รวมบทความธรรมปฏิเวธ ถามตอบ ชุด คำทำนายเกี่ยวกับพระศรีอาร์ฯ กลางกึ่งพุทธกาล

รวมบทความธรรมปฏิเวธ ถามตอบ ชุด คำทำนายเกี่ยวกับพระศรีอาร์ฯ กลางกึ่งพุทธกาล

ธรรมปฏิเวธ ถามตอบเรื่อง คำทำนายเกี่ยวกับพระศรีอาร์ฯ กลางกึ่งพุทธกาล

ถาม : คำทำนายที่พระศรีอาร์ฯ จะมาเป็นเจ้าจักรพรรดิเป็นจริงไหม?

ตอบ :

คำทำนายมีอยู่จริง เบื้องบนทำงานเรื่องนี้จริง แต่แผนไม่จำเป็นต้องสำเร็จจริงก็ได้นี่ ถ้าแผนสำเร็จก็เท่ากับเปิดยุคศรีอาร์ฯ คือ ยุคคนดี คนเลวตายเยอะแยะ ไป ๗๕% เหลือในโลกนิดเดียว มันไม่มีประโยชน์อะไรเลย ยุคศรีอาร์ฯ ก็ควรเกิดในยุคศรีอาร์ฯ ยุคนี้เป็นยุคของพระสมณโคดมเขา ไหนๆ ก็ลักดอกบัวสับเปลี่ยนกันมาแล้วก็ให้เขาไปก่อน รอก่อน อย่าเพิ่งรีบใจร้อนอยากให้ถึงยุคศรีอาร์ฯ เร็วๆ ตอนนี้ยังไม่ถึง ๕,๐๐๐ ปี ตามสัจจะวาจาที่ให้กันไว้ ดังนี้ ยังต้องเป็นยุคของพระสมณโคดก่อน ยังเปลี่ยนเป็นยุคศรีอาร์ฯ ไม่ได้

ถ้าพระศรีอาร์ฯ มาเป็นใหญ่บนโลก มันก็เข้ายุคศรีอาร์ฯ เลย เพราะหัวหน้าเป็นใหญ่ ก็จะมีบริวารมาหนุน นอกเสียจากว่าจะมีพระนิตยโพธิสัตว์องค์อื่น มาเล่นงานทำลายบริวารของพระศรีอาร์ฯ เสีย ให้ตายบ้าง ถูกกลั่นแกล้งจนทำอะไรไม่ได้บ้าง อย่างนี้ ก็จะไม่มียุคศรีอาร์ฯ ได้เต็มที่ มีแต่ศรีอาร์ฯ ที่เป็นเจ้าจักรพรรดิ แบบนี้มีบ่อยๆ ในประวัติศาสตร์โลก พระศรีอาร์ฯ ก็เกิดบ่อยๆ ไม่ใช่แค่กึ่งพุทธกาลนี้เป็นครั้งแรกหรอก เกิดแยะแยะ ในจีน ในเกาหลี ในญี่ปุ่น ในอเมริกา ในยุโรป โอ้ย ทั่วแหละ เยอะแยะ เรื่องคำทำนายก็มีกันเยอะ ทุกครั้งแหละที่พระนิตยโพธิสัตว์กลุ่ม “ศรัทธาธิกะ” มาเกิด ต้องมีคำทำนายไว้ด้วย เพราะศรัทธาธิกะเขาทำงานได้ ก็ด้วยอาศัยเชื่อคำทำนาย ส่วนพวกปัญญาธิกะ จะทำงานได้ต้องอาศัยผู้มีปัญญาช่วย เช่น ขงเบ้งช่วยเล่าปี่ ดังนั้น คำทำนายมันมีอยู่เรื่อยแหละ ไม่ใช่แค่ครั้งนี้หรือที่นี่ ประเทศไทย ประจำๆ ไม่แปลกไม่ใหม่เลย แต่มันไม่จำเป็น ต้องเป็นจริงเสมอไป เพราะ “วิริยธิกะ” เขาเป็นพวก “ไม่เชื่อคำทำนาย” เขาเลือกทาง เดินของเขาเองที่ไม่มีใครลิขิตไว้ อย่างที่เขาอยากจะเป็น และอย่างที่เขาเห็นว่าควรจะเป็น แล้วเขาก็เพียรทำให้มันเป็นจริง ซึ่งสุดท้ายแล้ว กำลังของวิริยธิกะเหนือกว่าศรัทธา ธิกะ ดังนั้น คำทำนายจะไม่มีทางเป็นจริง แต่มันก็อาจมีบางส่วนปรากฏได้บ้าง เช่น เรื่องภัยพิบัติ ถ้าไม่มีเลย คนจะหลงโลกมาก ยิ่งตอนนี้ มีแต่โลกีย์สุขเต็มไปหมด คนดูหนังฟังเพลงเช้าเย็นๆ ทุกวัน เริงโลกีย์กันยิ่งกว่าพระราชาอีก มันหลงเกินไป ภัยพิบัติก็ต้องมีกันบ้าง ปล่อยมันไป แต่พระเจ้าจักรพรรดิอะไรนั่น มันไม่จำเป็นต้องมีเสมอไปหรอก ถ้าคนเสวยบุญหมดเกลี้ยงไปแล้ว จะเอาบุญที่ไหนไปเห็นพระเจ้าจักรพรรดิอีก ไม่มีได้เลย

ถาม : ถ้าไม่มีพระเจ้าจักรพรรดิ พระศรีอาร์ฯ จะค้ำศาสนาได้อย่างไร?

ตอบ :

ทำไมจะไม่ได้ละลูกเอ๋ย ดูยุคนี้สิ มันเป็นยุคของวรรณะกษัตริย์ที่ไหนกัน มันเป็นยุคของนายทุน เราเรียกว่า “ทุนนิยม” ไงลูกเอ๋ย อย่าหลงยุคสิ ยุคกษัตริย์มันสิ้นไปนานแล้ว มีไว้ก็ดี เราก็ชอบกัน แต่อำนาจที่แท้จริงไม่มีเหมือนอย่างเก่าก่อนหรอก ดังนี้ ต่อให้ไปได้ตำแหน่งพระเจ้าจักรพรรดิ ก็ทำอะไรไม่ได้ สู้เป็นนายทุนไม่ได้หรอก เป็นอย่างบิล เก็ต ดูสิ เงินเยอะแยะ มากกว่าพระราชาอีก เอาเงินยัดนะให้พวกนักการเมืองเนี่ย ขอร้องให้เปิด ทางให้แก่การเผยแพร่พุทธศาสนาหน่อย เขาเรียกว่ากลยุทธ์เชิงนโยบายคือนายทุนเป็นผู้กำหนดนโยบายบางอย่างให้แก่นักการเมือง สนับสนุนนักการเมืองอยู่ข้างหลังแค่นี้ มันก็มีอำนาจไม่ต่างอะไรกับพระราชาแล้วลูก ยังจะต้องไปเป็นพระเจ้าจักรพรรดิอะไรอีก อีกประการ ประวัติศาสตร์การดูแลศาสนานี่นะ ปุถุชนต่อให้มีอำนาจล้นฟ้าแค่ไหนได้เป็นเจ้าจักรพรรดิ แต่ถ้าไม่มีปัญญาที่เข้าใจถึงความเป็นพุทธศาสนาที่แท้จริงได้ ความหวังดีนั่นแหละจะเป็นตัวทำลายพุทธศาสนาที่ดีที่สุดเช่น หวังดีมากๆ ให้ตำแหน่งทางโลกแก่พระนี่แหละทำศาสนาเสื่อมหมดเลยลูก นี่ไม่ได้ปรามาสหรือลบหลู่ใครนะ เราพูดเชิงวิชาการ เอาความจริงมาพูดกัน ไม่ต้องมายัดเยียดข้อหาหมิ่นประมาทอะไรให้เรา เราไม่ได้ว่าใคร

อนึ่ง พระพุทธศาสนาไม่จำเป็นต้องมีพระเจ้าจักรพรรดิ โดยเฉพาะศาสนาของพระสมณโคดมเขานี่ ไม่มีเจ้าจักรพรรดิหรอก ลูกโดนเขาหลอกแล้ว ของพระสมณโคดมมีบุญได้แค่ “ธรรมราชา ๗ องค์” ตอนเกิดเดินบนดอกบัว ๗ ดอก หมายถึงเผยแพร่ธรรมไปได้ ๗ แว่นแคว้นไง เรื่องพระเจ้าจักรพรรดินั้น เป็นบุญของพระศรีอาร์ฯ จะมีในยุคของท่าน ไม่มีในยุคนี้ โดนเขาหลอกแล้ว มีที่ไหนกันพระเจ้าจักรพรรดิจะมาหนุนศาสนาของพระโคดม สัตว์โลกยุคนี้มีบุญได้เห็นพระพุทธเจ้าบารมี ๔ อสงไขยก็เหลือบ่ากว่าที่จะรับแล้ว เสวยบุญกันจะเกลี้ยงแล้ว ไม่มีบุญจะรับพระเจ้าจักรพรรดิได้อีกหรอก ที่ผ่านๆ มา เขาว่าจะมีพระเจ้าจักรพรรดิ ๕ องค์ หนุนพุทธศาสนาของพระสมณโคดมให้ครบ ๕,๐๐๐ ปีใช่ไหม นี่มันโลภเกินไป ขนาดตอนพระพุทธเจ้าสมณโคดมลงมาตรัสรู้เอง บุญบารมีท่านขนาดไหนละ ยังไม่มีเจ้าจักรพรรดิเลย มีแต่ธรรมราชา ๗ องค์ แล้วเราจะเอาบุญอะไร ของใครมาให้เกิดเจ้าจักรพรรดิ ถ้าไม่ใช่บุญของคนอื่นที่ไม่ใช่พระสมณโคดม เช่น บุญของพระศรีอาร์ฯ ก็ได้ แต่ถ้าท่านเสวยบุญเป็นเจ้าจักรพรรดิค้ำศาสนา ท่านเองนั่นแหละจะทำลายพุทธศาสนาเสียเอง ก็ด้วยความไม่เข้าใจในพุทธศาสนา และเพราะบุญแห่งพุทธศาสนาของพระสมณโคดมนี้ ไม่มีพอที่จะได้พระเจ้าจักรพรรดิมาค้ำศาสนากะเขา อย่าหวังมากเกิน คิดดู ตอนนี้เราอยู่สุขสบาย, สะดวก และเริงโลกีย์กันขนาดไหน เช้าเย็นทุกวัน ผมเห็นดูทีวี ดูหนัง ฟังเพลง กันยิ่งกว่าพระราชาเสียอีก เรายังมีบุญตรงไหนไปเหลือได้เห็นเจ้าจักรพรรดิกันอีกเล่า ไม่มีหรอก นี่ว่ากันตามจริง ตรงไปตรงมา ตามกรรม ตามบุญนะ ไม่ได้ลำเอียง ยุติธรรมดูตามเนื้อผ้าเลย มันไม่มีบุญเหลือจะได้เห็นเจ้าจักรพรรดิกันจริงๆ

ถาม : แล้วที่มีคำทำนายว่าพระเจ้าจักรพรรดิ ๕ องค์ จะค้ำศาสนาละ?

ตอบ :

ที่ว่าจะลงมาองค์ละช่วงหนึ่งพันปี จนครบ ๕ องค์ ครบห้าพันปีใช่ไหม นี่ละมันเป็น “กลลวง” ถ้าจิตภาคแบ่งของศรีอาร์ฯ องค์ไหนเชื่อ ก็บำเพ็ญบารมีได้สูงสุดแค่ “ศรัทธาธิกะ” จะตรัสรู้เป็นพระศรีอาริยมเตตรัยพุทธเจ้าไม่ได้ดอก เพราะบารมีไม่ถึงวิริยธิกะเขา เขาทำนายไว้ “ลองใจ” ภาคแบ่งของศรีอาร์ฯ เฉยๆ นี่ก็มีพระเจ้าจักรพรรดิผ่านไป ๒ องค์แล้ว แต่ไม่ใช่พระเจ้าจักรพรรดิที่สมบูรณ์นะ แค่เกือบๆ อย่างพระเจ้าอโศกมหาราช นี่ก็นับได้ว่าพอจะเป็นพระเจ้าจักรพรรดิองค์แรกที่เป็นภาคแบ่งของศรีอาร์ฯ ลงมาค้ำศาสนาได้ แต่ยังไม่ได้ความเป็นเจ้าจักรพรรดิสมบูรณ์หรอก สมบัติแห่งเจ้าจักรพรรดิ ๗ ประการไม่ครบ แต่อำนาจแผ่ไพศาลนับได้ว่าเป็นเจ้าจักรพรรดิบนโลกยุคนี้ได้เหมือนกัน ก็ไม่ได้ค้ำศาสนาพุทธถูกวิธีนะ ตอนจับพระสึกห่มขาวกันเยอะแยะนั้น ไม่ใช่ว่าถูกตามธรรมวินัย ตามธรรมวินัยจะสึกพระได้ พระต้องปาราชิกก่อน นี่บางรูปแค่ปฏิบัติไม่ได้เรื่อง ไม่ดี ไม่งาม แต่ไม่ถึงขั้นปาราชิกก็มี แต่โดนจับสึกด้วย “ข้อหาเดียรถีย์” ทว่าข้อหานี้มันไม่มีในปาราชิกสี่นะ เราจะไปกล่าวหาใครเขาว่าเป็นเดียรถีย์นี่ แล้วจับเขาสึกนี่ต้องว่าตามธรรมวินัยด้วย เขาผิดถึงปาราชิกจริงหรือไม่ ไม่ใช่ปุถุชนจะมาคิดเอาได้ง่ายๆ นะ มันเป็นเรื่องของสงฆ์เขา ท่านที่เข้าใจพระวินัยดีๆ อย่างพระอุบาลี ท่านจะทราบดี มันไม่ใช่จะมาสึกกันง่ายๆ ใครสึกพระ โดยที่พระไม่ผิดถึงขั้นปาราชิกจริงโดนกรรมหนักนะ ไม่ใช่ของเล่นๆ

ทีนี้ กลับมาเรื่องของพระศรีอาร์ฯ ก่อน กล่าวคือ ท่านจะแบ่งภาคใหญ่ ประมาณ ๕ ครั้ง เพื่อบำเพ็ญบารมีค้ำพระพุทธศาสนาของพระสมณโคดมตามสัจจะวาจาที่ให้ไว้แก่กันแต่ละครั้งที่แบ่งมา จะมีคำทำนายว่าท่านจะมาเป็นพระเจ้าจักรพรรดิทุกครั้งแหละ แต่ถ้าในยุคไหน ภาคแบ่งไหนได้ลงมา แล้วเป็นพระเจ้าจักรพรรดิจริง ก็จะไม่ได้บารมีตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ทั้งยังทำลายพุทธศาสนาอีกด้วย เพราะความหลงตัวเอง ความเข้าใจโลก แต่ไม่เข้าใจธรรมของพระเจ้าจักรพรรดินั่นแหละ ซึ่งคนที่จะโปรดพระเจ้าจักรพรรดิได้นั้นนอกจากพระพุทธเจ้าแล้ว ก็มีแต่พระปัจเจกพุทธเจ้าเท่านั้น ยุคนี้มีสองแบบนี้ไหมละ ไม่มีเลย แล้วพระเจ้าจักรพรรดิจะมาได้ไง ไม่มีหรอก ภาคแบ่งของพระศรีอาร์ฯ มีเป็นหมื่นโกฏิ แต่ภาคแบ่งไหนที่มีบารมีมากพอลงมาค้ำศาสนา จะได้คำทำนายแบบนี้ พอเชื่อก็บำเพ็ญไม่ผ่าน ถ้าไม่เชื่อ แต่ค้ำศาสนาสำเร็จก็จะได้สัจจะบารมีส่วนขาด เต็มเลย 

ธรรมปฏิเวธ ถามตอบเรื่อง คำทำนายเกี่ยวกับภัยพิบัติ กลางกึ่งพุทธกาล

ถาม : คำทำนายเกี่ยวกับภัยพิบัติหลังกึ่งพุทธกาลจะเป็นจริงไหม?

ตอบ :

มีคำทำนายไว้จริง และเบื้องบนก็ทำจริงด้วย แต่ไม่จำเป็นต้องเหมือนคำทำนายเป๊ะๆ มีบ้าง ไว้ให้คนเกรงขามกฎแห่งกรรม เพราะตอนนี้หลงกันมาก หลงกันจัด สอนกันไม่ได้ ภัยพิบัติจึงต้องมี จริงๆ ไม่มีเลยก็ได้ ถ้ามนุษย์หายหลงโลก หลงฤทธิ์ หลงคนมีบารมีกัน แล้วเจริญรอยตามพระพุทธเจ้าหรือพระศาสดาต่างๆ ให้มากขึ้น ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงได้ วางแผนก็เปลี่ยนแผนได้ ยืดหยุ่นได้ ผ่อนปรนได้ แต่ “สมควรไหมละ” ที่ดู ที่เห็น ยังไม่เห็นว่ามีตรงไหนสมควรจะผ่อนปรนนะ มีตอนที่เกิดภัยที่เฮติ คนทั่วโลกช่วยกัน อันนี้ได้ผ่อนปรนบ้าง ตอนแรก กรุงเทพฯ จะโดนน้ำท่วมแบบฉับพลัน คือ แผ่นดินยุบลงไปเป็นทะเลสาบเลย และจะตายกันเกลี้ยง เพราะหลงกันมาก ตอนนี้ ก็ลดโทษให้ เลยผ่อนลง มีภัย ไฟ, ลม, น้ำ, ดิน เข้ามาแทน สี่อย่างแต่เบาขึ้น ให้เป็นระลอกๆ เตือนทีชั้นๆ ถ้ายังหลงอยู่ไม่หนี ก็ตายซะ ทำไงละ เตือนตั้ง ๓ หนแล้ว ถ้ายังหลงสมบัติกันอีก ก็ลงครั้งที่สี่ ดินยุบเลย ตายหมด เน่าเละเทะทั้งเมือง เป็นเมืองผีมีแต่ซากศพ ไม่ได้ขู่นะ เขาวางแผนแล้ว เอาจริง ทั้งเบื้องบนและเบื้องล่าง เบื้องบนคือ เทวดาที่ดูแลกฎแห่งกรรม เขาดูอยู่ และเบื้องล่างคือ “มนุษย์ที่เป็นปรปักษ์กับประเทศไทย” ทั้งคนไทยเอง และชาวต่างชาติที่หวังรุกล้ำแผ่นดินไทย เขาวางแผนกันมานานทั้งโลก เขาร่วมมือกันทั้งโลกนานแล้ว

แต่ทุกอย่าง “เปลี่ยนแปลงได้” อย่างภัยพิบัติครั้งหนึ่งลงมานี่ เทวดาเขาก็ดูว่าคนช่วยกันไหม ถ้าช่วยเหลือกันดี ครั้งต่อไปเขาก็อาจลดหย่อนผ่อนโทษให้ได้บ้าง ตอนนี้ ลดลงไปเยอะ เพราะภาคแบ่งของศรีอาร์ฯ ไม่เอาความเป็นเจ้าจักรพรรดิแล้ว เพราะถ้ารับนะจะมีคนตายไป ๗๕% ที่เหลือๆ แต่คนดีมีกรรมน้อย บุญก็พอมีบ้าง แต่อย่าคิดว่าจะเหลือเยอะ ยุคนี้มันสวาปามบุญกันแทบไม่เหลือแล้ว พอพระศรีอาร์ฯ ยอมละความเป็นเจ้าจักรพรรดิ กรรมจะบางลง คนเลวจะไม่ถูกเก็บหมด จะเหลือมากกว่า ๗๕% ทีนี้ ตำแหน่งเจ้าจักรพรรดิจะว่างลง พระนิตยโพธิสัตว์องค์ที่บารมีรองๆ ลงไปก็รับแทนได้ ส่งผลให้มีกรรมกระทบต่อมวลสัตว์ลดลง ในกลุ่มที่แตกต่างไป คือ บริวารของพระนิตยโพธิสัตว์องค์ที่เป็นเจ้าจักรพรรดิ ก็จะดำรงอยู่ได้ต่อไปบนโลก บริวารของพระศรีอาร์ฯ ก็ต้องทน ลำบากต่อไปหน่อย ไม่ได้เป็นใหญ่กะเขา เพราะเจ้านายไม่เอา แต่สมัยแล้วลูกเอ๋ย ต่อให้ลำบากแค่ไหน มันก็ไม่ลำบากจริงหรอก คิดดูสิ ขนาดคนใช้นะ ยังมีรถโดยสารประจำทาง ขึ้นได้ ถนนปลอดฝุ่น โอ้ย มันมีชีวิตที่ดีกว่าพระราชาในอดีตเสียอีกแล้วลูกจะเอาอะไรกันอีกละ แค่นี้ก็พอแล้ว เป็นแค่ชาวนาในยุคนี้ ยังมีทีวีดู วิทยุฟังเพลง มีดารามาเต้นยั่วให้ดูทุกวัน มันยิ่งกว่าพระราชาแล้วลูกเอ๋ย ดังนี้ ไม่ต้องไปแก่งแย่งเอาความเป็นใหญ่อะไรกะเขาหรอก ให้พระนิตยโพธิสัตว์องค์รองๆ รับไป ให้บริวารของท่านเสวยไป เราทนหน่อย ไม่ได้อะไรหรอก แต่เราปลอดภัยจากกรรมมากกว่า อย่าเสี่ยงเลยลูก ยุคนี้ ลงนรกง่ายมาก หมดบุญ หมดตัวกันง่ายๆ มาก ยอมให้พระนิตยโพธิสัตว์องค์อื่นทำหน้า ที่แทน เป็น “องค์แทนเจ้าจักรพรรดิ” ไปดีแล้ว นี่เราก็มีแล้วนี่ King of the king ไง จะไปแสวงหาอะไรกันอีก คนที่เขาสอนเราเรื่องพระเจ้าจักรพรรดินั้น เขาจะหลอกเราให้ไปล้มล้างสถาบัน เพื่อยกเอาคนที่เราศรัทธานับถือเป็นเจ้าจักรพรรดินะสิ อย่าหลงเขาลูก ตอนนี้ ภัยพิบัติมันเริ่มเกิดจริง เมื่อก่อนคนต่อต้านไม่เชื่อคำทำนาย เดี่ยวนี้กลายเป็นเชื่อเกินไปแล้ว เริ่มอยากได้เจ้าจักรพรรดิกันอีก หวังอยากให้เจ้าจักรพรรดิมาทำให้ตนเองรวย เออ ได้สบายกันขนาดนี้แล้วจะเอาอะไรกันอีก ได้ขนาดนี้มันสุขสบายกว่าพระราชาในอดีตด้วยซ้ำไป ยังจะไม่พอกันอีกหรือ ได้เท่านี้ก็พอกันบ้างเถิด พอใจที่เรามีอย่างที่เรามีนี้ ไม่ต้องไปพยายามเปลี่ยนแปลงอะไรอย่างอื่นหรอก เปลี่ยนแปลงตัวเรานี่ดีกว่า มาหวังบำเพ็ญบารมีให้สมค่า คุ้มค่าที่เสียชาติเกิดมากันดีกว่าแล้วตายไปเจอกันที่สวรรค์จะไม่เสียดายชาติเกิด ภัยพิบัติมีได้ ผ่อนปรนได้ แต่เราจะทำให้เขายอมลดโทษได้ไหมละ ไปช่วยคนมากมายก็ไม่มีประโยชน์ ทำกิจหน้าที่ของเราตามสัจจะวาจากันดีกว่า

ถาม : ทำอย่างไร ภัยพิบัติหลังกึ่งพุทธกาล จึงจะลดลงได้?

ตอบ :

มีวิธีมากมายเลย อย่างแผ่นดินไหวนี่ พระสงฆ์เก่งๆ มีตาทิพย์หูทิพย์ มโนมยิทธิ ก็ดูได้ เช่น เวลาแผ่นดินไหวนี่ อาจเป็นผลจากแม่กาลีลงปราบอสูร พวกมีสัมผัสทิพย์ก็ดูได้นี่ เก่งกันนักทำไมจะไม่รู้ แก้ไม่ได้ละ อย่าเอาแต่เก่งพูดให้คนกลัว แล้วทำบุญกะตัวเองสิ ต้องเก่งที่จะช่วยคนให้รอดพ้นได้ด้วย มันไม่ยากหรอก อย่างแม่กาลีนั้น เขาจะลงเมื่อเขามีทายาทคือ พระพิฆเนศ เขาจะหนุนพระนิตยโพธิสัตว์ที่มีบารมีมาก และมีจิตวิญญาณพระพิฆเนศแฝงหรือแทรกอยู่ เพื่อให้พระพิฆเนศขึ้นเป็นใหญ่แล้วหนุนศาสนาพราหมณ์ เราแค่ไปโปรดคนๆ นั้น ที่มีจิตวิญญาณพิฆเนศให้หลุดพ้นจากพรหม ขึ้นเป็นโพธิสัตว์แค่นี้ ก็จบแล้ว แม่กาลีก็ทำอะไรไม่ได้อีก หมดกิจจะทำ เพราะไม่มีลูกให้หนุนหลังแล้ว

อย่างน้ำจะท่วมหลายแห่งบนโลกนั้น ก็แก้ได้ น้ำท่วมมันมีหลายสาเหตุในทางโลกทิพย์ เช่น แม่คงคาลงมาเกิดเป็นมนุษย์แล้วบำเพ็ญบารมีมาก น้ำก็มาได้ แม่คงคานี่ ถ้ามีพระศิวะรับไว้ ก็ไม่มีภัยแก่โลก ดิน, น้ำ, ลม, ไฟที่มีภัยแก่โลกทั้งหลาย ตลอดจนแม้กระทั่งพิษร้ายนั้น พระศิวะรับได้หมดแหละ พอท่านยอมรับ กรรมก็เบาลง อย่างโรคร้าย น่ะ ถ้าพระศิวะยอมรับ ยอมเป็นโรคร้ายเสีย ๑ โรค ภัยจากโรคนั้นก็เบาเลยจ๊ะ อย่างน้ำท่วมนี่ พระศิวะยอมแต่งงานกับแม่คงคา (รับแม่คงคา) ก็ไม่มีปัญหาแล้ว แต่เราก็ใช้ญาณทิพย์เพ่งดูสิ ใครเป็นพระอิศวรมาเกิด ใครเป็นแม่พระคงคามาเกิด โอ้ย เก่งกันนักนี่ เห็นมีคำทำนายอะไรกันได้เยอะแยะ เพ่งดูเลย ดูไม่ยากหรอก อะไรๆ ทั้งหลายที่จะทำลายโลกนี้ ไม่ยากเลย ยกให้องค์ศิวะรับนั่นแหละ รับได้หมด แต่เมื่อท่านรับแล้ว ท่านก็เท่ากับรับกรรมแทนมนุษย์นะ ท่านก็จะลำบาก แต่ไม่ถึงตาย เหมือนพระเยซูแหละที่ยอมขึ้นไม้กางเขนเพื่อปลดกรรมให้มนุษย์ จริงๆ ยุคนั้น มนุษย์จะถูกทัณฑ์ทรมานกันอีกมาก แต่พอพระเยซูรับแล้ว มันก็เบาลงมากเลย นี่แหละ เขาเรียกรับบาปแทนกัน มันทำได้นะ อย่าคิดว่าไม่ได้ เพราะอะไร เพราะเราเป็นสัตว์สังคมไง ไม่ใช่ปัจเจก จึงช่วยเหลือกันได้ ยืมกันได้ แทนกันได้ แต่ต้องไปใช้คืนกันนะ ยืมแล้วต้องคืน พระเยซูก็ได้บริวารไปสิ บริวารก็ต้องไปใช้คืนพระเยซู จากที่ท่านปลดกรรมที่มนุษย์มากมายมีกรรมต้องทัณฑ์ทรมาน มนุษย์ที่มีกรรมเหล่านั้น จะไปใช้หนี้พระเยซูแทนในรูปอื่น คือ มาเป็นบริวารทำงานให้ท่านแทน นี่เป็นแบบนี้แหละ วิธีสร้างสัตว์สังคม เขาผูกกรรมกันได้ด้วยวิธีนี้ เพราะเราไม่ใช่ปัจเจกชน จึงช่วยเหลือเจือจุนกันได้ ทว่า ยุคนี้ ท่านช่วยมามากแล้ว ท่านจะช่วยอีกไหมก็ไม่รู้ เห็นว่าท่านจะ “พิพากษา” นะ คือ ไม่ช่วยแล้ว ใครทำกรรมใดไว้ ก็รับไปอย่างนั้น ไม่มีใจอ่อนผ่อนปรนกันแล้ว เพราะช่วยมามากเกินไปแล้ว ทำให้เสียนิสัยหมด

คนที่มีบุญบารมี มีฤทธิ์จริง อย่าเก่งแต่ปาก ช่วยคนได้ทั้งนั้นแหละ อย่างหลวงพ่อสดนี่ ก็ช่วยประเทศไทยมาแล้ว ไม่ใช่เรื่องโกหกนะ แต่อย่าไปหลงมากเรื่องฤทธิ์พวกนี้ ท่านไม่พูดตอนมีชีวิตอยู่ ก็เพราะไม่อยากให้คนหลงฤทธิ์มากนั่นแหละ พระสงฆ์ที่มีฤทธิ์มากในประเทศไทยนี่ ช่วยประเทศไทยกันมาทั้งนั้น มีทั้งที่เปิดเผย และไม่เปิดเผย ดังนั้น มันก็ช่วยกันได้ แต่ถ้าเหลือบ่ากว่าแรง กรรมมนุษย์มันมากเกินไป ใครก็ช่วยไม่ได้ ต้องปล่อยไปตามกรรม จะเอาตัวต้านทานแรงน้ำเชี่ยว ตัวเองก็จะเอาตัวเองไม่รอดเอา กระแสกรรมมันแรงมากเกินไป ช่วยไม่ไหวมันก็มี ท่านไหนที่ช่วยคน แม้ว่าจะไม่เปิดเผยตัว คนที่รอดกรรมก็ติดหนี้ท่านหมด ต้องตามไปเป็นบริวารช่วยเหลืองานท่าน ไม่ได้นิพพานกันหรอก ดังนี้ ปล่อยไปตามกรรมดีที่สุดแล้ว ปล่อยไปตามธรรมชาติก็ดีที่สุดแล้ว แต่วิสัยของพระโพธิสัตว์นั้น มันอดใจยากที่จะไม่ยื่นมือช่วยเหลือคน มันก็มีได้บ่อยๆ ดูสิ ประเทศอื่นๆ ที่เขามีพระพุทธศาสนา ตอนนี้ไม่เหลือสภาพแล้ว ทิเบตล่มสลายแล้ว ต้องตกเป็นของจีน แม้แต่เวียดนาม ก็ล่มสลายกลายเป็นคอมมิวนิสต์แล้ว พระยังประท้วงจนต้องเผาตัวตายเลย แล้วประเทศไทยเรายังเหลือ ยังยืนหยัดอยู่ได้ทุกวันนี้เพราะอะไรกัน ไม่ใช่แค่เพราะคนทำงานที่เราเห็นกันในทีวีหรอก มันมีคนที่เราไม่รู้จัก มองไม่เห็นช่วยกันอีกเยอะ 

ธรรมปฏิเวธ ถามตอบเรื่อง การทำกิจของตน เพื่อให้จบกิจ จบพรหมจรรย์

ถาม : คนเราไม่ทำกิจอะไรเลย ก็ไม่มีกรรม จะนิพพานได้ไหม?

ตอบ :

ไม่ได้ ทุกคนต้องมีกิจ ถ้าไม่มีกิจก็ไม่ต้องเกิดกันแล้ว นิพานไปเลย ดังนั้น ทุกคนที่มาเกิดจึงมี “กิจ” สำคัญของตัวกันทั้งนั้น เพียงแต่ว่าจะหลงทาง หลงโลก หลงตัวเองจนลืมทำกิจที่ควรหรือไม่ เท่าที่เห็นก็ผิดพลาดกันทั้งนั้นแหละ ผิดพลาดนี่เป็นของธรรมดาเลย มีกิจของตน แต่ไม่ทำกิจกันเยอะแยะ เมื่อไม่ทำกิจ ก็ไม่จบกิจ ก็ไม่ได้นิพพาน หนี้เก่ายังใช้ไม่หมด แล้วจะนิพพานได้อย่างไร หนี้กรรมนี่มันใช้ได้สามวิธีนะ คือ

๑)   รับเป็นวิบากกรรม

แบบนี้ ไม่มีไม่ได้ ไม่มีแล้ว สัตว์จะหลงโลก ไม่เชื่อกฎแห่งกรรมว่ามีจริง เมื่อทำกรรมแล้ว จึงต้องมีวิบากกรรมต้องรับ แต่เราไม่จำเป็นต้องรับ ๑๐๐% นะ อาจรับวิบากกรรมจริงเพียง ๘๐% ก็ได้ ที่เหลือเราขอผ่อนปรนกับเจ้ากรรมนายเวรได้ ให้ใช้หนี้กรรมรูปอื่น ส่วนพวกปัจเจกชน ที่จะบำเพ็ญเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้านี่ เขาจะไม่ค่อยผ่อนปรนให้ใช้ด้วยวิธีอื่นๆ ยกเว้นบางกรณี เช่น พระเทวทัต ที่ทำกรรมต่อพระพุทธเจ้า ตกนรกแล้ว ก็มีองค์กษิติครรภ์ไปฉุดขึ้นมา ให้ช่วยพระศรีอาร์ฯ ในกิจค้ำพระพุทธศาสนา ก็ต้องมาใช้หนี้กรรมในรูปการทำกิจแทนรับผลกรรมต่อในนรก แบบนี้ก็มี จนกว่าจะตรัสรู้เป็นพระปัจเจก อนึ่ง ผู้บำเพ็ญปัจเจกโพธิญาณ สามารถใช้หนี้กรรมในรูปนี้ได้ก็ต่อเมื่อ มีส่วนบุญได้ทำไว้ต่อพุทธศาสนานั้นๆ เช่น พระเทวทัตก่อนตายได้ถวายกระดูกคางต่อพระพุทธเจ้าไว้

๒)   รับเป็นการทำกิจใช้หนี้

แบบนี้ ก็ต้องมี ไม่มีไม่ได้ เพราะสัตว์โลกเวียนว่ายตายเกิดต้องมีกิจทำ ใครสร้างอะไรไว้ ก็ต้องมีกิจลงมาทำลายล้างเสีย เพราะธรรมชาติมันดุลภาพในตัว ไม่เปิดให้อะไรลงมาได้เลย อะไรลงมาแตะธรรมชาตินิดเดียว ก็ส่งผลกระทบหมด สุดท้ายจะต้องเก็บกลับคืนไป ไม่ว่าจะเป็นอาณาจักรต่างๆ ถ้าใครสร้างไว้คนนั้นก็ต้องเก็บกลับคืนเมื่อถึงเวลา (ทำลาย) เช่น อาณาจักรสุโขทัย คนสร้างนั่นแหละ ต้องรับผิดชอบลงมาทำกิจ “ภาคทำลายล้าง” เอง ก็ถ้าตัวเองไม่ทำ จะปัดความรับผิดชอบให้ใครทำละ ตัวเองก็ต้องลงมาทำกิจนี้สิให้มันจบไป ต้องเวียนว่ายตายเกิดลงมาทำอีกนี่เรียกว่า “ทำกิจ” ถ้าหยุดทำกิจสร้าง, รักษา และทำลายแล้ว ก็จะเหลือแต่กิจพุทธะ มีอยู่สองส่วนคือ กิจโปรด (สอน) และปราบ

๓)   รับเป็นการชดใช้ด้วยบุญ

แบบนี้ก็ทำได้เป็นกรณีพิเศษแต่ไม่จำเป็นต้องทำหรือมีก็ได้ เราสามารถใช้สองวิธีข้างต้น ในการชำระหนี้กรรมก็พอแล้ว แบบที่สามนี้เป็นกรณีพิเศษ ยกเว้นให้สำหรับสรรพสัตว์ที่เหนื่อยล้าและไม่อยากเวียนว่ายตายเกิดแล้ว จะขอลัดตัดตรงนิพพานเร็วๆ อย่างในยุคนี้ เป็นยุคพุทธศาสนาหลังกึ่งพุทธกาล เรียกว่าเป็น “ของแถม” เขาแถมให้ จากเดิมที่จะได้แต่พุทธบริษัทของพระพุทธเจ้า แล้วศาสนาก็จบไปก่อนห้าพันปี นี่เรามาต่อยอดต่อบุญเลี้ยงพระพุทธศาสนากัน รวมบุญรวมบารมีของโพธิสัตว์หลายองค์ช่วยกันค้ำต่อไว้จึงได้ มาถึงนี่ได้ คนที่ใช้หนี้กรรมด้วยบุญ บุญตัวเองก็ไม่มีไปต่อ กรรมเก่าที่จะต้องใช้ก็หมด ก็ลัดตัดตรงเร็วถึงนิพพานเร็วมาก เป็นวิธีที่เหมาะกับคนหลังกึ่งพุทธกาลที่ต้องการนิพพาน และพวกพุทธภูมิที่ล้าแล้ว ลาพุทธภูมิจะได้สำเร็จเป็น “อรหันตโพธิสัตว์” ระดับมหาโพธิ แต่ไม่ได้เป็นนิตยโพธิสัตว์อีกต่อไป บารมีเก่ามีเท่าไร ก็รวมแล้วได้เท่านั้น เช่น ยูไลก็มี

อนึ่ง คนเราต้องรู้กิจตัวเองด้วย คนที่มีกิจโปรดสัตว์อย่างอิสระก็มีแต่นิตยโพธิสัตว์ ส่วนพระโพธิสัตว์องค์อื่น จะทำเองอย่างอิสระไม่ได้ จะต้องเข้าหาผู้เป็นหัวหน้าของตนแล้ว ช่วยเขาในการทำกิจต่อไป ศาสนาของเราไม่ใช่ระบบปัจเจกชนเป็นระบบสัตว์สังคม ต้องมีหัวหน้าและทีมงาน คนที่เป็นบริวารก็ต้องทำหน้าที่บริวาร ทำเองไม่ได้จะหลง

ถาม : เราทำกิจด้วยการช่วยเหลือคนไปเรื่อยๆ ได้ไหม?

ตอบ :

ไม่ได้ ถ้าเราไม่ใช่พวกปัจเจกโพธิญาณที่สะสมบารมีจะเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าแล้ว เราต้องมีทีมงาน และมีหัวหน้า ซึ่งหัวหน้าของเราก็คือ พระนิตยโพธิสัตว์องค์ใดองค์หนึ่งแล้วแต่เราจะไปบำเพ็ญร่วมกับองค์ใด ถ้าฉลาดก็หาพระศรีอาร์ฯ ให้เจอ แล้วบำเพ็ญบารมีร่วมกับท่าน ก็ได้นิพพานเร็วที่สุด ในยุคสมัยที่ดีที่สุดยุคหนึ่งของโลก นี่สำหรับคนบำเพ็ญบารมีนะ ถ้าไม่เอาบารมี จะลัดตัดตรงนิพพานในพุทธกาลนี้เลยก็ได้ อธิษฐานล้างความปรารถนาเก่าทั้งหมดก่อน แล้วอธิษฐานใหม่ของนิพพานในพุทธกาลนี้ จากนั้นก็อธิษฐานยกบุญทั้งหมดใช้หนี้กรรมทั้งหมดที่ทำมา ขอให้ลบล้างกันไปกับเจ้ากรรมนายเวร เพื่อขอให้ตนได้นิพพาน ขอให้เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายอนุโมทนาด้วยที่ตนได้ตั้งจิตตรงต่อนิพพาน อย่างนี้ก็ได้ แต่ถ้ายังมีความปรารถนาอยู่ ก็ให้แน่ชัดว่าตนปรารถนาอะไรไว้ อย่าหลงนานเกินไป ไม่ได้ประโยชน์ ถ้าจะให้ดี ก็อย่าหลงพระอรหันตสาวกด้วย ไปหาท่านเพื่อขอทางหลุดพ้นทุกข์แล้ว ถ้าปฏิบัติไปจนรู้ตัวเองว่าตนยังไม่เอานิพพานในยุคนี้ ก็ต้องรีบไปหาหมู่คณะของตนต่อไป คือ ตนเองจะได้นิพพานในยุคไหน ยุคศรีอาร์ฯ ก็ไปหาคนที่เกิดจากจิตภาคแบ่งของท่าน เพื่อบำเพ็ญบารมีร่วมกัน ซึ่งมีมากมาย เพราะท่านแบ่งภาคมากมายเป็นหมื่นโกฏิ แต่อย่ามัวทำเองคนเดียว เพราะเราไม่ใช่พระปัจเจกฯ และถ้าไม่ใช่นิตยโพธิสัตว์ด้วยแล้ว จะทำเองคนเดียว ไม่มีหัวหน้าไม่ได้ จะหลงทาง

ถาม : ถ้าอย่างนั้น เราควรทำกิจอะไร?

ตอบ :

ไปหาพระนิตยโพธิสัตว์องค์ที่ตนปรารถนาไว้ว่าจะร่วมยุคสมัยของท่าน แล้วท่านก็จะบอกให้ทำเองว่าจะให้กิจอะไรทำ แบบนี้ จะรวมหมู่คณะได้เร็ว กิจนั้นมีหลากหลายเช่น

๑)   กิจภาคสร้าง

เช่น สร้างวัด, สร้างเมือง, สร้างเว็บ, สร้างองค์กร ฯลฯ มากมายหลายรูปแบบได้ทั้งนั้น

๒)   กิจภาครักษา

เช่น รักษาเมือง, รักษาพุทธศาสนา, รักษาความน่าศรัทธา ฯลฯ นี่ก็ภาครักษาทำกัน

๓)   กิจภาคทำลาย

เช่น ทำลายล้างความหลง, ทำลายล้างศัตรู, ทำลายล้างภาคมาร ฯลฯ นี่ก็จัดเข้าทำลาย

๔)   กิจภาคสนับสนุน

เช่น ให้เงินทองเป็นปัจจัยแก่พระโพธิสัตว์, ให้งานแก่พระโพธิสัตว์ ฯลฯ นี่คือสนับสนุน

๕)   กิจภาคโปรด

เช่น การสอนธรรม, การช่วยเหลือให้กำลังใจคนในการปฏิบัติธรรม ฯลฯ นี่ภาคโปรด

๖)   กิจภาคปราบ

เช่น ปราบมาร, ปราบอสูร ฯลฯ ล้วนเรียกว่าเป็นภาคปราบ ต่างจากภาคทำลายล้างตรงที่ไม่ได้ทำลายล้างหมดแล้วสร้างใหม่ แต่เป็นการปราบเฉพาะรายๆ ไป ตามแต่ที่ควรปราบ

กิจทั้งหมดนี้ จะถูกดูแลโดยพระยูไลก็ได้ หรือพระนิตยโพธิสัตว์ก็ได้ เราสามารถบำเพ็ญบารมีด้วยการรับกิจ หรือขอรับกิจต่างๆ นี่ได้ที่พระนิตยโพธิสัตว์หรือพระยูไล ทั้งที่อยู่บนโลกมนุษย์ มีกายสังขารเป็นคน หรือที่เป็นจิตวิญญาณด้วยการสื่อทางจิตโดยตรง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น