่ามันเป็นสิ่งไม่ดี ต้องหลุดออกมา ต้องหนีออกมาจากหน้าที่การงานแต่อย่างใด คือ ทำไปก็นึกไปว่าทำไปๆ ให้มันพ้นๆ ไปหลุดไป จบไป แต่ไม่ใช่รู้สึกลบกับงานและขี้เกียจทำงาน หรืออยากหนีงาน แต่เป็นจิตกลางๆ ไม่ลบ ไม่บวกกับงาน ที่ท่านพุทธทาสเรียกว่า “ทำงานด้วยจิตว่าง” แต่ไม่ได้ยึดความว่างเป็นอารมณ์ หรือทรงอารมณ์ว่าง, กำหนดอารมณ์ว่าง, สืบอารมณ์ว่าง ขณะทำงาน ๓) สัมมาวาจา คือ วาจาตรงไปสู่ความหลุดพ้น คือ วาจาที่ละเว้นกรรมทั้งหมด และวาจาที่กล่าวเฉพาะเพื่อชำระวิบากกรรมเก่าให้สิ้นไป ไม่ก่อชาติสืบภพใหม่ เช่น การกล่าววาจาเฉพาะเท่าที่จำเป็นในการดำรงชีพ หรือถูกทวงถาม (อันนี้ คือชำระวิบากเก่า) ไม่เพลิดเพลินไปกับการพูด การกล่าววาจาเพื่อแก้เหงา คลายเงียบ หรือเพื่อสร้างสังคม สร้างสัมพันธไมตรี เพราะวาจาเช่นนั้น ก่อกรรมใหม่ ทำให้ชาติภพใหม่เกิด ยาวออกไป จึงกล่าววาจาเฉพาะเท่าที่จำเป็นและกล่าวเพื่อชำระกรรมเก่าก็พอ เพื่อละเว้นกรรมใหม่ต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น ๔) สัมมาอาชีวะ คือ การมีอาชีพหรืองานที่ทำประจำเป็นกิจวัตรอันตรงต่อนิพพาน คือ ไม่เพิ่มกรรมใหม่แต่ชำระกรรมเก่าให้หมดสิ้นไป สัมมาอาชีวะนี้ บางคนต้องเกิดเป็นโจรก็มี แต่อย่าคิดว่าเลวร้าย บางทีอาจเป็นเพียงรอยกรรมเก่าที่รอวันหมดสิ้นไปเท่านั้นเอง เมื่อถึงวาระก็หมดสิ้นลง ดังนี้ มนุษย์แต่ละคนเกิดมาเลือกไม่ได้ บางคนเกิดมาก็อยู่ในตระกูลที่โกงกินกันทั้งหมดก่อนแล้ว จะหนีได้อย่างไร เช่นนี้ สังคมคงต้องวุ่นวายถ้าแปลความหมายของคำว่าสัมมาอาชีวะว่าเป็นอาชีพสุจริต เพราะคำว่าสุจริตเป็นคำที่ตีความตามทางโลก ไม่ได้ตรงทางธรรม คนบางคนมีอาชีพโสเภณี เพราะต้องชำระกรรมด้วยการเป็นโสเภณี ถ้าไม่เป็น ก็จะชำระกรรมไม่ได้ ก็จะไม่หมด ก็จะไม่ได้นิพพาน หรือได้นิพพานช้า ในสมัยที่พระพุทธเจ้ายังอยู่ มีนางคณิกาสองคน คนหนึ่งปฏิบัติธรรมแล้วได้ขึ้นสวรรค์ชั้นหก คนหนึ่งได้สำเร็จเป็นพระอริยเจ้าองค์หนึ่ง ดังนี้ จะแปลสัมมาอาชีวะว่าอาชีพสุจริต ตามความเข้าใจในทางโลกไม่ได้ ต้องหมายถึง อาชีพที่ช่วยชำระกรรมเก่าให้สิ้นไป หมดไป และไม่ก่อกรรมใหม่ขึ้น อันส่งผลให้ชาติภพสั้นลง นิพพานเร็วขึ้น ตรงสู่นิพพานนั่นเอง ๕) สัมมากัมมันตะ คือ การกระทำอันนำสู่ความหลุดพ้น การลดทอนกรรมเก่า ไม่เกิดกรรมใหม่ แต่ไม่ได้แปลว่าต้องทำแต่ความดี ละเว้นความชั่วไปเสียทั้งหมด นั่นเป็นการยึดมั่นถือมั่นในความดี ความชั่วมากเกินไป คนบางคนถูกสถานการณ์บีบบังคับให้ต้องฆ่าปลากิน อย่างนี้ก็มี หากยึดมั่นว่าสัมมากัมมันตะว่าต้องทำแต่ความดี ไม่ทำความชั่วแล้ว ก็จะทำอะไรกันไม่ได้เลย สังคมจะวุ่นวาย สามีจะทะเลาะกับภรรยาที่ภรรยาไม่ยอมทุบหัวปลาทำกับข้าวให้กิน ดังนั้น คำว่าสัมมากัมมันตะ จึงไม่ควรแปลว่าทำสิ่งที่ชอบ สิ่งที่ดี เพราะทำให้ไม่เข้ากับชีวิตจริง สัจธรรมจริง ธรรมชาติที่แท้จริงของมนุษย์ เป็นความถูกต้องแต่ในทฤษฎีเท่านั้น จำต้องแปลว่าการกระทำที่ปรับตามสภาวะธรรมชาติ ไม่ต่อต้าน ไม่ตาม ไม่หลงเพลิน ไม่ยึดการกระทำนั้นๆ มากกว่า ถ้าสามีให้ภรรยาทุบหัวปลาให้กิน ภรรยาไม่ทำ จนเกิดเรื่องทะเลาะกัน อย่างนี้ ต่อต้านมากไป ทำให้เกิดกรรมใหม่อยู่ดี คือ ทะเลาะกัน แล้วจะเป็นสัมมากัมมันตะได้อย่างไร ถ้าจำเป็นและอยู่ในสถานการณ์ต้องทำ ก็ทำไปอย่างที่ไม่ได้ต่อต้าน ไม่ได้ส่งเสริม ไม่ได้ไหลเพลิน ไม่ได้หลงตาม ฯลฯ คือ สักแต่ว่าทำๆ ไปอย่างนั้น ทำให้มันหลุด ให้มันจบ ให้มันสิ้น ให้มันดับ ให้มันพ้นๆ ไป แต่ไม่ได้ใส่ความเป็นบวกหรือลบไปกับการกระทำนั้นๆ ไม่ได้บอกว่าดีหรือชั่ว ถูกหรือผิด เช่นนี้ ก็ไม่ได้ทำกรรมใหม่ การกระทำไหลไปตามธรรมชาติ เรียกว่าทำเพราะธรรม ทำโดยธรรม นั่นเอง หรือถ้ามีช่องทางเลือกได้ก็เลือกทางหลุดพ้น เช่น เขาให้เลือกว่าจะลงมือฆ่าคนอื่น หรือจะยอมถูกฆ่าเสียเอง อันนี้ ถ้ายอมถูกฆ่าเสียเองก็จะหลุดพ้นจากวังวนที่ต้องถูกเขาบังคับให้ไปฆ่าคนอื่น การยอมฆ่าคนอื่นไม่เรียกว่าหลุดพ้น แต่ถูกผูกมัดให้ฆ่าคนอ่านเรื่อยไป ดังนี้ การยอมให้เขาฆ่าเราดีกว่าเราถูกบงการให้ฆ่าคนอื่น นั้นตรงทางหลุดพ้นมากกว่า อันนี้ ในโลกแห่งความเป็นจริงในปัจจุบัน จะหาการกระทำชอบ ที่เป็นเฉพาะแต่การทำความดีไม่ได้แล้ว สัตว์โลกมีกรรมมาก ถูกบีบบังคับให้ทำกรรมไม่ดีมาก ในความเป็นจริงจึงต้องเลือกทางที่ตนเห็นว่าหลุดออกได้ พ้นได้มากกว่า นั่นก็นับว่าเป็นสัมมากัมมันตะ ๖) สัมมาวายามะ คือ ความพยายามในสิ่งที่นำไปสู่ความหลุดพ้น นิพพาน ไม่ใช่ไปพยายามอย่างอื่น การพยายามอย่างอื่นๆ จะนำไปสู่กรรมใหม่ๆ และยิ่งสืบชาติต่อภพให้ยาวยืดออกไป ไกลจากนิพพานไปเรื่อยๆ สัมมาวายามะ จึงไม่ใช่ความเพียรจม ซึ่งจมปลักอยู่ไม่ไปไหน ดั่งล้อรถที่หมุนอยู่นั่น แต่หมุนอยู่ในปลัก ในหล่ม ไม่ทำให้รถเคลื่อนตัวออกไปข้างหน้าได้ หรือรถที่เพียรดันเข้าข้างทาง ติดอยู่ข้างทางนั้น ไม่ตรงทาง ทำให้ไม่เคลื่อนไกลออกไปข้างหน้าได้ อย่างนี้ล้วนไม่ใช่ความเพียรที่ตรงนิพพาน ความเพียรที่ตรงนิพพานต้องไปสู่ทางตรงกลาง ไม่ติดทั้งซ้ายและขวา ไม่ติดทั้งหลุมและปลักทั้งหลาย ไม่ติดในใดๆ ไรๆ ทั้งปวง จึงเรียกว่าเป็นสัมมาวายามะได้ คือ กระทำซ้ำๆ ต่อเนื่อง สม่ำเสมอ ไม่ย่อหย่อน แต่ก็ไม่ได้เร่งเกินไป ไม่ได้เคร่งเกินไป ไม่ตึงเกินไป ตรงสู่ทางหลุดพ้นอย่างเดียวนั่นเอง ๗) สัมมาสติ คือ สติที่จดจ่ออยู่ที่ความหลุดพ้น นำไปสู่ความหลุดพ้น นำสู่นิพพาน ไม่ไปอย่างอื่น ในคนที่ฝึกสติ มีจำนวนหนึ่งไม่ใช่สัมมาสติ คือ สติที่ไปติดเอากับอาการ หรือวิธีการ หรือกรรมฐานนั้นๆ ทำให้ไม่ตรงสู่นิพพาน ไม่ตรงสู่ความหลุดพ้น เช่น กายานุสติปัฏฐาน ก็ดูกาย มีสติเท่าทันกาย อยู่อย่างนั้น ติดปลัก ติดหล่ม ไม่ไปไหน ไม่หลุด ไม่พ้นไปจากเรื่องกาย วนอยู่กับกาย สติจับอยู่กับกายอยู่นั้น ไม่ปล่อย ไม่วางได้ การจะทำให้สติเป็นสัมมาสติ ตรงทางนิพพาน จำต้องให้สติจับที่ไตรลักษณ์ เช่น สติที่จดจ่ออยู่ที่อาการดับสูญ เป็นต้น บางท่านฝึกสติ คือ ฝึกจับ ไม่ได้ฝึกปล่อย ไม่ได้จับลงไปที่ความดับ ความสูญ ความไม่มีอะไร ความไร้ ความว่างหมด ทำให้จับอยู่นั่น วางไม่ได้ สติเจริญดีแต่ไม่หลุด ไม่พ้น ไม่ใช่สัมมาสติ ไม่ทำให้ตื่นโพล่งออกจากวังวนของการจดจ้อง การดูเลย ๘) สัมมาสมาธิ คือ สมาธิที่รวมอยู่ที่การดับ, การสูญ, การหมดสิ้นไป, การหลุดพ้นไป, การว่างไป ของใดๆ ไรๆ ทั้งปวง ไม่ใช่สมาธิที่หลงเพลินอยู่, สืบอารมณ์อยู่, ทรงอารมณ์อยู่, สร้างหมายสร้างนิมิตอยู่ ฯลฯ สมาธิที่ไม่พุ่งไปที่ไตรลักษณ์ยังเป็นสมาธิของพราหมณ์อยู่ แต่สมาธิที่พระพุทธเจ้าสอน จะตรงไตรลักษณ์ ไม่หลงเพลินในความสุขสงบในฌานก็หาไม่ จึงลัดตรงนิพพาน หลุดพ้นเร็วฉับพลัน หรือวิปัสสนากรรมฐานที่ถูกต้องแท้จริงนั่นเอง แต่บางท่านสอนวิปัสสนากรรมฐานกลับไม่ใช่สัมมาสมาธิก็มีเพราะติดอยู่ไม่แจ้งเสียที อภิธรรม เรื่อง สมุทเฉทปหานคือตัดกิเลสทันที ไม่ใช่การกำหนดหรือทรงอารมณ์ คำว่า “สมุทเฉทปหาน” หมายถึง การตัดกิเลสในฉับพลันทันที เมื่อเรามีสติว่องไว เท่าทันกิเลสที่เกิดขึ้น ก็ตัดกิเลสที่เกิดขึ้นนั้นทันที กิเลสก็ดับลงฉับพลัน อันนี้ ไม่ใช่การทรงอารมณ์ ในบางท่าน ไปทรงอารมณ์ เช่น อารมณ์นิ่ง, อารมณ์เย็น, อารมณ์ไม่สุขไม่ทุกข์, อารมณ์ว่าง, อารมณ์ไร้, อารมณ์ไม่ใช่อะไรเลยสักอย่าง, อารมณ์สูญ, อารมณ์ดับ ฯลฯ เหล่านี้ล้วนเป็นการสืบชาติต่อภพ จิตมีการกำหนด มีเจตนา มีมโนกรรมเป็น “กุศลกรรม” ทำให้ต้องไปเสวยบุญในพรหมโลก ไม่ใช่การหยุด ไม่ใช่การหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด จิตที่มีการสร้าง, การกำหนด, การหมายนิมิต, การวางรูปแบบ ใดๆ ก็แล้วแต่ เป็นมโนกรรมทั้งสิ้น ถ้าทำให้จิตผ่องใสแล้ว นับเป็นกุศลกรรม ทำให้ต้องไปเกิดยังพรหมโลกดังกล่าว นอกจากนี้ การสืบอารมณ์, การทรงอารมณ์, การรักษาสภาวะจิต เหล่านี้ ก็เป็นมโนกรรมเช่นกัน ดังนี้ ชาวพรหมโลกที่ชำนาญในสมาธิ ล้วนไม่นิพพานเพราะการทำสมาธิเช่นนั้นทั้งสิ้น เพราะเหล่านี้ ยังไม่ใช่ “สัมมาสมาธิ” ยังไม่ตรงนิพพาน แม้แต่การกำหนดสติให้ทรงอยู่ในจิตที่ดีงาม, จิตฝ่ายกุศล, จิตผ่องใส, จิตที่เป็นทางสายกลาง, จิตที่ว่างเบา, จิตที่ดับสูญ ฯลฯ เหล่านี้ ก็เป็นมโนกรรม ดังนั้น สติที่เจริญตรงทางนิพพาน จึงไม่ใช่การกำหนด, เจตนา, หรือการทรงสภาวะ เพราะไม่ได้ยึดในสภาวะใดสภาวะหนึ่ง ไม่ได้ยึดในสภาวะว่าง, สภาวะสูญ, สภาวะกลาง ฯลฯ แต่เป็นสติที่ว่องไว เท่าทันทุกๆ สภาวะอารมณ์ ไม่ได้ดับสภาวะจิตหรืออารมณ์ใดๆ แต่สิ่งเหล่านั้น ล้วนดับลงเอง ตามธรรมชาติ ของการเกิดและดับของสรรพสิ่ง ทำอย่างนี้เรื่อยๆ จิตก็คุ้นเคยกับสภาวะการเกิดและดับของสรรพสิ่ง โดยที่ไม่ไปทำอะไรเลย ปล่อยวางอยู่จนชำนาญ เห็นชัดแจ้งแล้วว่าปล่อยวางสรรพสิ่ง สรรพสิ่งมีเกิด ก็ต้องดับไปเอง ดังนี้ จิตจึงโพล่งโล่งแจ้งขึ้นมาตรงนิพพาน คือ ภาวะไม่ต้องไปเกิด ไม่ต้องไปดับ อะไรทั้งนั้น ภาวะที่จิตพร้อมเต็มที่ที่จะปล่อยวางทุกอย่าง เพราะเหตุชัดแจ้งอย่างนี้แล้วว่าไม่จำเป็นต้องทำอะไรเลย สรรพสิ่งก็เกิดขึ้น แล้วก็ดับไปเองทั้งนั้น เราไม่ได้กระทำอะไรเลย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นสอนเราอย่างตรงไปตรงมา เป็นเช่นนั้นเองของมัน เราวางลงไม่เกี่ยวแล้ว เราย่อมหลุดพ้นแล้วจากมัน การทำสัมมาสติ, สัมมาสมาธิ แตกต่างจากการทำสติ และสมาธิแบบอื่นๆ ด้วยการฝึกจิตไม่เข้าไปกำหนด, สร้าง, เจตนาในอะไรต่ออะไร เป็นเพียงผู้รู้ ผู้เห็น สิ่งต่างๆ ว่าเป็นไปตามคำสอนของพระพุทธเจ้าจริงหรือไม่ ว่าสิ่งต่างๆ ย่อมเกิดขึ้นแล้วดับลงไปเองทั้งสิ้น ที่เรียกว่า “อนิจจัง” หรือสิ่งต่างๆ ในทางโลกย่อมมีการกระทบกระทั่งกันทั้งหมดทั้งมวลไม่มีสิ่งใดพ้นได้ ที่เรียกว่า “ทุกขัง” หรือ สรรพสิ่งไม่อาจยึดถือได้เลยว่าเป็นตัวเป็นตน ของใครของมัน ไม่มีอะไรสักอย่างที่ยึดถือได้ว่านั่นตัวฉัน นี่ตัวเธอ แม้แต่จิตก็ตามที ที่เรียกว่า “อนัตตา” ไม่ว่าจะพิจารณาอนิจจัง, ทุกขัง หรืออนัตตา ตัวใดตัวหนึ่งก็ได้ เพียงหนึ่งประการ เราเป็นเพียงผู้ดู ไม่มีเจตนา ไม่มีการสร้าง ไม่มีการกำหนด ไม่มีการกระทำ ไม่มีการนิมิตหมายใดๆ เลย เราย่อมเห็นจริงดังนั้นหรือไม่ ในสิ่งที่เราพิจารณาอยู่ เช่น ดูจิตของตนเองที่เกิดและดับไปก็ตามที, ดูกายของเราที่ไม่ใช่ตัวตนของตนก็ดี, ดูเวทนาที่หวั่นไหวตามการกระทบกระทั่งของสิ่งที่ดีและร้ายก็ดี, ดูธรรมชาติรอบตัวที่เปลี่ยนแปลงตามเหตุตามปัจจัยต่างๆ ก็ดี ไม่ว่าเราจะพิจารณากาย, เวทนา, จิต หรือธรรมชาติรอบตัว หรือธรรมะในอภิธรรมข้อใดข้อหนึ่ง ก็ล้วนแต่ไม่พ้นอนิจจัง, ทุกขัง หรืออนัตตา ทั้งสิ้น เมื่อเห็นดังนี้ จิตมีสติตื่นโพล่งโล่งแจ้งเต็มที่ ก็ละคลายออกจากการยึดถือ ปล่อยคลาย สิ่งต่างๆ ที่ค้างคาใจ หรือพันธนาการจิตใจตนไว้ เพราะไม่มีเหตุใดต้องยึดถือไว้อีก ในเมื่อไม่อาจพ้นอนิจจัง, ทุกขัง, อนัตตา ไปได้ เมื่อจิตตื่นได้เต็มที่อย่างนี้ ปล่อยคลายได้หมดอย่างนี้ จิตย่อมมีอิสระจากพันธนาการเดิมๆ ทั้งปวง จิตย่อมตรงต่อภาวะที่ไม่ใช่การเกิดและดับ เพราะเห็นโทษของการเกิดและดับแจ้งชัด, จิตย่อมตรงต่อภาวะที่ไม่ใช่การหวั่นไหวไปตามการกระทบกระทั่งทั้งทางดีและทางร้าย (ไม่สุข, ไม่ทุกข์ต่อสิ่งกระทบ) เพราะเห็นโทษของความหวั่นไหวแจ้งชัด, จิตย่อมตรงต่อภาวะที่ไม่ใช่การยึดถือตัวตนของตนใดๆ ได้เลย เพราะเห็นโทษของการยึดถือตัวตนแจ้งชัด จิตตรงสภาวะนี้ ว่านี่คือทางตรงหลุดพ้นได้ คือ สมุทเฉทปหานแล้ว สัมมาสติและสัมมาสมาธิก็สมบูรณ์ อนุตรธรรม เรื่อง จิตทุกดวงล้วนมีต้นกำเนิดจากพุทธะทั้งสิ้น จิตกำเนิดใหม่ได้จากการแบ่งภาคของพระยูไล (พุทธะ) และการแบ่งภาคของพระมหาโพธิสัตว์ ซึ่งมหาโพธิสัตว์ทั้งหลาย ก็แบ่งภาคมาจากพระยูไล (พุทธะ) ทั้งสิ้น ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่าจิตเดิมแท้ของจิตทุกดวงที่เวียนว่ายอยู่ในสามภพนี้ ล้วนเป็นจิตพุทธะมาก่อนทั้งสิ้น จิตเดิมแท้บริสุทธิ์มาก่อนทั้งสิ้น คือ มาจากจิตของพุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน แต่ยังไม่เข้านิพพาน รอโปรดสัตว์ให้นิพพานก่อนตนทั้งสิ้น มนุษย์ทุกคนจึงมีความบริสุทธิ์มาก่อนเป็นพื้นฐานดั้งเดิม มีจิตเดิมแท้เป็นพุทธะอยู่แล้ว เมื่อเราแบ่งภาคออกมา เรามาพร้อมส่วนกรรม ส่วนบาปกำเนิด จึงนำเรามาเกิดได้ พุทธะที่ยังไม่นิพพาน จะยังมีกรรม ยังต้องรับกรรมแต่ก็เพียงเบาบาง เพราะการรับกรรมของท่าน คือ การแบ่งภาคจิตลงมาเกิดเป็นเวไนยสัตว์นั่นเอง ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่าเราทุกคนเป็นพระบุตรของพุทธะ ก็ไม่ผิด เพราะจิตของเรากำเนิดมาจากพุทธะนั่นเอง จะกล่าวอีกว่าจิตเดิมแท้ของเราบริสุทธิ์ ก็ไม่ผิด เพราะจิตเดิมแท้เรามาจากพุทธะนั่นเอง จะกล่าวอีกว่าเรามีบาปกำเนิด จึงเกิดได้ แต่จิตพุทธะ ไม่มีบาปมากพอที่จะลงมาเกิดได้ ก็ไม่ผิดอีก เราเป็นผู้เกิดได้ ด้วยการอาศัยบาปที่เหลืออยู่เล็กน้อยของพุทธะเบื้องบน เราจึงได้ลงมาเกิดได้ ในขณะที่พุทธะลงมาเกิดอีกไม่ได้แล้ว เมื่อเราเป็นผู้ที่สามารถลงมาเกิดอีกได้ เราจึงเหมาะสมที่จะเป็นผู้ฉุดช่วยจิตดวงอื่นๆ ที่ยังหลงทาง และไม่เข้าใจรากฐานเดิมแท้ของตน ให้กลับคืนสู่ความเป็นพุทธะ คือ จิตเดิมแท้ จิตที่บริสุทธิ์มาแต่เดิมของเราทั้งหลาย อนึ่ง พระยูไลหรือพุทธะทั้งหลายนั้น ท่านจะปฏิบัติธรรมจนจิตบริสุทธิ์ เมื่อบริสุทธิ์มากเข้า ท่านจะเข้านิพพานได้ ท่านยังมีความปรารถนาจะฉุดช่วยเวไนยสัตว์ จึงหาทางก่อกรรมสืบต่ออายุตนเอง ให้ยังไม่เข้านิพพาน เช่น การปราบมาร เป็นต้น ด้วยผลกรรมนี้เอง จึงกลายเป็น “บาปกำเนิด” นำจิตเรามาเกิดยังโลกนี้ได้ ท่านได้แบ่งภาคจิตออกมาเป็นเรา ดังนั้น เราทั้งหลายก็คือบุตรของพุทธะ นี่คือ ความหมายของ “พระบุตร” และจิตของเรานั้น เดิมทีก็บริสุทธิ์อยู่แล้วดังกล่าวอาศัยเพียงบาปกำเนิดนั้นเราจึงเกิดได้ เรามาเกิดเพื่อช่วยเหลือจิตดวงอื่นๆ ที่ยังหลงอยู่ ลืมรากฐานเก่าของตนอยู่ ติดโลก เพลินในโลกนี้อยู่ เมื่อเราเข้าถึงจิตเดิมแท้ คือ จิตพุทธะ เราย่อมเข้าใจถึงรากฐานที่มาของเราโดยแจ้งชัด นี่คือ เรื่องราวของจิตของเรา ที่มีที่มายาวไกลและดำเนินกลับไปสู่รากฐานเก่าอย่างนี้ นี่คือ ความหมายของคำว่า “พระจิต” และพุทธะทั้งหลาย ผู้แบ่งภาคให้กำเนิดจิตเรามานั้น ได้กระทำกรรม เพื่อให้เราได้อาศัยบาปกรรมนำไปเกิดได้ เพราะจิตท่านบริสุทธิ์มากเกินไป เกิดอีกไม่ได้แล้ว ท่านต้องทำกรรม สร้างบาปเพื่อให้กำเนิดเรา นี่คือ ทางเดียว ที่ท่านจะลงไปช่วยเหลือจิตดวงอื่นๆ ที่หลงอยู่ในโลกได้อยู่ ท่านจึงยอมสร้างบาป และใช้บาปนั้นเป็นเครื่องกำเนิด นี่คือ ความหมายของ “บาปกำเนิด” และท่านจะคอยช่วยเหลือเราผู้ลงมาเกิดในฐานะพระบุตรทั้งหลาย ให้กลับคืนสู่สภาวะเดิมทั้งหมด นี่คือ ความหมายของพุทธะ, พระยูไลหรือ “พระบิดา” ของเราทั้งหลายนั่นเอง ซึ่งหากย้อนกลับไปสู่ต้นกำเนิดของจิตทั้งหลาย เราล้วนมีจิตต้นกำเนิดมาจากจิตดวงเดียวกันทั้งสิ้น เรียกจิตต้นกำเนิดว่า “พระพุทธเจ้าองค์ปฐม” บ้าง หรือ “พระอาทิพุทธ” บ้าง นั่นเอง ซึ่งท่านได้นิพพานแล้ว ส่วนจิตดวงอื่นๆ ที่ได้นิพพานตามๆ ท่านไป ก็มีอยู่ไม่สิ้นสุด ดังนั้น การกลับสู่รากฐานดั้งเดิมแท้จริง คือ การกลับสู่สภาวะเดียวกับพระพุทธเจ้าองค์ปฐม คือ นิพพาน แต่การจะกลับสู่นิพพานได้ จำต้องอาศัยการค่อยๆ ย้อนถอยกลับไปสู่รากฐานเก่าของเราทีละน้อย ซึ่งก็ต้องผ่านการระลึกย้อนถึงพระบิดา ให้ได้ก่อน การปฏิบัติจิตจนกลับคืนสู่พระบิดาได้ คือ จิตเดิมแท้ หรือจิตพุทธะได้นั่นเอง เมื่อถึงจุดนี้แล้ว เรียกว่าไม่หลงทางแล้ว เดินต่ออีกไม่เท่าไร ก็กลับสู่สภาวะเดียวกับพระพุทธเจ้าองค์ปฐมได้ คือ นิพพาน ดังนี้ พระบิดา, พระบุตร และพระจิต ก็เป็นหนึ่งเดียวกัน ดังที่ได้อธิบายมานั้น การปฏิบัติจิต เพื่อกลับคืนสู่พระบิดาให้ได้ก่อนนั้นจะทำให้เราไม่หลงในโลกใบนี้ ส่วนการปฏิบัติจนกลับคืนสู่พระพุทธเจ้าองค์ปฐม จะเป็นเรื่องต่อไปในอนาคตข้างหน้า เมื่อเราได้กลับคืนสู่สถานที่เดียวกับพระบิดาแล้ว นิพพานนั้นย่อมรออยู่ไม่ไกล แต่หากไม่มีกำลังมากพอที่จะกลับไปช่วยพระบิดา เราหมดแรงเกิดต่อแล้ว ก็ปฏิบัติถึงนิพพานได้เลยเช่นกัน อนุตรธรรม เรื่อง การเกิดมาเพื่อก่อกรรมของพระโพธิสัตว์ที่จิตบริสุทธิ์เกินไป พระโพธิสัตว์ที่มีจิตบริสุทธิ์มากเกินไป ยังไม่ถึงวาระนิพพาน จะต้องลงมาก่อกรรมเลว เพื่อสืบชาติต่อภพของตน ให้ยาวออกไป ไม่ให้ถึงนิพพานก่อนวาระอันควร สิ่งนี้ไม่เที่ยง บางชาติ เราเกิดมาเป็นคนดี บริสุทธิ์มาก ไม่ทำสิ่งเลวร้ายเลย บวชตั้งแต่เด็กก็มี แต่พอผ่านมาอีกชาติหนึ่ง เราอาจกลายเป็นฆาตกรหั่นศพ ซึ่งกลายเป็นคนสุดท้ายที่จะได้รับโทษประหารชีวิตก็ได้ บางท่าน เป็นผู้หญิงที่บำเพ็ญพรต บำเพ็ญเนกขัมบารมีมาก ไม่มีเรื่องกามเลย พอมาอีกชาติหนึ่ง ต้องมาบำเพ็ญบารมีด้วยการเกิดเป็นหญิงคณิกา เริ่มต้นของอาชีพโสเภณีก็มี บางท่าน เคยเกิดเป็นสัตว์ สละเนื้อ สละชีวิตให้คนกิน ผ่านมาอีกชาติ ต้องมาเกิดเป็นโจร ฆ่าคนตายมากมาย เหมือนองคุลีมารก็มี อันนี้ คือ ธรรมชาติของการเวียนว่ายตายเกิด ไม่มีความแน่นอน ดีบ้าง เลวบ้าง ไม่มีสาระอันใดจะยึดได้ แม้บางชาติเคยเกิดเป็นคนดีของสังคม บางชาติอาจกลายเป็นคนต้อยต่ำที่สุดในสังคมก็ได้ อนึ่ง แม้ว่าต้องเกิดเป็นคนเลว แต่พระโพธิสัตว์นั้น ก็ยังมีบางอย่าง ที่แตกต่างจากคนเลวทั่วไป ทำให้จับได้ว่าเป็นลักษณะของพระโพธิสัตว์มาเกิด และมีจิตบริสุทธิ์ใกล้นิพพานมากเกินไป จนต้องลงมาก่อกรรม เรามักได้เกิดเป็นสิ่งที่ตรงข้ามกัน เพื่อเรียนรู้โลกครบด้าน ต้องทำความยอมรับและเข้าใจโลกเต็มใบ มีไหม บางคนในสังคมของท่าน ที่ท่านรู้จัก มีลักษณะเหมือนคนเลว แต่ทำไม คนจำนวนมาก ก็ยังนิยมในตัวเขา ยังมีคุณงามความดีบางอย่างในตัวเขา ที่เปล่งประกายออกมา นี่แหละ คือ ลักษณะหนึ่งของพระโพธิสัตว์ บางคน ด้านหนึ่งเหมือนวีรบุรุษ ด้านหนึ่งเหมือนทรชน นั่นคือ ต่อให้เขาต้องกรรม ต้องเกิดเป็นคนเลว แต่พระโพธิสัตว์ ก็ยังมีคุณงามความดีเฉพาะตัวติดตัวเสมอ ไม่ว่าจะเกิดเป็นคนดี หรือคนเลว นี่แหละ ที่เรียกว่า “บารมี” เป็นสิ่งที่ไม่เสื่อมไปเลย พระโพธิสัตว์ที่ต้องลงไปทำกรรม หรือทำกิจที่ต้องแปดเปื้อนกรรม อันเป็นกิจจำเป็น เช่น การล่มสลายของอาณาจักรบางอาณาจักรตามวาระกรรม อันนี้ บางที พระโพธิสัตว์ก็ต้องลงมาทำเอง บางท่านก็ต้องลงมาทำกิจนี้ คือ กิจภาคทำลายล้าง แต่เมื่อทำแล้วมีกรรมมาก บางองค์ก็จะพักกรรม ไปทำคุณงามความดีบ้าง บางทีก็กลับมาเกิดเป็นพระ เป็นชีเสียก็มี เรามักต้องเวียนว่ายตายเกิดในรูปแบบต่างๆ กันไป เพื่อเรียนรู้โลกและเข้าใจคน เมื่อเราระลึกได้อย่างชัดแจ้ง เราจะพบว่า ไม่มีสาระที่จะยึดติดความดี หรือความเลว การยึดคนดี ความดี เป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง การยึดติดความเลว หลงในความเลว ก็ไม่ใช่สรณะแท้เช่นกัน แต่สิ่งที่มีอยู่มั่นคงในจิตของโพธิสัตว์คือบารมีที่สะสมไว้ แม้เกิดเป็นคนเลวก็เป็นคนเลวที่แตกต่างจากคนเลวทั่วไป เช่น แม้เป็นโจร ถูกจับทรมานในคุก แต่กลับมีความอดทนเป็นเลิศ ไม่ยอมพ่ายแพ้ต่อทัณฑ์ทรมาน เป็นต้น คนเรา เมื่อมีบุญได้เกิดมาในกองบุญ ไม่มีสิ่งบีบคั้นให้ทำความเลว ก็เป็นคนดีอยู่ได้ด้วยการอาศัยบุญนั้น แต่เมื่อเราหมดบุญแล้ว ถูกบีบคั้นด้วยสถานการณ์เลวร้ายต่างๆ เราจะคงความดีได้หรือ แท้แล้ว เราก็ไม่ต่างจากสรรพสัตว์ทั่วไป ไม่ต่างจากสัตว์เดรัจฉาน ที่กินกันเป็นทอดๆ ล่าเอาเลือดเนื้อ เอาชีวิตของผู้อื่นกินเป็นอาหาร เราเอง ก็ผ่านมาทั้งกรรมดีและกรรมเลวทั้งสิ้น เราไม่ใช่ผู้ที่มีแต่ความบริสุทธิ์ เรามีกรรมเป็นกำเนิด เรามีบาปกำเนิดเหมือนกันทั้งสิ้น ดังนี้ เราจึงยังเป็นผู้ต้องเกิด เมื่อเราสังวรได้อย่างนี้ เราย่อมเข็ดขยาดต่อการเกิดเป็นคนเลว และอยากหลุดพ้นจากการเกิดเป็นคนเลวนั้น ในขณะเดียวกัน เราย่อมไม่หลงในความดี หรือความเป็นคนดีของเราในบางชาติ เพราะเราได้ตระหนักถึงความไม่เที่ยงในการเกิดเป็นคนดีแล้ว เราย่อมสังวรระวัง และเจียมตน ไม่หลงหยิ่งผยอง คะนองตน หลงในความดีของตนก็หาไม่ ดีก็ไม่มีสาระ ชั่วก็หาใช่สิ่งอันควรไม่ เราย่อมมีจิตตรงต่อความหลุดพ้น แต่อย่างเดียว หลุดพ้นจากทั้งความดีและความชั่ว อันหาความเที่ยงแท้ไม่ได้นั่นเอง การได้เกิดเป็นบรรพชิตนั้นก็ไม่เที่ยง ในชาติที่เราได้บุญเกิดเป็นบรรพชิตเราได้กอบโกยสิ่งที่ควรในการเป็นบรรพชิตดีแล้วหรือไม่ หรือเรามัวกอบโกยสิ่งที่ไม่ใช่สำหรับบรรพชิตอยู่ เมื่อเราสิ้นบุญจากการได้เกิดเป็นบรรพชิตแล้ว เราอาจไม่สามารถทำในสิ่งที่บรรพชิตทำได้อีก หากท่านมีบุญ ได้เกิดมาเรียนรู้สิ่งที่ดี ก็ขอให้ใช้บุญนั้นอย่างคุ้มค่าเถิด
|