รวมบทความอภิธรรม ชุด อรหันต์แท้ๆ อยู่อย่างอเสขบุคคล

รวมบทความอภิธรรม ชุด อรหันต์แท้ๆ อยู่อย่างอเสขบุคคล

อภิธรรม เรื่อง อรหันต์แท้ๆ อยู่อย่างอเสขบุคคล

เมื่อได้บรรลุอรหันต์แล้ว จำต้องอยู่อย่างอเสขบุคคล ไม่เช่นนั้นสภาวธรรมจะเปลี่ยนคือ

ลักษณะการดำรงชีพอยู่อย่างอเสขบุคคล

๑)   จบกิจ

“จบกิจ” คือ ไม่ทำกิจสร้าง, รักษา หรือทำลายอะไรใดๆ แล้ว แม้แต่การสร้างสิ่งที่ไม่มีตัวตน เช่น ความศรัทธา ก็ไม่สร้าง พระสงฆ์ที่ยังสร้างความศรัทธาให้สาธุชนอยู่ ไม่ใช่อเสขบุคคล ไม่ใช่อรหันต์แท้ นั่นคือ อรหันต์แท้ไม่สนใจว่าใครจะศรัทธาหรือไม่ศรัทธา ใครจะสนใจหรือไม่สนใจ ใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อ เท่าที่เห็นพระสงฆ์ไทยที่สอนธรรมดั่งพระอรหันต์ทุกวันนี้ ยังอยู่ในโลกธรรมแปด คือ ติดในลาภสักการะ ติดในการสร้างศรัทธา นี่ไม่ใช่วิสัยอรหันต์แท้ เป็นได้อย่างมากคืออรหันต์ดัดแปลงคือมีจิตอรหันต์แต่ไม่นิพพาน เนื่องจากถูกแทรกหรือครอบด้วยจิตวิญญาณอื่นที่ไม่บรรลุธรรมแล้วบำเพ็ญบารมีร่วมกัน  

๒)   จบพรหมจรรย์

“จบพรหมจรรย์” คือ ไม่เจริญพรหมจรรย์แล้ว ถูกข่มขืนก็ไม่สนใจ เสียพรหมจรรย์ก็ช่าง ไม่ใส่ใจ หาสาระไม่ได้ เหมือนพระอุบลวรรณนาที่อรหันต์แล้วถูกข่มขืนก็ไม่สนใจ เฉยๆ ถ้าถูกสาวกอดแล้วยังมีจิตคิดรักษาพรหมจรรย์อยู่ แสดงว่ามีจิตพรหมแทรกอยู่ เช่น ท่านชินปัญจระ ที่ถูกสาวกอดแล้วจิตจุติออกไปเป็นท้าวมหาพรหมชินปัญจระ การไม่เจริญในพรหมจรรย์แล้ว หมายถึงไม่ฝึกจิตแล้วด้วย ไม่รักษาสมาธิแล้วด้วย คือ ปล่อยไปตามแต่ธรรมชาติ สมาธิจะเกิดจะดับ ก็เป็นไปเองตามธรรมชาติ ไม่ต้องมานั่งรักษาสมาธิ, สติไว้ เพราะเป็น “อเสขบุคคล” ไม่ต้องฝึกจิต ไม่ต้องรักษาสมาธิ แต่ศีล, สมาธิ, ปัญญามีเอง

อรหันต์ดัดแปลงคือผู้ออกจากภาวะ “อเสขบุคคล”

ผู้ที่สำเร็จอรหันต์แล้วไม่ยอมเป็นอเสขบุคคล กลับไปทำกิจอื่นๆ ต่อ ไปเจริญพรหมจรรย์ต่อ ไปนั่งสมาธิต่อทุกเช้าทุกเย็นบ้าง ไปสอนสมาธิคนอื่นบ้าง ฯลฯ ในที่สุด จะออกจากภาวะ “อเสขบุคคล” ความเป็นอรหันต์จะเปลี่ยนไป จิตวิญญาณอรหันต์นั้นไม่เสื่อม ก็มีอยู่ในกายสังขารนั้น แต่จะมีจิตวิญญาณอื่นๆ เข้าแทรกหรือครอบ ทำให้สภาพความเป็นบุคคลนั้นเปลี่ยนแปลงไป ไม่ใช่พระอริยบุคคลในพระพุทธศาสนาอีก ดังตัวอย่างต่อไปนี้

๑)   การรับกิจอื่นๆ

การรับกิจไปทำอีกทำให้เกิดกรรม ยังเข้านิพพานไม่ได้ เช่น กิจถ่ายทอดธรรม, กิจช่วยทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา, กิจสอนธรรมะ, กิจสอนสมาธิ, กิจสอนสติ, กิจสร้างวัด, กิจเป็นเจ้าอาวาส, กิจเป็นพระสังฆราช ฯลฯ เหล่านี้ ล้วนออกจากภาวะ “อเสขบุคคล” แล้วทั้งสิ้น จะยังไม่ได้นิพพาน แต่ไปช่วยเหลือสรรพสัตว์ทางโลกก่อน ตามแต่กิจที่รับมานั้น 

๒)   การบำเพ็ญบารมี

การบรรลุอรหันต์แล้วไม่ยอมหยุด ไม่ยอมจบ ไม่ยอมเป็น “อเสขบุคคล” ยังบำเพ็ญบารมีต่อไปอีก ก็จะเข้านิพพานไม่ได้ เนื่องจากเกิดบุญกรรมสร้างชาติต่อภพยืดยาวออกไปอีก เช่น บรรลุอรหันต์แล้วยังเมตตาช่วยเหลือคนต่อไป, บรรลุอรหันต์แล้วยังเอาปัจจัยไปให้คนอื่นๆ อีก แบบนี้ไม่ใช่วิถีของอเสขบุคคล ทำให้ไม่อาจทำหน้าที่ถ่ายทอดสายธรรมได้

๓)   การปฏิบัติจิตต่อไป

การบรรลุอรหันต์แล้วไม่ยอมหยุดฝึกจิต ยังฝึกจิต, ฝึกสมาธิ, ฝึกญาณต่างๆ ต่อไปอีกทำให้ไม่อาจเข้านิพพานได้ เมื่อฝึกจิตต่อไปอีก จิตวิญญาณจะแทรกเข้าร่างกายและอาศัยการฝึกส่วนเกินของเรานั้นเพื่อความหลุดพ้น เมื่อจิตวิญญาณที่เลวร้ายหลุดพ้นไปได้ด้วยการฝึกจิตด้วยตนเองแล้ว จะสำเร็จเซียน ทำให้ภาวะอริยบุคคลเปลี่ยนไปในที่สุด

อภิธรรม เรื่อง มูลเหตุในการเวียนว่ายตายเกิดคือจิตนี่เอง

ขันธ์ทั้งห้าเมื่อสลายแล้วไปเกิดเป็นชีวิตินทรีย์ไม่ได้อีก, ธาตุทั้งหก คือ ธาตุดิน, น้ำ, ลม, ไฟ, อากาสธาตุ, วิญญาณธาตุ เมื่อสลายแล้ว ก็ไม่อาจเกิดเป็นชีวิตินทรีย์ ได้แต่ไปเป็นปัจจัยพื้นฐานในการปรุงประกอบให้เกิดชีวิตินทรีย์ใหม่ๆ เท่านั้น บุคคลหนึ่งๆ เมื่อตายลงแล้วอะไรกันเป็นมูลเหตุของการเวียนว่ายตายเกิดใหม่ คำตอบคือ ไม่ใช่ทั้งธาตุและขันธ์ แต่เป็น “จิต” หรือ “ธาตุตัวที่เจ็ด” คือ “มโนธาตุ” นั่นเองเมื่อขันธ์ห้าและธาตุทั้งหกสลายแล้ว จิตจะจุติออกจากสภาวะเดิม เรียกว่า “จุติจิต” แล้วไปสู่ภพภูมิใหม่ ปฏิสนธิกับปัจจัยปรุงประกอบต่างๆ เป็นชีวิตินทรีย์ใหม่ขึ้น ดังนี้ ตราบเท่าที่ยังมีจิตอยู่ ก็ยังมีการเวียนว่ายตายเกิดอยู่ เมื่อพระอรหันต์ทำการดับขันธปรินิพพานนั้น ท่านดับแต่ขันธ์ห้าที่อยู่รอบจิต คำว่า ปริ แปลว่า รอบๆ นิพพาน แปลว่า ดับสนิท ส่วน “ขันธ์” นี้มาจากขันธ์ห้านั่นเอง นี่ขาดไปบางส่วน จึงเรียกว่าปรินิพพาน หรือการดับรอบ ไม่ใช่ดับทั้งหมด คำว่า “นิพพาน” คือ ดับหมดไม่มีส่วนเหลือ ไม่ใช่ดับรอบเท่านั้นแบบปรินิพพาน ในท่านที่อรหันต์แล้วจะเลือกได้ว่าจะนิพพานในทันทีเลยหรือไม่ เช่น เลือกว่ายังไม่นิพพาน อยากลงมาเกิดช่วยคนก่อน ก็ได้ เช่น ในอรหันตโพธิสัตว์ทั้งหลาย หรือเลือกว่าจะยังไม่รีบนิพพาน แต่อยู่ดู ช่วยเหลือสรรพสัตว์ ทำกิจในภพภูมิที่ไม่ต้องมีขันธ์ห้าแบกไว้ก็ได้ เรียกว่าการดับขันธปรินิพพาน ก็จะเหลือ “มโนธาตุ” ที่เป็นแก่นกลาง หรือจิตไว้ เมื่อสำเร็จถึงอรหันต์แล้วจะไม่มี “ปฏิสนธิจิต” อีก แต่จะเป็นจิตอย่างเดียวจรจุติไปมาได้ในสามภพนี้ ทำกิจต่างๆ ต่อไป เช่น ทำกิจโปรดสอนมนุษย์แบบ “จิตสู่จิต” คือ จิตดวงนั้นสื่อตรงมายังจิตมนุษย์ก็ได้

พระเจ้าอยู่อย่างดับขันธปรินิพพาน

มีผู้ถามพระเยซูว่าพระเจ้ามีลักษณะอย่างไร ท่านไม่อยากตอบ แต่พอถูกรบเร้ามากๆ ก็บอกว่าคล้ายมนุษย์นี่แหละ พระเจ้าสร้างมนุษย์โดยเอาท่านเองเป็นแบบ แต่สภาวะของท่านนั้นสถิตอยู่ได้ทุกที่ ไร้สภาวะที่มีรูปแบบใดๆ อย่างที่มนุษย์ไม่อาจคิดคำนึงได้ ด้วยเพราะท่านไม่มีขันธ์ห้าแบกไว้ให้เป็นภาระอีกแล้ว แต่ท่านยังมีกิจเหลืออยู่ที่จะดูแลโลกและมนุษย์ ผู้เขียนได้ขอให้สหายธรรมที่มีตาทิพย์ ถอดกายทิพย์ไปสื่อสารกับพระเจ้าก็เห็นเขาอธิบายลักษณ์ว่าเป็นเหมือนแสงสว่างมากมองไม่เห็นรูปร่างตัวตนเลย นอกจากนี้ ยังมีสถานธรรมแห่งหนึ่งที่อยุธยา เรียกพระเจ้าว่า “พระเจ้าแสงแห่งธรรม” เนื่องจากจะมีแสงสว่างมากๆ แล้วมีธรรมะออกมาได้, สื่อสารกับเรา, สอนธรรมเราได้นั่นเอง พระเจ้านี้ท่านบอกกับสหายธรรมของผู้เขียนว่ายังไม่นิพพาน ท่านมีกิจต้องดูแลมวลสัตว์ต่อไปอีกก่อนที่จะนิพพาน ซึ่งยังอีกไม่นานแล้ว ดังนั้น จะกล่าวว่าพระเจ้าคือผู้ดับขันธปรินิพพานไปแล้วเหลือแต่มโนธาตุ ซึ่งละเอียดมากมองไม่เห็นเป็นรูปลักษณ์ใดๆ เห็นแต่แสงสว่าง แต่ยังไม่นิพพาน ยังทรงกิจบางอย่างอยู่ เมื่อเสร็จสิ้นกิจนั้นๆ แล้ว มโนธาตุ ก็จะนิพพาน นับว่า “นิพพาน” สมบูรณ์ไม่เหลือเศษ ดังนี้ ผู้ที่จากโลกนี้ไปด้วยการดับขันธปรินิพพานก็คือ “พระเจ้า” องค์หนึ่งนั่นเอง ส่วนผู้ที่จากโลกนี้ไปนิพพานสมบูรณ์แล้วไม่มีส่วนเหลือแม้แต่มโนธาตุก็ไม่มีอีก ก็จะหมดกิจ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับโลกและมนุษย์อีก ไม่เรียกว่าพระเจ้า

พระเจ้าทรงกิจเฉกเช่นเดียวกับพระยูไล         

พระยูไลมีกิจสำคัญห้าประการ คือ สร้าง, รักษา, ทำลาย, ปราบ และโปรด ทั้งห้ากิจนี้ ก็เป็นกิจของพระเจ้าด้วย โดยเฉพาะกิจภาคโปรดพระยูไลมีปัญหาคือท่านทรงขันธ์อยู่บ้าง มีกายทิพย์ มีวิญญาณขันธ์ครองอยู่ หากท่านเข้ามาแทรกในกายมนุษย์ บางคนไม่อาจรับได้ เพราะปราณของท่านมีจำนวนมหาศาล เกิดในยุคที่มนุษย์มีร่างกายใหญ่กว่านี้มาก ถ้าแบ่งภาคเล็กๆ เป็นการถอดกายทิพย์มาครอบไว้ ก็พอได้ในมนุษย์บางคนเท่านั้น แต่สำหรับพระเจ้าแล้ว ไม่มีปัญหานี้เพราะท่านดับขันธปรินิพพานไปแล้ว มีแต่มโนธาตุ หรือ “พระจิต” หรือจิตเท่านั้น เมื่อเราต้องการสื่อจิตกับพระเจ้า ต้องการธรรมจากท่าน เราใช้วิธี “จิตสู่จิต” คือ ระลึกว่าพระจิตหรือพระเจ้าสถิตอยู่ในจิตของเรา เราสัมผัสแล้วรู้สึกได้ว่าท่านมาโปรดเรา จิตหรือมโนธาตุของท่าน แทรกเข้ามาประสานอยู่เพื่อโปรดเรา สอนธรรมเราได้ วิธีนี้ พระเยซูสอนไว้ ไม่จากต่างวิธีของเซน หรือการเข้าทรงพราหมณ์

อภิธรรม เรื่อง ไม่ละจิตผู้รู้ แต่ถึงนิโรธแล้วจะละวางเอง

การฝึกจิตรู้ ฝึกตัวผู้รู้ นานเข้าอาจพบว่าเริ่มติดจิต ติดตัวรู้ เรียกว่าถ้าไม่รู้ ไม่มีสติ หรือรู้ไม่เท่าทันก็จะกลายเป็นไม่ดีไปเสีย ต้องมานั่งฝึกให้รู้ตลอด หรือมีสติตลอด อย่างนี้คือ การติดตัวรู้ หรือยึดติดจิต ไม่นิพพานได้ เพราะจิตไม่นิพพาน จิตจะเวียนว่ายตายเกิดไปได้อีก การละตัวรู้ ก็ไม่ทำให้เข้าถึงนิพพานได้ ในผู้ที่มีมโนมยิทธิขั้นสูง การละตัวรู้หรือละจิตรู้ ส่งผลให้จิตวิญญาณจุติออกจากร่างฉับพลัน รู้สึกถึงความว่างฉับพลันนั้น ก็จะยึดเอาภาวะความว่าง ไร้จิตวิญญาณว่าเป็นภาวะนิพพาน แท้แล้วก็ไม่ใช่อีก ไม่ใช่ทั้งยึดจิตและไม่ใช่ทั้งละจิตรู้ ไม่ใช่ทั้งการยอมรับและปฏิเสธ แต่เป็นการเข้าถึงภาวะนิโรธจนเกิดปัญญาแจ้งสว่างไสว แล้วจึงเห็นความไม่เที่ยงของจิต เกิดการปล่อยวางเองหลังจากนั้น ไม่ได้ก่อกรรมให้ต้องวาง ไม่ใช่ว่าต้องละ ไม่ใช่ต้องวาง แบบนี้จึงไม่มีปัญหาจิตวิญญาณจุติออกจากร่างด้วยอำนาจแห่งมโนมยิทธิ คือ ไม่ได้ทำให้ออกไป หรือทำให้ว่าง หรือทำให้ละ แต่พอถึงภาวะนิโรธแล้ว การละวางการยึดมั่นถือมั่นเกิดเอง ไม่ได้ละจิต ได้แต่ละความยึดมั่นถือมั่นในจิต ดังนี้ จิตไม่ถูกละออกจากร่างไปไหน แต่อยู่ดังเดิมด้วยความไม่ยึดติดจิตผู้รู้ จะรู้ก็ได้ ไม่รู้ก็ได้ ผู้อ่านต้องแยกแยะให้ออกว่าระหว่างการเข้าถึงภาวะนิโรธแล้วเกิดการละวางความยึดมั่นที่เคยมีแต่เดิม กับการที่มีเจตนาละ เพราะเห็นความไม่ใช่ เป็นทุกข์ เป็นโทษ นั้นแตกต่างกัน แบบแรกไม่ก่อกรรมใหม่ แต่กรรมเก่าที่ยึดอยู่ก็ดับลง ส่วนแบบที่สองนั้น เป็นการก่อกรรมละจิตวิญญาณโดยตรง แบบนี้ไม่ใช่ทางตรงนิพพาน

การสอนให้ละจิตรู้ไม่ทำให้นิพพาน

ดังที่ได้อธิบายแล้วว่าการสอนให้ละจิตรู้ ส่งผลกรรม ก่อกรรมใหม่ ทำให้จิตวิญญาณนั้นจุติจากร่างได้ เป็น “มโนมยิทธิ” แบบหนึ่ง ทำให้รู้สึกว่างไร้ฉับพลัน ทำให้รู้สึกเหมือนไม่มีจิตอยู่ในกาย ไม่มีกิเลส ไม่มีความรู้ ไม่มีอะไรเลยได้ แต่ภาวะนี้ถ้ายึดแล้วก็ไม่นิพพาน คือ การไปยึดภาวะไม่มีจิต ภาวการณ์ละจิตนั้นเอง การจะตรงต่อนิพพานได้นั้น ต้องเข้า ถึงนิโรธแล้วเกิดปัญญาแจ้งถึงนิพพาน จากนั้น การละวางสิ่งที่ไม่พอดีจะเกิดเอง การละวางนี้จึงเป็นการละวางที่พอดีไม่ใช่มากเกินพอดีเช่น จิตวิญญาณนั้นถ้ายังไม่ถึงเวลาตาย ก็ไม่มีเหตุจำเป็นต้องไปละ การไปละก็ก่อให้เกิดกรรมแก่ตัวเองได้ ละวางแบบนี้เกินไป 

การสอนให้ติดตัวรู้ ก็ไม่นิพพาน

ไม่มีใครสอนตรงๆ ว่าให้ยึดติดตัวรู้หรือจิตรู้ แต่การสอนบางอย่างส่งผลให้คนยึดติดตัวรู้หรือจิตรู้ได้ เช่น การสอนให้เจริญสติ ให้ระลึกรู้อยู่ตลอด การสอนให้ฝึกจิตอยู่ตลอดไป ก็จะเกิดภาวะยึดจิตได้ โดยที่ไม่ทราบว่าตนเองกำลังยึดจิตอยู่ ปัจจุบัน ยึดติดจิตกันมาก

นิพพานทั้งจิต นิพพานทั้งมโนธาตุ

การจะนิพพานได้นั้น จะต้องนิพพานหมด ไม่เหลือเศษ ถ้านิพพานเฉพาะขันธ์ห้า แต่ยังเหลือจิตไว้ คือ เหลือ “มโนธาตุ” ไว้ ก็จะยังไม่นิพพาน ดังนี้ จะดับขันธปรินิพพานเท่านี้ ก็ไม่ได้นิพพานยังเหลือมโนธาตุที่ทรงกิจได้อยู่แต่ไม่เวียนว่ายตายเกิดได้อีกแล้วเหมือนพระอนาคามีที่ไม่มาเกิดอีกแล้วแต่ยังไม่นิพพานนั่นเอง ดังนั้น ถ้าจะนิพพานต้องนิพพานหมด หมดทั้งธาตุและขันธ์ ไม่ใช่ขันธ์อย่างเดียว ไม่กระทำธาตุนิพพานด้วย ถ้าเหลือไว้จะต้องทำนิพพานอีกรอบ เรียกว่า “พระธาตุนิพพาน” โดยการรวมเอาพระธาตุกระดูกมารวมเป็นร่างกายตน แล้วสลายทีเดียว นิพพานหมดทั้งเถ้ากระดูกพระธาตุนั้นและมโนธาตุด้วย ยกเว้นว่าได้ตั้งอธิษฐานไว้ว่าจะยังไม่เข้านิพพาน แต่จะยังทำกิจต่อไป อีกสักระยะ เพื่อโปรดสัตว์ให้นิพพานมากขึ้นจนกว่าจะครบห้าพันปี ครบห้าพันปีสิ้นอายุพุทธศาสนาแล้วก็ค่อยนิพพานก็ได้ เรียกว่า “พระธาตุนิพพาน” แบบนี้ ก็ทำได้ไม่มีใครห้ามอะไร

อนึ่ง การรู้เร็วเกินไปเช่น ไปรู้ว่าอะไรก็ไม่ใช่ อะไรก็ไม่เที่ยง อะไรก็ยึดติด จึงกระทำกรรมด้วยอาศัยการรู้นั้นละทิ้งสิ่งต่างๆ เช่น ละทิ้งหน้าที่การงาน, ละทิ้งครอบครัว, ละทิ้งแม้แต่จิตวิญญาณตนเองนั้น เป็นการกระทำที่สุดโต่ง ไร้ปัญญา ไม่ใช่ทางสายกลางเลย

อภิธรรม เรื่อง นิพพานสองครั้ง ขันธ์นิพพานก่อน ธาตุนิพพานตามหลัง

พระอรหันต์เมื่อทำกิจไม่จบ สามารถยังไม่เข้านิพพานทันทีที่ตายได้ จะทำขันธ์นิพพานก่อน เหลือไว้แต่ธาตุ แล้วจึงกระทำ “ธาตุนิพพาน” ภายหลัง เช่น ถ้าพระอรหันต์ผู้นั้นมีเวรกรรมหรือบุญบารมีร่วมกับมวลสัตว์มากมาย แต่อายุขัยน้อย และมีเวลาโปรดสัตว์น้อย ทำให้ไม่อาจโปรดสัตว์ที่มีบุญกรรมเกี่ยวเนื่องกับตนให้นิพพานได้หมดก็สามารถนิพพานแต่บางส่วน คือ “ขันธปรินิพพาน” นิพพานเฉพาะขันธ์ห้า เหลือไว้แต่ธาตุที่ยังไม่นิพพาน โดยธาตุทั้งสี่กลับคืนสู่ธรรมชาติหมดแล้ว เหลือเถ้ากระดูกที่เรียกว่าพระธาตุอยู่ กับธาตุที่ทำกิจได้ คือ “มโนธาตุ” หรือจิตนั่นเอง มโนธาตุนี้ละเอียดมาก มองไม่เห็นรูปลักษณ์ใดได้ เห็นเป็นเหมือนแสงสว่าง แต่สำหรับผู้ที่มีสัญญาขันธ์ปรุงแต่ง จะสามารถมองเห็นเป็นรูปร่างได้ด้วยการปรุงของสัญญาขันธ์ของตนนั้นเอง เช่น เห็นเป็นรูปพระพุทธเจ้าได้

การวางแผนโปรดสัตว์หลังขันธปรินิพพาน

คือ การกระทำขันธปรินิพพาน นิพพานเฉพาะขันธ์เหลือไว้แต่ธาตุก่อนก็จะเหลือมโนธาตุหรือจิตอยู่ได้โดยไม่เวียนว่ายตายเกิด เนื่องจากไม่เหลือขันธ์ห้าช่วยปรุงแต่งแล้ว เมื่อไม่มีวิญญาณขันธ์ช่วยประสานกับกายสังขารหรือธาตุอื่นๆ ก็จะไม่อาจเกิดได้อีก จะเหลือแต่ “มโนธาตุ” ดังกล่าว แล้วมโนธาตุนี้เองที่สามารถทำกิจต่อไปได้หลังจากตายแล้วเสมือนจิตวิญญาณดวงหนึ่ง แต่จะทำกิจได้ไม่มาก เพราะไม่มีวิญญาณขันธ์ ทำได้แต่กิจแบบจิตสู่จิตเช่น การสอนธรรม, การโปรดสัตว์ เป็นต้น หลังตายแล้วหากยังมีมวลสัตว์ที่เกี่ยวกับตนยังไม่ได้นิพพานและทำให้ตนก็ไม่อาจนิพพานได้ ด้วยมูลเหตุกรรมนั้นเกี่ยวพันกันไว้ ก็สามารถทำกิจโปรดสัตว์ต่อจนกว่าจะครบ ๕,๐๐๐ ปีได้ แต่จะไม่อาจลงมาเกิดได้ จะทำกิจได้แต่ในโลกทิพย์ โปรดเทวดาเป็นสำคัญ โปรดมนุษย์เป็นลำดับรองไป เฉพาะมนุษย์ที่สามารถสัมผัสมโนธาตุอันละเอียดได้เท่านั้น มนุษย์ที่ยึดติดรูปลักษณ์ภายนอก ไม่เข้า ถึงจิตได้ ไม่เข้าถึงพระจิต ไม่อาจสัมผัสถึงมโนธาตุที่เหลืออยู่ได้ ก็ไม่อาจโปรดได้

การวางแผนกระทำ “พระธาตุนิพพาน” เมื่อครบห้าพันปี

เมื่อทำกิจหลังจากละสังขารแล้ว ในฐานะ “มโนธาตุ” หรือบางท่านเรียกว่า “พระเจ้าแสงแห่งธรรม” ก็ตามที จนจบกิจแล้ว ครบห้าพันปีก็จะกระทำ “พระธาตุนิพพาน” จะไม่เหลือเศษส่วนอะไรอีก นิพพานหมดเกลี้ยงไม่เหลือเลย โดยการใช้พลังจิตดึงเอาพระธาตุของตนมารวมประสานกับจิตที่อยู่เป็นแกนกลาง แล้วเนรมิตรูปกายทิพย์ด้วยอำนาจจิตขึ้นเป็นรูปเสมือนของตนให้เทวดาทั้งหลายได้เห็นแล้วแสดงพระธรรมเทศนาครั้งสุดท้าย เมื่อถึงคราวสิ้นอายุพุทธกาลห้าพันปีนั้น เมื่อกระทำกิจครั้งสุดท้ายจบสิ้นแล้วก็กระทำ “พระธาตุนิพพาน” ทั้งพระธาตุและมโนธาตุก็นิพพานหมดไม่เหลืออีกเป็นนิพพานแท้ไม่เหลือเศษ

ขันธ์นิพพาน ธาตุนิพพาน สำหรับผู้ไม่มีกิจต้องการนิพพานไม่เหลือเศษ       

พระทิเบตจะฝึก “โพวะ” คือ ฝึกเตรียมตัวตายเป็นอย่างแรกก่อนฝึกอย่างอื่น เนื่องจากไม่อาจทราบได้ว่าความตายจะมาเยือนเมื่อไร จึงต้องฝึกโพวะหรือการเตรียมตัวตายก่อนฝึกอย่างอื่น การทำโพวะด้วยการทำ “ขันธ์และธาตุ นิพพาน” จะทำให้นิพพานทั้งธาตุ และขันธ์ ไม่เหลือเศษ คือ นิพพานอย่างเดียว ไม่มีอย่างอื่นเหลืออีก ไม่ใช่แค่ “ปรินิพพาน” ที่นิพพานแต่ส่วนโดยรอบ แต่แกนกลางยังอยู่ วิธีการไม่ยาก ถ้าบุคคลเห็นความไม่เที่ยงของจิต ความไม่เที่ยงของธาตุ เมื่อตายลงธาตุทั้งหลายก็จะนิพพานเอง บุคคลที่นิพพานไปด้วยวิธีนี้ อุปมาดั่งพระพุทธเจ้าและพระอรหันตสาวก ผู้อาศัยสุเมธดาบส เหยียบแล้วเดินข้ามไปถึงฝั่งพระนิพพานนั้น ปล่อยให้สุเมธดาบสทำกิจไปก่อน จึงค่อยตายหลังไป แม้จะดูแปลกและแตกต่างจากพระพุทธศาสนายุคอื่นๆ แต่มวลสัตว์ก็ยังถึงฝั่งนิพพานได้ ทว่า สัตว์เหล่าใดกระทำเพียงขันธปรินิพพานแต่ยังเหลือพระธาตุไม่นิพพาน ก็จะยังไม่นิพพานทั้งหมด ต้องมาทำพระธาตุนิพพานต่อพร้อมกันเมื่อถึงเวลาสิ้นอายุพุทธกาลนี้ ก็จะอุปมาดั่งดอกบัวที่เดี๋ยวบานเดี๋ยวหุบ เพราะกรรมจากการลักสับเปลี่ยนกันของพี่น้องสองคน ให้ท่านหนึ่งได้มาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าก่อน แต่ต้องเสวยวิบากกรรมเช่นนี้

อภิธรรม เรื่อง อุบายสอนจิตให้แจ้งนิพพาน อาจทำให้ยึดจิต

อุบายสอนจิตให้แจ้งนิพพาน ตรงต่อนิพพานมีอยู่ เช่น ให้เพ่งสมาธิดูธรรมชาติบางอย่าง แล้วเห็นความไม่เที่ยง พิจารณาความไม่เที่ยงในฉับพลันนั้นเช่น เพ่งดอกบัวเห็นดอกบัวเหี่ยวไป จิตก็รู้แจ้งถึงความไม่เที่ยงได้ ทว่า จิตรู้แล้ว จิตเป็นผู้รู้แล้ว บางท่านแทนที่จะนิพพานกลับไม่นิพพาน เพราะ “ติดจิตรู้” นี้เอง คือ ไม่สอนให้จิตรู้นิพพาน แล้วยึดจิตที่รู้นิพพานนั้น เมื่อตายลง ดับขันธ์ได้หมด แต่จิตไม่นิพพาน เหลือแต่จิตที่ไม่มีวิญญาณอยู่ ไม่อาจลงมาเกิดได้อีก ไม่มีภาวะขันธ์ห้าแบกอยู่ แต่ก็ยังไม่นิพพานอยู่ดี นี่เกิดขึ้นแล้ว

เข้าสู่ภาวะนิโรธเมื่อจิตวิญญาณสลาย

การเข้าสู่ภาวะนิโรธมีหลายวิธี อุบายจึงมีมากมายอาทิเช่น สนทนาธรรมจนจิตเข้าสู่ภาวะนิโรธ ถูกต้อนจนไม่มีทางไปทั้งซ้ายและขวา จนเอ๋อ จนนิ่งตะลึงงัน แบบนี้ จะเข้าสู่ภาวะนิโรธได้ แต่ถ้าจิตตรงต่อนิพพาน รู้และเข้าใจแล้ว กลับไปยึดติดตัวรู้หรือจิตอีก มโนธาตุก็จะไม่นิพพาน สภาวะความเป็นผู้รู้, ตัวรู้ก็ยังคงอยู่ เมื่อละสังขาร ขันธ์ห้านิพพานหมดแต่มโนธาตุจะเหลือด้วยเพราะไม่ทันทราบว่าจิตนี้นำพาไปเกิด เมื่อจิตภาวะตัวรู้ การรู้ก็ไม่นิพพาน การเข้าสู่ภาวะนิโรธด้วยอุบายวิธีอื่นๆ อาจทำให้ถึงอนาคามีได้ แต่อาจไม่ได้ถึงอรหันต์ เพราะติดจิตผู้รู้ดังกล่าว ดังนี้ จึงต้องพิจารณาต่อไปว่าแม้แต่จิตก็นำพาไปเกิด แม้แต่มโนธาตุหรือธาตุรู้ก็ไม่นิพพาน เห็นความไม่เที่ยงของจิต หรือธาตุต่างๆ ตลอดจนมโนธาตุแล้ว เห็นความไม่มีแม้แต่ธาตุใดๆ ก็เข้าถึงนิพพานสุดละเอียด นิพพานได้จริง

พระอรหันต์สมัยพุทธกาลจำนวนมาก ไม่เข้านิพพานเพราะยังไม่ทำธาตุนิพพาน

พระอรหันต์ในสมัยพุทธกาลจำนวนมาก ยังไม่เข้านิพพาน ยังภูมิจิตตนเองไว้เหลือก่อนถึงนิพพาน หลายท่านเหลือแต่ “มโนธาตุ” แต่ยังไม่นิพพาน และจะรอนิพพานพร้อมกัน เมื่อถึงสิ้นสุดอายุพุทธกาลห้าพันปี เมื่อพระพุทธเจ้ากระทำ “พระธาตุนิพพาน” นั่นเอง ก็จะมีเทวดามากมายนิพพานพร้อมกันในวันนั้น ดังนั้น ถ้านับตามปัญญา ก็นับว่าได้อรหันต์กัน เพราะจิตแจ้งถึงนิพพานจริง แต่ถ้านับดูภูมิจิต จะพบว่าเมื่อละสังขารลงยังไม่นิพพานทันทียังเหลืออีกหนึ่งชาติภพต้องไปเสวยวิบากอยู่ก่อนให้หมด เนื่องจากอายุขัยสั้นชำระกรรมไม่หมดกัน แบบนี้เข้าข่าย “ผู้ไม่กลับมาอีก แต่ยังไม่นิพพานทันที” ก็คือ “อนาคามี” ดังนี้จึงกล่าวว่า “โลกไม่เหลือมีพระอรหันต์” เพราะเหลือแต่อนาคามีด้วยเหตุดังที่กล่าว ปัจจุบัน ก็มีพระอรหันต์ในสมัยพุทธกาลมาเกิดอีกจำนวนมาก ดังเช่น พระมหากัจจายนะได้มาเกิดต่อเป็นพระอุปคุต เพื่อปราบพญามาราธิราช ส่วนพระอชิตะแบ่งภาคมาเป็นพระเจ้าอโศกมหาราช ทั้งสองบำเพ็ญบารมีคู่กันมากเรื่อยๆ ด้วยบุญกรรมที่ผูกกันนั้นเอง ทำให้เกิดมาพบกันหลายต่อหลายชาติเพื่อช่วยกันค้ำพระพุทธศาสนา เช่น ชาติที่พระอชิตะเกิดเป็นพ่อขุนรามฯ พระมหากัจจายนะได้แบ่งภาคลงมาเป็น “มะกะโท” นอกจากนี้ ยังมีพระอรหันต์ท่านอื่นๆ อีกหลายท่าน ก็เวียนว่ายกลับมาเกิดใหม่ด้วย เพราะท่านยังไม่เข้านิพพาน หลายท่านวางแผนว่าจะนิพพานพร้อมกันเมื่อสิ้นอายุพุทธกาล คือ ห้าพันปีนี้    

ปฏิบัติถึงอนาคามีก็พอแล้ว

การปฏิบัติให้ต้องได้อรหันต์ ให้กิเลสหมดอย่างแท้จริงนั้น นับว่าเคร่งครัดมากไป และยังอยู่กับยุคสมัยปัจจุบันได้ยาก จริงอยู่ถ้ามีพระอรหันต์มากมายก็ดี แต่ไม่จำเป็นต้องยึดมั่นอย่างนั้นก็ได้ ถ้าได้เพียงอนาคามีแล้วไปเสวยบุญกรรมที่เหลืออีกหนึ่งภพชาติข้างหน้าบนสวรรค์ พอถึงเวลาก็นิพพานได้ ดังที่กล่าวแล้วว่า พระพุทธศาสนามีอายุห้าพันปี และเมื่อสิ้นอายุพุทธกาล จึงจะเป็นเวลากระทำ “พระธาตุนิพพาน” แล้วท่านทั้งหลายนั้นจึงจะนิพพานพร้อมๆ กัน แม้แต่พระอนาคามีก็จะกระทำได้อย่างนี้ด้วย นี่จึงบอกว่าไม่ต้องบังคับให้ได้ถึงอรหันต์ก็ได้ การที่ได้ถึงนิโรธ จิตตรงต่อนิพพานแล้วหมดสิ้นวิจิกิจฉา หรือความสงสัยในธรรม สงสัยในนิพพานแล้ว ปัญญาแจ้งว่านิพพานมีจริง นิพพานเข้าถึงได้ นิพพานเป็นเช่นนี้เอง ไม่มีอะไรพิสดาร ไม่มีอะไรดี ไม่มีอะไรไม่ดี ไม่เป็นอย่างอื่น ก็แค่เท่านี้ คือ นิพพาน ไม่เป็นอื่น เท่านี้ก็พอแม้ว่าจะไถ่ถอนสังโยชน์ได้ไม่หมดก็ตาม 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น