ธรรมปฏิเวธ เรื่อง ธาตุน้ำบนโลกเปลี่ยนแปลงไปเกินกว่าที่ตาเห็น
ธรรมปฏิเวธ เรื่อง ธาตุน้ำบนโลกเปลี่ยนแปลงไปเกินกว่าที่ตาเห็น
มนุษย์มักเชื่อในสิ่งที่ตามองเห็น แต่กว่าจะเชื่อในสิ่งที่มองไม่เห็น ก็สายเกินไปเสียแล้ว ยกตัวอย่างเช่น เราเชื่อว่าโลกร้อนทำให้น้ำแข็งขั้วโลกละลายเป็นน้ำลงทะเล แต่เราไม่คิดต่อเลยว่าน้ำแข็งละลายลงน้ำทะเลอย่างเดียวจริงๆ หรือ มันไม่จริงหรอก ไปได้หลายทาง สิ่งที่ตามองไม่เห็นตอนนี้คือ น้ำแข็งขั้วโลกมีการ “ระเหิด” ด้วย โดยน้ำแข็งขั้วโลกเหนือระเหิดกลายเป็นไอน้ำขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศมาก และปริมาณไอน้ำจำนวนมากนี้ ได้แผ่ขยายลงมาทางด้านล่าง โดยพื้นที่ส่วนใกล้ขั้วโลกเหนือจะได้รับอิทธิพลความเย็น ทำให้ไอน้ำเหล่านั้นมีสภาพเป็น “หิมะ” ดังนี้ หิมะปริมาณมากจึงตกที่จีน, อังกฤษ และประเทศในเขตหนาวเหนือเส้นศูนย์สูตร ในขณะเดียวกันไอน้ำปริมาณมหาศาลได้แผ่ขยายลงมาถึงประเทศแถบเส้นศูนย์สูตรด้วย ทำให้ปะทะกับมวลอากาศร้อนของพื้นที่แถบเส้นศูนย์สูตร กลายเป็นไอน้ำ ไม่ใช่หิมะ (ในช่วงแรก แต่มันจะไม่ใช่ในช่วงต่อๆ ไป) ไอน้ำปริมาณมาก เมื่อกระทบกับภูเขา ต้นไม้ ทำให้จับตัวกลายเป็นน้ำค้าง หยดน้ำ และทำให้น้ำปริมาณมากตกลงตามภูเขา ทำให้ต้นไม้และป่าที่เสื่อมโทรมฟื้นคืนสภาพได้
ไม่เท่านี้ ไอน้ำที่มีปริมาณมาก เมื่อเคลื่อนตัวลงมาเรื่อยๆ มันจะขับดับไล่ให้อาการร้อนจากแถบเส้นศูนย์สูตรลงไปด้านล่าง ทำให้ประเทศออสเตรเลีย ประสบภาวะร้อนและแล้งจัดอย่างที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ตอนนี้ แต่นี่เป็นระยะเริ่มต้นเท่านั้น เมื่อมวลอากาศร้อนถูกขับลงมา มันมีความเบากว่าจะลอยขึ้นสูง แต่มวลอากาศเย็นหนักกว่าจะลอยเรียบต่ำใกล้พื้น ดังนั้น มวลอากาศเย็นจะมีลักษณะคล้ายสี่เหลี่ยมคางหมู ที่มีคางแหลมๆ ค่อยๆ ยื่นคืบคลานไปที่ขั้วโลกใต้อย่างช้าๆ ส่วนมวลอากาศร้อนก็จะไหลเทลงไปทางขั้วโลกใต้ โดยถูกดันให้ไหลขึ้นบนและพัดไปทางขั้วโลกใต้ ในท้ายที่สุด มวลอากาศร้อนเหล่านี้จะรวมตัวกันเหนือขั้วโลกใต้ปริมาณมาก และทำให้น้ำแข็งขั้วโลกใต้ละลายอย่างฉับพลัน ระดับน้ำทะเลที่ขั้วโลกใต้จะเพิ่มขึ้นไม่ใช่แบบทีละน้อย ไม่ใช่ตามสูตรที่คำนวณกัน แต่มันจะเพิ่มขึ้นแบบฉับพลัน เพราะมวลอากาศร้อนที่ถูกไล่ลงมารวมตัวกันนั่นเอง และผลสุดท้ายคือ ออสเตรเลียจะถูกน้ำทะเลมหาศาลจู่โจมชนิดไม่ทันตั้งตัว ยิ่งกว่าคลื่นสึนามิ
น้ำแข็งขั้วโลกที่กำลังละลายไม่ได้มีภัยเพียงเท่านี้ เพราะเมื่อน้ำแข็งละลายกลายเป็นน้ำแล้ว มันจะเป็นน้ำเย็นก่อน มีมวลหนักกว่าน้ำร้อน มันจึงไหลลงด้านล่างต่ำสุด และพาเอาความเย็นและความดันที่มากขึ้นลงพื้นทะเลเบื้องล่าง ทำให้สัตว์น้ำทะเลที่อาศัยอยู่ตามพื้นทะเลตายเรียบ เมื่อตายแล้วเพราะอุณหภูมิและความดันเปลี่ยนแปลงฉับพลันนั้น มันก็ค่อยๆ ไหลต่อไป จนถึงฝั่ง ก็พาซากสัตว์ที่ตายนั้นมาเกยฝั่ง ดังนี้ เราจึงได้พบสัตว์ทะเลลึกจำนวนมาก ขึ้นมาเกยฝั่งตายจำนวนมาก เมื่อใดก็ตามที่เราพบซากสัตว์เหล่านั้น ให้ทราบเถิดว่าน้ำทะเลที่เกิดจากการละลายของน้ำแข็งนั้นได้เคลื่อนตัวถึงฝั่งเช่นกัน นี่ยังไม่ใช่ทั้งหมดของน้ำ น้ำทะเลที่เกิดจากการละลายของน้ำแข็งนั้น ไม่มีเกลือผสมอยู่ ทำให้มันมีค่าออสโมซิสที่แตกต่างจากน้ำทะเลทั่วไป อัตราการแพร่เข้าสู่ฝั่งของน้ำทะเลที่เกิดจากการละลายของน้ำแข็งมีมากกว่า เพราะไม่มีเกลือช่วยละลาย การละลายของเกลือเกิดขึ้นไม่ทัน เพราะไม่มีใครช่วยกวนทะเล ให้เกลือละลายพอดีกัน ดังนั้น น้ำทะเลพวกนี้จึงเค็มน้อยลง และสัตว์ทะเลจำนวนมากตายเพราะเหตุที่ความเค็มลดลง เมื่อมันเค็มน้อยลง จึงมีอัตราการแพร่เข้าสู่แผ่นดินได้มากขึ้น ดังนั้น มันได้ส่งผลกระทบต่อใต้พื้นดินต่ออีก นั่นคือ น้ำปริมาณมหาศาลได้แพร่เข้าทางใต้ดิน ในปริมาณและความเร็วที่มากกว่าปกติ และการแพร่ที่รวดเร็วนั้นส่งผลให้เกิดการ “กัดเซาะ” ส่วนโครงสร้างทางธรณีวิทยาเก่าก่อน และทำให้โพรงใต้ดินถูกทำลาย เมื่อโพรงใต้ดินถูกทำลายแล้ว จึงส่งผลให้แผ่นดินด้านบน “ยุบตัว” ดังนั้น ปัญหาแผ่นดิบยุบตัวจึงเกิดขึ้นตามมามากมาย
ที่น่ากลัวคือ เมืองที่สร้างด้วยอิฐหินน้ำหนักมากๆ ระยะไม่ไกลจากฝั่งทะเล เช่น กรุงเทพ, สิงคโปร์, ญี่ปุ่น, แม้แต่หลายๆ รัฐของอเมริกา จะถูกน้ำทะเลที่มีความเค็มน้อยกว่าปกตินี้ กัดเซาะโครงสร้างชั้นใต้ดิน และเกิด “ดินยุบตัว” ไม่ใช่บ่อเล็กๆ แต่เป็นทั้งเมือง