รวมบทความอนุตรธรรม ชุด เซียนพุทธะ กับ อรหันต์ดัดแปลง

รวมบทความอนุตรธรรม ชุด เซียนพุทธะ กับ อรหันต์ดัดแปลง

อนุตรธรรม เรื่อง บรรลุอรหันต์แล้วไม่หยุดปฏิบัติจะบรรลุเซียนต่อ

เมื่อปฏิบัติอย่างยิ่งยวดจนสะเทือนถึงพระรัตนตรัยแล้ว ท่านมาโปรดต่อสายธรรมให้บางท่านก็บรรลุอรหันต์ เป็น “อเสขบุคคล” ผู้ไม่ต้องฝึกจิตอีก ทว่า แทนที่จะหยุดอยู่แค่นั้น กลับไม่ยอมหยุด บ้างมาเปิดสำนักสอนสมาธิต่อ แล้วตนเองก็ทำ นำการปฏิบัติ ทำไปก็เกิดกรรมสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ จิตวิญญาณพรหมก็เข้ามาครอบหรือแทรกได้ในที่สุด จึงทำให้ไม่อาจต่อสายธรรมให้พุทธศาสนาได้อีก เนื่องจาก มีจิตวิญญาณพรหมแทรกในกาย เมื่อมีคนมาทำบุญกรรมเกี่ยวเนื่องด้วย พรหมนี้จะมีบุญกรรมพัวพันกับคนทั้งหลายนั้น แล้วจะพากันไม่ได้นิพพานไปทั้งหมด แทนที่คนจะไปพบพระอรหันต์ที่เป็นอเสขบุคคลไม่ต้องฝึกจิตแล้ว ไม่มีอะไรแทรกหรือครอบ ก็จะปลอดภัย เพราะไม่มีกรรมอะไร เกี่ยวเนื่องสืบกัน ทว่า หลายท่านกลับไม่ยอมเป็น “อเสขบุคคล” ฝึกจิตต่อไปบ้าง ทำกิจต่อไปบ้าง (ไม่ยอมจบกิจ) อันกิจที่ทำนั้นเอง กลายเป็นกรรมสะสมให้จิตวิญญาณครอบหรือแทรกได้ เช่น สร้างวัด ผลบุญนี้ทำให้เกิดชาติภพใหม่ จิตวิญญาณเทพก็แทรกได้

เมื่อบรรลุอรหันต์แล้วต้องหยุดทันที เป็นอเสขบุคคล

หลายท่านได้ต่อสายธรรมกับพระรัตนตรัยแล้ว เมื่อครั้งเข้าป่าเดินธุดงค์ แต่แล้วพอกลับออกมาก็มาทำกิจต่อ ไม่ยอมจบกิจ ทำเจริญพรหมจรรย์ต่อ ไม่ยอมจบพรหมจรรย์ เช่น ติดนั่งสมาธิทุกเช้าหรือเย็น เป็นต้น แบบนี้ ไม่ใช่ทางอรหันต์ทั้งสิ้น นำพาไปสู่กรรมใหม่ เป็นกุศลกรรม เป็นกรรมดี เป็นบุญ เป็นการสืบชาติต่อภพใหม่ ในที่สุด จิตวิญญาณก็มาแทรกเข้าหรือครอบขันธ์ได้ ดังนี้ จึงกล่าวว่า “พระอรหันต์ไทยถูกพรหมครอบขันธ์ดลใจให้ทำกิจต่างๆ” และกิจเหล่านั้น คือ “การสอนสมาธิ” ซึ่งการสอสมาธิเป็นกิจของพรหม ชาวพุทธที่บรรลุอรหันต์แล้ว ไม่มานั่งสอนสมาธิเป็นกิจวัตร แต่มีบอกวิธีเจริญจิตให้เกิดอินทรีย์ห้าที่สมดุลได้ ถ้าพบว่าผู้ฝึกจิตอินทรีย์ห้าบกพร่อง ก็จะให้เพิ่มเติมนิดหน่อยแล้วไม่ให้หลงจมอยู่ เพลินอยู่ในกองกรรมฐานหรือในฌานนั้น ให้ลัดตัดตรงเข้าสู่นิโรธ ตรงต่อนิพพานเลย ก็จะไม่ติดฌาน, ติดสงบสุข, ติดกรรมฐาน ไม่สืบชาติภพต่อไปพรหม

อรหันต์ดัดแปลง

คือผู้ที่ได้อรหันต์แล้ว แทนที่จะสืบต่อสายธรรมของพระพุทธศาสนาได้ แต่กลับทำไม่ได้ เพราะไม่ยอมเป็นอเสขุบุคคล ครูอาจารย์สอนให้พอ หยุดได้แล้ว แต่กลับมีวิชาความรู้ มีกิจ มีแนวคิดของตนเอง ไปเสริมเติมเพิ่มเข้าไป ต่อยอดไปอีก ตามวิสัยของพระโพธิสัตว์ ไม่ใช่วิสัยของพระสาวก สุดท้ายกลายเป็นอรหันต์ดัดแปลงคือ ผู้มี “จิตวิญญาณอรหันต์” อยู่ในกายสังขาร แต่กายสังขารนั้นไม่อาจนับเป็นอริยบุคคลได้ เนื่องเพราะมีจิตวิญญาณเข้าแทรกหรือครอบขันธ์ห้าไว้ทำให้ไม่อาจทำหน้าที่อริยบุคคลได้ ดังจะอธิบายต่อไปนี้

๑)   พรหมอรหันต์

คือ ผู้ที่บรรลุอรหันต์แล้วแต่ไม่ยอมจบกิจ ไม่ยอมหยุดเจริญพรหมจรรย์ ไปทำสมาธิต่ออีก ทำให้เกิดกรรมสะสมมีจิตวิญญาณพรหมมาแทรก เช่น หลวงปู่บุญฤทธิ์, พระอาจารย์ปราโมช, พระไพศาล วิสาโล (มีพระศิวะมาช่วยให้คนอยู่ในความสงบสันติ), ท่านพุทธทาส (มีพรหมมตะ มาแทรก ทำให้ก่อนตายท่านกล่าวว่าท่านจะไม่ตาย) เหล่านี้ มีพรหมมาแทรกหรือครอบอยู่ ทำให้ไม่อาจนำพาสรรพสัตว์ถึงนิพพานได้ เพราะมีเครื่องขวางไว้ แต่ก็สามารถสอนธรรม, สอนสมาธิคนได้ ถ้าคนทำบุญกรรมสัมพันธ์กับท่านมาก ก็จะไปเกิดเป็นบริวารท่านต่อ ยังไม่นิพพาน โดยที่ตัวท่านเองอาจไม่ทันได้สังเกตสิ่งเหล่านี้ 

๒)   เทพอรหันต์

คือ ผู้ที่บรรลุอรหันต์แล้วแต่ไม่ยอมจบกิจ ไปทำกิจทางวัตถุเพื่อพุทธศาสนาต่ออีก ทำให้เกิดกรรมสะสมมีจิตวิญญาณเทพแทรกเช่น ครูบาศรีวิชัย (ซึ่งท่านยังไม่เอานิพพาน), ครูบาขาวปี, ครูบาไชยวงศา ฯลฯ ท่านเหล่านี้ บรรลุอรหันต์แล้วทั้งสิ้น แต่ท่านยังไม่เข้านิพพานและไม่ได้หลอกลวงใครประกาศว่ายังไม่เอานิพพาน เพราะปรารถนาพุทธภูมิ

๓)   มารอรหันต์

คือ ผู้ที่บรรลุอรหันต์แล้วแต่ไม่ยอมจบกิจ ไปทำกิจทางวัตถุเพื่อพุทธศาสนาต่ออีก ทำให้เกิดกรรมสะสมมีจิตวิญญาณมารแทรกเช่น ท่านธัมมชโย (ซึ่งมีจิตที่ได้บรรลุอรหันต์แล้ว), หลวงพ่อโพธิศรี (ช่วงหนึ่งมีมารแทรก แต่หลังๆ น่าจะเปลี่ยนไปแล้ว) ฯลฯ ท่านเหล่านี้ บรรลุอรหันต์แล้วทั้งสิ้น แต่ท่านยังไม่เข้านิพพานเพราะปรารถนาพุทธภูมิ แต่ทำกิจอื่นๆ โปรดสัตว์ก่อน เช่น หาอุบายให้คนมาทำบุญมากๆ ใครด่าว่าสอนผิดให้คนหลงบุญก็ยอม เพราะมองเห็นว่าทำบุญไว้ก่อน ดีกว่าตกนรก คือ โปรดสัตว์นรกนั่นเอง ก็มี อนึ่ง การที่พระอรหันต์ถูกเทพและมารแทรก ต่างกันได้ เพราะความคิดและการกระทำกรรมเพียงเล็กน้อย เช่น ท่านธัมมชโย ไปสอนว่า “นิพพานเป็นอัตตา” ก็ถูกมารแทรก 

๔)   อสูรอรหันต์

คือ ผู้ที่บรรลุอรหันต์แล้วแต่ยังไม่ยอมจบกิจ ไปทำกิจบางประการต่ออีก หรือฝึกวิชชานอกรีตต่ออีกด้วยความอยากรู้อยากเห็น ทำให้เกิดกรรมสะสมมีจิตวิญญาณอสูรแทรกเช่น ท่านตั๊กม้อ (ซึ่งได้อสูรมังกรทองมาจากฮ่องเต้เหลียงบู๊ตี่ ทำให้สนใจฝึกวิชากังฟูของชาวจีน ทั้งที่ควรจะเป็นอเสขบุคคลไปแล้ว), พระอาจารย์ธรรมโชติ (ได้อรหันต์แล้ว แต่กลับยอมฝึกไสยดำปกป้องประเทศ) ฯลฯ ซึ่งท่านเหล่านี้ บรรลุอรหันต์แล้วทั้งสิ้น แต่ท่านยังไม่เข้านิพพานแต่ไม่ได้หลอกลวงใครประกาศว่ายังไม่เอานิพพานเพราะปรารถนาพุทธภูมิ และคิดว่ายังมีกิจสำคัญที่ต้องทำเพื่อช่วยเหลือมวลสัตว์ก่อน จึงยอมเป็นอสูร คือ ฝึกวิชาไสยดำบ้าง, ทดลองวิชามารบ้าง เพื่อเข้าใจคนที่ฝึกวิชามาร แล้วหาทางแก้ให้ได้ เพื่อหาวิธีช่วยเหลือคนเหล่านั้น ด้วยเมตตาที่มากเกินกว่าจะพรรณาได้นั่นเอง 

๕)   เซียนอรหันต์

 คือ ผู้ที่บรรลุอรหันต์แล้วแต่ไม่ยอมจบกิจ ไปทำกิจต่ออีก, บำเพ็ญบารมีต่อไปอีก หรือฝึกวิชาอื่นๆ ทำให้เกิดกรรมสะสมมีจิตวิญญาณที่เข้าแทรก สลายจากสภาวะเดิมเข้าสู่ความหลุดพ้นในระดับหนึ่งได้ด้วยเองแต่ไม่ถึงขั้นอรหันต์ เช่น ท่านตั๊กม้อ ซึ่งได้โปรดอสูรมังกรทองที่แทรกในกายตนให้หลุดพ้นจากความเป็นเทพอสูรได้ด้วยวิชากังฟู  ฯลฯ ท่านเหล่านี้ บรรลุอรหันต์แล้วทั้งสิ้น แต่ท่านยังไม่เข้านิพพานและไม่ได้หลอกลวงใครประกาศว่ายังไม่เอานิพพานเพราะปรารถนาพุทธภูมิ แล้วโปรดสัตว์ตามแบบของตนไป

อนึ่ง อรหันต์ดัดแปลงเหล่านี้ ก็คือ อดีตพระโพธิสัตว์ที่บำเพ็ญบารมีมาแล้วยังไม่ยอมเข้านิพพานจึงบำเพ็ญบารมีต่อ, ศึกษาวิชาต่อ, โปรดสัตว์ต่อไป นั่นเอง ท่านเหล่านี้ ไม่อาจทำหน้าที่สืบทอดสายธรรมของพระพุทธศาสนาได้ ถ้าเป็นผู้ชาย ก็เปรียบเหมือนคนเป็นหมันแล้ว นั่นเอง แต่ท่านเหล่านี้ทำให้คนบรรลุธรรมได้อย่างตนได้ คือ บรรลุอรหันต์แล้วไม่เข้านิพพาน เพราะอาจมีอะไรครอบขันธ์หรือแทรกอยู่ก่อกรรมสืบชาติภพร่วมกันต่อไป 

พระอรหันต์ควรทำอย่างไรเมื่อถูกจิตวิญญาณครอบหรือแทรก

ก็ไม่ต้องทำอะไร มันเป็นเช่นนั้นเอง อาจด้วยวิบากกรรมมีอยู่ ก็มีสิ่งต่างๆ ปรากฏได้อยู่ แต่สิ่งนี้จะกลายเป็นเพียง “เศษกรรม” เกิดแล้วดับไปในชาติเดียวนั้น เมื่อกายสังขารนั้นๆ ไม่ต่อยอดก่อกรรมร่วมด้วย จิตวิญญาณที่เข้ามาแทรก เพื่อร่วมบำเพ็ญบุญบารมีด้วยก็จะจรออกไปเอง เหมือนหยดน้ำบนใบบัวฉะนั้น เมื่อหล่นลงบนใบบัวแล้ว ไม่อาจเกาะติดใบบัวย่อมไหลออกไปเอง จิตวิญญาณที่เข้าแทรกหรือครอบทั้งหลาย ก็จะไปเองฉะนั้น เมื่อพระอรหันต์ทราบถึงจิตที่จรเข้ามา ไม่ใช่ “ตัวกูของกู” แล้ว ท่านไม่ร่วมก่อกรรมด้วย จิตไม่ติดกรรม จิตวิญญาณนั้นๆ ก็อยู่ไม่ได้ ต้องจรไป อย่าคิดว่าพระอรหันต์ถูกแทรกไม่ได้ ก็ดู “พระโมคคัลลานะ” สิ อรหันต์มีฤทธิ์มากที่สุด ยังมีคนไล่ตามทุบจนตาย นี่ “กรรม” ที่ใครก็หนีไม่ได้ พระอรหันต์ยุคนี้มีจิตวิญญาณแทรกบ้าง, ครอบขันธ์บ้าง นี่ก็กรรมบางแล้ว จางแล้ว ดีกว่า เบากว่าพระโมคคัลลานะอรหันต์ผู้นั้นตั้งมาก ทำไมจะเป็นไปไม่ได้ วิธีคือ ปล่อยไปตามธรรมชาติ ไม่ต้องหนี, ไม่ต้องปฏิเสธ, ไม่ต้องยินดี-ยินร้าย, ไม่ร่วมก่อกรรมและหยุดกิจสักพัก ถ้ากำลังสอนศิษย์อยู่ก็หยุดไว้ก่อน ให้เขาออกไปก่อนค่อยสอน

อนุตรธรรม เรื่อง อรหันต์ดัดแปลงในสมัยพุทธกาล

อรหันต์ดัดแปลง คือ ผู้บรรลุอรหันต์แล้ว แต่ไม่ยอมหยุดปฏิบัติจิต หรือเผลอก่อกรรม ทำให้เกิดกรรมตัดรอนสภาวะอรหันต์นั้น แม้จิตอรหันต์ยังเป็นอรหันต์เหมือนเดิม แต่สภาพบุคคลไม่ใช่พระอริยบุคคลดังเดิมได้แล้ว อนึ่ง พึงทราบว่าตราบเท่าที่ยังไม่นิพพานจริงๆ แม้มีปัญญาบรรลุอรหันต์แล้วแต่สรรพสิ่งก็ไม่เที่ยง กายนี้ไม่เที่ยง, จิตนี้ไม่เที่ยง, ขันธ์นี้ไม่เที่ยง ไม่ใช่ว่าอรหันต์แล้วเที่ยงแท้นะ ไม่มีความเที่ยงแท้ใดๆ ในโลกเลยตราบจนกว่าจะนิพพานจริงๆ ก็หลุดพ้นจากการเกิดดับจริงๆ ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่เที่ยงหรือเที่ยงอีก  

พรหมอรหันต์ “ชินปัญจระ”

พระอรหันต์ชินปัญจระ ได้สำเร็จอรหันต์แล้ว แต่ด้วยไม่ยอมจบพรหมจรรย์ ยังคงรักษาพรหมจรรย์อยู่ เมื่อมีหญิงสาวมาโผกอดทางด้านหลัง จิตท่านดวงหนึ่งจึงจุติออกไปเป็น “ท้าวมหาพรหมชินปัญจระ” ในขณะที่พระภิกษุณีอุบลวรรณาเถรี ถูกข่มขืน ท่านยอมให้เขาทำไป ใจไม่คิดอะไรทั้งสิ้น พิจารณาเห็นโทษภัยแห่งกามของชายผู้นั้น พระภิกษุณีนี้ จึงเป็น “อรหันต์ที่บริสุทธิ์โดยแท้” ซึ่งพระพุทธเจ้าก็ทรงรับรองให้เช่นนี้ เพราะว่าท่านไม่คิดแม้แต่จะต้องรักษาพรหมจรรย์ไว้หรือไม่แล้ว คือ มีหรือไม่มี, ดับหรือหมดก็ช่างมัน

พรหมอรหันต์ “มหากัจจายนะ”

พระมหากัจจายนะ สำเร็จอรหันต์แล้ว แต่ด้วยมีชายผู้หนึ่งเกิดจิตราคะรักใคร่ท่านเหมือนภรรยา ท่านจึงพลั้งเผลอปากสาปแช่งชายผู้นั้น กรรมนี้ ทำให้พรหมแทรกเข้าร่างท่านได้ ท่านจึงไม่ใช่อรหันต์ที่บริสุทธิ์ แม้อรหันต์แล้ว ก็ยังไม่เข้านิพพานเพราะกลายเป็นอรหันต์ดัดแปลง มีกรรมปัจจุบันในสมัยนั้นมาตัดรอนดังกล่าว และยังจุติลงมาช่วยค้ำศาสนาด้วย

เซียนอรหันต์ “ฉันนะ”

พระฉันนะถูกพระพุทธเจ้าลงพรหมทัณฑ์ คือ จะไม่มีพระสาวกองค์ใดเกี่ยวข้องด้วยอีก พระอานนท์ได้ไปแจ้งแก่พระฉันนะแล้ว พระฉันนะก็มีมานะเพียรพยายามปฏิบัติธรรมเอง โดยไม่มีหมู่สงฆ์ใดช่วยเหลือ หรือต่อสายธรรมให้เลย ทว่า พระฉันนะก็บรรลุอรหันต์เองจนได้ ไม่ได้เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า หรือพระพุทธเจ้าองค์ที่สองนะ เพราะยังเป็นไม่ได้ เมื่อบรรลุเองแล้วจะกลายสภาพเป็นเซียน แต่มีญาณตรัสรู้เองได้เพราะมีบารมีกายพุทธะ เรียกว่า “เซียนพุทธะ” ก็ได้ (ผู้บรรลุเองเรียกว่าตรัสรู้ แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นพระพุทธเจ้าหรือพระปัจเจกพุทธเจ้าเสมอไป ถ้ายังไม่ถึงยุคสมัยที่จะมีปรากฏได้ก็จะมีวิธีทำให้ไม่ใช่)

มารอรหันต์ “สุภัททะ”

พระสุภัททะได้อรหันต์แล้ว หลังจากที่พระพุทธเจ้าทรงดับขันธปรินิพพานแล้วก็ออกมาปรามาสธรรมวินัยของพระพุทธเจ้าทันทีว่า “พระพุทธเจ้าตายแล้วก็ดี จะได้ไม่ต้องมีใครมาคอยบังคับให้เราถือศีลอีก” เป็นอาการของผู้ที่ถูกมารแทรกอย่างชัดเจน แต่ท่านก็ได้ อรหันต์แล้วจริงๆ คำพูดของท่านถูกส่วนหนึ่ง แต่ไม่ถูกอีกส่วนหนึ่ง คือ ไม่ต้องถือศีล แต่ก็มีศีลเองได้โดยเป็นไปเองตามธรรมชาติของผู้บรรลุธรรม และพระพุทธเจ้าไม่เคยบังคับให้ใครถือศีล ท่านเป็นแต่ “ผู้บอก” ส่วนใครจะทำหรือไม่ทำนั้น เป็น “ปัจจัตตัง” ทั้งสิ้น

อรหันต์ดัดแปลงเหล่านี้ ไม่ผิด แต่ไม่ใช่ทางสำหรับผู้ที่ต้องการนิพพานภายในห้าพันปีนี้ ที่เป็นเช่นนี้เพราะท่านเหล่านี้ ยังไม่ถึงวาระนิพพานนั่นเอง จึงต้องมีกรรมวิธีช่วยไม่ให้ได้นิพพานก่อน หลายท่านเป็นพระโพธิสัตว์คือ “อรหันตโพธิสัตว์” จึงยังไม่ยอมเข้านิพพาน และยังจุติลงมาช่วยกิจค้ำพระพุทธศาสนา ต่ออีก พึงเข้าใจว่าพระสาวกในสมัยพุทธกาล ไม่ได้เหมือนกันทั้งหมด มีสองฝ่ายคือ ฝ่ายที่พร้อมเข้านิพพานแล้ว และฝ่ายที่ยังมีกำลังเวียนว่ายตายเกิดช่วยมวลสัตว์ต่อไป ซึ่งถ้าท่านสังเกตให้ดี สองฝ่ายนี้ ก็แตกต่างกันมาก มาตั้งแต่สมัยพุทธกาลแล้ว แต่พระพุทธองค์ก็ทรงให้บวชร่วมกันได้ ทรงมีวิธีแยบคายในการดูแลสองส่วนไม่แตกแยก เช่น ให้พระมหากัจจายนะไปเผยแพร่ธรรมแคว้นอื่น

อนุตรธรรม เรื่อง “เซียนพุทธะ” ผู้ตรัสรู้เองนอกพุทธศาสนา

ผู้บรรลุเซียน คือ ผู้ที่สั่งสมบารมีมานานจนเอาชนะตัวเองได้ระดับหนึ่ง คือ ระดับที่สลายจิตวิญญาณชั้นต่ำ หรือจิตมาร จิตอสูรได้ด้วยตนเอง นอกจากนี้ เซียนก็ยังแบ่งออกเป็นสองสาย คือ “เซียนขาว” กับ “เซียนดำ” โดยเซียนขาวมักจะมีกายทิพย์เป็นเฉพาะเซียน หรือไม่มีจิตวิญญาณที่เลวร้ายแทรกในกาย แต่เซียนดำ จะมีจิตวิญญาณที่มีบารมีตั้งแต่เซียนขึ้นไปอยู่ แล้วบวกด้วยจิตวิญญาณที่เลวร้ายเช่น มาร, อสูร ตัวอย่างของเซียนดำ เช่น เจงกีสข่าน ผู้นี้ก็บรรลุเซียนมีกายทิพย์พุทธะ รู้ได้ด้วยตนเอง เป็นเจ้าจักรพรรดินอกพุทธศาสนา แต่บารมีส่วนเจ้าจักรพรรดิไม่สมบูรณ์ ไม่ใช่พระอริยบุคคลในพุทธศาสนาเนื่องจากไม่ได้เชื่อมต่อสายธรรมตรงกับพระรัตนตรัย ปัจจุบัน มีคำเรียกซินแสประเภทหนึ่งว่า “ซินแสหมวกดำ” หมายถึง เซียนที่สามารถทำได้ทั้งดีและชั่วแล้วแต่จะพิจารณา เนื่องจากไม่ยึดทั้งดีและชั่ว ไม่ยึดว่าจะนิพพานเมื่อไรด้วย จึงทำได้หมด แต่ก็มีหลักในการพิจารณาของเขาเอง ไม่ใช่ว่าจะยินดีทำชั่วไปหมดทุกครั้งไป บางครั้ง ต่อให้จ้างวานเท่าไร ก็ไม่ทำเลย ปฏิเสธอย่างเดียวก็มี นี่คือ พวกซินแสหมวกดำ หรือ “เซียนดำ” ซึ่งปรากฏเห็นชัดเจนในพระพุทธศาสนาเราก็คือ “พระเทวทัต” นั่นเอง นี่คือ ตัวอย่างของเซียนดำหรือพวกซินแสหมวกดำ ทว่า ซินแสหมวกดำ หรือเซียนดำ ไม่ได้เลวร้ายเสมอไป เขามีเหตุผล ความจำเป็นของเขาที่จะต้องอยู่ในธรรมชาติด้วยลักษณะนี้ และไม่ได้คิดทำลายพระพุทธศาสนาเสมอไปด้วย เหล่าซินแสหมวกดำเองก็มีความแตกต่างทางความคิดเหมือนกัน ต่างคน ต่างใจ ไม่เหมือนกันเลย อนึ่ง เซียนนี้มีกายทิพย์ไม่จำเป็น ต้องเหมือนกันเสมอไป แต่อย่างน้อยต้องได้กายเซียน จึงนับเป็นเซียน เมื่อตายแล้วจะจุติที่สวรรค์ชั้นดุสิต เซียนมีกายทิพย์ไล่ตามบุญบารมีไป ตั้งแต่ เซียน, โพธิสัตว์ และพุทธะ โดย “เซียนพุทธะ” หรือเซียนที่มีกายทิพย์เป็นพุทธะ นับว่ามีบุญบารมีมากที่สุด

พระเจ้าจักรพรรดิรู้ได้เองเพราะเป็น “เซียนพุทธะ” 

มีบางท่านที่มีครูบาอาจารย์ชั้นเลิศได้บ่งบอกลักษณะของพระเจ้าจักรพรรดิมาให้แล้วว่า “พระเจ้าจักรพรรดิรู้ได้เอง แต่ไม่ได้มาเป็นพระศาสดาของโลก” อนึ่ง เซียนพุทธะ ก็มีระดับแตกต่างกันอีก บุญบารมีไม่เท่ากันนับเอาตามกายทิพย์ในกายสังขารนั้นเป็นสำคัญ คือ ถ้าใครบำเพ็ญบารมีได้มาก กายทิพย์ก็บ่งบอกได้ชัดเลยว่ามีมาก นอกจากนี้ ระดับธรรมยังต่างกันอีก เช่น เซียนพุทธะ อาจมี “จิตพุทธะ” ที่สำเร็จธรรมต่างกัน ตั้งแต่ เซียนพุทธะ, โสดาบันพุทธะ, สกิทาคามีพุทธะ, อนาคามีพุทธะ จนถึง อรหันตสัมมาสัมพุทธะ แต่ไม่มีคำว่า “เจ้า” เพราะไม่มีพระพุทธเจ้าองค์ที่สองเกิดขึ้นได้ภายในห้าพันปีนี้ ท่านเหล่านี้ ถ้ากายสังขารไม่บริสุทธิ์มีจิตวิญญาณชั้นต่ำเข้าแทรก ก็จะนับระดับธรรมให้เป็นอริยบุคคลไม่ได้ จะนับได้เพียงเซียนเท่านั้น และตลอดชีวิตจะมีจิตวิญญาณคอยครอบหรือแทรกอยู่ตลอด ไม่มี ไม่ได้ จนกว่าจะยอมจำนนเป็นสาวกของพระพุทธศาสนาแล้วละความปรารถนา ยอมนิพพาน ก็จะไม่มีอะไรเข้าแทรกอีกต่อไป สำหรับท่านที่ได้พบพระพุทธศาสนาแท้แล้ว จิตวิญญาณที่แทรกหรือครอบอยู่จะออกจากกายสังขารทันทีและบรรลุอรหันต์ได้ทันทีโดยไม่ต้องฟังธรรมหรือปฏิบัติอะไรเลย ยังมีอาจารย์สอนธรรมท่านหนึ่ง เมื่อสมัยหนุ่ม เบื้องบนติดต่อให้ท่านต่อสายธรรมให้พระพุทธศาสนา ด้วยการยอมบรรลุธรรมแล้วเข้านิพพานเสีย แต่ท่านไม่ยอม จนป่วยเป็นโรคประหลาด จึงยอมเพื่อให้หายโรคนั้นแล้วท่านก็หายจริงๆ ท่านจึงยอมบวช แต่เมื่อบวชแล้วก็มีมารผจญ เอาท่านออกจากผ้าเหลืองได้ถึงสี่ครั้ง จึงบวชแล้วสึกทั้งสิ้น ๔ ครั้ง สรุปคือ ไม่อาจต่อสายธรรมพุทธศาสนาได้นั่นเอง แม้แต่ผู้เขียนเองก็ได้รับการเชื่อมต่อสายธรรมตรงมาจากพระพุทธศาสนาสองครั้ง ครั้งแรกโดยหลวงปู่เทพโลกอุดร แต่ผู้เขียนยังไม่ยอมฟังท่านจึงไม่อาจต่อสายธรรมกันได้ ครั้งที่สองโดยพระพุทธเจ้าเสด็จมาให้ปริศนาธรรมที่เห็นได้ด้วยตาเนื้อ (มีพยานรู้เห็นทั้งหมด ๓ ท่าน ยังมีชีวิตอยู่) ทว่า ไม่ทราบเพราะอะไร ในยามนั้นผู้เขียนเกิดโง่ทึบขึ้นมาเฉยๆ ทำอย่างไรก็ไม่เข้าใจปริศนาธรรมนั้น จึงต่อสายธรรมไม่ได้ นี่จึงทราบว่าการต่อสายธรรมนั้นเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับศาสนาที่ไม่ใช่ปัจเจก เพราะเป็นศาสนาที่มีหมู่คณะ จะบรรลุธรรมเองแบบพระปัจเจกพุทธเจ้าไม่มีใครมาต่อสายธรรมให้ไม่ได้ เพราะไม่ใช่ศาสนาแห่ง “ปัจเจก” ต้องเข้าใจและแยกแยะตรงนี้ให้ได้ โดยเฉพาะท่านที่ศึกษาธรรมเอง ไม่ว่าจะโดยอ่านหนังสือธรรมะ ฯลฯ ถ้าไม่เข้าใจจะเกิดปัญหาไปคิดเอาว่าตนเองได้ตรัสรู้เป็น “พระปัจเจกพุทธเจ้า” บ้าง, “พระพุทธเจ้าองค์ที่สอง” บ้าง ก็จะเกิดลัทธิ, นิกาย แตกแยก แตกกอ แตกหนอ ออกไปอีก พระศาสนาก็จะแตกเป็นเสี่ยงๆ จริงอยู่ว่าคนเราไม่จำกัดอยู่ด้วยศาสนา ถ้ามีบารมีเก่าสั่งสมมาพร้อมมูล และมีเหตุปัจจัยเหมาะสมก็บรรลุธรรมเองได้ แต่การบรรลุแบบนี้คือการบรรลุแบบเซียนเต๋า ไม่ใช่การบรรลุอริยบุคคลในพระพุทธศาสนา เมื่อบรรลุเซียนแล้วจะมีจิตวิญญาณครอบหรือแทรกอยู่ ทำให้ไม่อาจเป็นพระพุทธเจ้าได้ แล้วยังไม่อาจเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าได้ด้วย ดังนี้ ยุคสมัยของโลกก็จะไม่แปรปรวน ยังคงนับยุคตามพระพุทธเจ้าองค์ที่สี่แห่งภัทรกัป คือ ยังเป็นยุคของพระพุทธเจ้าสมณโคดม เช่นเดิม ปัญหาที่จะเกิดแก่สามภพก็จะหมดไป หาไม่แล้ว โลกนี้จะเกิดภัยพิบัติมหันต์ทีเดียว เพราะธรรมชาติที่ผิดฤดูนั้น

หากกลายเป็นเซียนพุทธะแล้วจะอยู่อย่างไร?

ผู้เขียนพอสัมผัสได้ว่าจะมีผู้บรรลุเซียนพุทธะมาอ่านบทความนี้ จึงต้องเขียนเรื่องนี้เพื่อสื่อถึงเขา เพื่อให้เขาสามารถอยู่ร่วมกับสังคมในยุคที่ไม่ใช่ยุคของเขาได้ ดังต่อไปนี้

๑)   อยู่อย่างเซียน

คือ อยู่ในสังคมอย่างเงียบๆ ไม่เปิดตัวว่าตนเองได้สำเร็จธรรมเอง ไม่เปิดสำนักสอนธรรม ทำงานอะไรก็ทำไป อยู่อย่างวิเวกสันโดษ ซึ่งงานปัจจุบันนี้ก็เปิดให้ปัจเจกชนทำได้อยู่แล้ว การทำงานกับคอมพิวเตอร์ ก็เป็นลักษณะหนึ่งของการดำรงอยู่แบบเซียน คือ อยู่อย่างวิเวกสันโดษอยู่แล้ว แต่ถ้าเปิดสำนักสอนธรรมเมื่อไร อาจเกิดปัญหากับสังคมได้ หรือกล่าวง่ายๆ คือ อยู่อย่างปุถุชนแต่มีความวิเวกสันโดษกว่าคนปกติทั่วไปหน่อย แล้วก็เผยแพร่ธรรมในที่ลับ เช่น ทางหนังสือ, ทางอินเตอร์เน็ตแทน ไม่ต้องเปิดเผยตัว ถ้าเกิดเปิดเผยตัวขึ้นมาจะเกิดปัญหาทันที จะมีคนมารุมเล่นงานและเกิดความวุ่นวายได้ จนในที่สุดก็จะหลีกไปจากสังคมเอง อยู่อย่างวิเวกไม่มีใครรู้จัก เหมือนพระปัจเจกพุทธเจ้านั้น

๒)   อยู่อย่างพุทธะ

คือ บวชห่มผ้าเหลืองเป็นพระสงฆ์ แล้วอยู่อย่างสงบ ไม่ต้องทำงาน แต่อาจอยู่ในสำนักสงฆ์ที่มีพระน้อยหรือมีรูปเดียว อย่างนี้ ก็สามารถอยู่ได้ ไม่ต้องวุ่นวายกับใครมาก แต่จะเปิดสำนักสอนธรรมในวงกว้างไม่ได้ เพราะจะกลายเป็น “พระพุทธเจ้าองค์ที่สอง” หรือ

 “ศาสดาใหม่” ได้ สุดท้าย จะเกิดปัญหาขัดแย้งในวงกว้าง ไม่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องสิ้น อนึ่ง ท่านตั๊กม้อได้รับสืบทอดสายธรรมต่อจากพระมหากัสสปะ ทว่า แทนที่ท่านจะหยุดการเรียนรู้แล้วเป็น “อเสขบุคคล” ท่านกลับไปเรียนรู้วิชาการต่างๆ ของประเทศจีนสมัยนั้นอีก ทำให้สำเร็จวิชชาลมปราณอื่นๆ ด้วย กลายเป็น “เซียนพุทธะ” ไป และไม่อาจจะถ่ายทอดธรรมในฐานะตัวแทนของพระพุทธศาสนาได้อีก นี่ก็นับเป็น “เซียนพุทธะ” แต่อยู่อย่างพุทธะหรือพระสงฆ์รูปหนึ่ง แต่ถ้าท่านไม่ศึกษาวิชาการของคนจีนในสมัยนั้นต่อ คือ เป็น “อเสขบุคคล” หยุดไว้แค่นั้น ก็จะไม่เกิดปัญหาเซียนซ้อนพุทธะขึ้นดังกล่าว   

๓)   อยู่อย่างเจ้าจักรพรรดิ

คือ อยู่อย่างเจงกีสข่าน คือ เป็นใหญ่เหนือคนทั้งหลาย กุมอำนาจไว้ แล้วปกครองผู้คนให้อยู่ในสภาพที่เหมาะสม แต่จะต้องไม่อยู่อย่างพระศาสดาของโลก ไม่เผยแพร่ธรรม จะต้องทำหน้าที่ปกครองคนไป ใช้ปัญญาความสามารถไปในทางโลก ไม่เอาตัวเองมายุ่งทางธรรม หรือเป็นผู้นำทางธรรม หรือผู้นำทางจิตวิญญาณก็ไม่ได้ ทั้งที่มีญาณตรัสรู้ได้เอง หยั่งรู้ได้เอง แต่ก็ต้องทำตัวเหมือนคนทั่วไป เหมือนปุถุชนคนอื่นๆ มนุษย์คนอื่นก็จะไม่ทราบว่าท่านได้ตรัสรู้ด้วยตนเองแล้วทั้งยังต้องเป็นเจ้าจักรพรรดิที่คนไม่นิยมนับถือ ไม่ศรัทธา เพื่อจะไม่ขวางทางนิพพานของมวลสัตว์ ให้มวลสัตว์ยอมอยู่ใต้การปกครองด้วยปัญญาและความสามารถแต่ไม่ยอมรับศรัทธา เพื่อให้คนมีจิตพุ่งตรงไปทางนิพพาน ไม่มาพัวพันกรรมกับตนเอง จนขวางนิพพานมวลสัตว์นั้นๆ ดังเช่น เจงกีสข่าน นั้น

อนุตรธรรม เรื่อง “นิพพานทั้งธาตุและขันธ์”

เราทราบกันแพร่หลายว่าธาตุมี ๖ ชนิด คือ ธาตุดิน, น้ำ, ลม, ไฟ, อากาสธาตุ, (ความไม่มีอะไร หรือช่องว่าง ไม่ใช่อากาศ) วิญญาณธาตุ เท่านั้น เมื่อจะตาย ก็จะทำการดับขันธ์ที่เรียกว่า “ขันธปรินิพพาน” คือ “ดับรอบ” ทำไมดับรอบ ทำไมไม่ดับหมดไปเลย ทั้งโดย รอบและแก่นกลาง เพราะมันหายไปอย่างหนึ่งที่ยังไม่ดับนั่นเอง คือ “มโนธาตุ” อันเป็นธาตุตัวที่เจ็ด ที่จะกล่าวถึงนี้ อนึ่ง เมื่อเราจะละสังขารตายนั้นกายสังขารอันประกอบด้วยธาตุทั้งห้า คือ ดิน, น้ำ, ลม, ไฟ ประชุมรวมกันในอากาสธาตุ หรือท่ามกลางช่องว่างนั้น จิตวิญญาณจะเริ่มเป็นอิสระจากกาย ทว่า วิญญาณนั้นเชื่อมประสานกันกายสังขารอยู่จึงได้รับผลกระทบไปด้วย คือ วิญญาณจะสลายตามไปด้วย เมื่อสลายก็เรียกว่าดับ เมื่อดับแล้วจะเกิดใหม่ ทำให้มีวิญญาณใหญ่เกิดขึ้น หรือกายทิพย์ใหม่ที่หลอมรวมมาจากพลังที่กระจัดกระจายมาจากวิญญาณที่สลายไปก่อนหน้านี้นั่นเอง เมื่อใดก็ตามที่ตายแล้วไม่มีการหลอมรวมปราณวิญญาณมาสร้างวิญญาณใหม่ ก็จะไม่มีการเกิดอีก คือ นิพพานแท้ แต่จะนิพพานถึงระดับ “ขันธปรินิพพาน” คือ ขันธ์ทั้งห้านิพพานหมด ได้แก่ รูป, เวทนา, สัญญา, สังขาร, และวิญญาณ เป็นอันดับสุดท้าย แล้วหยุดกระบวนการนิพพานลงแค่นี้ แต่ไม่ได้ “นิพพานทั้งหมด” เพราะเป็นการนิพพานแบบดับรอบเท่านั้น แค่ “รอบ” ไม่ใช่ทั้งหมด ถ้าจะให้หมด ต้อง “นิพพาน” อย่างเดียว ไม่มี “ปรินิพพาน” นั่นคือ แก่นกลางก็ต้องนิพพานด้วย แก่นกลางคืออะไร ก็คือ “จิต” นั่นเอง ดังที่กล่าวแล้วว่าเมื่อกายสังขารสลายลง จิตวิญญาณก็จะออกจากร่าง โดยวิญญาณจะสลายไปตามกายสังขารก่อนจึงดับแล้วเกิดใหม่ได้ หรือถ้าไม่เกิดใหม่ก็ปรินิพพานไปเลย แต่นั่นเป็นเฉพาะส่วนวิญญาณ ไม่ได้มีจิตนิพพานไปด้วย จิตคือ “มโนธาตุ” เมื่อยังมี “ธาตุ” อยู่ ก็สามารถเกิดดับได้อีก ยังไม่สิ้นเชื้อเสียทีเดียว เฉกเช่น พระอานนท์ได้ทำเตโชกสิณไฟแล้วสลายขันธ์ห้าหมด แต่จิตยังไม่สลาย ดวงจิตยังอยู่เป็น “มโนธาตุ” สามารถลงมาเวียนว่ายตายเกิดได้อีก

เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมากที่จะต้องบอกและแจ้งแก่ท่านทั้งหลาย ที่ต้องการนิพพานจริงๆ ไม่นิพพานแบบรอก่อน คือ ต้องนิพพานหมด นิพพานอย่างเดียว ไม่ใช่นิพพานเฉพาะแต่โดยรอบหรือ “ปรินิพพาน” ซึ่งการทำ “ปรินิพพาน” นี้ เหมาะสำหรับท่านที่ไม่ประสงค์จะเหลือขันธ์ห้าไว้เป็นภาระอีกแล้วแต่ยังมีกิจบางประการที่ยังต้องทำอยู่ถ้านิพพานหมดไปจะไม่อาจทำกิจได้อีก เช่น ประสงค์จะดูแลพระพุทธศาสนาให้ยืนยาวไปอีกจนถึงห้าพันปี แบบนี้ก็สามารถทำ “ดับขันธปรินิพพาน” ได้แล้วเหลือแต่ “มโนธาตุ” ไว้ก่อน ขันธ์ห้าดับสนิทหมดไม่เหลือแล้วเมื่อเหลือแต่มโนธาตุก็ยังสามารถทำกิจก่อกรรมได้เล็กน้อย ได้รับวิบากกรรมบ้างเล็กน้อย แต่ไม่จำเป็นต้องอาศัยที่อยู่, ที่กิน, ที่นอน, เสื้อผ้า ไม่ว่าจะเป็นวัตถุหรือสภาพอันเป็นทิพย์ก็ตาม ก็อยู่คล้ายท่านที่นิพพานแล้ว แต่ต่างกันที่ยังทำกิจได้อีกนั่นเอง เรื่องนี้คิดอยู่นานว่าควรหรือไม่ที่จะเขียน แต่แล้วก็จำเป็นต้องเขียนไว้ให้อ่าน

ทำอย่างไร จิตจึงนิพพานด้วย

เมื่อไม่ยึดจิต ไม่ใช้จิตตั้งอธิฐานไว้ ก็จะไม่เหลืออะไรให้มีสภาพเป็นจิตอีก มโนธาตุจะสิ้นลงนิพพานอย่างเดียว ถ้าเราไปอธิษฐานอะไรไว้ก่อนตาย เพราะยังมีห่วงอยู่เช่น เราห่วงว่าศาสนาเราจะไม่มีคนดูแลอีกห้าพันปี จะไม่เหลือถึงสรรพสัตว์อื่นๆ เลยอธิษฐานไว้ว่าให้ศาสนามีอายุครบห้าพันปี แบบนี้ จะเหลือจิตอยู่ ด้วยจิตเสวยวิบากกรรมแห่งการทำอธิษฐานนั้นๆ เรียกง่ายๆ ว่า “กายสิ้น เมื่อกายกรรมหมด” สัตว์เหล่าใดไม่เหลือกายกรรมแล้ว จะไม่มีวิบากกรรมใดให้มีกายได้เกิดอีก, สัตว์เหล่าใดไม่เหลือวจีกรรมแล้ว จะไม่มีวิญญาณให้เหลือมาเกิดอีก, สัตว์เหล่าใดไม่เหลือมโนกรรมแล้ว จะไม่มีมโนธาตุให้มาเสวยวิบากกรรมอีก คือ นิพพานหมด แม้แต่มโนธาตุหรือจิตก็ไม่เหลือ นั่นเอง ดังนี้ การที่จิตจะนิพพานได้ คือ ไม่ต้องทำอะไร ละวาง “มโนกรรม” ทั้งหมด บางท่านมโนกรรมไม่มีแล้ว แต่เกิดอุบัติเหตุได้กระทำ “กายกรรม” ไว้ โดยไม่เจตนาจริงๆ เช่น ทำของหล่นแล้วไปโดนคนข้างล่างหัวแตก เลือดคั่งในสมองตาย อันนี้ เป็นผลจากความแค้นในอดีตที่ส่งผลให้ต้องมาทำกายกรรมนี้ กรรมก็จะยังไม่หมดเสียทีเดียว จะมีกรรมอยู่บ้าง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น