รวมบทความอนุตรธรรม ชุด พระยูไลทรงกิจอย่างไร

รวมบทความอนุตรธรรม ชุด พระยูไลทรงกิจอย่างไร

อนุตรธรรม เรื่อง พระยูไลถ่ายทอดธรรมได้ทุกระดับ มีอะไรบ้าง

พระยูไลนั้น บำเพ็ญบารมีมาไม่เหมือนกัน ทั้งยังมีกิจต่างกันอีกด้วย เช่น ยูไลภาคปราบ, ยูไลภาคโปรด, ยูไลภาคสร้าง, ยูไลภาครักษา, ยูไลภาคทำลาย แต่ละภาค คือ ในแต่ละคนที่บำเพ็ญบารมีถึงความเป็นยูไลแล้วก็มิได้ทำกิจเดียวกัน ทำกิจต่างกันตามความถนัดอันเกิดจากบุญบารมีที่ตนได้สั่งสมมานั่นเอง แต่เมื่อพระยูไลบำเพ็ญบารมีเต็มพร้อมระดับยูไลแล้วจะสามารถทำได้ทั้งหมด สอนธรรมได้ทุกระดับ อนึ่ง ในการบำเพ็ญบารมีของนี้ จะต้องใช้เวลาบนโลกหลายพันปี ปัจจุบัน มนุษย์มีอายุขัยไม่มากพอที่จะบำเพ็ญได้ จึงต้องตายแล้วจุติไปที่สุขาวดี บำเพ็ญบารมีต่อบนสวรรค์ ทำกิจ ทำหน้าที่ต่างๆ ที่ยังขาดหายบนสวรรค์ บารมีส่วนยูไลทั้งหมดจึงจะเต็มได้ ปกติ มนุษย์โลกทำหน้าที่เพียงภาคใดภาคหนึ่งอย่างเดียว ถ้ามีบารมีเก่าสะสมไว้แต่หนหลังก็สามารถบรรลุถึงความเป็นยูไลได้ แต่ยังไม่ได้บารมียูไลเต็มดังกล่าว อนึ่ง ยูไลนี้เป็นเรื่องบารมีถึงล้วนๆ ไม่จำเป็นต้องบรรลุถึงโสดาบันก็บรรลุยูไลได้ คือ การบรรลุแบบเซียน คือ บรรลุได้เองด้วยบารมีแต่หนหลัง   

ยูไลภาคสร้าง (มักเกิดมาต้องต่อสู้ชีวิต)

มักปรากฏในแบบยูไลอมิตาภะคือ เหมือนพระอมิตาภะ มีอภิญญามาก สอนได้แต่อาจไม่เก่งนัก เก่งสร้าง เช่น สร้างอาณาจักรใหม่, สร้างประเทศใหม่, สร้างราชวงศ์ใหม่ เป็นต้น เมื่อยูไลประเภทนี้เกิดขึ้นบนโลกแล้ว ทำนายได้เลยว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่บนโลกนี้อย่างแน่นอน เพราะท่านมีกิจ “สร้างอาณาจักรใหม่” นั่นเอง ดังนี้ ท่านจึงมักมาในรูปสมมุติเป็น “ปฐมจักรพรรดิ” ที่สามารถวางระบบ, ระเบียบ, วัฒนธรรม ฯลฯ ได้หมด

ยูไลภาครักษา (มักเกิดมาได้ดีมีตำแห่งสูง)

จะปรากฏในแบบยูไลไภษัชฯ คือ เหมือนพระไภษัชฯ มีปัญญามากสอนได้แต่อาจไม่เน้นสอน เก่งรักษาสิ่งที่มีอยู่ให้มีอายุยาวนานต่อไปมากกว่าเป็นนักวางแผนระยะยาวและมองการณ์ไกล ทั้งยังสุขุมรอบคอบ มักบำเพ็ญบารมีด้วยการเป็นแพทย์รักษาคนมาก่อนจึงจะสำเร็จเป็นพระยูไลภาครักษาได้ ต่างจากพระยูไลภาคสร้าง ที่มักเป็นนักธุรกิจสร้างตัวเองมาก่อน, เป็นวิศวกรที่สร้างสิ่งก่อสร้าง ออกแบบภูมิประเทศต่างๆ มาก่อน จึงทำกิจนี้ได้

ยูไลภาคทำลาย (มักเกิดมาซื่อ, โง่และไม่เก่ง)

จะปรากฏทั้งในแบบยูไลไภษัชฯ ก็ได้หรือแบบยูไลอมิตาภะก็ได้ ถ้าเป็นแบบยูไลไภษัชฯ จะใช้ปัญญาในการทำลายล้างเป็นสำคัญ ถ้าเป็นแบบยูไลอมิตาภะ จะใช้อภิญญาในการทำลายล้างเป็นสำคัญ เหตุที่เป็นภาคทำลายล้างด้วยเพราะก่อนที่จะสำเร็จยูไลมานั้น ไม่อาจสร้างได้, ไม่อาจรักษาได้ แต่มีจิตใสซื่อบริสุทธิ์ เมื่อทำกิจสองอย่างข้างต้นไม่ได้ จึงต้องมาทำลายล้าง ปกติ มาจากคนที่ไม่เอาไหน ล้มเหลวทางโลก แต่ไปได้ดีทางธรรม  

ยูไลภาคปราบ  (มักเกิดมามีแต่คนรังแก)

มักปรากฏในแบบยูไลอมิตาภะคือ เหมือนพระอมิตาภะ มีอภิญญามาก สอนไม่เป็น โปรดใครไม่ค่อยได้ แต่ปราบเก่ง ด้วยวิธีการต่างๆ อันไม่อาจคาดคิดถึง เช่น มีเปลือกนอกที่ดูโง่มาก พอมารด่าว่าโง่ ก็ได้รับกรรมมากมายไปในทันที จากนั้น ท่านก็เล่นงานนิดเดียวก็สำเร็จ ยูไลภาคปราบนี้ให้ระวังให้ดี เพราะมาในแบบที่เราไม่อาจคาดคิดถึง พระยูไลภาคนี้ ไม่เอาไหนมาก่อนทั้งกิจสร้าง, รักษา และทำลาย แต่เอาชนะผู้อื่นได้หมด จึงปราบได้

ยูไลภาคโปรด (มักเกิดมาเหมือนเป็ดแต่ไม่เก่งสักอย่าง)

ปรากฏได้ทั้งแบบยูไลอมิตาภะและยูไลไภษัชฯ ถ้าปรากฏแบบยูไลอมิตาภะจะมีอภิญญามากและสอนธรรมคนเน้นสมาธิจิต, เน้นอภิญญา เป็นสำคัญ ถ้าปรากฏแบบยูไลไภษัชฯ จะมีปัญญามากและสอนคนเน้นปัญญา, ไม่เน้นสมาธิและอภิญญา ซึ่งมักสอนและเทศน์ได้เก่ง คือ สอนคนโง่ทึบก็ได้, คนฉลาดมากๆ ก็ได้, คนขี้เกียจก็ได้, คนขยันเกินไปก็ได้ ยูไลภาคนี้ ไม่เอาไหนมาก่อนทั้งกิจสร้าง, รักษา และทำลาย แต่รู้หมด จึงสอนคนได้  

การบำเพ็ญบารมีของยูไล

ดังที่กล่าวไว้แล้วข้างต้นว่าการบรรลุยูไลนั้น ถึงได้ด้วยบารมีเก่าแต่หนหลัง ไม่เกี่ยวกับว่าจะต้องบรรลุธรรมตามหลักพุทธศาสนาหรือไม่ ดังนี้ยูไลจึงกำเนิดได้ทุกศาสนา แม้แต่ในประเทศอเมริกาที่เชื่อถือศาสนาคริสต์ ก็มีผู้บรรลุถึงยูไลได้ด้วยบารมีเก่าแต่หนหลัง เป็นการบรรลุเองแบบเซียน ไม่ใช่การตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า หรือตรัสรู้เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าก็หาไม่ เป็นการตรัสรู้ยูไล หรือ บรรลุเซียนถึงกายยูไล เท่านั้น อันนี้ต้องเข้าใจก่อน แต่เมื่อพระยูไลที่มีกายสังขารเป็นมนุษย์นั้น ตายแล้วจะจุติที่สุขาวดี แล้วได้ฟังธรรมจากพระยูไลที่บรรลุธรรมแล้ว ก็สามารถบรรลุได้ถึงอรหันตผลบนสุขาวดีนั้นเอง

การบำเพ็ญบารมีของพระยูไลยังไม่จบลงเพียงแค่นั้น เมื่อจุติที่สุขาวดีแล้ว ยังต้องมีกิจทำอีกมากมาย ปกติ ท่านจะยั้งภูมิธรรมไว้ในระดับที่เหมาะสมกับกิจของตนเช่น กิจภาคปราบ ก็ต้องมีกิเลส, มีความโกรธ เหลือไว้ทำกิจบ้าง ดังนี้ คนที่บรรลุยูไลจำนวนมากบนโลกจึงไม่จำเป็นต้องบรรลุแม้โสดาบันเลย เช่น เจงกีสข่าน ก็บรรลุถึงความเป็นยูไลได้ด้วยบารมีเก่า สามารถทำสงครามเข่นฆ่าผู้คนได้มากมาย ยูไลแบบนี้จึงไม่ใช่ยูไลที่ลงมาทำหน้าที่ภาคโปรด ส่วนยูไลภาคโปรดมักบรรลุธรรมและยั้งจิตไว้ไม่ให้เข้านิพพานได้แต่ไม่เก่งทางใดทางหนึ่ง สร้างก็ไม่ชำนาญ, รักษาก็ไม่เก่ง, ทำลายก็ทำไม่ได้ แต่พอรู้และเข้าใจถึงกระบวนการทั้งหมด จึงสามารถสอนได้หมด ยูไลนี้ เปรียบเหมือนเป็ดนั่นเอง

ระดับธรรมที่พระยูไลถ่ายทอดได้

๑) เซียน

พระยูไลที่ถ่ายทอดธรรมระดับเซียน คือ ทำให้ศิษย์หลุดพ้นจากจิตใจชั้นต่ำหรือจิตมารแล้วเข้าถึงความเป็นเซียนได้ โดยยังไม่เข้าถึงความเป็นอริยบุคคล เช่น จางซานฟง ก็บรรลุยูไลแล้วถ่ายทอดธรรมระดับเซียนนี้ ข้อดีของระดับนี้คือ สามารถโปรดมารได้ด้วย

๒) มหายาน

พระยูไลที่ถ่ายทอดธรรมระดับมหายาน ก็คือ ทำให้ศิษย์บรรลุธรรมฉับพลันได้ถึงอรหันต์ แต่ไม่อาจสำเร็จญาณหยั่งรู้พิเศษยิ่งๆ ขึ้นไปได้ และไม่อาจบรรลุยูไล (หยั่งรู้ได้เอง) ได้ พระยูไลที่บรรลุธรรมเช่นนี้ จะมีศิษย์มากมาย สังเกตว่าจะมีสำนักใหญ่มีผู้บรรลุธรรมมาก

๓) ตันตระยาน

พระยูไลที่ถ่ายทอดธรรมระดับตันตระยาน คือ ทำให้ศิษย์นอกจากจะบรรลุอรหันต์ได้แล้ว ยังมีญาณหยั่งรู้พิเศษเหนือความเป็นสาวกทั่วไปอีกด้วย ปกติ มักอยู่อย่างลึกลับ เช่น ในนิกายลับ สังเกตว่าจะอยู่แบบลึกลับ ไม่เปิดเผยตัว หรือมีระยะการเก็บตัวช่วงหนึ่งก่อน

๔) วัชรยาน

พระยูไลที่ถ่ายทอดธรรมระดับวัชรยาน คือ ทำให้ศิษย์บรรลุธรรมฉับพลันได้ถึงอรหันต์ โดยมีความสามารถพิเศษเฉพาะตัวเอาตัวรอดได้ แข็งแกร่งดุจเพชร ไม่อาจทำลายได้ จึงสามารถจรเร่ร่อน ธุดงค์ไปได้ไม่มีปัญหา แบบนี้มีศิษย์ไม่มาก แต่ศิษย์เป็นยอดคน 

๕) เซน   

พระยูไลที่ถ่ายทอดธรรมระดับเซน คือ ทำให้ศิษย์บรรลุธรรมฉับพลันได้บารมีถึงยูไลด้วยคือ การบรรลุธรรมได้ด้วยตนเอง สอนโดยไม่สอน พระยูไลที่บรรลุธรรมเช่นนี้ จะมีศิษย์น้อยมากเช่น พระยูไลตั๊กม้อ เมื่อศิษย์บรรลุแล้วจะเป็นยอดคนทั้งยังถ่ายทอดเซนได้   

อนึ่ง พระยูไลแต่ละองค์ที่ทำหน้าที่ภาคโปรดเป็นหลักไม่ทำกิจอื่นจะเลือกเองว่าจะโปรดธรรมในระดับใดที่เหมาะสมกับความถนัดของตนเอง และยุคสมัยของโลกขณะนั้น

อนุตรธรรม เรื่อง ผู้ถ่ายทอดเซนได้ต้องบรรลุธรรมขั้นยูไลขึ้นไป

ผู้บรรลุธรรมมีบารมีเก่าไม่เท่ากัน ในคนที่มีบารมีเป็นอรหันตสาวกไม่อาจถ่ายทอดธรรมแบบเซนได้ ในคนที่มีบารมีเป็นพระโพธิสัตว์ มีกายทิพย์มัญชุศรี ถ่ายทอดเซนได้เพียงเป็น “ปรัชญา” เท่านั้น เนื่องจากพระมัญชุศรีไม่อาจอ่านอินทรีย์อ่อนแก่ของศิษย์ได้ขาด ส่วนพระโพธิสัตว์ที่มีกายทิพย์สมันตภัทร จะมี “สมันตจักษุ” สามารถอ่านอินทรีย์อ่อนแก่ของศิษย์ได้ขาดชัดเจน ทราบว่า สติ, สมาธิ, ปัญญา, ศรัทธา, วิริยะ ย่อหย่อนหรือตึงมากน้อยเพียงใด แต่ไม่อาจใช้ปัญญาทะลวงถึงนิโรธให้ศิษย์ได้ ถ้าพระโพธิสัตว์ทั้งสององค์ประสานกันจึงจะถ่ายทอดเซนได้ คือ พระสมันตภัทรคอยอ่านอินทรีย์ของศิษย์แล้วให้พระมัญชุศรีใช้ปัญญาทะลวงถึงนิโรธได้ แต่พระโพธิสัตว์ทั้งสองมีภาวะหยินหยางกัน จึงเข้ากันได้ยาก ผู้หนึ่งเป็นเลิศทางปัญญา ผู้หนึ่งเป็นเลิศทางอภิญญา แต่ต่างก็ไม่ยอมกันและกัน ในประเทศไทยมีผู้ที่สำเร็จมัญชุศรีถ่ายทอดเซนอยู่ที่เลย และผู้สำเร็จสมันตภัทร คอยสอนกรรมฐาน ปรับฐานให้อยู่ที่เชียงใหม่ ผู้ศึกษาพึงให้ได้ถึงอาจารย์ทั้งสองท่านนี้ ก็จะสามารถพัฒนาจิตตนเองจนถึงระดับ “พุทธสภาวะ” หรือ “เซน” ได้ในที่สุด

พระยูไลสามารถถ่ายทอดธรรมแบบเซนได้

ผู้บรรลุธรรมเหนือกว่าระดับโพธิสัตว์ คือ ระดับยูไล จะสามารถถ่ายทอดธรรมวิถีเซนได้ หรือระดับ “พุทธสภาวะ” หรือการหยั่งรู้แจ้งได้ด้วยตนเอง ซึ่งไม่ใช่วิถีของสาวก สำหรับวิถีของสาวกแล้ว สามารถฝึกจิตได้ตั้งแต่ มหายาน, ตันตระยาน และวัชรยาน เมื่อผ่านได้ทั้งสามยานนี้แล้ว จึงเข้าสู่พุทธสภาวะหรือยูไล หรือวิถีธรรมแนวเซนนั่นเอง สำหรับผู้ที่มีบารมีไม่ถึงยูไลแล้วสามารถถ่ายทอดธรรมวิถีเซนได้แต่เฉพาะการสื่อสารเท่านั้น เช่น พระมัญชุศรโพธิสัตว์ สามารถเขียนหนังสือหรือสอนธรรมในวิถีเซนได้ แต่ศิษย์ไม่อาจจะเข้าใจเซนได้อย่างแท้จริง เนื่องจากพระมัญชุศรีโพธิสัตว์ไม่สามารถอ่านอินทรีย์อ่อนแก่ของศิษย์ได้ เช่น สอนว่า “ศีลก็ไม่ใช่ อะไรก็ไม่ใช่” ปรากฏว่าศิษย์เลิกถือศีล แถมมีการกระทำผิดศีลมากขึ้น แบบนี้ แสดงถึงความไม่พร้อม ความอ่อนของอินทรีย์ของศิษย์ เมื่อได้ฟังธรรมวิถีเซนแล้ว ทำให้กลายเป็น “ศีลขาด” ไป ในขณะที่พระสมันตภัทรโพธิสัตว์ สามารถอ่านอินทรีย์ของศิษย์ รู้ความพร้อมของศิษย์ได้ แต่ไม่สามารถใช้ปัญญาทะลวงเข้าถึงภาวะนิโรธฉับพลันได้แบบพระมัญชุศรี ทว่า ผู้บรรลุยูไลไม่มีปัญหานี้ ท่านสามารถถ่ายธรรมวิถีเซนได้ด้วยตัวคนเดียว ทว่า ไม่ใช่ว่าพระยูไลทุกองค์จะถ่ายทอดวิถีธรรมแนวเซนนี้ทั้งหมด เพราะบางท่านถ่ายทอดธรรมเพียงระดับ “มหายาน” ก็มี, “ตันตระยาน” ก็มี, “วัชรยาน” ก็มี ทั้งนี้แล้วแต่พระยูไลแต่ละองค์จะเลือกที่จะถ่ายทอดธรรมระดับใด

พระมัญชุศรีโพธิสัตว์ถ่ายทอดเซนแล้วเป็นไฉน?

พระมัญชุศรีโพธิสัตว์สามารถถ่ายทอดธรรมวิถีเซนได้กับคนบางคนเท่านั้น แต่ท่านไม่มีญาณหยั่งรู้ได้ว่าควรถ่ายทอดให้แก่ใคร และใครจะได้บรรลุธรรมวิถีเซนนี้บ้าง ท่านจึงทำหน้าที่ปล่อยไปตามธรรมชาติ คือ อาจมีผู้ฟังบางส่วนที่ไม่ได้เข้าถึงอย่างแท้จริง และมีบ้างที่อาจได้บรรลุธรรมในวิถีเซนได้ แม้จะเป็นเช่นนี้ ก็นับว่า “คุ้ม” เพราะเมื่อมีผู้บรรลุธรรมวิถีเซนเพียงหนึ่งคน ย่อมสามารถช่วยเหลือผู้อื่นที่ยังไม่ผ่านอีกได้ทั้งหมด ดังนี้ จึงถือว่าไม่ผิดที่พระมัญชุศรีจะถ่ายทอดธรรมแนวเซน แม้จะดูเกินกว่ากำลังของตนก็ตาม แต่ก็ “จำเป็น” ต้องทำ และพระมัญชุศรีนี้เอง จะก่อให้เกิด “พระยูไล” ขึ้นได้ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ศิษย์คนหนึ่งของพระมัญชุศรีจะสำเร็จถึงขั้นยูไลได้ แล้วศิษย์คนนั้นซึ่งมีธรรมเหนือกว่าอาจารย์แล้ว ก็จะนำพาศิษย์คนที่เหลือทั้งหมดให้หลุดพ้นได้ต่อไป ดังนี้ จึงไม่ผิดถ้าพระโพธิสัตว์มัญชุศรีจะทำหน้าที่ถ่ายทอดธรรมวิถีเซน แม้จะเกินกำลังก็ตาม ในขณะเดียวกัน ถ้าพระสมันตภัทรโพธิสัตว์ จะสอนธรรมของตนๆ นั้น ก็ไม่ผิดเช่นกัน ในที่สุดแล้ว ทั้งสองจะประสานงานก่อเกิดพระยูไลขึ้นมาเอง ทว่า ท่านทั้งสองอาจจะมีวิถีที่แตกต่างกันมาก ทำให้ไม่ถูกกัน หรือเข้ากันไม่ได้นั่นเอง โดยพระสมันตภัทรจะมีวิธีการและอุบายต่างๆ ให้ศิษย์ฝึกปรืออินทรีย์ให้กล้าแกร่งและพร้อมมูล เมื่อถึงวาระที่เหมาะสม ศิษย์ได้พบพระมัญชุศรีโพธิสัตว์ ก็สามารถรับวิถีธรรมแนวเซน บรรลุเซนได้ทันที

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น