รวมบทความมหาธรรม ชุด การบำเพ็ญบารมีของมหากษัตริย์สี่ประเภท

รวมบทความมหาธรรม ชุด การบำเพ็ญบารมีของมหากษัตริย์สี่ประเภท

มหาธรรม เรื่อง การบำเพ็ญบารมีเป็นกษัตริย์สี่ประเภท

ได้แก่ พระมหาจักรพรรดิ, พระสยามเทวาธิราช, พระปฐมกษัตริย์, และพระธรรมราชา ทั้งสี่ประเภทนี้จะได้บุญบารมีมากมายนัก คือ มากพอที่จะสามารถสั่งสมเพื่อตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในลักษณะที่แตกต่างกันได้ นอกจากสี่รูปแบบนี้แล้ว ไม่เห็นว่ามีรูปแบบใดที่ดีกว่านี้อีก ผู้ปรารถนาพุทธภูมิพึงเลือกเอาว่าท่านจะบำเพ็ญบารมีแบบใดในสี่แบบนี้ 

๑)   พระมหาจักรพรรดิ

ก็คือ การบำเพ็ญบารมีเพื่อขยายอาณาจักรกำราบอริราชศัตรูจนได้ขนานนามว่าผู้ชนะทั่วสารทิศ สามารถแผ่ขยายดินแดนออกไปจรดทะเลได้ (นับเอาว่าจรดทะเลคือ ครอบครองสุดแผ่นดิน) โดยไม่จำเป็นต้องขึ้นเป็นพระราชาองค์แรกหรือปฐมกษัตริย์เช่น เจงกีสข่าน, จิ๋นซีฮ่องเต้ ซึ่งคล้ายพระเจ้าจักรพรรดิแต่ไม่ใช่ เพราะหลังกึ่งพุทธกาลไปจนสิ้นห้าพันปีนี้ จะยังไม่มีพระเจ้าจักรพรรดิปรากฏ มีแต่ผู้บำเพ็ญบารมีเพื่อหวังเป็นพระเจ้าจักรพรรดิแต่ไม่สำเร็จ เพราะจะสำเร็จได้ต้องมีสมบัติพระจักรพรรดิ ๗ ชนิดด้วย แต่ยังไม่มีใครได้

๒)   พระสยามเทวาธิราช

ก็คือ การบำเพ็ญบารมีเพื่อปกป้องราชอาณาจักรกำราบอริราชศัตรูจนได้ขนานนามว่าผู้รักษาประเทศเขตขันธ์เอาไว้ได้ โดยไม่จำเป็นต้องขึ้นเป็นพระราชาองค์แรกหรือปฐมกษัตริย์หรือทำกิจอื่นๆ ใด เช่น รัชการที่สี่ (ต้านการล่าอาณานิคม), รัชการที่เก้า เป็นต้น ซึ่งจะสำเร็จได้ต้องมีสมบัติพระสยามเทวาธิราช ๗ ชนิดด้วย ทั้งนี้ ใกล้ถึงวาระพระสยามเทวาธิราชองค์สุดท้ายจะบำเพ็ญบารมีสำเร็จแล้ว ผู้เขียนจะไม่อธิบายให้ฟังมากกว่านี้

๓)   พระปฐมกษัตริย์

คือ การบำเพ็ญบารมีตั้งตัวเป็น “ปฐมกษัตริย์องค์แรกของราชวงศ์” โดยที่ไม่จำเป็นต้องขยายอาณาเขตหรือทำหน้าที่อื่นๆ เช่น พระเจ้าตากสิน, พระเจ้าสายน้ำผึ้ง, พ่อขุนศรีฯ, รัชการที่ ๑ เป็นต้น ซึ่งจะสำเร็จได้ต้องมีสมบัติพระปฐมกษัตริย์ ๗ ชนิดด้วย จึงจะสำเร็จ   

๔)   พระธรรมราชา

คือ การบำเพ็ญบารมีตั้งตัวเป็น “พระราชาผู้ทรงธรรม” โดยที่ไม่จำเป็นต้องขยายอาณาเขตหรือทำหน้าที่อื่นๆ เช่น พระธรรมราชาลิไท, เป็นต้น ซึ่งจะสำเร็จได้ต้องมีสมบัติพระธรรมราชา ๗ ชนิดด้วย จึงจะสำเร็จ เท่าที่ประวัติศาสตร์ไทยได้บันทึกว่าแทบไม่พบองค์มหากษัตริย์องค์อื่นใดที่จะบำเพ็ญได้อีกเลย เนื่องจากการบำเพ็ญบารมีแบบนี้ต้องอาศัยจังหวะที่บ้านเมืองสงบสุขโดยตลอดจึงจะสามารถโปรดสอนธรรมพสกนิกรได้ ไม่เช่นนั้นพระราชาก็จะทรงกิจอย่างอื่นแทน เช่น ปราบอริราชศัตรู ก็บำเพ็ญไม่สำเร็จธรรมราชา  

สูตรการบังเกิดขึ้นของมหากษัตริย์ทั้งสี่ประเภท

๑) พระเจ้าจักรพรรดิ             ย่อมบังเกิดขึ้นเมื่อเปลี่ยนยุคสมัยที่สำคัญ

๒) พระสยามเทวาธิราช        ย่อมบังเกิดขึ้นเมื่อดินแดนพุทธศาสนามีภัย

๓) พระปฐมกษัตริย์              ย่อมบังเกิดขึ้นเมื่อเปลี่ยนยุคสมัยไม่สำคัญ

๔) พระธรรมราชา                ย่อมบังเกิดขึ้นเมื่อประเทศร่มเย็นสงบสุข

ปัจจุบัน ประเทศไทยมีทั้งภัยนอกและภัยใน พระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบัน จะทรงบำเพ็ญบารมีสำเร็จเป็น “พระสยามเทวาธิราช” องค์หนึ่ง เนื่องจากทรงรักษาดินแดนแห่งนี้ไว้ได้โดยไม่เสียทั้งเอกราชและดินแดนเลย อันเป็นผลจากการบำเพ็ญบารมีบกพร่องในชาติที่ทรงเกิดเป็นรัชการที่ห้า แล้วได้ตัดแบ่งดินแดนเพื่อรักษาเอกราชของชาติไทยไว้นั่นเอง ส่วนพระเจ้าจักรพรรดินั้นยังเกิดไม่ได้ ผู้ที่จะมาสานต่อพระศาสนาที่หักกึ่งกลางนั้นต้องมาในรูป “พระธรรมราชา” หรือที่เขียนไว้ในคำทำนายว่า “พระธรรมิกราชโพธิสัตว์” 

มหาธรรม เรื่อง พระปฐมกษัตริย์ควรบำเพ็ญบารมีอย่างไร

พระราชาองค์ปฐมจะทรงไม่เป็นพระธรรมราชา ไม่ทรงขยายดินแดน เพราะไม่ใช่พระเจ้าจักรพรรดิ อนึ่ง พึงทราบว่า ปฐมกษัตริย์, ปฐมจักรพรรดิ, และ พระเจ้าจักรพรรดิ นั้นไม่เหมือนกัน โดยปฐมจักรพรรดิ ต้องได้ทั้งความเป็นองค์ปฐมและความเป็นเจ้าจักรพรรดิ

สมบัติแห่งปฐมกษัตริย์ ๗ ประการ

๑)    ตรีสูรย์หรือคทาทิพย์

๒)    มณีแก้ว

๓)    ช้างแก้ว

๔)   ม้าแก้ว

๕)   ขุนพลแก้ว

๖)    ขุนคลังแก้ว

๗)   นางแก้ว

ทั้ง ๗ ประการบำเพ็ญบารมีอย่างไร มีเขียนไว้แล้วในบทความเรื่องการบำเพ็ญบารมีเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ สมบัติอื่นๆ ไม่ต่างกันเลย ยกเว้น “ตรีสูรย์” อนึ่ง ตรีสูรย์นี้ คล้ายตรีแต่มีด้ามยาวกว่าเท่านั้น อำนาจของอาวุธทิพย์ชนิดนี้ คือ “สร้างและทำลาย” ได้ถึงสามภพ ปกติจะมีผู้บำเพ็ญบารมีได้คือ ชาวพรหมโลกที่มีกายแบบพระศิวะ, พระโพธิสัตว์พันมือ, พระยูไล ฯลฯ จึงสามารถใช้ทำลายล้างอาณาจักรเดิมลงได้ แล้วสร้างอาณาจักรใหม่ขึ้นแทนที่ ก็จะสำเร็จความเป็น “ปฐมกษัตริย์” แห่งอาณาจักรใหม่ ส่วน “คทา” นั้น ไม่อาจใช้ทำลายล้างได้ แต่สามารถใช้นำทางผู้คน, รวมใจผู้คน, เป็นหลักปักฐานทำให้เกิดเป็นอาณาจักรใหม่ได้ด้วยการรวมใจ ด้วยพลังศรัทธาแห่งอำนาจของคทาศักดิ์สิทธิ์นั้น ผู้ที่จะบำเพ็ญบารมีเป็น “ปฐมกษัตริย์” พึงเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ถ้าเลือกตรีสูรย์ จะต้องมีการทำลายล้างมาก ขึ้นเป็นปฐมกษัตริย์ด้วยการก่อกรรม ถ้าเลือก “คทา” จะเกิดภัยพิบัติทำให้อาณาจักรเก่าล่มลงก่อน แล้วจะสร้างใหม่ ปักหลักใหม่ ได้ครองบัลลังก์โดยบุญ    

การบำเพ็ญตรีสูรย์ทิพย์

ต้องบำเพ็ญบารมีด้วยการสร้างสิ่งต่างๆ ต้องรู้กลไกลความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆ ทั้งยังมีการออกแบบใหม่ๆ เช่น ลีโอนาโด ดาวินชี่ที่ออกแบบเครื่องบินแต่สร้างไม่สำเร็จ จะต้องทำให้สำเร็จด้วย จะต้องทำแล้วรื้อทิ้ง สร้างแล้วทำลายหลายๆ รอบ จนกว่าจะได้แบบที่ถูกต้องแล้วนำความรู้นั้นมาเผยแพร่ต่อให้ผู้คนทั้งหลายเป็น “สาธารณกุศล” ก็จะสำเร็จ “ตรีสูรย์” คือ เป็นครูต้นวิชาแห่งการออกแบบก่อสร้างสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้ได้นั่นเอง แต่ถ้ามีบารมีเก่าทำไว้แต่หนหลังแล้ว ไม่จำเป็นต้องเริ่มบำเพ็ญบารมีใหม่ สามารถจะทำกรรมซ้ำรอยเก่าได้เลย โดยทำเพียงไม่มาก ก็สามารถเกิดอาวุธทิพย์ชนิดนี้ได้ ขอเพียงเข้าใจถึงหัวใจสำคัญของการสร้างและทำลายให้ได้ก็พอ เมื่อจิตเข้าถึงแล้ว บารมีเก่าก็มาเอง

การบำเพ็ญคทาทิพย์

ต้องบำเพ็ญบารมีด้วย “ขันติบารมี” และ “อุเบกขา” บารมีมาก อยู่ท่ามกลางผู้คนที่ยั่วยุให้เอนเอียงไปทั้งบวกและลบ มีทั้งดีและร้าย เมื่อจิตหนักแน่นไม่ไหวเอน เป็นกลางได้ตลอด ทั้งยังอดทนต่อสภาวะที่ยากแก่การอดทนต่างๆ ไม่ไปกระทบกระทั่งหรือเปลี่ยนอะไรใดๆ แล้ว ถึงจุดหนึ่งจะก่อให้เกิด “คทาทิพย์” เมื่อนั้นจะสามารถ “ปักหลัก” สร้างจุดศูนย์กลางของอาณาจักรก็สามารถทำได้ การบำเพ็ญคทาทิพย์นี้ ต้องไม่ทำอะไรเลย แต่อยู่ท่ามกลางผู้คนทั้งหลายที่กระทำสิ่งต่างๆ อันไม่พึงประสงค์ก็ดี พึงประสงค์แต่หลงทางก็ดี มากมาย เมื่อสามารถดำรงตนได้ไม่หลงออกนอกทางแล้ว จะมีอำนาจถือคทานำทางผู้คนให้เดินตามตนได้ไม่หลง บารมีนี้ก่อให้เกิดเป็น “คทาทิพย์” ในที่สุด บางท่านเรียกว่า “เสาหลักค้ำฟ้า” ปกติ คทานี้เป็นของทิพย์คู่บารมีขององค์พระกษิติครรภ์

มหาธรรม เรื่อง พระธรรมราชาควรบำเพ็ญบารมีอย่างไร

พระธรรมราชาจะทรงไม่เป็นพระราชาองค์ปฐม ไม่ทรงขยายดินแดน แต่จะทรงกิจต่อจากพระราชาองค์ก่อนๆ ทำหน้าที่รับสมบัติต่อแล้วรักษาไว้เท่านั้น จากนั้นจึงทุ่มเวลาที่เหลือไปเพื่อโปรดหรือสอนพสกนิกรของท่าน จึงนับเรียกได้ว่าเป็น “พระธรรมราชา” ที่แท้จริง

สมบัติแห่งพระธรรมราชา ๗ ประการ

๑)    คัมภีร์ทิพย์

๒)    มณีแก้ว

๓)    ช้างแก้ว

๔)   ม้าแก้ว

๕)   ขุนพลแก้ว

๖)    ขุนคลังแก้ว

๗)   นางแก้ว

ทั้ง ๗ ประการบำเพ็ญบารมีอย่างไร เขียนไว้แล้วในบทความเรื่องการบำเพ็ญบารมีเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ สมบัติอื่นๆ ไม่ต่างกันเลย ยกเว้น “คัมภีร์ทิพย์” ส่วนพระเจ้าจักรพรรดินั้นเป็น “จักรแก้ว” ซึ่งใช้ในด้าน “การปกครอง” เพราะอาณาจักรใหญ่มาก ต้องดูแลมาก จักรแก้วจึงสำคัญ อนึ่ง จักรแก้วไม่ได้ไว้ใช้ขี่เล่นเหาะไปมา อันนั้น พราหมณ์เขาคงเขียนเป็นนิทานให้อ่านกันสนุกเฉยๆ เนื่องจากพระเจ้าจักรพรรดิมีหน้าที่ด้านการปกครองจึงไม่มีเวลาเอาจักรแก้วไปขี่เล่น (พึงเข้าใจว่าตำราพุทธนี้ มีพราหมณ์มาแต่งให้ในภายหลัง)

ดังนี้จะอธิบายเฉพาะสิ่งที่แตกต่างกัน คือ “คัมภีร์ทิพย์” ซึ่งเป็นพระธรรมคำสอนที่ท่านจะใช้สอนโปรดมวลสัตว์ที่ท่านปกครองอยู่ ดังเช่น พระมหาธรรมราชาลิไท ที่เคยรจนาพระคัมภีร์ “ไตรภูมิพระร่วง” ไว้ และใช้ในการสอนและโปรดเหล่าพสกนิกรทั้งหลายนั้นมา

การบำเพ็ญคัมภีร์ทิพย์

คือ การศึกษาพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าจากตำราต่างๆ เช่น ในไตรปิฎก แล้วจึงกลั่นกรองตกผลึก จนกลายเป็นแบบฉบับของตนเอง รจนาคัมภีร์ธรรมะของตนเองมา บารมีธรรมที่ได้ทำอย่างนี้ จะบังเกิด “คัมภีร์ทิพย์” เป็นของทิพย์คู่บารมีทันที จากนั้น จึงมีปัญญาที่สามารถหยิบมาใช้ได้ทันที ไม่ต้องอ่านหรือจดจำ ด้วยอำนาจแห่งคัมภีร์ทิพย์นี้อนึ่ง คัมภีร์ทิพย์มีหลายประเภทขึ้นอยู่กับผู้บำเพ็ญทำอย่างไรได้อย่างนั้นเช่น พระศรีอาร์ฯ แบ่งภาคใหญ่สองภาค เป็น “ซุนวู” หนึ่งคน และ “โกวเจี้ยน” หนึ่งคน ซุนวู รจนาตำราพิชัยสงครามแล้วก็จากไป มรดกตกทอดให้แก่ซุนปิน ซุนปินใช้ต่อมาในรัชสมัยของฟุไค่ ซึ่งอยู่คนละแคว้นกับโกวเจี้ยน สุดท้าย โกวเจี้ยนใช้บารมีเอาชนะตำราพิชัยสงครามนี้ได้ ด้วยการแสร้งยอมจำนนต่อฟุไค่ แล้วยุยงให้เกิดความไม่ไว้วางใจกันระหว่างอ๋องฟุไค่กับซุนปินและขุนพลคนสำคัญ เมื่อฟุไค่เสียทั้งผู้มีปัญญาและผู้มีความสามารถอ๋องโกวเจี้ยนก็พลิกกลับมาเอาชนะได้อย่างง่ายดาย คัมภีร์ทิพย์นี้ ไม่ใช่คัมภีร์ธรรม แต่ก็นับว่าบำเพ็ญบารมีสร้างตำราวิชาความรู้ให้แก่มวลมนุษย์ได้สำเร็จ บุญบารมีนี้ส่งผลให้เกิดคัมภีร์ทิพย์ ในขณะที่พระธรรมราชาลิไททรงรจนา “ไตรภูมิพระร่วง” ขึ้นมา ผลจากการบำเพ็ญบารมีนี้ ก็ทำให้ได้ “คัมภีร์ทิพย์” เช่นกัน แต่จะเห็นได้ว่าตำรามีเนื้อหาแตกต่างกันตามยุคสมัย หรือแม้แต่การพยายามแปลคัมภีร์ภาษาอินเดียมาเป็นภาษาจีนของพระถังซัมจั๋งนั้น ก็จะทำให้เกิดบารมีกลายเป็นคัมภีร์ทิพย์ได้ ขอเพียงเป็น “บุญบารมี” ที่มากพอซึ่งช่วยเหลือมวลสรรพสัตว์ในด้าน “ตำราเรียน” ต่างๆ ก็สามารถก่อให้เกิดคัมภีร์ทิพย์ลักษณะต่างกันได้ อนึ่ง “คัมภีร์ทิพย์” นี้เป็นหัวใจสำคัญของการบำเพ็ญบารมีเป็นพระธรรมราชามากถ้าไม่มีแล้วจะไม่สามารถสอนคนให้มีศีลธรรมได้ การบำเพ็ญเป็นธรรมราชาก็ไม่สำเร็จ การบำเพ็ญคัมภีร์ทิพย์นี้จึงต้องเป็น “คัมภีร์ธรรม” เท่านั้น จึงจะเป็นพระธรรมราชาได้

มหาธรรม เรื่อง พระสยามเทวาธิราชควรบำเพ็ญบารมีอย่างไร

พระสยามเทวาธิราชจะทรงไม่เป็นพระราชาองค์ปฐม ไม่ทรงขยายดินแดน แต่จะทรงกิจต่อจากพระราชาองค์ก่อนๆ ทำหน้าที่รับสมบัติต่อแล้วรักษาไว้เท่านั้น จากนั้นจึงทุ่มเวลาที่เหลือไปเพื่อปกป้องรักษาอาณาเขตแต่จะไม่ถนัดในการสอนธรรมคนหรือสอนแล้วไม่มีคนฟังจึงนับเรียกได้ว่าเป็น “พระสยามเทวาธิราช” ที่แท้จริง เช่น พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งทุ่มเทเวลารักษาประเทศจากการล่าอาณานิคม แต่ทรงไม่สำเร็จเป็นพระธรรมราชาจึงทรงตั้ง “ธรรมยุตินิกาย” ขึ้นมา ภายใต้การทักท้วงของหลวงพ่อโต ภายหลังท่านก็คิดได้ ก่อนท่านสวรรคตท่านได้ขอขมาพระรัตนตรัย สำนึกผิดบาปแล้วจิตวิญญาณมารที่แทรกอยู่นั้นก็สลายกลายเป็น “โพธิสัตว์กายกษิติครรภ์” จุติลงนรก ไปฉุดช่วยสัตว์นรก จนได้พบพระเทวทัตตกนรกเพราะทำ “สังฆเภท” ไว้ ท่านจึงได้ฉุดช่วยขึ้นมา แล้วทั้งสองก็มาเกิดใหม่ เป็น “พ่อลูก” กัน เพื่อสานกิจพุทธศาสนาที่หักกลางนี้ อนึ่ง พระสยามเทวาธิราช นี้ จะนับว่าได้บารมีนี้ได้ต้องจุติในประเทศที่มี “พระพุทธศาสนา” ที่ถูกรุกรานด้วย

สมบัติแห่งพระสยามเทวาธิราช ๗ ประการ

๑)    พระขรรค์ทิพย์

๒)    มณีแก้ว

๓)    ช้างแก้ว

๔)   ม้าแก้ว

๕)   ขุนพลแก้ว

๖)    ขุนคลังแก้ว

๗)   นางแก้ว

ทั้ง ๗ ประการบำเพ็ญบารมีอย่างไร เขียนไว้แล้วในบทความเรื่องการบำเพ็ญบารมีเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ สมบัติอื่นๆ ไม่ต่างกันเลย ยกเว้น “พระขรรค์ทิพย์” ดังนี้จะอธิบายเฉพาะสิ่งที่แตกต่างกัน คือ “พระขรรค์ทิพย์” ซึ่งเป็นเครื่องมือประจำที่ท่านใช้ทรงกิจ

การบำเพ็ญพระขรรค์ทิพย์

ดังเห็นได้จากเทวรูปพระสยามเทวาธิราช จะทรงถือพระขรรค์ทิพย์ เป็นอาวุธประจำกาย นั่นหมายความว่าท่านจะทรงมีกิจ “ภาคปราบ” ไม่อาจนั่งนอนสบาย หรือออกมานั่งสอนธรรมให้แก่ประชาชนได้ ขอให้ท่านทราบว่าผู้บำเพ็ญบารมีเช่นไร ได้ของทิพย์เช่นนั้น ผู้มีของทิพย์เช่นใดครองไว้ ก็ย่อมต้องทำกิจเช่นนั้น ดังนี้ ใครถือพระขรรค์ก็ต้องเอาไว้ใช้ฟัน ได้ทั้งสองด้าน เพราะพระขรรค์มีสองคม คือ “ทำลายก็ได้ สร้างสรรค์ก็ได้” ดังนี้ จึงแล้วแต่ผู้ใช้จะใช้พลิกแพลงไปในด้านใด ก่อนจะสำเร็จพระขรรค์ทิพย์นี้ ท่านก็ต้องสร้างบารมีแบบ “สร้างสรรค์และทำลาย” ให้ได้ทั้งสองด้านจะสร้างสรรค์อย่างเดียวนั้นไม่ได้ ก็ต้องมีการปราบหรือทำลายบ้าง แต่จะปราบปรามทำลายล้างอย่างเดียวก็ไม่ได้ ต้องมีการสร้างสรรค์บ้าง ผู้ที่บำเพ็ญบารมีแล้วประวัติไม่มีเคยทำลายใครเลย ก็จะไม่ได้ของทิพย์นี้ แต่ถ้าเอาแต่ใช้อำนาจบาตรใหญ่ทำลายล้างผลาญคนอื่น ก็จะไม่ได้พระขรรค์ จะกลาย เป็น “ดาบใหญ่” ที่มีคบด้านเดียว คือ ด้านทำลายเท่านั้นเอง ผู้บำเพ็ญบารมีแต่ละท่านควรสำรวจตัวเองให้ดีว่าตนเองมีอะไร ทำอะไรไว้เป็นบารมีบ้างในชาติปัจจุบันนี้ ที่ได้เกิดแล้ว ก็จะสามารถทำนายอนาคตได้ว่าเบื้องหน้าท่านจะมีกิจอะไร (ผู้แน่ๆ เลย ผู้เขียนได้คัมภีร์ทิพย์ ด้วยการเขียนบทความนี้ เป็นไปเพื่อประโยชน์แห่งสาธารณชนโดยไม่มีการได้ผลประโยชน์ทางการค้าใดๆ เลย) ดังนี้ พระสยามเทวาธิราชพึงสร้างสรรค์หรือพัฒนาประเทศของตนให้เข้มแข็งแล้วหาทางบั่นทอนทำลายอริราชศัตรูของตนด้วย ไม่ควรเอาแต่ด้านเดียว (ควรรู้จักใช้พระขรรค์ทั้งสองด้าน) ประเทศชาติจะอยู่รอดปลอดภัย ดังเช่นที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ แม้จะมีอริราชศัตรูมากมายทั้งนอกและในที่มองไม่เห็นก็ตาม ซึ่งจะนับว่าเป็นพระสยามเทวาธิราชองค์สุดท้าย เพราะเหตุอันใด ไม่อาจอธิบายได้เอย

มหาธรรม เรื่อง การบำเพ็ญเป็นปฐมธรรมราชาและพระพุทธเจ้าองค์ปฐม

การบำเพ็ญบารมีเป็นพระพุทธเจ้ามีหลายแบบ แบบที่เป็นองค์ปฐมบำเพ็ญบารมีอย่างหนึ่ง แบบที่บำเพ็ญบารมีเป็นองค์ต่อไปของกัปนั้นๆ ก็บำเพ็ญอีกแบบหนึ่ง ดังอธิบาย

การบำเพ็ญแบบองค์ปฐม

ก็คือ การบำเพ็ญบารมีเป็น “พระเจ้าจักรพรรดิองค์ปฐม” แต่ในช่วงห้าพันปีนี้ ไม่สามารถทำได้ ผู้บำเพ็ญบารมีเป็นพระเจ้าจักรพรรดิจะได้สมบัติจักรพรรดิไม่ครบ ๗ ประการ จะมีบารมีไม่เต็มขั้น การบำเพ็ญบารมีนี้จะทำได้ในกัปหน้า ซึ่งต้องรอให้พระศรีอาริยเมตตรัยมาตรัสรู้จนสิ้นกัปนี้ไปก่อน กัปหน้าจึงจะบำเพ็ญบารมีเป็นพระเจ้าจักรพรรดิกันได้ แต่ถ้าบำเพ็ญช่วงห้าพันปีนี้ จะกระทบต่อพระพุทธศาสนาทันที เนื่องจากพระพุทธศาสนายุคนี้ อาศัยบุญบารมีตรงจากพระสมณโคดมพุทธเจ้า และบุญบารมีเป็นของหยิบยื่นให้แทนกันไม่ได้ บุญใครทำ คนนั้นรับไป พระพุทธเจ้าสมณโคดมทำอย่างไรมา ก็ย่อมได้อย่างนั้น พระศรีอาริยเมตตรัยทำอย่างไรมาก็ได้อย่างนั้น พระเจ้าจักรพรรดินั้น จะเกิดได้หนึ่งองค์ในกัปนี้ คือ ยุคที่พระศรีอาริยเมตตรัยมาตรัสรู้นั่นเอง แล้วพระเจ้าจักรพรรดิองค์นั้น ก็จะบำเพ็ญบารมีเพื่อตรัสรู้เป็น “พระพุทธเจ้าองค์ปฐม” ของกัปหน้าต่อไป โดยจะบำเพ็ญในกัปหน้าที่จะไม่มีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้เลย อยู่กัปหนึ่ง จากนั้นจึงเกิดกัปที่มีพระพุทธเจ้า

ดังนั้น โดยสิทธิ์และศักดิ์ทั้งปวง ยุคนี้ เราย่อมบำเพ็ญบารมีได้เพียง “ปฐมธรรมราชา” ก็เท่านั้น ถ้าจะให้ได้ถึงพระเจ้าจักรพรรดิ ก็ต้องทำลายศาสนาของพระพุทธเจ้าสมณโคดมให้สิ้นลงก่อน แล้วยกเอาพระศรีอาริยเมตตรัยเป็นศาสดาเอกของโลก พระเจ้าจักรพรรดินั้นจึงจะอยู่รอดต่อไปได้ ไม่ตายเสียก่อน ซึ่งจะเข้ายุคของพระศรีอาริยเมตตรัยทันที ซึ่งมันไม่ใช่ มันยังไม่ถึง ดังนี้ “มันเป็นไปไม่ได้ที่จะมีพระเจ้าจักรพรรดิในยุคนี้” แต่มีของเก๊ ของเทียม ของเลียนแบบได้คือ ทำตัวเป็นพระเจ้าจักรพรรดิแต่ไม่มีบารมีที่จะครอบครอง “สมบัติจักรพรรดิ ๗ ประการ” ได้ จึงเรียกว่า “พระเจ้าจักรพรรดิเทียม” ก็พอได้ อาจเกิดได้อยู่ สรุป การบำเพ็ญบารมีในยุคนี้ในทางโลกได้สูงสุดเพียง “ปฐมธรรมราชา” เท่านั้น

พระธรรมราชากับพระปฐมราชานั้นต่างกัน

การบำเพ็ญบารมีเป็น “พระธรรมราชา” ก็อย่างหนึ่ง “พระปฐมราชา” ก็อย่างหนึ่ง พึงรู้ว่าไม่เหมือนกัน อย่างเอามารวมกัน ยกตัวอย่างเช่น พระเจ้าสายน้ำผึ้ง มีบุญบารมีเป็นปฐมกษัตริย์ เนื่องจากตอนนั้นเชื้อสายราชวงศ์เก่าๆ ไม่มีเหลือแล้ว พวกพราหมณ์ก็เสี่ยงทายไปพบท่านก็ทูลเชิญมาเป็นกษัตริย์ แต่ท่านไม่ได้มีความรู้เรื่องพุทธศาสนามากพอที่จะเรียกได้ว่าเป็น “พระธรรมราชา” ส่วนพระธรรมราชานั้น มีประวัติของผู้บำเพ็ญบารมีได้คือ พระธรรมราชาลิไท แห่งราชวงศ์สุโขทัย บารมีแห่งพระธรรมราชานี้ มากพอจะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง แต่ไม่มากพอที่จะขึ้นเป็นพระพุทธเจ้าองค์ปฐม (เหนื่อยไหมเนี่ย กว่าจะบำเพ็ญบารมีได้ดังใจ ไม่ใช่น้อยๆ เลย ผู้เขียนแค่เขียนยังรู้สึกเหนื่อยเลย)

สรุปง่ายๆ คือ คนที่อยากจะเป็นพระพุทธเจ้าองค์ปฐมของกัปหน้า จะต้องสั่งสมบุญบารมีเพื่อให้ได้เป็น “พระเจ้าจักรพรรดิองค์ปฐม” ในยุคของพระศรีอาริยเมตตรัยแล้วสนับสนุนท่าน ก็จะมีบุญบารมีมากพอที่จะไปต่อได้เป็นพระพุทธเจ้าองค์ปฐมแห่งกัปหน้า ซึ่งยังมีอีกกัปหนึ่งเกิดขึ้นก่อน ให้พระเจ้าจักรพรรดิผู้นั้น “รับวิบากกรรมเต็มๆ” จากการเกิดเป็นพระเจ้าจักรพรรดินั้น ถ้าใจร้อนรีบบำเพ็ญบารมีขึ้นเป็น “พระเจ้าจักรพรรดิภายในห้าพันปีนี้” ก็จะไม่อาจสนับสนุนพุทธศาสนาของพระสมณโคดมได้ แต่จะสนับสนุนพุทธศาสนาแบบมีลัทธิและนิกาย ในส่วน “มหายานของพระศรีอาริยเมตตรัย” แทน ก็บอกแล้วว่าบุญใครทำคนนั้นได้ ให้กันไม่ได้ จะกล่าวอีกกี่ร้อยครั้งก็จะพูดอย่างนี้ว่าพระสมณโคดมไม่ได้ทำบุญมาให้ได้พระเจ้าจักรพรรดิ จะอยากได้ขนาดไหนก็ไม่มีทางจะได้ ขนาดตอนท่านมีชีวิตอยู่ก็ยังไม่ได้ ได้ก็แต่พระธรรมราชา ๗ องค์เท่านั้น เช่น พระเจ้าพิมพิสาร, พระเจ้าปเสนทิโกสน ทั้งสององค์นี้เป็นนิตยโพธิสัตว์ที่จะตรัสรู้ต่อๆ ไป ซึ่งไม่ใช่องค์ปฐมทั้งสิ้น  

พระศรีอาริยเมตตรัยสององค์?

พระมหาโพธิสัตว์ศรีอาริยเมตตรัยแบ่งมากมายจนไม่อาจนับได้ แต่จะมีภาคใหญ่ ที่มีบุญบารมีมากพอที่จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าได้ ๒ องค์ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหม่ ไม่มีในตำราใดๆ ทั้งนั้น ไม่จำเป็นต้องมาเชื่อ (ผู้เขียนเขียนทิ้งไว้อย่างนั้นละ ไม่เกี่ยวกับใคร เผื่อตนเองตายแล้วมาเกิดใหม่ ได้อ่านข้อความเหล่านี้ก็จะสายต่องานเก่าได้) สององค์นั้นองค์หนึ่ง จะตรัสรู้เป็นองค์สุดท้ายเพื่อปิดกัปนี้ อีกองค์หนึ่งจะตรัสรู้เป็นองค์ปฐมของกัปต่อไป

ลักษณะของพระศรีอาริยเมตตรัยองค์ปิดกัป

๑)    ท่านจะโปรดแก่กาเผือก หรือพุทธมารดาแห่งภัทรกัปนี้ให้สำเร็จให้ได้ ท่านจะติดแม่ ดังเช่น ชาติที่เกิดเป็น “อิกคิวซัง” และอดทนต่อพ่อที่ดุร้ายได้ (พ่อเป็นเสือ) ให้สังเกตดีๆ ท่านจะไม่ยอมละทิ้งพ่อและแม่ แม่จะโง่ทึบ ส่วนพ่อจะดุร้ายมาก

๒)    ท่านจะไม่เอาผู้หญิงแล้ว เนื่องจากภัทรกัปนี้ จะโปรดผู้ชายเป็นหลัก โปรดผู้หญิงแต่น้อยให้ผู้หญิงอยู่ทางโลกสนับสนุนพระพุทธศาสนา หมดกรรมมาเกิดเป็นชายก่อนจึงจะบวชแล้วเอานิพพานได้ ในขณะที่ภัทรกัปหน้าจะโปรดทุกคนเสมอกัน

๓)    ท่านจะบำเพ็ญบารมีช่วยเหลือพระนิตยโพธิสัตว์องค์อื่นๆ ในฐานะพี่เลี้ยง จะไม่แย่งน้องๆ เนื่องจากบารมีเก่าที่เคยสละให้พระพุทธเจ้าองค์ก่อนมาในภัทรกัปนี้ ท่านจึงไม่แข่งขันเป็นที่หนึ่ง ยอมเป็นที่สองหรือลำดับสุดท้ายได้ มีขันติมาก

๔)   ท่านจะบำเพ็ญบารมีหนักมาทาง “การรักษา” เช่น เกิดเป็นแพทย์รักษาโรคคน ในชาติที่เป็น “หมอโฮจุน” ก็คือภาคหนึ่งของท่าน หรือรักษาบ้านเมืองให้พ้นภัย เช่น ชาติที่เกิดเป็นรัชการที่สี่ทำให้พ้นภัยล่าอาณานิคมได้ ก็เป็นอีกภาคหนึ่ง

๕)   ในชาติหลังกึ่งพุทธกาลไปจนครบห้าพันปี ท่านจะเก็บตัวและอยู่ลับๆ มากกว่าที่จะเปิดเผย เนื่องจากเป็นการชำระกรรมให้ตนใสสะอาดพร้อมอย่างแท้จริง และไม่ขวางทางนิพพานของมวลสัตว์ ไม่กลายเป็นศาสดาเอกองค์ใหม่ของโลก

ลักษณะของพระศรีอาริยเมตตรัยองค์ปฐม   

๑)    ท่านจะมีพ่อเป็นมังกร กำเนิดจากเผ่ามังกร พ่อลูกจะไม่รักกันนัก สามารถเข่นฆ่ากันได้ แต่ท่านจะไม่ฆ่าพ่อตนเอง จะสามารถยั้งมือไว้ได้ (พ่อร้ายกว่าพ่อเสือในกัปก่อนนี้) ส่วนแม่จะเป็นมังกรเขียวมีความหลง ฉันทาคติมาก ชอบให้คนเอาใจ

๒)    ท่านจะโปรดผู้หญิงมาก จึง “เจ้าชู้มาก” มีภรรยามาก มากกว่า ๑ คนเสมอ ในกัปนั้นจะมีภรรยากันมากมาย ชายหนึ่งคนอาจมีภรรยาอย่างน้อย ๔ คน ต่างจากองค์ปิดกัปที่จะมี “เนกขัมบารมี” มาก เห็นภัยและโทษแห่งความรัก จึงห่างจากหญิง

๓)    ท่านจะแข่งขันกับพระนิตยโพธิสัตว์อีกสามองค์ที่แย่งกันเป็นองค์ปฐม อันได้แก่ พระรามเจ้า, พระยามาราธิราช และพระอสุรินทราหู เสมอๆ เช่น การแข่งกันเป็นประธานาธิบดีคนแรกของจีน, การแข่งกันเป็นประธานาธิบดีคนแรกของไทย ฯลฯ

๔)   ท่านนี้จะบำเพ็ญบารมีหนักมาทาง “สร้างและทำลายล้าง” ดังนั้น ท่านจึงเป็นนักปฏิวัติตัวฉกาจเช่นชาติที่เกิดเป็น “ซุนยัดเซน” หรือบำเพ็ญบารมีมาทางมหาเทพแห่งการทำลายล้าง (ศิวะ) แต่ท่านจะมีกรรมมาก เพราะยังไม่รีบตรัสรู้ในเร็วๆ นี้

๕)   ในชาติหลังกึ่งพุทธกาลไปจนครบห้าพันปี ท่านจะมีบทบาทมาก คือ สนับสนุนพุทธศาสนาให้ครบห้าพันปี สานต่อพุทธศาสนาที่หักกลางนั้น ดังนี้ ท่านจึงจะปรากฏตัวชัดต่อสาธารณชนเปิดเผยโด่งดัง แต่เฉพาะทางโลกไม่ใช่ทางธรรม   

อนึ่ง เดิมทีพระพุทธเจ้าทำนายไว้ว่ากัปต่อไปจะมีพระรามเจ้า ๑ องค์ แต่นั่นประมวลผลการบำเพ็ญบารมี ณ วันที่ทำนายนั้น แต่วันนี้การบำเพ็ญบารมีทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมาก กัปหน้าจะเป็น “ภัทรกัป” อีกครั้ง แต่องค์ที่จะตรัสรู้เป็นองค์ปฐมจะไม่ใช่พระรามเจ้า เนื่องจากท่านบำเพ็ญบารมีแล้วไม่สำเร็จจะเป็นพระศรีอาร์ฯ อีกภาคแบ่งหนึ่งแทน เพราะพระรามเจ้าปรารถนาจะได้ศาสนาแบบพระศรีอาริยเมตตรัย ถ้าตรัสรู้เป็นองค์ปฐม ก็จะได้แค่ปัญญาธิกะ ท่านจึงเพียรบำเพ็ญบารมีต่อให้ได้วิริยธิกะตรัสรู้เป็นองค์ปิดกัปหน้า

มหาธรรม เรื่อง ดวงแก้วมณีคุ้มกันภัย

ท่านจะเห็นได้ว่าในการบำเพ็ญบารมีเป็นผู้นำทางโลกนั้น ไม่ว่าจะเป็นพระธรรมราชาก็ดี, ปฐมกษัตริย์ก็ดี, พระเจ้าจักรพรรดิก็ดี, หรือพระสยามเทวาธิราชก็ดี ล้วนต้องมีของทิพย์คู่บารมีเป็น “แก้วมณี” ทั้งสิ้น ดังนั้น การบำเพ็ญดวงแก้วมณีจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องทำให้ได้ก่อนอย่างอื่น เนื่องจากเป็นพื้นฐานที่ง่ายที่สุด และจำเป็นพื้นฐานที่สุดที่จะต้องมี

สาเหตุที่พระราชาควรมีดวงแก้วมณี

๑)    เพื่อปกป้องคุ้มครองภัยให้แก่ตนเอง และคุ้มครองภัยในแก่ราชอาณาจักรได้ด้วย

๒)    เพื่อสะสมตบะและพลังภายใน ไว้ในการทำกิจต่างๆ ซึ่งจะหนักมากขึ้นในอนาคต

๓)    เพื่อเพิ่มคุณสมบัติในตนเองด้านต่างๆ เช่น แก้วมณีธาตุดิน ให้คุณเหมือนธาตุดิน

๔)   เพื่อเป็นฐานสู่ปัญญาญาณต่างๆ เช่น แก้วธรรมกาย ใช้เพ่งดูอดีตชาติของตนได้

๕)   เพื่อความอายุยืนยาว เอาชนะโดยไม่ต้องรบ (รอให้ศัตรูตายกันเองหมด) ก็ทำได้

การบำเพ็ญดวงแก้วมณี

ทำได้ง่ายๆ ด้วยการทำสมาธิอะไรก็ได้ แล้ว “รักษา” สมาธิไว้เนืองๆ ให้ยาวนาน รักษาไว้ให้ได้ ประคองไว้ให้ได้ ยาวๆ นานๆ เช่น นั่งสมาธิได้นานๆ เป็นต้น หรือรักษาโรคให้คนโดยไม่หวังผลตอบแทน หรือทำสมาธิแบบอื่นๆ แล้วกำหนดจิตด้วยฤทธิ์ทางใจให้มีรูป “ดวงแก้ว” ก็สามารถสำเร็จดวงแก้วมณีนี้ได้ อนึ่ง พวกพญานาคทั้งหลายก็มีดวงแก้วนี้ เรียกว่า “แก้วพญานาค” ในคนขึ้นไปถึงเทวดาและพรหม ล้วนบำเพ็ญได้ทั้งสิ้น

ทำไมจึงมีดวงแก้วมณีต่างกัน

เนื่องจากบำเพ็ญบารมีด้วยวิธีที่แตกต่างกัน เหตุปัจจัยพื้นฐานแตกต่างกัน เช่น ในคนที่อยู่ใกล้บึงน้ำ อาศัยบึงน้ำนั้นเพ่งทำสมาธิเสมอ มักได้ดวงแก้วมณีธาตุน้ำ ในคนที่อยู่ในที่มีหินผา, หินผลึก, หินที่แข็งแกร่งและมีพลังธรรมชาติโบราณ มักได้ธาตุดินที่ดี แต่ถ้าอยู่ในที่ดินที่ทำไร่ไถนา จะได้ธาตุดินอีกแบบ ในขณะที่อยู่ในที่ดินที่ไม่ทำอะไรได้เลย เช่น ดินเผาผี, ป่าช้า แบบนี้ได้ธาตุดินเสื่อม ไม่ดี ไม่ควรฝึก นี่คือ ตัวอย่างเหตุปัจจัยที่ต่างกัน

ดวงแก้วมณีสัมพันธ์กับลูกสาวอย่างไร

ลูกสาวนั้นเป็นที่รักของพ่อ ประดุจดังแก้วตาดวงใจ ดังนั้น พ่อจึงรักษาและหวงแหนลูกสาวนั้นไว้ ดุจ “แก้วมณี” ถ้าพ่อสามารถรักษาลูกสาวคนหนึ่งไว้ได้โดยตลอดไม่มีอะไรเข้ามาย่างกรายทำร้ายได้เลย ก็จะบำเพ็ญบารมีสำเร็จได้ดวงแก้วมณีได้ แต่ถ้าเมื่อใดที่สูญเสียดวงแก้วมณีไปแล้ว หรือดวงแก้วมณีแตกไปบางดวง (ที่ไม่ใช่ดวงแก้วธรรมกาย) อาจส่งผลให้สูญเสียลูกสาวอันเป็นที่รักของตนได้ อนึ่ง ในการบำเพ็ญบารมีนี้ เมื่อถึงที่แล้ว ก็จะทำการ “ถวายลูกเป็นทาน” ด้วย ดังนี้ แม้แต่ลูกสาวที่เป็นดังแก้วตาดวงใจ ในที่สุดแล้วพระโพธิสัตว์ก็ต้องถวายเป็นทานไป ไม่อาจยึดมั่นหวงแหนตลอดไปได้นั่นเอง

การใช้ประโยชน์จากดวงแก้วมณี

๑) ใช้ดูดซับพลังงานเก็บสะสมไว้

๒) ใช้ถ่ายพลังสะสมออกมาใช้งาน

๓) ใช้ครอบกายไว้ปกป้องตัวเอง

๔) ใช้ครอบกายผู้อื่น เพื่อปกป้อง

๕) ใช้เพ่งเพื่อจะดูภาพนิมิตต่างๆ

๖) ใช้ขยายขนาดแล้วครอบประเทศ 

ดวงแก้วมณี หรือที่รู้จักกันแพร่หลายว่า “แก้วธรรมกาย” มีหลายประเภท ไม่ใช่แต่แก้วประจำกายที่เรียกว่า “แก้วธรรมกาย” เท่านั้น มีอีกมาก ดังตัวอย่างที่จะอธิบายต่อไปนี้

๑)    แก้วธรรมกาย     เป็นดวงแก้วมณีที่มีอยู่ในทุกคน จิตวิญญาณ ๑ ดวง จะมีดวงแก้วนี้ ๑ ดวงเสมอ มีกันทุกคน ไม่ต้องไปฝึก ถ้าฝึกผนังดวงแก้วจะหนาขึ้น และส่งผลถึงพลังคุ้มกันกายที่หนาขึ้น แต่จะเป็นคนไม่ค่อยสังคมโลก เหมือนมีผนังกั้นตัวเองจากภายนอก ถ้าหนาเกินไป ส่งผลถึงขั้นถอดกายทิพย์ออกไม่ได้ อนึ่ง แก้วธรรมกาย ยังเป็นแก้วอดีตชาติด้วย เมื่อเราเพ่งด้วยตาทิพย์จะเห็นภาพมีเรื่องราว ซึ่งเป็นอดีตชาติของเราเอง จึงเรียกได้อีกชื่อว่า “ลูกแก้วอดีตชาติ”

๒)    แก้วมณีธาตุดิน    เป็นดวงแก้วมณีที่เกิดขึ้นจากการฝึกจิต โดยกำหนดนิมิตกสิณเป็นดวงแก้วธาตุดิน หรือดูดซับพลังธาตุดิน ด้วยวิธีจตุธาตุวัฏฐาน เมื่อได้พลังธาตุดินเป็นอรูปหรือไม่มีรูปร่างแน่ชัด ก็ค่อยกำหนดนิมิตรวมจิตให้เป็นดวงแก้ว จนสำเร็จเป็นลูกแก้วธาตุดิน มีคุณสมบัติเช่นเดียวกับธาตุดินเสริมในกาย

๓)    แก้วมณีธาตุน้ำ    เป็นดวงแก้วมณีที่เกิดขึ้นจากการฝึกจิต โดยกำหนดนิมิตกสิณเป็นดวงแก้วธาตุน้ำ หรือดูดซับพลังธาตุน้ำ ด้วยวิธีจตุธาตุวัฏฐาน เมื่อได้พลังธาตุน้ำเป็นอรูปหรือไม่มีรูปร่างแน่ชัด ก็ค่อยกำหนดนิมิตรวมจิตให้เป็นดวงแก้ว จนสำเร็จเป็นลูกแก้วธาตุน้ำ มีคุณสมบัติเช่นเดียวกับธาตุน้ำเสริมในกาย

๔)   แก้วมณีธาตุลม    เป็นดวงแก้วมณีที่เกิดขึ้นจากการฝึกจิต โดยกำหนดนิมิตกสิณเป็นดวงแก้วธาตุลม หรือดูดซับพลังธาตุลม ด้วยวิธีจตุธาตุวัฏฐาน เมื่อได้พลังธาตุลมเป็นอรูปหรือไม่มีรูปร่างแน่ชัด ก็ค่อยกำหนดนิมิตรวมจิตให้เป็นดวงแก้ว จนสำเร็จเป็นลูกแก้วธาตุลม มีคุณสมบัติเช่นเดียวกับธาตุลมเสริมในกาย

๕)   แก้วมณีธาตุไฟ     เป็นดวงแก้วมณีที่เกิดขึ้นจากการฝึกจิต โดยกำหนดนิมิตกสิณเป็นดวงแก้วธาตุไฟ หรือดูดซับพลังธาตุไฟ ด้วยวิธีจตุธาตุวัฏฐาน เมื่อได้พลังธาตุไฟเป็นอรูปหรือไม่มีรูปร่างแน่ชัด ก็ค่อยกำหนดนิมิตรวมจิตให้เป็นดวงแก้ว จนสำเร็จเป็นลูกแก้วธาตุไฟ มีคุณสมบัติเช่นเดียวกับธาตุไฟเสริมในกาย

๖)    แก้วหยั่งรู้อนาคต     เป็นดวงแก้วมณีที่เกิดขึ้นจากการฝึกจิต โดยการฝึกญาณหยั่งรู้อนาคตในชาติที่เกิดเป็นฤษี สะสมเป็นบารมีเก่าไว้มากมาย ก็จะก่อเกิดเป็นดวงแก้วชนิดนี้ขึ้นมาได้ ดวงแก้วจะอยู่ในกายทิพย์ของเรา เมื่อต้องการหยั่งรู้อนาคตอะไร ก็ให้เพ่งไปที่ตำแหน่งของลูกแก้วดวงนี้แล้วอธิษฐานเอาว่าขอให้ลูกแก้วหยั่งรู้อนาคต จงแสดงภาพอนาคตให้เห็นชัดเจนและแม่นยำด้วยเทอญ สำหรับท่านที่ได้นิมิตเห็นอนาคต หลายท่าน มีลูกแก้วชนิดนี้อยู่เป็นบารมีเก่า

๗)   แก้วมณีแห่งการรักษา เป็นดวงแก้วมณีที่เกิดขึ้นจากการฝึกจิต โดยกำหนดนิมิตกสิณเป็นดวงแก้วแห่งการรักษา หรือบริกรรมพระนามพระยูไลไภษัชฯ เมื่อได้พลังรักษาเป็นอรูปหรือไม่มีรูปร่างแน่ชัด ก็ค่อยกำหนดนิมิตรวมจิตให้เป็นดวงแก้ว จนสำเร็จเป็นลูกแก้วมณีแห่งการรักษา มีคุณสมบัติในการรักษาตนเองได้ แก้วมณีนี้มีสีเขียวอยู่ในกายของพระไภษัชฯ ทำให้กายแก้วที่ใสของท่านมีสีเขียว เช่นเดียวกับกายของพระอินทร์, เจ้าจักรพรรดิ ก็สำเร็จดวงแก้วมณีชนิดนี้เช่นกัน

ดวงแก้วมณีมีหลากหลายชนิด มีสีต่างกัน มีคุณสมบัติต่างกัน ผู้ที่ฝึกแก้วมณีได้ มีตั้งแต่เทพเทวดาขึ้นไป อสูรฝึกแก้วมณีไม่สำเร็จ ยกเว้นอสูรบางชนิด เช่น มังกร มีแก้วมณีได้ พวกพญานาคมีแก้วมณีประจำกายกันทั้งนั้น ยิ่งบำเพ็ญก็ยิ่งมีดวงแก้วมณีเพิ่มขึ้นมาก แต่ถ้ามากเกินไปจะอึดอัดภายใน เหมือนคนที่กินมาก มีอะไรภายในมากเกินไป ในที่สุดอาจต้องคายออกกมาเก็บไว้ข้างนอกเช่น พวกพญานาคหลายตนที่บำเพ็ญตบะมาก นานเข้าก็จะมีแก้วพญานาคเกิดขึ้นมาก สะสมในร่างกาย ก็จะคายแก้วออกมาเก็บไว้ข้างนอกได้  

ประโยชน์ของแก้วมณี

๑)   เป็นพลังงานสะสม

เช่น ดวงแก้วธาตุน้ำ จะสะสมพลังธาตุน้ำไว้ในกายทิพย์ของเรา สามารถดึงพลังธาตุน้ำออกมาใช้ได้ เมื่อร่างกายขาดธาตุน้ำ ดวงแก้วนี้จะเพิ่มให้ปรับธาตุน้ำให้สมดุลอัตโนมัติ อนึ่ง พลังงานสะสมนี้ ถ้ามีมากเกินไปและไม่สมดุล ก็เกิดผลกระทบต่อร่างกายได้เช่นกัน

๒)   เป็นอาวุธประจำกาย

เช่น ดวงแก้วธาตุไฟ สามารถจะดึงพลังธาตุไฟมาใช้เป็นอาวุธต่อสู้กับศัตรูได้ อนึ่ง ท่านอย่าได้คิดว่าท่านไม่มีศัตรู ทั้งที่มองเห็นและไม่เห็น การปะทะกันทางพลังจิตมีอยู่เสมอ แม้ว่าท่านจะไม่ได้ตั้งใจก็ตาม ของทิพย์จะทำงานโดยอัตโนมัติเพื่อคุ้มครองท่านทั้งสิ้น

๓)   เป็นเครื่องคุ้มกันกาย

เช่น ดวงแก้วธรรมกายเป็นเครื่องปกป้องดวงจิตของมนุษย์ ถ้าอุปมาดวงจิตและกายทิพย์เหมือนร่างกายของมนุษย์แล้ว กายทิพย์อุปมาเป็นกายมนุษย์ ดวงจิตก็อุปมาเป็นหัวใจของมนุษย์ ดังนี้ ดวงจิตก็คือหัวใจของกายทิพย์ โดยมีดวงแก้วธรรมกายคุ้มครองอยู่

๔)   เป็นแหล่งปัญญาญาณ

เช่น ดวงแก้วธรรมกายใช้เพ่งดูอดีตชาติของตนเองได้ ดวงแก้วหยั่งรู้อนาคตใช้ดูอนาคตที่จะเกิดขึ้นได้ นอกจากนี้ ยังมีลูกแก้วประเภทอื่นๆ อีกที่สามารถแสดงภาพให้เห็นได้ในรูปแบบต่างๆ แล้วแต่ว่าบุคคลจะฝึกฝนจิตมาอย่างไร ก็สามารถรวมพลังจิตเป็นเช่นนั้นได้

๕)   เป็นเสมือนอวัยวะในกายทิพย์

เช่น ดวงแก้วธรรมกาย เหมือนเครื่องปกป้องดวงจิต เหมือนกล่องหัวใจของมนุษย์ ดวงแก้วมณีแห่งการรักษา เหมือนตับที่คอยทำลายปราณพิษ ชำระและซักฟอกให้พิษสิ้นไป เพื่อรักษากายทิพย์ให้ดีอยู่เสมอ ลูกแก้วในกายทิพย์นี้ ถ้ามีมากต้องวางตำแหน่งให้ดี

แก้วมณีเพื่อการคุ้มกันภัย

แก้วมณีนอกจากจะคุ้มกันภัยให้เจ้าของแล้ว ยังสามารถคุ้มกันภัยให้คนอื่น หรือขอบเขตต่างๆ ได้อีกด้วย วิธีการใช้ไม่ต่างจากอาวุธทิพย์ชนิดอื่นๆ แต่ต้องรู้จักวิธีใช้ เช่น กระบองของยักษ์สามารถใช้ปักลงดินเพื่อสร้างความมั่นคงในอาณาจักรได้ กระบองทองของเทพวานรสามารถค้ำภพบาดาลรักษาดุลภาพได้สองภพ ส่วนดวงแก้วมณีสามารถอธิษฐานให้ขยายขนาดขึ้นได้ แต่อานุภาพจะลดลงเมื่อขยายมากขึ้น (บางลง) จากนั้น กำหนดให้คุมพื้นที่ๆ ต้องการจะคุ้มครองได้ ผู้มีดวงแก้วถ้าคิดปกปักษ์รักษาพื้นที่ส่วนใด ก็ได้ดังจิตนั้น

แก้วมณีเพื่อดูดซับพลังธาตุส่วนเกิน

แก้วมณีธาตุต่างๆ สามารถดูดซับพลังธาตุส่วนเกินของธาตุนั้นๆ เข้ามาไว้ในดวงแก้วได้ เช่น ถ้าธาตุน้ำในโลกมีมากขึ้น ก็สามารถฝึกจิตดูดซับพลังธาตุน้ำเข้ามาเก็บสะสมไว้ในดวงแก้วได้ แต่ผู้มีดวงแก้วนั้นๆ ต้องระวังจิตตนด้วย ถ้าจิตไม่ดีจะส่งผลต่อธาตุนั้นๆ เช่น ดวงแก้วธาตุไฟทำให้มักโกรธง่าย ถ้าโกรธมาก ธาตุไฟในโลกจะเพิ่ม ทำให้ไฟไหม้หรือมีไฟสงคราม อนึ่ง ดวงแก้วมณีเป็นรูปแบบการเก็บพลังธาตุที่ดี ในฤษีบางตนที่ฝึกพลังธาตุ เป็นอรูป จะถ่ายเทเข้าออกจากร่างกายสู่สิ่งแวดล้อมได้ง่าย การกำหนดเป็นรูปดวงแก้วทำให้พลังไม่กระจัดกระจายหรือแผ่ออกไปได้ง่ายเกินไป ทำให้ไม่กระทบโลกมาก

ข้อควรระวังของผู้มีดวงแก้วมณี

ถ้ามีดวงแก้วมณีธาตุดิน ต้องมั่นคงไม่หวั่นไหว อย่าโลภมาก, ถ้ามีดวงแก้วธาตุน้ำ ต้องไม่หลง ไม่ศรัทธา ไม่รักใครง่ายเกินไป, ถ้ามีดวงแก้วธาตุลม ต้องไม่อารมณ์แปรปรวน ฟุ้งซ่าน เกรี้ยวกราดเกินไป, ถ้ามีดวงแก้วธาตุไฟ ต้องไม่เป็นคนมักโกรธ ผู้มีดวงแก้วทุกชนิดควรเป็นผู้มี “ขันติธรรม” มาก ไม่หลุดใช้พลังจิตของตนออกไปในรูปใดรูปหนึ่งเพื่อป้องกันอันตรายที่จะเกิดกับผู้อื่นอย่างไม่คาดคิดได้ นอกจากนี้ ดวงแก้วธรรมกายที่มีอยู่ในทุกคนนั้น จะแตกไม่ได้ ถ้าแตกสลาย จิตจะจุติ (ตาย) แต่ก็ไม่ใช่จะแตกง่ายๆ

มหาธรรม เรื่อง นางแก้วคู่บารมี

ท่านจะเห็นได้ว่าในการบำเพ็ญบารมีเป็นผู้นำทางโลกนั้น ไม่ว่าจะเป็นพระธรรมราชาก็ดี, ปฐมกษัตริย์ก็ดี, พระเจ้าจักรพรรดิก็ดี, หรือพระสยามเทวาธิราชก็ดี ล้วนต้องมีนางแก้วคู่บารมีทั้งสิ้น ดังนั้น การเลือก “คู่ครอง” จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องทำให้ได้ก่อนอย่างอื่น เนื่องจากคู่ครองจะมีอิทธิพลต่อเรามาก ทำได้ทั้งขัดขวางหรือสนับสนุนได้มากทีเดียว

สาเหตุที่พระราชาควรมีคู่ครองเป็น “นางแก้ว”

เพราะคู่ครองของพระราชา ไม่เพียงเป็นคู่รักเท่านั้น แต่ต้องทำกิจสำคัญควบคู่กันไปด้วย จะเลือกตามใจชอบเพราะหลงรูปงามนั้นไม่ได้ จริงอยู่ว่าพระราชามีพระสนมได้ แต่ควรเลือกให้ชัดว่าพระสนมไม่ควรยกขึ้นเป็นพระมเหสี ควรเลือกหานางแก้วแล้วนำมาแต่งตั้งเป็นพระมเหสี ก็จะช่วยให้กิจการงานต่างๆ ก้าวหน้าได้อย่างดี แต่ถ้าเลือกผิดเมื่อใด ก็จะกลายเป็น “ตัวมาร” ที่ขัดขวางกิจการงานต่างๆ ได้มากที่สุด เนื่องจากเป็นคนใกล้ตัวหรือใกล้ชิดมาก หากเป็นคนไม่ดีแล้ว ยิ่งเสมือน “งูพิษ” ที่นอนขดอยู่ใกล้ตัว ดังนั้น จะเลือกที่รูปงามต้องตาต้องใจอย่างเดียวไม่ได้ คนงามนั้นมีได้ครองได้ชั่วครั้งคราว แต่ไม่ควรที่จะเลือกเป็น “ศรีภรรยา” เพราะนางงามอาจกลายเป็น “อสรพิษร้าย” ที่อยู่ใกล้ตัวเราได้

การเลือกนางแก้วที่ดี

นางแก้วที่ดี จะมีรอยกรรมเหมือน “พระศักติ” องค์สำคัญในตำราพราหมณ์ ซึ่งค่อนข้างบันทึกรอยกรรมไว้ชัดมาก แต่เมื่อบำเพ็ญบารมีถึงที่สุดแล้วจะพ้นจากภาวะพรหมขึ้นสู่ภาวะ “โพธิสัตว์” ทำให้ไม่แตกต่างกันมากนัก ดังนั้น ต้องย้อนถอยดูประวัติความเป็นมา ก็จะทราบว่าบำเพ็ญบารมีมาในแนวทางใด แล้วจึงเลือกเฟ้นให้พอเหมาะกับบารมีตนเอง

นางแก้วที่ควรเลือกเป็นคู่ครอง

๑)    แม่ลักษมี     ผู้ครอบครองได้ต้องบำเพ็ญบารมีมาทางนาราย เมื่อได้ครองแล้ว แม่ลักษมีจะซื่อสัตย์ต่อสามีเพียงคนเดียว เป็นผู้หญิงงามและบริสุทธิ์ ทั้งยังนำมาซึ่งลาภยศสรรเสริญเจริญรุ่งเรืองในทางโลกเรียกว่าเลือกแต่งงานกับหญิงบริสุทธิ์แล้วจะนำมาซึ่งลาภยศสรรเสริญ แต่ข้อเสียของแม่ลักษมีคือเป็น “แม่ที่ดี” ไม่ได้ และยังไม่อาจเป็น “แม่ของแผ่นดิน” ได้ คือ ไม่เคยปกครองแผ่นดินแทนสามีได้

๒)    แม่คงคา       ผู้ครอบครองได้ต้องบำเพ็ญบารมีมาทางองค์อิศวร แต่แม่คงคาจะไม่ใช่หญิงบริสุทธิ์ จะเป็นหญิงหม้ายแต่ไม่ใช่คนไม่ดี เมื่อได้ครองแล้ว จะได้ทั้งความสงบสุขเย็นใจและสติปัญญา เรียกว่าเลือกแต่งงานกับหญิงหม้ายที่ดีแล้วจะนำมาซึ่งความสงบใจ แต่ข้อเสียของแม่คงคาคือเป็น “แม่ที่ดี” ไม่ได้ แต่สามารถเป็น “แม่ของแผ่นดิน” ได้ คือ สามารถช่วยสามีปกครองแผ่นดินได้ด้วยสามารถ

๓)    แม่สุรัสวดี     ผู้ครอบครองได้ต้องบำเพ็ญบารมีมาทางพรหม เมื่อได้ครองแล้ว แม่สุรัสวดีจะเอาแต่ใจตัวเอง หยิ่งทะนง ดื้อรั้นและพยศในช่วงแรก เมื่อปราบให้ละพยศแล้วจะเป็นภรรยาที่ดี แต่จะไม่ใช่หญิงบริสุทธิ์ จะเป็นหญิงหม้ายหรือเคยมีสามีมาแล้ว เมื่อได้ครองแล้ว จะได้ทั้งสติปัญญา และความศรัทธาต่อผู้คนมากในทางโลกเรียกว่าเลือกแต่งงานกับหญิงหม้ายพราวเสน่ห์ แล้วจะนำมาซึ่งความนิยมชมชอบ เมตตามหานิยม แต่ข้อเสียของแม่สุรัสวดี ก็คือเป็น “แม่ที่ดี” ไม่ได้ และยังไม่อาจเป็น “แม่ของแผ่นดิน” ได้ คือ ไม่เคยปกครองแผ่นดินแทนสามีได้

๔)   แม่อุมา       ผู้ครอบครองได้ต้องบำเพ็ญบารมีมาทางพระศิวะเมื่อได้ครองแล้ว แม่อุมา จะเป็นภรรยาที่ดีและบริสุทธิ์ แต่มักจะพ่วงพระกาลีคู่มาด้วย ทำให้กลาย เป็นภรรยาหลวงภรรยาน้อย เมื่อได้ครองแล้ว จะได้ทั้งภรรยาที่ดีและแม่ที่ดีแต่จะมีแม่กาลีมาขัดขวางด้วย ในทางโลกเรียกว่าเลือกแต่งงานกับหญิงคู่แฝด หรือพี่น้องกันแล้ว จะได้ดีอย่างหนึ่งเสียอย่างหนึ่ง ขึ้นอยู่กับสามีจะดูแลอย่างไร แต่ยังไม่อาจเป็น “แม่ของแผ่นดิน” ได้คือ ไม่เคยปกครองแผ่นดินแทนสามีได้ ส่วนแม่กาลีจะพยายามเป็นแม่ของแผ่นดิน แต่ถ้าเป็นเมื่อไร แผ่นดินก็จะล่มสลาย

อนึ่ง เทวีองค์อื่นๆ ล้วนไม่เหมาะ ไม่ควรเลือกเป็นนางแก้วคู่บารมี เช่น พระกาลี, พระแม่ธรณี (ควรเลือกมาเป็นแม่ดีกว่า) เป็นต้น นอกจากนี้ก็มี “นางเทพอัปสร” ที่มีความงดงามมาก แต่ไร้สมอง เช่น กินยาลดความอ้วนจนตายก็มี แบบนี้ ได้เป็นแค่สนมก็พอแล้ว ยังมีผู้หญิงอีกบางประเภทที่ต้องระวังให้ดี เช่น ผู้หญิงที่มีจิตเป็นนางมาร, นางจิ้งจอก, นางเปรต, มังกรดำ ฯลฯ ผู้หญิงประเภทนี้ให้ระวังไว้ให้ดี อย่าเลือกเป็นภรรยาจะเป็นภัยได้  

นางแก้วที่บำเพ็ญบารมีจนขึ้นกายโพธิสัตว์

นางแก้วมักบำเพ็ญบารมีในอดีตชาติเก่าๆ ผ่านมาทางพรหมก่อนในรูปแบบใดแบบหนึ่ง จากนั้น จะติดภาวะ “อิตถีเพศ” หรือเพศหญิงมากพอ ก็จะเกิดแต่ฝ่าย “หยิน” ได้สำเร็จเป็นพระโพธิสัตว์ฝ่ายหญิง ก็จะทำหน้าที่ “นางแก้ว” ได้อย่างสมบูรณ์ อนึ่ง นางแก้วนี้ยังมีกายทิพย์โพธิสัตว์ที่แตกต่างกันอีกด้วย ผู้ครอบครองก็ต้องมีบุญบารมีมากพอกันดังนี้

๑) กายอวโลกิเตศวร

ผู้ครอบครองนางแก้วที่มีกายทิพย์นี้ ต้องมีบารมีเป็นพระโพธิสัตว์ขึ้นไป เมื่อได้ครองแล้ว นางแก้วจะสนับสนุนค้ำจุนได้ทั้งทางโลกและทางธรรม โดดเด่นทั้งปัญญาและอภิญญา เป็นมาตรฐานตามปกติ แต่ไม่มีความพิเศษอื่นใด มากกว่าเรื่องปัญญาและอภิญญานั้น

๒) กายมัญชุศรี

ผู้ครอบครองนางแก้วที่มีกายทิพย์นี้ ต้องมีบารมีเป็นพระโพธิสัตว์กายสมันตภัทร เมื่อได้ครองแล้ว นางแก้วจะสนับสนุนค้ำจุนได้ทั้งทางโลกและทางธรรม โดดเด่นด้านปัญญา พิเศษคือ สามารถรจนาคัมภีร์ที่ใช้เป็นตำราสำคัญสอนลูกหลานสืบไปในอนาคตได้

๓) กายกษิติครรภ์

ผู้ครอบครองนางแก้วที่มีกายทิพย์นี้ ต้องมีบารมีเป็นพระโพธิสัตว์เมตตรัย เมื่อได้ครองแล้ว นางแก้วจะสนับสนุนค้ำจุนได้ทั้งทางโลกและทางธรรม โดดเด่นด้านเมตตา พิเศษคือสามารถปลดหนี้กรรมให้สามีได้ ถ้าสามีมีกรรมหนักใด ก็สามารถช่วยทำให้พ้นไปได้

๔) กายเมตตรัย

ผู้ครอบครองนางแก้วที่มีกายทิพย์นี้ ต้องมีบารมีเป็นพระยูไล เมื่อได้ครองแล้ว นางแก้วจะสนับสนุนค้ำจุนได้ทั้งทางโลกและทางธรรม โดดเด่นทั้งปัญญาและอภิญญา พิเศษคือ มีความเป็นผู้นำมาก ทำหน้าที่แทนสามีได้ เช่น บูเช็คเทียน ซึ่งปกติ เกิดขึ้นได้ยากมาก

๕) กายยูไล 

ผู้ครอบครองนางแก้วที่มีกายทิพย์นี้ ต้องมีบารมีเป็นพระยูไล เมื่อได้ครองแล้ว นางแก้วจะสนับสนุนค้ำจุนได้ทั้งทางโลกและทางธรรม โดดเด่นทั้งปัญญาและอภิญญา พิเศษคือ มีความเป็นผู้นำมาก ทำหน้าที่แทนสามีได้ เช่น กวนอิม ซึ่งปกติ เกิดขึ้นได้ยากมาก และทั้งคู่นั้น จะไม่มีเรื่องเพศสัมพันธ์ แต่ต่างจะโปรดสัตว์ บำเพ็ญบารมี ปฏิบัติธรรมชั่วชีวิต

อนึ่ง ผู้บำเพ็ญบารมีที่ไม่ใช่พระปัจเจกพุทธเจ้าไม่อาจอยู่แบบโดดเดี่ยวได้เมื่อถึงจุดหนึ่งจะต้องบำเพ็ญธรรมคู่เพื่อคานดุลยภาพกัน และเพื่อไม่ให้กลายเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าไป ดังนี้ เมื่อบำเพ็ญบารมีถึงจุดหนึ่งจะพบกับนางแก้วที่มีบารมีมากระดับหนึ่ง แต่เมื่อได้บำเพ็ญบารมีสูงยิ่งๆ ขึ้นไปแล้ว ก็จะพบนางแก้วคนใหม่ที่มีบารมีเหนือขึ้นไปอีกด้วย ซึ่งพระโพธิสัตว์ภาคหยาง มักจะเป็นตัวของตัวเองมากและคิดอยากทำสิ่งที่ตนปรารถนาไว้ ดังนั้น เมื่อยังไม่ถึงเวลาตรัสรู้แต่พระนิตยโพธิสัตว์องค์นั้นกลับจะเป็นศาสดาเอกของโลกผิดเวลาก็เป็นได้ ดังนี้ จึงต้องมีพระโพธิสัตว์ภาคหยิน มาคานดุลยภาพไว้ ไม่ให้เป็นหนึ่ง ไม่ให้กลายเป็นพระพุทธเจ้าหรือพระปัจเจกพุทธเจ้าผิดยุคผิดสมัย อันจะเกิดภัยพิบัติแก่มวลสัตว์ทั้งสามภพได้ ปกติ นางแก้วมักดึงพระนิตยโพธิสัตว์ไปสู่ทางอื่นที่ดีกว่า

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น