รวมบทความอนุตรธรรม ชุด การบำเพ็ญเป็นกษัตริย์กับการบำเพ็ญเป็นเซียน

รวมบทความอนุตรธรรม ชุด การบำเพ็ญเป็นกษัตริย์กับการบำเพ็ญเป็นเซียน

อนุตรธรรม เรื่อง บุคคลสำคัญในการก่อตั้งราชวงศ์ใหม่

ใดๆ ในโลกล้วนอนิจจัง ไม่เที่ยงแท้ ไม่ว่าจะเป็นชีวิตคนหรืออาณาจักรใดอาณาจักรหนึ่ง ย่อมต้องมีวาระเกิดขึ้นตั้งอยู่ ดับไป บทความฉบับนี้ผู้เขียนขอเขียนทิ้งไว้ให้เป็นมรดกแก่ลูกหลาน ไม่อาจตอบคำถามหรืออธิบายได้ทั้งหมด ได้แต่เขียนไว้โดยคร่าวๆ ที่เหลือผู้มีบุญบารมีพึงจะเกิดปัญญาแจ้งได้ด้วยตนเองต่อไป เผื่อประโยชน์ในภายหน้า ดังต่อไปนี้

สองกำลังประสาน นิตยโพธิสัตว์และพุทธบิดา

การก่อตั้งราชวงศ์ใหม่ จะต้องเกิดจากผู้บำเพ็ญบารมีเป็นนิตยโพธิสัตว์องค์หนึ่ง และผู้ที่บำเพ็ญบารมีเป็นพุทธบิดาองค์หนึ่ง ซึ่งดูออกไม่ยาก ลักษณะคนสองคนนี้มีเอกลักษณ์ที่เฉพาะตัวมาก โดยพุทธบิดาไม่อาจมีกำลังบารมีมากพอที่จะก่อตั้งราชวงศ์ใหม่ได้ แต่ในพระนิตยโพธิสัตว์จะมีบารมีมากพอ เมื่อกระทำการก่อตั้งสำเร็จแล้ว พระนิตยโพธิสัตว์จะ ต้องสละให้พุทธบิดาเสีย มิฉะนั้นจะเกิดเหตุการณ์เหมือนรัชการที่หนึ่งกับพระเจ้าตากสิน คนที่เป็นนิตยโพธิสัตว์มีบารมีมาก รวมใจคนได้ แต่คนที่เป็นพุทธบิดาจะมองการณ์ไกลวางแผนระยะยาวเพื่อให้ลูก, หลาน, เหลน, โหลน ได้อยู่อย่างมั่นคง จะสร้างรากฐานที่ดี แข็งแรงไว้ ในขณะที่พระนิตยโพธิสัตว์ติดกรรมหลายประการเช่น กรรมที่สละราชบัลลังก์ จะทำให้แผ่นดินล่มสลาย, กรรมที่สละลูกเมีย ทำให้ไม่มีรัชทายาทสืบสกุลได้ ฯลฯ ดังนี้ จึงต้องมีผู้บำเพ็ญบารมีเป็นพระพุทธบิดา มาเป็น “ปฐมกษัตริย์” ของราชวงศ์ใหม่แทน

ตัวอย่างการบำเพ็ญคู่พ่อลูกแบบนี้

สมัยสุโขทัย พ่อขุนผาเมือง คือ นิตยโพธิสัตว์นามว่า “พระเจ้าปเสนทิโกสน” 

สมัยกรุงเทพฯ พระเจ้าตากสิน คือ นิตยโพธิสัตว์นามว่า “พระอสุรินทราหูโพธิสัตว์” 

สี่กำลังเสริมพระนิตยโพธิสัตว์

พระนิตยโพธิสัตว์ต้องบำเพ็ญบารมีจนได้สหายรู้ใจสี่ท่านที่ยอมสละชีพเพื่อสร้างราชวงศ์ใหม่ให้ได้ จากประวัติศาสตร์การก่อตั้งราชวงศ์ของทั้งสองสมัย ก็ต้องพึ่งสี่กำลังสำคัญนี้

๑) ราชแห่งยักษ์                  คือ คนที่เป็นผู้นำแต่เกี่ยงเนื่องด้วยการฉ้อฉลไม่ก็ดุร้าย

๒) ราชาแห่งคนธรรพ์           คือ คนที่เป็นผู้นำแต่เกี่ยงเนื่องด้วยการดนตรี-การสื่อสาร

๓) ราชาแห่งพญานาค           คือ คนที่เป็นผู้นำแต่เกี่ยงเนื่องด้วยเส้นสายเครือญาติมาก

๔) ราชาแห่งพญาครุฑ         คือ คนที่เป็นผู้นำ แต่เกี่ยงเนื่องด้วยอำนาจและอิทธิพล

สี่กำลังเสริมโพธิสัตว์นี้ จะกลายเป็น ม้าแก้ว, ช้างแก้ว, ขุนพลแก้ว, ขุนคลังแก้ว ครบสี่ประการในภายหลัง หากสูญเสียบุคคลทั้งสี่นี้ไป จะทำให้อ่อนแอลง หรือสูญเสียอำนาจได้ จึงต้องบำเพ็ญบารมีโดยเริ่มจากสี่คนนี้ช่วยเหลือ แล้วร่วมมือกันสร้างสรรค์ต่อไปด้วย

สามกำลังภายในครอบครัว

ต้องพึ่งพาบุคคลในครอบครัวช่วยเหลือด้วย การงานจึงจะสำเร็จได้ มีสามคนที่สำคัญคือ

๑) นางแก้ว     คือ ภรรยาที่เข้าลักษณะเป็นนางแก้ว ไม่ใช่อย่างอื่น

๒) มณีแก้ว     คือ ลูกสาวที่ดี ว่านอนสอนง่าย มีปัญญาความสามารถ

๓) จักรแก้ว     คือ ลูกเขยที่ดีมีปัญญาความสามารถ พ่อตาสามารถคุมได้

อนึ่ง ในส่วนข้อสุดท้ายนั้นถ้าได้จักรแก้วก็จะมีอำนาจถึงพระมหาจักรพรรดิ แต่ไม่จำเป็นจะต้องได้จักรแก้วก็ได้ ถ้าไม่ได้บำเพ็ญตามแบบมหาจักรพรรดิ การบำเพ็ญจะเปลี่ยนไป เช่น เป็น “ตรีสูรย์” หรือ “คทาวัชระ” แทนก็ได้ ซึ่งก็สามารถบำเพ็ญได้ด้วยการมีทายาท สืบทอดเจตนารมณ์และมีปัญญาความสามารถ ซึ่งจะมาในรูป “บุตรชายบุญธรรม” หรือก็คือ ใครได้ผู้มีบุญบารมีไปเป็น “ลูกชายบุญธรรม” คนนั้นก็จะได้เป็นถึงปฐมกษัตริย์

อนึ่ง ประเทศไทยของเรา กำลังเข้าสู่ช่วงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ในหน้าประวัติศาสตร์เท่าที่เคยได้มีมา บุคคลที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้จะถูกจารึกชื่อไว้ให้ลูกหลานได้ศึกษากันตราบนานเท่านานทีเดียว ซึ่งมีความเป็นไปได้คือ 

๑)   ระบบประธานาธิบดี

ก่อนอื่นต้องบอกตามสัจจริงว่า ผู้เขียนไม่ได้มีความปรารถนาในระบบนี้แต่อย่างใด แต่ทำหน้าที่เขียนรายงานตามความจริงเท่าที่ฝึกจิตสัมผัสมาได้เท่านั้น ปัจจุบัน ประเทศไทยมีบุญได้ระบบนี้มากที่สุด เนื่องจากคนในประเทศบำเพ็ญบารมีได้เท่านั้น ก็คือ ตอนนี้มีผู้ที่ได้บารมีเป็นโพธิสัตว์ระดับผู้นำขึ้นไป คือ กษิติครรภ์, เมตตรัย และสมันตภัทร และมีผู้ที่บำเพ็ญได้คัมภีร์ดอกบัวทิพย์แล้วอีกด้วย ระบบนี้ที่สำคัญคือ “รัฐธรรมนูญ” ซึ่งจะมาได้ก็ต้องอาศัยผู้มีบุญบารมีได้ครอง “คัมภีร์ดอกบัวทิพย์” จึงจะสามารถแก้ไขใหม่ให้ได้ แล้วจะเกิดระบบประธานาธิบดีขึ้น อนึ่ง ระบบนี้เกิดขึ้นได้ไม่ยากนัก เนื่องจากมีผู้บำเพ็ญได้แล้ว แต่จะต้องอาศัยกำลังของพระสยามเทวาธิราช รักษาประเทศไว้ไม่ให้เสียเอกราช ถ้าเสียเอกราชแล้ว แม้มีประธานาธิบดี ก็เหมือนไม่มี ต้องอาศัยการบำเพ็ญบารมีของคนสองคนใหญ่ๆ ที่มีบารมีมาก จึงเกิดระบบนี้ได้ ดังนั้น ประธานาธิบดี ก็ต้องอยู่ใต้กษัตริย์   

๒)   ระบบปฐมกษัตริย์

ประเทศไทยอาจไม่เหลือมีกษัตริย์อีกเลยถ้าบุญน้อย หรือบุญไม่พอรับ แต่ถ้าในประเทศทำบุญกันมากๆ อย่างที่วัดธรรมกายโหมกระหน่ำให้คนทำบุญกันมากๆ อยู่นั้น ก็ยังพอมีโอกาสที่จะได้ระบบกษัตริย์มาต่อบุญให้ประเทศได้ ซึ่งการมีกษัตริย์ย่อมดีกว่าไม่มี ดีกว่าระบบถูกทำลายแล้วไม่เหลืออะไรเลย ประชาชนหาที่พึ่งไมได้ หรือได้จำกัด เลือกไม่ได้ ต้องยอมรับแต่ประธานาธิบดีคนเดียว ก็หาไม่ การมีกษัตริย์จึงเป็นสิ่งดีสำหรับประชาชน อนึ่ง การจะเกิดปฐมกษัตริย์ขึ้นได้นั้น ต้องมีผู้บำเพ็ญบารมีได้ก่อน ถ้าบำเพ็ญบารมีไม่ได้ ก็ไม่อาจมีได้ อนึ่ง การจะขึ้นเป็นปฐมกษัตริย์ได้ จะต้องพึ่งพาบุญบารมีผู้อื่นร่วมด้วยช่วย กัน คือ พระนิตยโพธิสัตว์หนึ่งองค์มาช่วย ช่วยและเขาจะสละไป ให้พ่อได้เป็นใหญ่ แต่จะได้เขามาได้นั้น จะต้องเอามาในฐานะ “บุตรบุญธรรม” ไม่เช่นนั้น เขาไม่ยอมจำนนให้

๓)   ระบบมหาจักรพรรดิ

เป็นระบบที่เกิดขึ้นได้ยากมาก แต่ถ้าเกิดขึ้นแล้ว ประเทศไทยจะมีอาณาเขตเพิ่มขึ้น จะสามารถแผ่ขยายอำนาจออกไปได้ไกล และมีอำนาจในการต่อรองในระดับเวทีโลกมากขึ้น ไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบเพราะเหตุว่าเป็นประเทศเล็กอีกต่อไป ทว่า ระบบนี้ เกิดไม่ได้ ในประเทศที่มีพระพุทธศาสนา เพราะเป็นยุคสมัยของพระสมณโคดม ที่มีบุญบารมีได้มีพระธรรมราชา ๗ องค์ดูแลเท่านั้น จะมีพระมหาจักรพรรดิไม่ได้ จะมีได้ก็แต่ในยุคของพระศรีอาริยเมตตรัยเท่านั้น เพราะท่านทำบุญมาอย่างนั้น ก็จะได้อย่างนั้น อนึ่ง การให้ได้มหาจักรพรรดิเกิดขึ้นมานั้น ผู้บำเพ็ญจะต้องอาศัยกำลังบุญบารมีของผู้มีบุญบารมีคนอื่นร่วมด้วย ในฐานะ “ลูกเขย” คือ มีลูกเขยเป็นนิตยโพธิสัตว์ ซึ่งจะกตัญญูในฐานะเป็นลูก จะไม่ทรยศเหมือนเพื่อน และจะยอมเสียสละให้พ่อ ในฐานะเป็นพระนิตยโพธิสัตว์ ฐานะอื่นๆ นั้นไม่อาจไว้วางใจได้เลย เพราะถ้าไม่ใช่ลูกแล้วเป็นฐานะที่ทรยศได้ทั้งนั้น

ตัวกระทำกับตัวไม่กระทำ

การก่อตั้งอาณาจักรใหม่ จะต้องมี “ตัวกระทำ” กับ “ตัวไม่กระทำ” โดยตัวกระทำจะทำหน้าที่ยอมแปดเปื้อนกรรมมากมาย จนในที่สุดจะต้องรับวิบากกรรมจนไม่อาจจะได้เป็นใหญ่ แต่ตัวไม่กระทำนี้จะบริสุทธิ์, มือสะอาด และมีบุญคอยรอรับ แล้วขึ้นเป็นใหญ่ได้ คนเรายิ่งกระทำมาก ยิ่งถูกจับผิดมาก ยิ่งผิดพลาดได้มาก ตัวกระทำ เมื่อกระทำถึงที่สุดแล้วจึงต้องออกไป เช่น กระทำจนพลีชีพตายไป หรือกระทำแล้วขอออกบวชในภายหลัง ส่วนตัวไม่กระทำก็จะทำหน้าที่เป็นพระราชาต่อไป ซึ่งปกติมักเป็นบิดาที่จะกลายเป็นองค์ปฐมกษัตริย์ อนึ่ง พ่อลูกต้องทำกิจคู่กันอย่างนี้ พ่อไม่กระทำลูกกระทำจึงสำเร็จได้

อนุตรธรรม เรื่อง การบำเพ็ญบารมีเพื่อครองทิพยศาสตราวุธทั้งสาม

ผู้บำเพ็ญบารมีเป็นนิตยโพธิสัตว์ เคยสละราชสมบัติมา ทำให้ไม่อาจรักษาอำนาจของตนไว้ได้ ด้วยผลกรรมแห่งการเสียสละนั้น ดังนั้น ประเทศจะมั่นคงได้ ต้องอาศัยกำลังของพระพุทธบิดาหรือผู้บำเพ็ญบารมีเป็นพ่อของพระพุทธเจ้า หรือผู้ไม่ปรารถนาพุทธภูมิแต่อาจได้ยูไลได้ ทว่า เขาผู้นี้ไม่มีบุญบารมีมากพอที่จะได้เป็นใหญ่ในแบบเดียวกันกับพระนิตยโพธิสัตว์จึงต้องอาศัยกำลังของพระนิตยโพธิสัตว์ซึ่งท่านไม่ยอมเป็นทาสหรือบริวารใครอยู่แล้ว เมื่อได้บารมีมากก็จะเป็นหัวหน้าคนได้อย่างเดียว ดังนั้น จะครองใจเขาได้จะต้องอาศัยความกตัญญูที่เขามีในฐานะพระนิตยโพธิสัตว์ ด้วยการรับเขาไว้เป็นลูกเขยหรือลูกเลี้ยงก็ได้ ถ้าตนเองไม่มีลูกที่มีบุญบารมีมากพอ เช่นนี้ คือ การบำเพ็ญเหมือนกัน อันจะส่งผลให้ได้ของทิพย์คู่บารมีหรือทิพยศาสตราวุธอันวิเศษที่แตกต่างกัน ดังต่อไปนี้ 

ตรีสูรย์ (ลูกชาย)

ตรีสูรย์มีอำนาจในการทำลายล้างแล้วสร้างใหม่ได้ทั้งสามภพ จึงสามารถสร้างอาณาจักรใหม่ได้ด้วยของวิเศษชนิดนี้ ซึ่งจะได้มาด้วยการมีลูกชายที่มีบุญบารมีมาเกิด อาณาจักรก็จะยิ่งใหญ่แผ่ไพศาลได้ อนึ่ง ตรีสูรย์ได้ชื่อว่าเป็นอาวุธที่ใช้ทำลายล้างแล้วสร้างใหม่จึงต้องบำเพ็ญบารมีด้วยการ “สร้างแล้วทำลาย ทำลายแล้วสร้างใหม่” คือ การปั้นลูกชายของตนเองแล้วล้มเหลว แล้วสร้างใหม่ หลายๆ ครั้ง จนเกิดบารมี สำเร็จผล ก็จะได้ครองตรีสูรย์โยสมบูรณ์ อนึ่ง เมื่อบิดาได้ครองเมืองแล้ว บุตรชายผู้มีบุญบารมีมาก จะต้องตายเพื่อถวายชีวิตรับใช้บิดาของตน แม้บิดาจะไม่ปรารถนาให้บุตรชายตายไปก็ตามจึงสำเร็จ “ตรีสูรย์” คือ ทำให้ลูกชายเก่งกล้าสามารถ, มีปัญญาและยอมเสียสละชีพเพื่อตนได้

จักรแก้ว (ลูกเขย)

จักรแก้วบำเพ็ญได้ด้วยการมีลูกเขยที่มีบุญบารมีมาก แล้วสามารถครองใจลูกเขยให้ทำตามคำสั่งได้ ด้วยอาศัยความกตัญญูและความศรัทธาของลูกเขยนั้น อนึ่ง ลูกเขยนั้นจะ ต้องเป็น “นิตยโพธิสัตว์” ซึ่งแน่นอนว่าเขาไม่ยอมก้มจำนนเป็นลูกน้อง หรือทาสใครแน่ มีทางเดียวคือ ต้องรับเขาไว้เป็นลูกเขย ก็จะได้ครองจักรแก้ว ในสมัยรัชการที่หนึ่งนั้นผู้ที่มีบุญบารมีมาก มีหลายคน คนที่สำคัญที่สุดคือ “ลูกชายคนโตของพระเจ้าตากสิน” ซึ่งได้ถูกรัชการที่หนึ่งประหารชีวิตไป คนผู้นี้ ถ้ารัชการที่หนึ่งรับไว้เป็นลูกเขยหรือลูกเลี้ยง ก็จะมีอำนาจมาก เพราะเป็นคนกตัญญูต่อบิดาของตน ทั้งยังมีความสามารถมากอีกด้วย

คทาวัชระ (ลูกเลี้ยง)

คทาวัชระ คือ คทาที่มีหัวเป็นเพชร มีแสงสว่างส่องนำทางคนเดินทางในยามมืดมิด จึงมีอำนาจในการนำทางคน เป็นผู้นำของคนในยามที่โลกมืดมิดหรือสิ้นหวัง ผู้ครอบครองจึงสามารถสร้างอาณาจักรใหม่ได้ด้วยของวิเศษชนิดนี้ ซึ่งจะได้มาด้วยลูกชายบุญธรรมที่มีบุญบารมีมาเกิด เมื่อรับบุตรชายบุญธรรมที่มีบุญบารมีคนนั้นไว้แล้ว เลี้ยงดูอย่างดี เขาก็จะมีความกตัญญูและทำสิ่งต่างๆ เพื่อบิดาบุญธรรมของตน กว่าจะได้มานั้น เขาต้องไม่มีบิดาจริงเหลือแล้ว คือ เขาผู้นี้จะอยู่กับพ่อแม่ เลี้ยงดู หรือดูแลพ่อแม่ โปรดพ่อแม่อยู่จนตายหมดแล้ว ไม่เหลือพ่อแม่ที่แท้จริงให้ดูแลต่อแล้ว จากนั้น ค่อยไปรับเขามาเป็นบุตรบุญธรรม เลี้ยงดูเขาให้ดี เขาก็จะกตัญญูต่อพ่อเลี้ยง, แม่เลี้ยงจนถึงขั้นช่วยพ่อให้ได้เป็นกษัตริย์ทีเดียว เมื่อพ่อแม่เลี้ยงได้เป็นใหญ่แล้ว เขาจะออกบวช คือ ชดใช้บุญคุณให้แล้ว เขาจะไม่ปรารถนาทางโลก การออกบวชของเขาจะสร้างความมั่นคง, เสถียรภาพได้

ของสามสิ่งนี้ เพียงได้ครองสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ย่อมมีอำนาจปกครองใจคนได้มากมาย ด้วยวิสัยที่ไม่ปรารถนาทางโลกของพระนิตยโพธิสัตว์ ย่อมจะทำเพื่อพ่อเลี้ยงแม่เลี้ยงแล้วสละเสียให้แก่พ่อเลี้ยงของตนได้ด้วยจิตกตัญญู แต่จะไม่ยอมเป็นทาสบริวารใคร จึงจะทำกิจช่วยเหลือแต่พ่อหรือแม่ของตนเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่จริงหรือบุญธรรมก็ตาม อนึ่ง ในปัจจุบันนี้ การบำเพ็ญให้ได้ “คทาวัชระ” นั้น สามารถบำเพ็ญได้ง่ายที่สุด

อนุตรธรรม เรื่อง สถานภาพแห่งพระคัมภีร์ดอกบัวและรัฐธรรมนูญ

รัฐธรรมนูญไม่อาจตอบโจทย์ทุกอย่างให้แก่ผู้ปกครองประเทศได้ เหตุนี้ ผู้จบกฎหมายได้แต่ปริญญานิติศาสตร์ ยังต้องศึกษารัฐศาสตร์ให้เข้าใจด้วย การทำให้ประเทศถูกกด ถูกครอบด้วยกฎระเบียบเพียงอย่างเดียวจะทำให้ขาดความคิดสร้างสรรค์ เพราะกฎหมายไม่ใช่เครื่องมือหลักในการขับเคลื่อนสังคมแต่เป็นบรรทัดฐานที่ใช้ตัดสินความของคู่กรณีที่ไม่อาจใช้บรรทัดฐานอื่นๆ ในการเจรจาตกลงกันได้เท่านั้น ทุกครั้งที่คนเราทะเลาะกัน ขัดแย้งกัน ต้องอ้างอิงกฎหมายว่ากันด้วยกฎหมายตลอดไปหรือ ก็ไม่ใช้ แต่ก็ใช้บรรทัดฐานอื่นๆ เช่น ค่านิยม, จารีต, วัฒนธรรม ในการอยู่ร่วมกันเมื่อเกิดความขัดแย้ง เช่น พ่อกับลูกทะเลาะกัน จำเป็นหรือที่ทั้งสองจะต้องให้ศาลตัดสิน ถ้าเขาใช้จารีต, จริยธรรม, คุณธรรมในการอยู่ร่วมกันได้ เป็นทางออกให้ทั้งสองฝ่ายยอมรับกันได้ ก็ไม่จำเป็นต้องใช้กฎหมาย ด้วยเหตุนี้ รัฐธรรมนูญจึงเป็นสิ่งสูงสุดในประเทศที่ไร้อารยะธรรม เพราะไม่มีบรรทัดฐานทางสังคมอื่นๆ อีกแล้วที่จะใช้อยู่ร่วมกันได้ แต่รัฐธรรมนูญไม่ใช่สิ่งที่สูงสุดของประเทศที่มีอารยะธรรมที่ซับซ้อนและมีพัฒนาการที่ยาวนานมาแน่นอน คนเราไม่อาจรู้ได้ว่ากฎหมายเขียนอะไรไว้ แต่กฎหมายก็บอกว่าคนทุกคนต้องรู้กฎหมาย เพราะกฎหมายเอามาจากบรรทัดฐานอื่นๆ และพระธรรมคำสอนของศาสนาต่างๆ ซึ่งคนทุกคนย่อมรับรู้ได้อยู่แล้ว ดังนี้ รัฐธรรมนูญจึงมีฐานะเป็น “ลูก” ของ “คัมภีร์ดอกบัว” เพราะเกิดมาได้ด้วยการอาศัยบรรทัดฐานอื่นๆ ในสังคม อันมีรากฐานความเชื่อมาจากศาสนา

หมายความว่าเมื่อบุคคลขัดแย้งกันไม่อาจหาข้อสรุปได้แล้ว กฎหมายถือเป็นที่สุด จะอ้างเอาหลักศาสนามาไม่ได้เพราะนำมาอ้างแล้วก็ไม่เป็นที่ยอมรับของทั้งสองฝ่าย ในขณะเดียวกัน ถ้าทั้งสองฝ่ายสามารถตกลงกันได้ด้วยบรรทัดฐานอื่นๆ แล้ว กฎหมายก็ไม่ใช่สิ่งจำเป็นเลย เพราะจบกันได้ อยู่กันได้ด้วยบรรทัดฐานอื่นๆ นั่นเอง อนึ่ง ประเทศไทยไม่ใช่ประเทศอเมริกัน ที่คนไปบุกเบิกแย่งมาจากอินเดียนแดง ไม่รู้ใครบ้างเข้าไปอยู่ร่วมกัน หลากหลายเชื้อชาติพันธุ์ อ้างอิงเอาบรรทัดฐานของใครก็ไม่ได้ จึงต้องยึดกฎหมาย แต่นั่นคือ อเมริกัน ไม่ใช่ประเทศไทย ประเทศไทยเรามีพัฒนาการยาวนานมีอารยะธรรม มีบรรทัดฐานอีกมากมายที่ทำให้เราอยู่ร่วมกันได้อย่างยืดหยุ่นและปรนผ่อน ดังนี้ บรรทัดฐานอื่นๆ จะถูกหยิบมาใช้ก่อนกฎหมายเสมอ เพราะง่าย, สะดวก และเป็นที่เข้าใจและยอมรับกันได้ง่ายกว่า ยกเว้นบางกรณีที่ไม่อาจสรุปให้คู่กรณีได้ จบไม่ลง ไม่ยอมความกัน ก็ต้องอาศัยกฎหมายตัดสินชี้ขาด เพราะกฎหมายมีความยุติธรรม เด็ดขาด และชัดเจน มากกว่าบรรทัดฐานอื่นๆ นี่คือสถานภาพอันควรของรัฐธรรมนูญในประเทศใด

พระคัมภีร์ดอกบัวเป็นบิดาแห่งรัฐธรรมนูญ    

หากผู้ปกครองประเทศใดไม่ได้ศึกษาธรรมะในศาสนาต่างๆ ให้เข้าใจถ่องแท้แล้วย่อมไม่อาจเข้าใจความเชื่อ, ความคิด, จิตใจคนที่ตนปกครองได้ แม้ตรากฎหมายมากมายขึ้นไว้ในรัฐธรรมนูญ ก็จะไม่เป็นที่ยอมรับของประชาชน เพราะเป็นรัฐธรรมนูญปัจเจกชน คือ ผู้ตราเข้าใจคนเดียว ประชาชนไม่ยอมรับไม่เข้าใจด้วย ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของผู้ปกครองประเทศที่ต้องศึกษาพระธรรมคำสอนของทุกศาสนาให้เข้าใจก่อนจึงจะเข้าใจประชาชนในประเทศของตน ว่ามีความคิด, ความเชื่อ, จิตใจ อย่างไร แล้วจึงจะปกครองได้ ดังนั้น จึงกล่าวว่า “พระคัมภีร์ดอกบัวเป็นบิดาแห่งรัฐธรรมนูญ” ที่ผู้ปกครองประเทศต้องศึกษาก่อน เพื่อให้เข้าใจถึงรากฐานความเป็นมาของประเทศและประชาชน แล้วนำไปปรับเป็นรัฐธรรมนูญที่เหมาะสมกับประชาชนนั้นได้ อันจะส่งผลให้ได้รัฐธรรมนูญที่ศักสิทธิ์นั่นเอง

อนึ่ง คัมภีร์ดอกบัว ไม่จำเป็นต้องก่อเกิดจากพระธรรมในศาสนาต่างๆ ก็ได้ ผู้บำเพ็ญย่อมสามารถบำเพ็ญจากการศึกษาวิชาความรู้ใดๆ ก็ได้ในทางโลกก่อนแล้วตกผลึกกลั่นกรองเป็นความรู้, ความคิดเห็นหรือความเข้าใจของตนเอง แล้วเรียบเรียงออกมาเป็นตำราใหม่ ให้คนได้ศึกษาต่อไป คัมภีร์ดอกบัวทิพย์ ก็จะมีเนื้อหาที่แตกต่างกันออกไป ด้วยเหตุที่ว่าได้บำเพ็ญบารมีแต่งตำรา, รจนาคัมภีร์ที่แตกต่างกันนั่นเอง อันจะส่งผลต่อกิจด้วย

อนุตรธรรม เรื่อง จะแก้รัฐธรรมนูญใหม่ได้ต้องมีบารมีได้พระคัมภีร์ดอกบัว 

ผู้มีบารมีเขียนรัฐธรรมนูญหรือแก้รัฐธรรมนูญใหม่ให้เป็นที่ยอมรับแก่คนโดยทั่วไปได้ จะ ต้องบำเพ็ญบารมีจนได้ “คัมภีร์ดอกบัวทิพย์” ถ้าบำเพ็ญบารมีไม่สำเร็จ จะทำกิจนี้ไม่ได้ จะถูกต่อต้านและไม่ยอมรับในที่สุด อนึ่ง การจะทำกิจใดให้สำเร็จได้นั้นต้องมีบารมีด้วย

การบำเพ็ญบารมีให้ได้คัมภีร์ดอกบัวทิพย์

การจะได้คัมภีร์ดอกบัวทิพย์ จะต้องบำเพ็ญบารมีให้ถึงโดยต้องมีองค์ประกอบดังต่อไปนี้

๑) กายมัญชุศรีโพธิสัตว์

คือ การบำเพ็ญบารมีเพื่อเข้าถึงความเป็นโพธิสัตว์ด้วยบารมีสองตัวใหญ่ๆ คือ ปัญญาบารมีและเนกขัมบารมี อย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่างก็ได้ ก็จะสำเร็จขึ้นกายนี้ได้ ซึ่งจะต้องบำเพ็ญบารมีจนถึงขั้นจิตวิญญาณเก่าสลายแล้วเกิดใหม่ เป็นพระโพธิสัตว์                                                                                         

๒) การเรียบเรียงตำราเพื่อมวลสัตว์

เช่น การทำวิทยานิพนธ์ที่สละเพื่อประโยชน์ของมวลชน ไม่ใช่เพื่อให้ตนได้เลื่อนวิทยะ ฐานะ หรือ ให้ได้ผลอะไรคืนมา แบบนี้ไม่ได้บารมี คัมภีร์ดอกบัวจะไม่เกิด ตัวอย่างเช่น การแต่งหนังสือ “ไตรภูมิพระร่วง” ของพระธรรมราชาลิไท เมื่อทำสำเร็จก็มีบารมีได้

ใครบ้างที่มีบารมีแก้ไขรัฐธรรมนูญได้

ตอนนี้ผู้ที่มีบารมีบำเพ็ญจนได้กายโพธิสัตว์มัญชุศรีมีหลายท่านเนื่องจากเป็นกายทิพย์ที่เข้าถึงได้ด้วยปัญญา ปัจจุบันมีการเรียนมาก ตั้งแต่เด็กถึงปริญญาเอก ทำให้มีโอกาสได้โพธิสัตว์กายนี้ ไม่ยากเกินไป แต่คนที่จะมีคัมภีร์ดอกบัวทิพย์ด้วยนั้น ต้องเขียนหนังสือที่ตกผลึกกลั่นกรองมาจากวิชาความรู้หรือประสบการณ์ของตนออกเผยแพร่เป็นวิทยาทานด้วย อย่าง นายก อภิสิทธิ์, คุณ กรณ์ จาติกวณิชย์ ได้สำเร็จกายโพธิสัตว์มัญชุศรี มีจิตเป็นโพธิสัตว์อย่างน้อย ๑ ดวง (จิตดวงอื่นๆ ก็เป็นอย่างอื่นไม่จำเป็นต้องเป็นโพธิสัตว์ทุกดวง) แต่ทั้งสองนี้ ถ้าไม่เคยเขียนหนังสือเป็นวิทยาทานเลย จะไม่มีบารมีพอที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นที่ยอมรับแก่คนทั่วไปได้ ตอนนี้ ก็อาศัยคนที่เคยเขียนหนังสือไว้เป็นวิทยาทาน แต่ต้องได้บารมีกายมัญชุศรีด้วย ถ้าเป็นกายอวโลกิเตศวร เขียนหนังสือเป็นวิทยาทานได้ แต่ไม่ได้ถึงคัมภีร์ดอกบัว ได้แต่ดอกบัวทิพย์เบ่งบานเฉยๆ จึงจะแก้ไขให้รัฐธรรมนูญใหม่ที่เป็นที่ยอมรับแก่คนทั่วไปได้ คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยได้คัมภีร์ดอกบัวด้วยเขียนตำราหรือทำวิทยานิพนธ์เพื่อหวังประโยชน์ให้ตัวเอง เช่น ทำเพื่อให้เลื่อนขั้น นี่จึงไม่ได้บารมีเป็นคัมภีร์ดอกบัว อนึ่ง นอกจากนี้ ผู้ที่ได้คัมภีร์ดอกบัว มีกายทิพย์มัญชุศรีนั้น จะไม่ได้รับการยอมรับในฐานะผู้นำสูงสุด แต่ได้รับการยอมรับเพียงฐานะ “กุนซือ” หรือ “นักวิชาการ” หรือ “ที่ปรึกษา” เท่านั้น การจะทำหน้าที่นายกได้รับการยอมรับได้ ต้องได้บารมีมีกายทิพย์ระดับสูง อันได้แก่ กายกษิติครรภ์, กายเมตตรัย, กายสมันตรภัทร  

อย่างไรจึงเกิดคัมภีร์ดอกบัวทิพย์

เมื่อบุคคลสำเร็จกายโพธิสัตว์มัญชุศรี มีปัญญามากแล้ว เขาได้เรียบเรียงคัมภีร์ที่กระจัดกระจายสูญหาย, หรือได้รจนาคัมภีร์ใหม่ เผยแพร่แก่มวลชน จนเป็นที่ยอมรับแก่มวลชนแล้ว ในระดับหนึ่ง แม้ไม่ใช่ว่าทุกคนจะเชื่อ แต่สามารถผ่านช่วงที่คนไม่ยอมรับมาได้จนคนไม่ต่อต้านแล้ว ก็จะสำเร็จเป็นคัมภีร์ดอกบัวทิพย์ อนึ่ง ของทิพย์นั้นสามารถประสาน กันได้ เช่น คัมภีร์ดอกบัวทิพย์ เมื่อประสานกับจักรแก้วแล้ว จะทำให้สามารถขับเคลื่อนให้สังคมเปลี่ยนแปลงได้ แต่ถ้าประสานกับ “ธรรมจักร” ก็จะขับเคลื่อนในทางธรรม อนึ่ง จักรแก้ว กับ ธรรมจักร นั้นไม่เหมือนกัน โดยจักรแก้วมีลักษณะเหมือนจักร แต่ธรรมจักร มีลักษณะคล้ายสวัสดิกะแต่กลับทิศกัน วิธีการฝึก วิธีการใช้ ก็แตกต่างกัน นอกจากนี้ยังมี “ดอกบัวทิพย์” อีกอย่างหนึ่งที่ใช้หมุนสร้างลมปราณภายในจักระ เพื่อ “เปิดจักระ” ได้ด้วย ของทิพย์ทั้งสามชนิดนี้ มีลักษณะบางอย่างคล้ายกัน แต่แตกต่างกันเล็กน้อย

อนุตรธรรม เรื่อง ศิษย์เต๋าเซียนเซน

การบรรลุธรรมแบบเซียนเต๋าคืออะไร บทความฉบับนี้จะอธิบายอย่างชัดเจนและง่ายๆ

การบรรลุธรรมเป็นเซียนเต๋า

คือ การเข้าสู่ภาวะนิโรธดับสนิท แล้วไถ่ถอนสังโยชน์ได้สองประการ คือ ศีลพรตปรามาสและวิจิกิจฉา ยังเหลือสักกายทิฐิที่ไม่ถูกทำลาย เนื่องจากบรรลุธรรมด้วยตนเองไม่มีผู้มาทำลายความถือเนื้อถือตัวให้ ด้วยปัญญาบารมีที่มากนั้นจะทำให้เมื่อเข้าสู่ภาวะนิโรธแล้วแม้ไถ่ถอนสังโยชน์ได้เพียงสองตัวแต่ก็เข้าถึงนิพพานได้ทันที เข้าใจนิพพานได้ทันทีแต่ในที่นี้ จะไม่เรียกว่านิพพาน เราเรียกว่า “เต๋า” หรือธรรมชาติเดิมแท้ก่อนก่อเกิดสรรพสิ่ง

สรุปความแตกต่างของเซียนเต๋ากับพระโสดาบัน

เข้าสู่ภาวะนิโรธแล้วจิตตรงต่อนิพพานสิ้นสงสัย พระโสดาบันตัดสังโยชน์ได้สามประการ

๑)    สักกายทิฐิ

๒)    ศีลพรตปรามาส

๓)    วิจิกิจฉา

ยังผลให้ได้มรรคมีองค์แปดห้าประการ คือ

๑)    สัมมาทิฐิ

๒)    สัมมาสังกัปปะ

๓)    สัมมาวาจา

๔)   สัมมากัมมันตะ

๕)   สัมมาอาชีวะ

เซียนเต๋าเข้าสู่ภาวะนิโรธแล้วจิตตรงต่อนิพพานสิ้นสงสัย ตัดสังโยชน์ได้สองประการ คือ

๑)    ศีลพรตปรามาส

๒)    วิจิกิจฉา

สำหรับเซียนเต๋าไม่จำเป็นต้องเรียกภาวะความหลุดพ้นทุกข์ว่านิพพาน บ้างเรียกว่าเต๋า ซึ่งยังผลให้ได้มรรคมีองค์แปดแตกต่างไป ตามแต่บารมีของเซียนเต๋าแต่ละท่าน

ความแตกต่างของการบรรลุเซนและเซียนเต๋า

การบรรลุเซนคือการบรรลุพุทธสภาวะหรือหยั่งรู้เอง (ญาณตรัสรู้) ซึ่งการบรรลุเซียนเต๋านั้น นับว่าเป็นการได้ญาณตรัสรู้เหมือนกัน ตายไปแล้วจุติบนสวรรค์ก็สามารถลงมาตรัสรู้เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าได้ ทว่า เรายังไม่เรียกว่าเป็นการบรรลุพุทธะ จะเรียกได้ก็ต้องมีบารมีกายทิพย์เป็นพุทธะหรือพระยูไลด้วย อีกทั้งยังต้องละสักกายทิฐิเป็นพระอริยบุคคลในพระพุทธศาสนาด้วยจึงนับว่าเป็นการบรรลุพุทธะอย่างสมบูรณ์ ไม่เช่นนั้นจะนับว่าเป็นเซียนที่มีกายทิพย์เป็นพุทธะหรือพระยูไลเรียกว่า “เซียนพุทธะ” ไม่ได้บรรลุเซน อนึ่ง ถ้าศิษย์โง่ไปเรียนเซนแล้วไม่ได้ถึงญาณตรัสรู้เอง จะต้องให้อาจารย์บอกใบ้แล้วเกิดปัญญาขึ้น จะนับให้ว่าได้เพียงอริยบุคคลเท่านั้น ต้องฝึกต่อไปจนได้ญาณตรัสรู้เอง จึงนับว่าได้บรรลุเซนอย่างแท้จริง ดังนี้ ผู้ไปเรียนเซนอาจไม่ได้บรรลุถึงขั้นเซน แต่ได้บรรลุธรรมขั้นต่ำลงไปก็ได้ เช่น อรหันตโพธิสัตว์ทั้งหลาย ดังนี้ สายธรรมเซนของท่านตั๊กม้อจึงมีเพียงหกรุ่น ทั้งๆ ที่รุ่นต่อมาก็มีบรรลุอรหันต์เหมือนกัน แต่ไม่ได้รับการยอมรับว่าเป็นการบรรลุเซนนั่นเอง การบรรลุเซียนนั้นง่ายกว่าการบรรลุเซน เพราะเซนต้องเป็นทั้งอริยบุคคลและพุทธะด้วย ส่วนเซียนนั้นบรรลุธรรมได้เองก็นับว่าเป็นเซียนแล้ว อันนี้ต้องแยกแยะ

อนุตรธรรม เรื่อง มารและอสูรจะหลุดพ้นได้อย่างไร

พระพุทธเจ้าทรงสอนสัตว์ที่พึงสอนได้เท่านั้น สัตว์ที่ไม่พร้อม ท่านก็ไม่ได้สอน และไม่มีความจำเป็นที่จะต้องสอนทั้งหมดในคราวเดียวกัน เพราะแค่เลือกสัตว์บางกลุ่มนี้ ก็มีมากพอแล้วจึงจำเป็นต้องเลือกสัตว์ที่สอนได้มาสอนก่อนสัตว์เหล่าอื่นที่สอนยากก็ต้องปล่อยไปตามธรรมชาติก่อน ท่านเลือกสอนผู้มีจิตวิญญาณเป็นมนุษย์ขึ้นไปหรือไม่ก็ต้องให้เขาสลายจิตวิญญาณที่ไม่ดีแล้วเกิดใหม่มีจิตวิญญาณที่ดีก่อน จึงค่อยสอน (เช่น กรณีองคุลีมารที่วิ่งตามพระพุทธเจ้าจนเหนื่อยแล้วยอมในที่สุด จุดนั้นเองพลังมารได้สลายแล้ว จึงสอนได้ การโปรดเด็กติดยาด้วยการชวนไปวิ่งออกกำลังกายก็ใช้แนวคิดเดียวกันนี้) ดังนี้ ปกติ ท่านไม่ได้เลือกโปรดมารและอสูร แม้แต่พญานาคจะขอมาบวช ท่านก็ไม่อนุญาต หรือแม้แต่พระน้านางปชาบดี โคตรมี จะขอมาบวชท่านก็ยังไม่รับในครั้งแรก นี่ก็เพราะท่าน “เลือกโปรดสัตว์ที่โปรดและปกครองง่ายก่อน” เพื่อความเป็นปึกแผ่นมั่นคง จึงค่อยขยายวงกว้างออกไปในภายหลังนั่นเอง ไม่ใช่ว่าท่านจะไม่โปรดผู้หญิงเลยก็หาไม่ ดังนี้ แม้แต่อสูรและมารก็ได้รับการโปรดได้ แต่คงไม่ใช่ในระยะเวลา ๔๕ ปีที่ท่านทรงมีพระชนม์ชีพอยู่บนโลก ท่านจำต้องเลือกแต่ “หัวกะทิ” ก่อนนั่นเอง แต่มีเหมือนกันที่ทรงโปรดเป็นกรณีพิเศษ ด้วยเหตุผลบางประการ เช่น เขาอาจมีบุญบารมีเก่าอยู่ก่อน

มารและอสูรจะหลุดพ้นได้อย่างไร?

ด้วยเพราะพระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงเลือกที่จะโปรดมารและอสูรเป็นหลัก แต่มารและอสูรก็ได้เข้ามาอยู่ในพุทธศาสนาแล้วหลังกึ่งพุทธกาล ความเป็นมารและอสูรนั้นเองกลายเป็นปัญหาอย่างหนึ่ง ซึ่งก็ไม่ต่างจากผู้ไม่บรรลุธรรมเหล่าอื่นที่เจตนาดี หวังดีช่วยเหลืองานพระพุทธศาสนา แต่ด้วยความเข้าใจไม่ลึกซึ้งพอกลับกลายเป็นการทำลายได้ คือ ฝ่ายเทพและพรหมที่มาช่วยค้ำพระพุทธศาสนาเอง ก็ทำผิดเหมือนกันจึงไม่ต่างจากมารและอสูร ตราบเท่าที่สัตว์สี่เหล่านี้ไม่บรรลุธรรมก็ไม่อาจเข้าใจถึงพระพุทธศาสนาที่แท้จริงได้และการช่วยค้ำพระพุทธศาสนา กลับกลายเป็นการทำลายทั้งสิ้น ในกลุ่มเทพและพรหม อาจพอคุยได้บ้าง แต่กลุ่มมารและอสูรจะเจรจายาก สอนยาก ดังนั้นปัญหาคือทำอย่างไรมารและอสูรจะหลุดพ้น เพราะถ้าหลุดพ้นได้ ก็จะเข้ารับธรรมตามคำสอนที่ถูกต้องได้ไม่ผิดเพี้ยน (ถ้ามีจิตมารอยู่ เวลารับธรรมไปก็จะเป๋ จะเบี่ยงเบน จะผิดออกตลอด) ดังนี้ จึงต้องหลุดพ้นจากความเป็นมารและอสูรก่อน (อันที่จริง พรหมและเทพ ก็จะหลุดพ้นจากภาวะทั้งสองนี้ก่อนเหมือนกันจึงจะทำกิจได้ถูกต้องแท้จริง แต่สองเหล่านี้พระโพธิสัตว์ยังพอเจรจาได้จึงไม่ค่อยมีปัญหามากนัก) เมื่อหลุดพ้นจากความเป็นมารและอสูรแล้วจึงมารับธรรมในพระพุทธศาสนา ที่เรียกว่าอภิธรรม แต่ก่อนจะถึงอภิธรรมนั้น ย่อมต้องอาศัยธรรมที่หย่อนผ่อนปรนให้สำหรับมารและอสูรในการปฏิบัติปูพื้นก่อนเช่นกัน นั่นคือ มหาธรรม ที่ผู้เขียนพยายามเสนออยู่นี่เอง เช่น การเดินลมปราณ, ฝึกพลังแบบต่างๆ ฯลฯ

การฝึกวิชามารและอสูรเพื่อบรรลุเซียน

วิชาอสูรบางอย่างถ้าฝึกถูกวิธีก็สำเร็จเซียนได้ คือ หลุดพ้นจากความเป็นอสูร ส่วนวิชามารนั้นเมื่อฝึกถึงจุดหนึ่งแล้วเกิดการปะทะกัน ถ้ายอมตายเพื่อคุณธรรมความดี หรือเพื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์เช่น ยอมตายเพื่อพระยูไลแล้วก็สามารถหลุดพ้นจากความเป็นมารได้เช่นกัน ทั้งวิชามารและอสูร ทำให้มารและอสูรหลุดพ้นได้ด้วยเงื่อนไขที่ต่างกัน คือ มารต้องตาย ส่วนอสูรก็ต้องฝึกอย่างถูกต้องจึงจะหลุดพ้น อสูรที่มีกายแบบคน เช่น อสูรทศกัณฑ์ จะมีวิชาทางเวทย์มนต์คาถา เหมือนพวกยักษ์ทั่วไป มักไม่ค่อยหลุดพ้น ในอสูรที่มีกายแบบสัตว์ เช่น สิงห์ สามารถหลุดพ้นได้ด้วยการดูดซับพลังธรรมชาติเข้าไปแทนการกินสัตว์ด้วยกัน %

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น