รวมบทความอนุตรธรรม ชุด พระนิตยโพธิสัตว์ได้อาสวขยญาณแต่ไม่ใช้เพื่อนิพพาน
อนุตรธรรม เรื่อง พระนิตยโพธิสัตว์ได้อาสวขยญาณแต่ไม่ใช้เพื่อนิพพาน
พระนิตยโพธิสัตว์ก่อนที่จะบำเพ็ญบารมีพร้อมตรัสรู้ได้นั้น ต้องบำเพ็ญญาณหยั่งรู้ต่างๆ ก่อน อย่างน้อย ๑๐ ญาณขึ้นไป (มากกว่านี้ก็ได้) ในการบำเพ็ญญาณหยั่งรู้ต่างๆ จะได้ชาติละประมาณ ๑ ญาณ ซึ่งจะเริ่มต้นจาก “อาสวขยญาณ” เป็นญาณแรก คือ ก่อนที่จะไปรู้อย่างอื่น ต้องรู้วิธีทำกิเลสให้หมดสิ้น ทำจิตให้บริสุทธิ์ให้ได้เสียก่อน จึงจะไปเรียนรู้ญาณอย่างอื่นได้ ดังนั้น พระนิตยโพธิสัตว์ เมื่อได้อาสวขยญาณแล้วชาติหนึ่ง จะนับว่าเป็น “อรหันตโพธิสัตว์” เข้าสังกัดที่สุขาวดีแทนที่จะจุติที่สวรรค์ชั้นดุสิต ซึ่งเรามักพบในนิกายมหายานทั้งหลาย ทว่า แม้ได้อาสวขยญาณแล้ว ก็ยังไม่ได้นิพพาน เพราะได้ญาณแล้ว แต่ไม่ได้ใช้ญาณนั้นในการกำจัดกิเลสให้สิ้น ด้วยเหตุขัดขวางต่างๆ หรือเพราะท่านรู้วาระของท่านเองว่าจะถึงนิพพานเมื่อไร จึงยังไม่ทำกิเลสให้สิ้น แม้หมดบางส่วน แต่ทำนิพพานให้แจ้งได้ ก็นับเป็นอรหันต์ประเภท “ปัญญาวิมุติ” ได้ หลังจากนั้นจึงลงมาเวียนว่ายตายเกิดอีกหลายชาติและจะได้อรหันต์ซ้ำอีกหลายชาติแต่ไม่ได้ถึงนิพพาน กลับมาสู่เรื่องญาณต่างๆ ที่พระนิตยโพธิสัตว์ต้องบำเพ็ญนั้น ไม่ใช่ว่าเกิดมาทุกชาติแล้วจะฝึกญาณได้ทุกชาติไปนะ บางชาติอาจบำเพ็ญสำเร็จญาณหนึ่ง บางชาติอาจไม่สำเร็จญาณไหนเลยก็ได้ แต่ถ้าญาณไหนที่เคยได้แล้ว ก็จะใช้ได้ญาณนั้นอีกทุกๆ ชาติไป เป็นบารมีประจำจิต สภาวะนี้ไม่ต่างจากพระอานนท์ คือ มีบารมีมาก จะอรหันต์เมื่อไรก็ได้ แต่ไม่ยอมบรรลุได้ง่ายๆ จนกว่า “กิจจะสำเร็จ” เป็นเอกลักษณ์ของพระโพธิสัตว์กายสมันตภัทรจะลงมาเกิดแล้วทำสิ่งผิดบ้าง ถูกบ้างมากมาย ทำสิ่งผิดไว้เพื่อให้มีกรรมยับยั้งตนเองไว้ก่อนไม่ให้ได้ถึงอรหันต์ก่อนเวลา เพราะมีกิจสำคัญ มีงานมากมายต้องทำนั่นเอง พอกิจสำเร็จเท่านั้น ก็จะบรรลุอรหันต์ทันที ได้เองแบบง่ายๆ เลย เพราะอาสวขยญาณมีมาแต่เก่าก่อนแล้ว ในสมัยพุทธกาล ก็มีพระสงฆ์หลายรูป ก็ล้วนได้ “อาสวขยญาณ” มาแต่ในอดีตชาติแล้ว เพราะได้เจอพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ มา ได้อรหันต์ในศาสนานั้น แต่ก็ยังไม่ยอมเข้านิพพาน ตั้งจิตมาช่วยงานพระพุทธเจ้าองค์ต่อๆ ไปกันมากมาย อาทิเช่น พระมหากัสสป นี่ก็ได้อาสวขยญาณมาแต่อดีตชาติแล้ว แค่พระพุทธเจ้ายกดอกบัวขึ้นยังไม่ทันเทศนา ท่านก็บรรลุได้ทันที มีอีกหลายรูปที่เป็นแบบนี้ ท่านเหล่านี้ ล้วนเป็น “อรหันตโพธิสัตว์” ที่จุติลงมาจากสุขาวดีเพื่อช่วยกิจพระพุทธเจ้าทั้งสิ้น ดังนั้น จึงอรหันต์เพราะมีอาสวขยญาณมาแล้วนั่นเอง จึงกล่าวได้ว่า “อาสวขยญาณ” เป็นเพียงญาณๆ หนึ่งที่พระโพธิสัตว์ต้องลงมาบำเพ็ญให้ได้ เมื่อได้แล้วจะสำเร็จถึงอรหันตโพธิสัตว์ แต่ต้องไม่ใช้อาสวขยญาณนั้นขจัดกิเลสสิ้นหมด ต้องหาวิธีเหลือไว้บางส่วนเพื่อเวียนว่ายตายเกิดด้วย
ญาณอีกหลายตัวที่ต้องฝึกก่อนจะบรรลุเป็นพระพุทธเจ้าได้ เช่น “สัพพัญญูญาณ” ญาณนี้จะฝึกจาก “ญาณไร้ประมาณ” ชนิดใดชนิดหนึ่งก่อน เมื่อฝึกสำเร็จจะไม่ได้ถึงสัพพัญญูญาณ จนกว่าจะตรัสรู้ โดยมีกรรมมาตัดรอนให้ได้ญาณที่ผ่อนหย่อนลงไปเล็กน้อย จึงไม่เท่า “สัพพัญญูญาณ” ดังนั้น ท่านไม่ต้องแปลกใจ ถ้าเห็นใครที่ดูเหมือนรู้ไปหมดราวกับมีสัพพัญญูญาณนั้น เพราะเขายังไม่ได้สัพพัญญูญาณ เพราะไม่ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า แต่เขาได้อีกญาณที่พร้อมจะกลายเป็นสัพพัญญูญาณทันทีที่ตรัสรู้ เช่น อนาวรญาณ อันนี้ไม่มีใครได้ยินหรือรู้จัก ไม่มีในไตรปิฎกด้วย เป็นญาณเฉพาะตัวที่ท่านผู้นั้นฝึกเอง ได้เอง และด้วยการอาศัยญาณนี้เอง จะทำให้พัฒนาไปถึงสัพพัญญูญาณได้เมื่อตรัสรู้ ซึ่งพระโพธิสัตว์จะฝึกญาณจนถึงขั้นเกือบเทียบเท่าสัพพัญญูญาณนี้ได้นั้น จะต้องหาวิธีฝึกจิตให้รู้ไร้ขีดจำกัดเอาเอง แต่ละท่านจะได้ไม่เหมือนกัน ซึ่งเกิดเป็นชื่อญาณต่างชนิดกัน เช่น “จิตโพธิญาณ” เป็นญาณที่ใช้หยั่งรู้จิตโพธิสัตว์และพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ไม่มีใน คนทั่วไป เหนือวิสัยคนทั่วไปจะมี จะรู้ได้ (คงเป็นไปได้ยากที่ใครจะไปรู้ใจพระพุทธเจ้า แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีใครทำได้เลย) เมื่อใช้ญาณนี้ สื่อจิตถึงพระพุทธะ (ยูไล) บนสวรรค์ทั้งหลายก็สามารถรู้ได้ไม่จำกัด ญาณเหล่านี้เองที่พร้อมจะพัฒนาเป็น “สัพพัญญูญาณ” แต่เมื่อยังไม่ถึงกาลตรัสรู้ จะเรียกชื่อต่างกันไปคนละอย่าง ตามแต่ลักษณะของญาณนั้น อยู่ในหมวดของ “ญาณหยั่งรู้หมื่นโลกธาตุ” ซึ่งพบได้ในกายโพธิสัตว์มัญชุศรี คือ รู้ได้ไม่จำกัด แต่ยังไม่บริสุทธิ์แม่นยำเท่า “สัพพัญญูญาณ” (ดังนี้ ผู้เขียนจึงบอกเสมอว่าให้ระวังงานเขียนของผู้เขียนด้วย เพราะความแม่นยำไม่ ๑๐๐% แต่ถึงแม้ไม่ถูก ๑๐๐% ก็อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาการเรียนรู้ของท่านต่อไปได้) ญาณตัวนี้เอง ที่ใช้รู้ใบไม้นอกกำมือทั้งหลาย อันไม่มีในอรหันตสาวก มีแต่พระโพธิสัตว์เท่านั้น ที่จะฝึกญาณนี้กัน สำหรับพระโพธิสัตว์ที่มีบารมีเก่า มีอาสวขยญาณอยู่แล้ว แค่เพียงมีความทุกข์ จนยอมจำนนร้องขอธรรมจากคนอื่นเท่านั้น จิตก็ตรงอริยสัจสี่ทันที แม้คนสอนเป็นพวกมีธรรมเก๊ หลอกลวง ก็ตาม ถ้าถึงพร้อม พระโพธิสัตว์องค์นั้น ก็จะบรรลุธรรมได้ด้วยตนเอง โดยไม่ต้องมีครูสอน อันนี้ ต้องขอบอกก่อนว่ายังไม่นับเป็นการ “ตรัสรู้” ยังไม่นับเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าหรือพระพุทธเจ้า เรียกว่าบรรลุ “เซียน” เพราะอาศัยการยอมจำนนเชื่อฟังธรรมจากคนอื่น จึงไม่นับเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า และเพราะได้อาศัยพระธรรมเก่าที่ยังมีอยู่จึงไม่นับเป็นพระพุทธเจ้า อาจได้ถึง “อรหันตโพธิสัตว์” มีกายทิพย์เป็นโพธิสัตว์ แต่ได้ถึงอรหันต์ ซึ่งกระบวนการทางธรรมชาติจะไม่จบลงเพียงแค่นี้ ส่วนใหญ่ท่านจะได้บารมีมีจิตวิญญาณต่างๆ แทรกด้วย ทำให้กระบวนการปฏิบัติทางจิตถูกขัดขวางให้หยุดลงแค่นั้น กิเลสยังไม่ทันหมดสิ้น แต่นับว่าทำนิพพานให้แจ้งได้แล้ว บรรลุอรหันต์แบบปัญญาวิมุติ อนึ่ง คนที่มีลักษณะแบบนี้ คือ มีอาสวขยญาณบำเพ็ญไว้แต่หนหลังนั้นมีมากมาย ก็สามารถบรรลุเป็น “อรหันตโพธิสัตว์” ได้ไม่ยากเลย ขอให้ทุกข์มากๆ เท่านั้น เดี๋ยวก็ได้เองง่ายๆ แต่ต้องอาศัยผู้อื่นช่วยดัด ช่วยทำลายความถือเนื้อถือตัว (สักกายทิฐิ) ด้วย ซึ่งถ้าครูเป็นเซียน ศิษย์ก็ได้เซียน แต่ถ้าครูเป็นอริยบุคคล ศิษย์จะบรรลุอริยบุคคลได้ทุกขั้น
อีกแบบหนึ่ง คือ คนที่บำเพ็ญบารมีมากๆ แล้วปฏิบัติทางจิตจนจิตวิญญาณสลาย ขึ้นกาย “พุทธะ” โดยที่ไม่มีครูสอน แบบนี้ก็มี นับได้ว่าสำเร็จเซียน มีกายทิพย์เป็นยูไล หรือจะเรียกว่า “เซียนยูไล” ก็ได้ เมื่อปฏิบัติต่อ ยอมจำนนให้คนอื่นทำลายสักกายทิฐิให้ตนได้ ก็จะบรรลุเป็น “โสดาบันสัมมาสัมพุทธะ”, “สกิทาคามีสัมมาสัมพุทธะ”, “อนาคามีสัมมาสัมพุทธะ”, “อรหันตสัมมาสัมพุทธะ” แต่จะไม่มี “เจ้า” คือไม่ใช่ “อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า” คำว่า “พุทธะ” คือ ดูที่กายทิพย์เขาได้กายพุทธะ (ยูไล) คำว่า อรหันต์, โสดาบัน ฯลฯ ก็ดูที่ระดับธรรมเท่านั้น ส่วนคำว่าเจ้า ใช้กับผู้ที่ทำให้พุทธศาสนามีขึ้น ซึ่งตอนนี้ยังมีอยู่ ไม่ได้มีใหม่ ต่อให้สร้างนิกายใหม่ ก็ไม่นับเป็นพุทธศาสนา ดังนั้น ต่อให้พระยูไลไปสร้างนิกาย เราก็ไม่นับท่านเป็นพระพุทธเจ้าบนโลก แต่เมื่อท่านละสังขารแล้ว จึงนับเป็น “พระพุทธเจ้า” บนสวรรค์ (อันนี้ ยุ่งยากหน่อยหนึ่ง) อนึ่ง พระโสดาบันนั้น จะรอดพ้นจากมารครอบงำได้มากแล้ว ถ้ายังอยู่ในระดับ “เซียน” อยู่ จะถูกมารแทรกได้ เฉกเช่น พระเทวทัต ที่ได้จิตดวงหนึ่งสำเร็จเซียนมีอภิญญาห้า แต่ถูกมารแทรก จึงกลายเป็นอย่างที่เราทราบกันดี ปัจจุบัน ยังมีหลายท่านที่สำเร็จธรรมเอง เป็น “เซียนอรหันตโพธิสัตว์” คือ มีจิตดวงหนึ่งเป็นจิต “อรหันตโพธิสัตว์” ได้โดยบารมีเก่า ที่มีอาสวขยญาณแต่เก่าก่อนมา แต่จะยังถูกมารแทรกได้ มีสภาวะคล้ายพระเทวทัต แต่ดีกว่าตรงที่ว่าจิตหลักเป็นจิตอรหันตโพธิสัตว์ ไม่ใช่จิตของเซียนธรรมดา ผู้เขียนจำเป็นต้องพูดเรื่องที่สุ่มเสี่ยงต่อการขัดแย้งทางความเชื่อเช่นนี้ เพราะสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นแล้ว และเราต้องเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ เพื่อเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกัน สำหรับท่านที่บรรลุเซียนนั้น เพราะบารมีเก่ามีอาสวขยญาณอยู่ ก็ใช้ทำให้จิตถึงอรหันตโพธิสัตว์ได้ แต่ถ้าไม่มีผู้ไปทำลายสักกายทิฐิที่ประจำกายสังขารนั้นๆ ลงได้ (สักกายทิฐิ จะติดกายสังขาร ไม่เนื่องด้วยจิตวิญญาณ) ก็จะถูกมารแทรกได้ต่อไป จนกว่าจะยอมจำนน ยอมรับธรรมจากผู้ที่ได้บรรลุอริยบุคคลจริงๆ เท่านั้น จึงจะได้บรรลุอริยบุคคลได้ เมื่อนั้นมารก็จะไม่อาจแทรกได้อีก เพราะจิตตรงต่อนิพพาน ไม่เหลือสักกายทิฐิแล้วนั่นเอง ทั้งหลายทั้งมวลนี้จะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัย “ทุกข์เท่านั้น” เมื่อใดที่ท่านเหล่านั้นยังได้รับการปรนเปรอด้วยสุขอยู่ ย่อมไม่มีทางที่จิตจะตรงต่ออริยสัจสี่เลย
มีคนบางกลุ่มกล่าวหาและโจมตีว่าไม่มี “อรหันตโพธิสัตว์” เพราะไม่เคยเข้าใจว่าการจะสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าได้นั้น พระโพธิสัตว์ทุกองค์ต้องบำเพ็ญญาณหยั่งรู้ต่างๆ เป็นสิบญาณ โดยเฉพาะ “อาสวขยญาณ” นี้ ง่ายที่สุด และต้องได้เป็นญาณแรก เมื่อได้แล้วก็จะสำเร็จเป็น “อรหันตโพธิสัตว์” แต่ต้องหาวิธีไม่ให้กิเลสสิ้นหมดแล้วทำนิพพานให้แจ้งได้ เหลือสังโยชน์บางตัวไว้เป็นอรหันต์แบบปัญญาวิมุติ จึงอรหันต์แล้วเกิดได้อีกฉะนี้
อนุตรธรรม เรื่อง ทำไมตันตระยานจึงต้องบำเพ็ญแบบลับๆ
พระโพธิสัตว์ที่จุติลงมาเพื่อเรียนรู้ “อาสวขยญาณ” จะได้สำเร็จถึงอรหันต์ เป็น “อรหันตโพธิสัตว์” แต่จะยังไม่ได้นิพพาน ด้วยบุพกรรมเก่าขวางไว้ ในชาติที่ได้อาสวขยญาณนี้ นับว่าได้ยานขั้น “มหายาน” นั่นเอง (ไม่ใช่นิกาย แต่เป็นระดับขั้นของยาน) ซึ่งยานขั้นนี้มีกำลังมากพอที่จะสร้างนิกายมหายานได้ หรือแตกหน่อเป็นลัทธิใหม่ๆ ได้ แต่ต้องไม่ทำให้เกิดความแตกแยกให้หมู่สงฆ์ จะส่งผลให้เป็นสังฆเภท เป็นอนันตริยกรรมได้ เช่น การไปสร้างลัทธิใหม่ ในประเทศใหม่ ที่คนไม่สามารถรับพุทธศาสนาแบบดั้งเดิมได้เลย แต่มีจิตเมตตาอยากโปรดสัตว์ในประเทศนั้นๆ จึงสร้างลัทธิใหม่ ซึ่งถ้ามีความแตกต่างจากเดิมมาก เช่น ภาษาบาลี ก็ใช้สอนคนไม่ได้ ต้องใช้ภาษาท้องถิ่น จนแตกต่างจากเค้าของศาสนาเดิมมาก ก็อาจส่งผลให้เกิด “ศาสนาใหม่” ได้ในภายหลังเหมือนกัน
เมื่อพระโพธิสัตว์สำเร็จยานขั้นมหายานแล้ว คือ ได้อาสวขยญาณแล้ว สามารถใช้ญาณนี้ขจัดกิเลสให้สิ้น เห็นธรรมตามจริงได้แล้ว ก็จะเวียนว่ายตายเกิดลงมาบำเพ็ญญาณขั้นสูงต่อไป คือ ขั้น “ตันตระญาณ” อันมุ่งเน้นให้ได้ “สัพพัญญูญาณ” ในชาติสุดท้าย แต่จะยังไม่ได้สัพพัญญูญาณในชาตินั้นๆ ทันที จะได้ญาณที่มีกำลังต่ำกว่าเล็กน้อย หรือแม่นยำน้อยกว่านิดหน่อยเป็นต้น จัดอยู่ในกลุ่ม “ญาณหยั่งรู้หมื่นโลกธาตุ” ซึ่งการจะได้ญาณในขั้นนี้ได้ต้องสุ่มเสี่ยงที่จะต้อง “ลองผิดลองถูก” มากมายและเกิดความผิดพลาดมากมายด้วย ทำให้การบำเพ็ญขั้นตันตระญาณ ที่มุ่งเน้นให้ได้ญาณหยั่งรู้ที่สูงขึ้น ถึงระดับใกล้ไร้ขีดจำกัดนั้น ต้องเป็นการบำเพ็ญ “ลับ” ทำให้กลายเป็นกลุ่มคนที่เก็บตัวซุ่มฝึกวิชาอย่างลับๆ และถูกเรียกว่าเป็น “นิกายลับ” ในที่สุด อนึ่ง เมื่อชาติที่จุติลงมาบำเพ็ญขั้นตันตระญาณสำเร็จได้แล้วนั้น จะได้ญาณหยั่งรู้เฉพาะตัวที่รู้ใบไม้นอกกำมือได้ แต่จะมีชื่อเรียกญาณที่ตนสำเร็จนั้นต่างกันออกไป ตามแต่ลักษณะของญาณนั้นๆ ซึ่งจะมีความใกล้เคียง “สัพพัญญูญาณ” มาก แต่ยังไม่ใช่สัพพัญญูญาณ เช่น อนาวรญาณ, จิตโพธิญาณ ฯลฯ ที่ต้องบำเพ็ญแบบลับนี้เพราะต้องมีการลองผิดลองถูกเยอะมาก และมักผิดพลาดได้ง่าย อาจทำให้ผู้คนไม่เข้าใจและตำหนิจนกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้ ซึ่งเกิดขึ้นมาบ่อยๆ แล้ว แต่ไม่มีคนเข้าใจเรื่องตันตระญาณมากพอ และไม่มีคนออกมาสอน จึงกลายเป็นปัญหาใหญ่ของพุทธศาสนาในปัจจุบันต่อไป เช่น กรณีของพระยันตระ นี่ก็บำเพ็ญถึงขั้นตันตระญาณเหมือนกัน กรณีของพระธัมมชโยนี่ก็บำเพ็ญเข้าสู่ตันตระญาณอีกเช่นกัน ยังมีอีกมากมายหลายท่านที่บำเพ็ญตันตระญาณแบบนี้แต่ไม่ได้บำเพ็ญลับยังคงใช้แนวทางเดิมจากชาติที่แล้วที่ตนยังคุ้นเคยอยู่ คือ “มหายาน” หรือการเปิดกว้างสอนคนจำนวนมากๆ อันส่งผลให้เกิดปัญหาความขัดแย้งมากมาย สิ่งนี้จะทำให้เกิดทุกข์ขึ้นและกลายเป็นประสบการณ์การเรียนรู้ของจิตที่จะไม่เปิดเผยตัวเองมากต่อไปในชาติหน้า จะเข็ดหลาบแล้วชาติหน้าก็จะเข้าสู่ตันตระญาณ บำเพ็ญลับได้อย่างเต็มที่ เพราะเคยพลาดมาแล้วดังที่กล่าว อนึ่ง จิตไม่คุ้นเคยกับตันตระญาณ ทำให้ยังทำกิจเหมือนมหายานอยู่นี้ จะพบได้ในผู้ที่สำเร็จมหายานใหม่ๆ แล้วต้องลงมาเกิดบำเพ็ญญาณขั้นสูงต่อทันที เช่น ครูบาศรีวิชัย เป็นต้น
แต่สำหรับผู้ที่สำเร็จตันตระญาณมาในอดีตชาติแล้ว เมื่อมาเกิดอีกครั้ง จะเสวยรอยกรรมเก่าคือต้องเก็บตัวบำเพ็ญลับ ไม่ใช่ตลอดชีวิต แต่ในช่วงเวลาหนึ่งๆ เช่น ขงเบ้ง ก็ถูกให้เก็บตัวแต่ทว่า ถูกเล่าปี่ไปดึงตัวมาใช้งานก่อนเวลาที่จะเก็บตัวสำเร็จ สำหรับผู้เขียนเองก็ถูกเบื้องบนบอกให้เก็บตัว ๓ ปี คือ ไม่เปิดเผยต่อสาธารณชนหรือคนจำนวนมาก ถ้าจะเผยแพร่ธรรมก็ต้องทำแบบลับๆ ตัวต่อตัว แบบตันตระญาณ จะทำแบบมหายานไม่ได้ นี่ก็โดนเหมือนกัน ยังมีสหายธรรมของผู้เขียนอีกท่านได้รับคำสั่งจากเบื้องบนให้เก็บตัวอีก จนถึงอายุ ๒๗ ปี จึงจะสำเร็จตันตระญาณ อนึ่ง คนที่ได้รับคำสั่งให้เก็บตัวชั่วระยะหนึ่งนี้ เพราะมีบารมีเก่าแบบตันตระญาณแล้ว ต้องเสวยกรรมซ้ำรอยเก่าชั่วระยะหนึ่ง จึงออกมาได้ เหมือนท่านตั๊กม้อ ก็ต้องเก็บตัวเข้านิโรธสมาบัติในถ้ำ ๙ ปี นี่ก็เป็นด้วยผลกรรมเก่าของการบำเพ็ญขั้นตันตระญาณมาแต่ในอดีตเช่นกัน เมื่อหมดสิ้นเวลาเก็บตัวแล้ว ก็จะเข้าสู่วิถี “วัชรยาน” ต้องจรจาริกไปไกล เช่น ไปเผยแพร่ธรรมในต่างแดน เป็นต้น
อนุตรธรรม เรื่อง เปิดตาปัญญาดูยักษ์ในร่างคนกันเถอะ
สัตว์สี่เหล่าใหญ่ที่ต้องโปรดหลังกึ่งพุทธกาลนี้ คือ ยักษ์, มาร, เทพ, พรหม ซึ่งจะเกิดมาอยู่ในดินแดนแห่งพุทธศาสนา ในบทความฉบับนี้จะขอเปิดตาปัญญาให้ท่านเห็น “ยักษ์”
ยักษ์คือ โจรในเครื่องแบบ
ข้าราชการที่โกงกิน, ยักยอกของหลวง, เบียดบังเวลาราชการ, รีดไถ่พ่อค้านักธุรกิจ ฯลฯ พวกนี้ เป็น “ยักษ์” ผู้เขียนมีน้องเขยคนหนึ่ง เขาเป็นตำรวจ ชอบเอา “ท้าวเวสสุวัณ” มาคล้องคอ เขาก็เปิดใจพูดกับผู้เขียนว่าเขาเป็นตำรวจต้องปรับตัวอยู่กับตำรวจด้วยกัน เขาทำอย่างไรก็ต้องทำตามนั้น เขายอมรับว่าก็มีโกงกินบ้าง ยักยอกบ้าง ซึ่งข้าพเจ้าก็เข้าใจในความจำเป็นของเขา ที่ไม่อาจแตกต่างไปจากกลุ่มคนส่วนใหญ่ได้ ไม่เช่นนั้นก็ไม่อาจทำงานร่วมกันได้ มนุษย์เราแต่ละคนเป็นแค่เหยื่อผู้บริสุทธิ์ ไม่มีใครอยากเป็นข้าราชการที่ไม่ดี แต่เมื่อเข้าสู่ระบบแล้ว เขาเหล่านั้นก็เป็นแค่คนๆ หนึ่ง ที่ไม่มีกำลังความสามารถอะไรที่จะไปเปลี่ยนแปลงระบบที่ตนอาศัยอยู่ได้ จะโทษที่ระบบ หรือไปลงมือทำลายที่ระบบหรือ ก็คงจะไม่ใช่ทางออกที่ดีนัก เพราะดังที่ได้กล่าวแล้วว่ายุคนี้เป็นยุคของยักษ์ที่เราเห็นกันก็มีเยอะ การโกงกินในวงข้าราชการนั้น ผู้เขียนไม่ได้กล่าวหาลอยๆ ท่านลองไปค้นหาวิทยานิพนธ์ของ ดร. สังสิทธิ์ คณะรัฐศาสตร์จุฬาลงกรณ์ได้ ที่ผู้เขียนกล่าวนี้ไม่มีเจตนาให้ท่านทำลายหรือล้มล้างระบบในปัจจุบันเพียงเพราะเห็นว่ามันไม่ดี เพราะทางโลกเขาก็เป็นแบบนี้ ขึ้นชื่อว่าโลก พระพุทธเจ้าให้คำแปลว่า “ฉิบหาย” อยู่แล้ว มันเป็นเรื่องที่เต็มไปด้วยโลกีย์, กิเลส และทุกข์อยู่แล้ว เราจะไปเปลี่ยนโลกไปถึงไหน มันก็ไม่พ้นทุกข์ไปได้ สู้เรามาเปลี่ยนแปลงตัวเรา อยู่อย่างพอดีของเรา นี่เรายังทำได้ ดังนั้น จึงไม่ได้ต้องการให้ทำลายล้างระบบแต่อย่างใด แต่เขียนไว้ให้เข้าใจ ในเชิงรัฐศาสตร์เราจะไม่ปฏิเสธความจริงในสังคม ถ้าเราเกิดในสังคมที่มีแต่โจร เราก็จะต้องเข้าใจวิวัฒนาการของสังคมนั้นๆ เราต้องอยู่กันให้ได้ แม้เราจะไม่ใช่สังคมคนดีแบบศรีอาริยเมตตรัยก็ตาม และเราไม่ต้องรีบทำให้เป็น เพราะยังไม่ถึงยุคของพระศรีอาริยเมตตรัย เป็นยุคของพระสมณโคดมพุทธเจ้า มนุษย์ขี้ลักขี้ล่าย แม้แต่พระบรมโพธิสัตว์ครั้งยังบำเพ็ญบารมีก็ลักสับเปลี่ยนดอกบัวของพระศรีอาริยเมตตรัยมา แล้วเราจะไปโทษใครกันละ ไม่มีใครผิดหรอก สัตว์ในสามภพมีความแตกต่างหลากหลาย แล้วแต่ว่าสัตว์ที่ดีหรือไม่ดีนั้น ใครจะได้มาเกิดในยุคไหน ยุคนี้เป็นยุคของยักษ์เขา เราต้องเข้าใจ เรามาอยู่ช่วยเขา ไม่ใช่มาเป็นตัวหลัก ยักษ์มีวิสัยชอบกินมนุษย์ดังนั้น เขาย่อมไม่อาจที่จะเลิกดูดเลือดดูดเนื้อคนด้วยกันได้ เพราะเป็นวิสัยของยักษ์ แต่ยักษ์เขามียศ มีศักดิ์เป็นเทวดาอยู่อย่างเปิดเผย
อสูรคือ โจรนอกเครื่องแบบ
ในกลุ่ม “อสุรกาย” นั้น ประกอบไปด้วย “ยักษ์” ที่มีร่างคล้ายคน และ “อสูร” ที่มีร่างกายคล้ายสัตว์ หรือครึ่งคนครึ่งสัตว์ มักเป็นพาหนะทรงของพระโพธิสัตว์หรือพระโพธิสัตว์จะ ต้องควบคุมหรือทรงไว้ พวกอสูรในร่างคน จะมีอาชีพที่ผิดกฎหมาย หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือคนที่ถูกจิตวิญญาณอสูรอาศัยอยู่จะมีอาชีพผิดกฎหมายเช่น ค้ายาบ้า แถวๆ ชายแดนภาคเหนือมีค้ายาบ้า, ขนยาบ้ามาก พวกนี้มีอสูรสองชนิดแทรกอยู่ เช่น อสูรม้าดำ (ผีม้าบ้อง) และ อสูรมังกรดำ พวกม้าดำไม่ค่อยโหดเหี้ยม แต่พวกมังกรดำ โหดเหี้ยม และใช้อาวุธเข่นฆ่าคนด้วย เช่น ฆ่าตัดตอนพวกเดียวกัน เป็นต้น ตอนนี้ เยาวชนของชาติมีอสูรมังกรดำอยู่มาก จะทำให้มีวิสัยชอบวิ่งเลื้อยไปมาเร็วๆ ซึ่งก็คือ การขี่รถจักรยานยนต์เร็ว หรือ “เด็กแว้นท์” นั่นเอง เยาวชนเหล่านี้จะเริ่มต้นจากการเสพยาเสพติด จากนั้นก็จะไปขายเอง ในที่สุด จากนั้น อสูรกายสัตว์ กับยักษ์ก็จะต่อสู้กัน คือ ตำรวจจับผู้ค้ายาบ้า และตำรวจบางส่วนเป็นยักษ์กินเลือดเนื้อนักธุรกิจอีกที นี่เป็นวิถีของเหล่ายักษ์ อนึ่ง ยักษ์กับมารนี้ไปกันได้ดี เพราะต่างก็อาศัย “กฎระเบียบ” หรือ “ตำแหน่ง” มาเป็นเครื่องมือในการเล่นงานผู้อื่นอยู่แล้ว อย่างการปะทะกันของตำรวจและคนเสื้อแดงในพฤษภาคม ๒๕๕๓ นั้น ตำรวจเป็นยักษ์ ส่วนคนเสื้อแดงที่ถูกสื่อครอบงำไปเป็นซาตาน ส่วนพวกที่แฝงเข้าไปใช้ปืนยิงคน, เผาบ้านเมืองนั้น พวกนี้เป็นมังกรดำ พอเห็นภาพชัดขึ้นไหมครับ
อนุตรธรรม เรื่อง เปิดตาปัญญาดูมารในร่างคนกันเถอะ
มารในร่างคน คือ คนที่มีบุญได้เสวยอยู่ดีมีสุข, สะดวกสบาย กว่าคนเหล่าอื่น ได้ด้วยความได้เปรียบทางสังคมต่างๆ โดยไม่ต้องก่อกรรมเพื่อแย่งชิงมา เพราะได้บุญ มีบุญของตนเองที่จะเสวยอยู่แล้ว จึงไม่ต้องกินเลือดกินเนื้อมนุษย์แบบพวกยักษ์ เรียกว่าเกิดมาก็ได้เปรียบคนชนชั้นอื่นเลย เช่น เกิดมาเป็นลูกนักธุรกิจ เลยมีเงินได้เข้าโรงเรียนดีๆ แล้วจบออกไปก็ได้งานดีๆ ทำ มีคุณสมบัติตรงตามที่องค์กรยุคสมัยปัจจุบันนิยมชมชอบ ซึ่งแม้คุณสมบัตินี้ไม่อาจชี้ชัดแยกแยะได้ว่าจะคัดคนดีมีความสามารถได้จริง แต่ด้วยผลบุญของมารนั้น ก็ทำให้มารได้เสวยผลบุญนี้ได้ ทว่า มารมีพลังจิตดำ จึงมีความเครียดมาก แก่งแย่งแข่งขันกันสูงมาก จึงมีความเป็นบริโภคนิยม, ทุนนิยม, วัตถุนิยม, ปัจเจกนิยม เต็มขั้น มารเป็นหนึ่งในสัตว์สี่เหล่า ที่ได้รับอนุญาตจากพระพุทธเจ้าแล้วว่าให้มาดูแลพุทธศาสนาหลังกึ่งพุทธกาลได้ ดังนี้ มารจึงลงมาเกิดในประเทศไทยมาก อยู่ในบริษัทเอกชนจำนวนมาก (ในขณะที่ข้าราชการ เป็นยักษ์ประมาณ ๘๐% นอกนั้นเป็นเทพกับโพธิสัตว์) ในบริษัทเอกชนที่มีเงินเดือนสูง, รายได้ดี แต่แข่งขันสูงกว่าข้าราชการนั้น จะมีมารสัก ๘๐% มีเทพและโพธิสัตว์อยู่สัก ๒๐% สรุปง่ายๆ คือ งานหลวงเป็นของยักษ์, งานราษฎร์เป็นของมาร นี่คือ วิธีดูง่ายๆ นะ ส่วนเทพกับโพธิสัตว์เป็นคนส่วนน้อย
มารเป็นคนดี แต่มีพลังจิตภาคดำ
มารคือคนดี คนเก่ง แทบไม่ต่างจากเทพหรือพระโพธิสัตว์เลย แต่จะมีจิตดำ คือ มีความริษยา, อาฆาต อย่างใดอย่างหนึ่ง ต่อบุคคลใดบุคคลหนึ่ง เช่น คนบางคนดีต่อทุกๆ คนมาก ราวกับพระโพธิสัตว์ แต่พอกลับบ้านก็อาฆาตแค้นสามีตัวเอง, ลูกตัวเอง แบบนี้ นี่ก็เป็นมาร แต่คนทั่วไป ก็รักเขามาก เพราะเขาดีจริงๆ ต่อคนทั่วไป ในตำบลของผู้เขียนนั้น เป็นหมู่บ้านในชนบทแต่มีมารประมาณ ๙๐% มีวัดหนึ่งวัด เจ้าอาวาสก็มี “พญามาร” อยู่ในตัวด้วย อันนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกนะ เป็นเรื่องปกติ ธรรมดามาก ส่วนผู้เขียน มีชาติกำเนิดมาจาก “อสูรมังกรดำ” พาหนะทรงของพระโพธิสัตว์องค์หนึ่ง จึงจะต้องมารับขันธ์และถูกท่านทรง (ไม่ใช่เป็นคนทรง แต่ท่านฯ จะครอบงำเราให้เราทำงานอยู่เนืองๆ) ในอดีตชาติหนึ่งได้ก่อกรรมไว้ต่อคนในตำบลนี้ คือ ได้เกิดในเชื้อสายกษัตริย์ แต่ด้วยความเลือดร้อนได้ทำผิดโดยไม่ไตร่ตรองและเข่นฆ่าผู้คนเกือบหมดหมู่บ้าน ทำให้คนทั้งหมู่บ้านอาฆาตแค้นและกลายเป็นมาร และผู้เขียนในชาตินั้นตกกรรมเป็นมังกรดำ มาถึงชาติปัจจุบัน ก็มีแต่คนไม่ชอบผู้เขียนทั้งหมู่บ้าน ไม่ว่าเราจะทำดีอย่างไร ไม่ได้ทำผิดอะไรเลย ก็กลับถูกเล่นงานตลอด นี่เป็นผลกรรมเก่าที่ผู้เขียนทำต่อคนในหมู่บ้านนี้ นี่ก็คือ ตัวอย่างของการเกิดขึ้นของมารและมังกรดำ ซึ่งมักเป็นของคู่กัน เพราะมังกรดำอาศัยพลังมารเป็นอาหาร
เรียนรู้อยู่ร่วมกัน ไม่ทำลายล้างกัน
ดังที่ได้กล่าวแล้วว่า “มาร” เป็นหนึ่งในสี่เหล่าใหญ่ที่ได้รับอนุญาตจากพระพุทธเจ้าให้มาดูแลพุทธศาสนาหลังกึ่งพุทธกาล ใครไม่เชื่อก็ลองเปิดตาดูอย่างคนโง่ ก็ได้ ลองดูคนที่ทำงานในองค์กรเอกชน แต่มีจิตริษยา, อาฆาตนั้นมีมากไหม ผู้เขียนคิดว่าท่านเห็นได้ไม่ยากเลย มีอยู่เต็มไปหมด เป็นคนส่วนใหญ่ด้วย และเป็นเรื่องปกติไปแล้ว ดังนั้นเราจึงไม่ควรตกใจและคิดกวาดล้างกัน แต่สิ่งที่สำคัญคือ เราควรเข้าใจความจริงที่เกิดขึ้นแล้วนั้น และมาเรียนรู้ที่จะปรับตัวอยู่กันอย่างไรให้ได้ จริงอยู่ว่ามโนธาตุต่างกันอยู่กันลำบาก แต่เมื่อท่านบำเพ็ญถึงจุดหนึ่งแล้วท่านก็จะมีจุดยืนของท่านเองบนโลกนี้ เช่น ท่านอาจมีจิตเป็นเทพเลยเข้ากับมารไม่ได้ วันหนึ่ง อาจจะลาออก มีเงินเก็บเล็กน้อย ใช้อย่างประหยัดแล้วไปทำงานในสถานธรรม ได้ที่อาศัย ได้ข้าวกินไปวันๆ ไม่ต้องใช้จ่ายอะไรมากมาย นี่ก็อยู่ได้แล้วในโลกนี้ ในอีกรูปแบบหนึ่ง ส่วนใหญ่ เทพจะอยู่กับพระโพธิสัตว์เพราะจัดอยู่ในกลุ่มเดียวกัน พระโพธิสัตว์มักทรงเทพนักษัตรไว้ หรือมีจิตวิญญาณเทพนักษัตรอยู่ชั้น นอกสุด เพื่อเสวยกรรมระดับล่างพอที่จะเอื้อมลงไปฉุดช่วยผู้คนระดับล่างได้ถึง ถ้ามีแต่จิตวิญญาณโพธิสัตว์ก็จะช่วยได้แต่คนที่มีบุญบารมีถึง ซึ่งมีส่วนน้อยมาก อย่างไรก็ตาม เทพกับมารไม่อาจไม่ปะทะกัน แต่แม้จะกระทบกระทั่งกัน ก็มีพักยกหรือหยุดกันได้
อนุตรธรรม เรื่อง เปิดตาปัญญาดูเทพ-พรหมในร่างคนกันเถอะ
บทความก่อนได้แนะนำวิธีดูยักษ์มาร ซึ่งไม่ค่อยดีไปแล้ว คราวนี้มาลองดูฝ่ายที่ค่อนข้างจัดว่าดีบ้าง คือ เทพ-พรหม
ลักษณะของเทพ
จะคล้ายมารมาก ต่างกันตรงเทพไม่มีจิตริษยาอาฆาตกับใคร ดังนั้น คนหลายคนที่มีพลังเทพจะดูมีความโกรธเหมือนแค้นได้ แต่ไม่ได้แค้น เพราะกล่าวแล้วว่าเทพกับมาถ้าอยู่ในร่างคนนั้นคล้ายกันมาก ต่างกันชัดเจนเมื่อเราได้พบว่าวันหนึ่ง มารผูกจิตอาฆาตกับใครบางคน แต่เทพไม่มีผูกจิตอาฆาตกับใคร อนึ่ง มารนี้ ถ้าไม่ได้แค้นเราเสีย อยู่ข้างเรา ไม่เป็นศัตรูกับเราเสีย เป็นศัตรูคนอื่นจึงมีจิตอาฆาตศัตรู แล้วมาเป็นเพื่อนเราได้นั้น จะเป็นเพื่อนที่ดีของเรามาก เป็นคนที่ดีต่อเรามาก เอาอกเอาใจเรายิ่งกว่าพระโพธิสัตว์อีก รู้จักปรนเปรอเรามากกว่าพระโพธิสัตว์เสียอีก แต่เทพไม่มีลักษณะที่แบ่งแยกมิตร แยกศัตรูที่เด่นชัดขนาดนี้ เทพจะไม่ผูกจิตอาฆาตใคร จึงไม่เอาอกเอาใจเพื่อนมากเกินไปด้วย
- เทพนักษัตร
พวกนี้ จะมีวิสัยประหลาด ทำให้แปลกคนและมักถูกด่าว่าได้ง่ายๆ ถูกสังคมดูหมิ่นยิ่งกว่ามารเสียอีก เพราะวิสัยสัตว์ที่ติดมาอย่างเปิดเผยนั้นไม่ได้ปกปิดหรือแอบซ่อนใครไว้ เช่น เทพสุกร ก็จะเอาแต่กิน, นอน, สืบพันธุ์ มากล้นเกินกว่าคนปกติเขาจะเป็น ทำให้ดูแปลก
- เทพสวรรค์
คือ เทพที่มีกายแบบมนุษย์ขึ้นไป ไม่ติดความเป็นสัตว์อีก มีหน้าที่เฉพาะตามตำแหน่งของตนต่างกันไป แบ่งได้เป็นหมวดหมู่เหล่าต่างกัน และยังมีเทพที่มนุษย์นับถือ จนในที่สุดสวรรค์ตั้งเป็นตำแหน่งไว้บนสวรรค์อีกด้วย เช่น เทพสยามเทวาธิราช เป็นต้น
- เทพกษัตร
เป็นเทพชั้นสูงมีบริวารมาก กายเหมือนคนทรงเครื่องกษัตริย์ มีผิวกายสีตั้งแต่ผิวเหลืองเหมือนคนปกติ, ผิวสีเหมือนทองคำเปล่งประกาย, จนกระทั่งมีกายใสเป็นแก้ว และมีสีเปล่งประกายออกมาสีใดสีหนึ่ง เช่น แก้วมรกต (เขียว) เป็นต้น ตลอดจนกายเพชร
ลักษณะของพรหม
จะคล้ายโพธิสัตว์มาก แต่จะไม่ทำกิจให้ทางพุทธศาสนาอย่างแท้จริง ทำท่าเหมือนจะสอนพุทธ แต่เอาเข้าจริงกลับเป็นพราหมณ์ เช่น ช่วยคนแก้กรรม, ดูดวง แทนที่จะสอนให้พึ่งพาตนเอง, สอนวิธีเอาชนะความทุกข์ด้วยตนเอง ฯลฯ ลักษณะของพรหมให้ดูดังนี้
- มีกิจ สร้าง, รักษา, ทำลาย
นิยมสร้าง หรือรักษา หรือทำลาย อย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น สร้างโลก, สร้างเมือง, สร้างศรัทธา ฯลฯ ไม่ว่าสร้างอะไร ก็ส่งผลนับรวมอยู่ในกิจสร้างทั้งสิ้น อนึ่ง กิจนี้อาจจะคาบเกี่ยวกับกิจของพระโพธิสัตว์อยู่บ้าง แต่พระโพธิสัตว์จะไม่ทำกิจนี้เด่นชัดเท่ากับพรหม
- ติดภาวะความสุขสงบ-ฌาน
เป็นลักษณะเฉพาะตัวของเหล่าพรหม ไม่ว่าจะเป็นรูปกายใด เช่น ศิวะ, นาราย, พรหม, พิฆเนศ, ขันธกุมาร ฯลฯ ล้วนมีการยึดติดในภาวะ หรือภพ แห่งความสุขสงบทั้งสิ้น จะเกี่ยวข้องเนื่องด้วยความสุขสงบทั้งสิ้น เช่น พระศิวะนิยมความสันติสุข แต่แม้กิจจะต่าง กัน ชาวพรหมโลกก็จะไม่แย่งกันทำ จะประชุมกันดีแล้วว่าจะให้องค์ใดลงมาทำกิจใด
- มีพลังจิตหนาแน่นกว่าเทวดา
นี่เป็นข้อสังเกตอีกประการที่จะแยกแยะระหว่างเทพกับพรหมออกจากกัน บางครั้งเราจะสัมผัสได้ถึงมวลพลังที่มากมาย ในขณะที่เทพจะมีมวลพลังน้อยกว่าแต่แรงกว่า ออกเป็นธาตุไฟ แต่พรหมแม้เย็นแต่หนาแน่นกว่ามาก หากเป็นรัศมีไกลออกไปได้มากกว่า
อนุตรธรรม เรื่อง เทพแพะกับเทพแกะ (เมษโปดก)
เทพนักษัตรคือเทพที่บำเพ็ญบารมีมาจากการเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน เมื่อสละชีพแล้วจึงได้เกิดเป็นเทพนักษัตร ยังมีความเป็นเดรัจฉานติดอยู่ สามารถแปลงร่างกลับไปกลับมาระหว่างกายแบบมนุษย์และกายสัตว์ได้ตามอนุสัยเก่าที่ยังไม่หายไป เช่น เทพไก่ เมื่อได้เกิดเป็นไก่ได้ยอมสละชีพให้คนกิน ก็ได้จุติเป็นเทพนักษัตร คือ เทพไก่ ซึ่งเบื้องบนจะมีตำแหน่งให้แก่เทพไก่เป็นเทพนักษัตรประจำปีระกา เทพนักษัตรไม่จำเป็นต้องดำรงอยู่ในตำแหน่งเทพประจำปีเสมอไป เทพนักษัตรบางองค์เป็นเทพดูแลมนุษย์ประจำเดือนเกิด เช่น เทพแกะ เป็นเทพประจำคนที่เกิดเดือนเมษายน หรือ “เทพนักษัตรประจำราศีเมษ” นั่นเอง ส่งผลให้คนที่เกิดในราศีนี้ ต้องบุพกรรมคล้ายๆ กันบางอย่าง คล้ายแกะคือ ต้องถูกบูชายัญ หรือรับความผิดแทนคนอื่นทั้งๆ ที่ตนไม่ผิด อย่างน้อยก็ครั้งหนึ่งในชีวิต
อสูรแพะดำ
อสูรแพะดำ มีกายเป็นแพะสีดำ เมื่อแปลงร่างจะมีร่างเป็นซาตาน มีหัวเป็นแพะ นับเป็นอสูรหรือซาตานชนิดหนึ่ง อนึ่ง อสูรกับซาตานต่างกันเล็กน้อยคือ พวกอสูรจะอยู่ใต้เขาไกลาส ถูกปิดภพไว้โดยมีพระศิวะอยู่บนยอดเขาคอยดูแลการเปิดปิดภพอสูรอยู่ ดังนั้น อสูรจะออกจากภพอสูรได้ ต้องได้รับการเปิดโดยพระศิวะ ต้องผ่านการดูแลของพรหมโลก แต่สำหรับซาตานนั้น จะไม่ได้อยู่ใต้เขาไกลาส แต่จะหลบลี้หนีอยู่ตามใต้พื้นโลกที่เรียกว่า “นรกมืด” ไม่มีการลงทัณฑ์ เพราะอยู่นอกเขตการดูแลของพญายม พวกนี้จะหนีขึ้นมารบกวนมนุษย์ได้ง่ายกว่า แต่ไม่ใช่ว่าจะได้โดยเสรี เพราะจะต้องรอให้พื้นโลกถูกเปิดออกก่อน เช่น มนุษย์ที่มีพลังจิตไปเปิดภพเบื้องล่าง เช่น ใช้คาถาเบิกธรณี เพื่อให้เจ้าที่ที่คุมอยู่ออกไป แล้วทำการเปลี่ยนแปลงหน้าดิน พวกนี้จะอาศัยจังหวะนั้นออกมาได้ ดังนั้น เมื่อก่อสร้างเสร็จแล้ว คนจึงนิยมทำบุญบ้าน ต่อในภายหลัง เพื่อปัดรังควานออกไป พวกซาตานมีตั้งแต่ที่เป็นหัวหน้ามีฤทธิ์มาก และที่เป็นลูกน้องซาตานมากมาย แต่ไม่ค่อยมีฤทธิ์ อสูรแพะดำ จัดอยู่ในระดับกุนซือทำงานให้พวกหัวหน้าซาตานอีกที
เทพแพะทอง
เทพแพะทอง จะกำเนิดจากแพะที่ยอมให้คนเขาเอาไปฆ่าเพื่อบูชายัญก็ได้ หรือเกิดจาก “จิตวิญญาณแพะดำ” ที่กลับตัวกลับใจมาบำเพ็ญให้หลุดพ้นจากความเป็นซาตาน แล้วยอมตายอย่างไม่มีความผิด ยอมรับผิดบาปแทนคนอื่น ก็จะทำให้หลุดพ้นจากความเป็นอสูรแพะดำ แล้วกลายเป็น “เทพนักษัตรแพะทอง” ในบทความก่อนๆ ที่ได้อธิบายไว้ว่าเป็นพาหนะทรงของพระเยซู ต้องขออภัย ข้อมูลคลาดเคลื่อนไป จริงๆ แล้วไม่ใช่ เพราะเทพแพะทองจะกำเนิดในกายมนุษย์ที่มีกรรมต้องรับบาปแทนคนอื่นทั้งที่ไม่ผิด แต่จะไม่ค่อยยินยอมแต่โดยดี หรือถ้ายินยอมก็เพื่อบูชาคุณธรรมหรือยืนยันอุดมการณ์ของตน แต่เทพแกะขาว จะไม่มีเรื่องสองอย่างนั้น จะมีแต่จิตใจที่ใสซื่อบริสุทธิ์แต่ยอมตายโดยง่าย
เทพแกะขาว
เพทแกะขาวมีกายสีขาว มีจิตที่ใกล้ภาวะความใสซื่อบริสุทธิ์มาก แต่ต้องบุพกรรมทำให้ยังไม่พ้นจากความเป็นเดรัจฉาน ยังไม่มีปัญญาแจ้งหลุดพ้นได้จึงติดอยู่ในอนุสัยเก่าแห่งความเป็นแกะ อนึ่ง แพะกับแกะนั้น คนโบราณใช้ในพิธีบูชายัญทั้งสิ้น (การบูชายัญไม่ใช่สิ่งที่ดี แต่ก็มีคนทำในอดีต จึงนำมาอธิบายให้ฟังว่าเกิดผลอย่างไรต่อสัตว์เหล่านั้น) โดยแพะจะไม่ค่อยยินยอม ยังมีความดื้ออยู่ แพะดำจะตายด้วยความแค้นมนุษย์, แพะทองจะยอมตายเพื่อรักษาไว้ซึ่งคุณธรรมความดีงาม, แต่แกะขาว จะตายด้วยความใสซื่อบริสุทธิ์ไม่มีความผิด, ไม่หนี และไม่กลัว คือ ยอมตายง่ายๆ เหมือนที่พระเยซูยอมขึ้นไม้กางเขน
เทพแกะขาวเป็นพาหนะทรงและจิตวิญญาณดวงหนึ่งในกายสังขารของพระเยซู เรียกว่า “พระเมษโปดก” (Lamb) ในพระคัมภีร์คริสต์ จะใช้คำศัพท์เรียกต่างกัน ระหว่างพระเยซู (Jesus) และพระเมษโปดก (Lamb) ซึ่งทั้งสององค์นั้นเป็นหนึ่งเดียวกันด้วยเหตุนี้
อนุตรธรรม เรื่อง ปีศาจเปลี่ยนมาเป็นเทพได้ไฉน?
พระโพธิสัตว์กษิติครรภ์ จะทรงโปรดสัตว์ในอบายภูมิสี่ ในขณะที่พระเมตตรัยจะโปรดแต่เทพเทวดาเท่านั้น สององค์นี้เป็นโพธิสัตว์หยิน-หยางกันด้วยสัตว์ที่ทรงโปรด กล่าวคือ องค์หนึ่งโปรดสัตว์เบื้องล่าง องค์หนึ่งโปรดสัตว์เบื้องบน นั่นเอง สำหรับ “ปีศาจ” นั้นก็คือ จิตวิญญาณชั้นต่ำในอบายภูมิสี่ที่มักทำร้ายมนุษย์ เราจึงเรียกว่าปีศาจ ปกติมักจะมีกายทิพย์สีดำ เช่น ผีม้าบ้อง (อสูรม้าดำ) นี่ชอบขนยาบ้า, ขนของผิดกฎหมาย แม้แต่ไก่ ก็ตายแล้วกลายเป็นปีศาจได้ ถ้ามีฤทธิ์มากและความอาฆาตแค้นต่อคนสูง เช่น ไก่ชนที่ตีเก่งๆ แล้วถูกเจ้าของฆ่าตาย ถ้าอาฆาตเจ้าของก็กลายเป็น “ปีศาจไก่” ได้ สัตว์ที่เรามีอยู่บนโลกทั้งหลาย (สัตว์เดรัจฉาน) นั้น ถ้ามีจิตอาฆาตมนุษย์ ถูกมนุษย์ฆ่าตายจะกลาย เป็นปีศาจรังควานมนุษย์ได้ เช่น งูที่มีแรงอาฆาตคนมากๆ ตายไปเป็นปีศาจงูได้ พวกนี้จะต้องได้รับการโปรดจากพระโพธิสัตว์ ซึ่งก็มักเป็นพระกษิติครรภ์ จึงจะหลุดพ้นจากการเป็นปีศาจได้ เมื่อหลุดพ้นด้วยบุญบารมีที่เบาบางที่สุด อย่างต่ำ จะได้เป็น “เทพนักษัตร” ซึ่งจะต้อง “ตาย” ทุกตัว นี่เป็นเวรกรรมของความเป็น “สัตว์เดรัจฉาน” คือ จะต้องถูกฆ่าตาย ไม่ถูกสัตว์ใหญ่กว่าฆ่าตาย ก็ต้องถูกมนุษย์ฆ่าตาย สัตว์เดรัจฉานตนไหนถูกมนุษย์ฆ่าตายก็จะโชคดี เพราะได้บุญมมากกว่าถูกสัตว์อื่นจับกิน ยิ่งมนุษย์ฆ่าเอาไปให้ผู้มีบุญบารมีกินยิ่งได้บุญมาก เช่น ดาวลูกไก่ทั้งเจ็ดดวงนั้น ก็ได้บุญมากเพราะคนฆ่าเอาไปให้พระธุดงค์กิน ดังนั้น สัตว์เดรัจฉานจึงไม่อาจรอดพ้นจากการถูกฆ่าตายไปได้เลยดังนี้
ปีศาจที่มีกายสัตว์ทุกตน เปลี่ยนมาเป็นเทพนักษัตรได้ทั้งหมด
ปีศาจ (จิตวิญญาณที่ทำร้ายมนุษย์) สามารถแทรกเจ้ามาแฝงอยู่ในกายสังขารมนุษย์ได้ แล้วอาศัยกายสังขารมนุษย์นั้นบำเพ็ญบารมี จนถึงขั้นตายก็มี แต่มีวิธีที่ดีกว่าการตายจริง ก็คือ การตายใน หรือการตายเป็น “โอปปาติกะกำเนิด” คือ จิตวิญญาณสลายแล้วเกิดได้ใหม่ ในกายสังขารเดิม เรียกว่า “ตายก่อนตาย” โดยการทำกรรมฐานได้หลายชนิด เช่น สมาธิหมุนก็ดี, กรรมฐานเปิดโลกสายหลวงพ่อคงก็ดี ฯลฯ ได้ทั้งนั้น เมื่อทำแล้ว ก็จะไม่ต้องรับกรรมหนักถึงขั้นตายหรือเกือบตายนั้น เพราะจิตวิญญาณได้ตายแล้วเกิดใหม่แล้ว บางท่านอาจจะฝึกลมปราณก็ได้ ใช้ลมปราณนั้นในการทำให้จิตวิญญาณสลายแล้วเกิดใหม่ก็ได้เช่นกัน ซึ่งจิตวิญญาณจะเกิดใหม่ได้สำเร็จเป็นจิตวิญญาณในสุคติภูมิได้นั้น จะ ต้องทำคุณงามความดี บำเพ็ญบุญบารมีหนุนก่อนในระดับหนึ่ง จึงจะสลายจิตวิญญาณได้สุคติภูมิสำเร็จ ถ้าปีศาจตนไหนไม่ทำคุณงามความดีเลย เมื่อจิตวิญญาณสลายจะตกนรกแต่ฝ่ายเดียว อนึ่ง ปีศาจไม่อาจถือศีลหรือทำภาวนาได้ จำต้องเริ่มจากการทำทานเท่านั้น การทำสมาธิภาวนา เป็นได้แต่เทพนักษัตรขึ้นไป ไม่มีในปีศาจ ในปีศาจมีแต่วิชาชั้นต่ำ เป็นเดรัจฉานวิชาเท่านั้น ทว่า ก็อาจมีปีศาจบางตนใช้เดรัจฉานวิชาสำเร็จเซียนได้
การโปรดปีศาจให้หลุดพ้นไปสู่สุคติภูมิ
ผู้มีจิตที่มีพลังบริสุทธิ์มากเป็นทุน มีบารมีเก่าหนุน จะมีกำลังสามารถที่จะโปรดปีศาจให้หลุดพ้นได้ง่ายกว่าคนที่ไม่มีแบบนี้ โดยเฉพาะผู้ที่มีกายกษิติครรภ์โพธิสัตว์ ซึ่งบรรดาปีศาจหรืออสูรทั้งมวลนั้น อสูรมังกรดำ เป็นปีศาจที่ร้ายกาจที่สุด ชอบความรุนแรง ชอบเข่นฆ่าผู้คนอย่างโหดเหี้ยมทารุณ ถ้าแทรกเข้ามาในกายสังขารคนแล้ว ก็จะครอบงำให้คนผู้นั้นไปฆ่าคนอย่างโหดเหี้ยม การโปรดอสูรมังกรดำให้หลุดพ้นจากความเป็นปีศาจ คือ โปรดให้เป็น “มังกรทอง” นั่นเอง เมื่อได้เป็นมังกรทองแล้ว ก็จะนับเข้าในตำแหน่งเทพนักษัตรได้ ในการโปรดนี้ ใช้หลัก ทาน, ศีล, ภาวนา โดยจะต้องเริ่มจากทานก่อน เพราะทำได้ง่ายที่สุด ส่วนศีลนั้น ปีศาจจะถือไม่ได้ และภาวนานั้น ปีศาจก็ไม่สามารถทำได้เช่นกัน ปีศาจจะฝึกจิตโดยการทำกรรมฐานไม่ได้ ทำได้ก็แต่ “ฝึกลมปราณ” เท่านั้น ดังนั้น การทำทาน, ช่วยเหลือผู้คน พร้อมฝึกลมปราณไปด้วยเรื่อยๆ ก็จะสามารถโปรดปีศาจได้มากมาย โดยเฉพาะท่านที่เปิดจักระแล้ว ทำให้ร่างกายเปิดรับพลังภายนอกได้ ก็จะสามารถเปิดรับจิตวิญญาณเหล่านี้เข้ามาโปรด เพื่อบำเพ็ญบารมีร่วมกันได้ เมื่อคนทั้งหลายช่วยกันโปรดปีศาจ ก็จะไม่ต้องมีการปราบปีศาจ และอยู่ร่วมกันได้ต่อไป
อนุตรธรรม เรื่อง การโปรดมังกรดำขึ้นชั้นเทพนักษัตร
ดินแดนแห่งประเทศไทยหลังกึ่งพุทธกาลเป็นศูนย์กลางของพระพุทธศาสนา อันมีสัตว์สี่เหล่าใหญ่เข้ามาค้ำหนุน ได้แก่ เทพ, มาร, ยักษ์, พรหม นอกจากนี้จะเกิดปัญหาได้ เช่น พวกอสูร โดยเฉพาะอสูรมังกรดำซึ่งอพยพมาจากประเทศจีน มังกรดำของดำ คุณไสยดำเป็นอาหาร ซึ่งประเทศไทยก็เล่นกันมากไม่น้อยอยู่ก่อนแล้ว ทำให้มังกรดำซึ่งขาดแคลนอาหารเริ่มอพยพเข้ามา ส่วนมังกรทองนั้น จะกินไสยขาว ของสว่าง สัตว์ในโลกทิพย์ที่มีพลังภาคขาวเช่น พญานาค เป็นอาหาร เมื่อมังกรดำเข้ามาที่ประเทศไทย จะอยู่ในฐานะอสูร ซึ่งไม่อาจดูแลพุทธศาสนาได้ แต่เมื่อบำเพ็ญจนขึ้นกายมังกรทองแล้ว ก็จะได้เลื่อนฐานะในโลกทิพย์เป็น “เทพนักษัตร” แล้วกลืนกินนาคหมด เพื่อทำหน้าที่แทนพญานาคที่เคยอยู่แต่เก่าก่อน เรียกว่า “ยุคมังกรกลืนพญานาค” ซึ่งมีอยู่ในตำราต่างๆ ทั้งยังพบรูปเคารพที่นิยมปั้นตามหัวบันใดวัด เป็นรูปมังกรกลืนพญานาคด้วย การโปรดมังกรดำให้ขึ้นชั้นมังกรทองจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องทำ เพื่อปรับฐานะของมังกร ที่เริ่มเข้าสู่ประเทศไทยให้สามารถปรับตัวอยู่กับพระพุทธศาสนาได้ ตัวอย่างประวัติศาสตร์การโปรดมังกรดำเป็นมังกรทอง คือ ยุคพระเจ้าเหลียงบู๊ตี่ ที่มีพระจี้กง เป็นราชครู นั่นเอง (ยุคเดียวกับตั๊กม้อ)
วิธีโปรดมังกรดำ
๑) อาศัยบารมีองค์กษิติครรภ์
องค์กษิติครรภ์มีบารมีสามารถโปรดสัตว์ในอบายภูมิสี่, อสูร หรือปีศาจต่างๆ ให้กลับตัวกลับใจกลายมาเป็นเทพนักษัตรได้ ส่วนพระโพธิสัตว์องค์อื่นๆ ที่บารมีลดหลั่นลงไปทำไม่ได้ เช่น องค์อวโลกิเตศวร ทำไม่ได้ ส่วนที่บารมีสูงขึ้นไปก็ไม่ทำกิจนี้ จะทรงกิจอื่น เช่น องค์เมตตรัย จะโปรดแต่เหล่าเทพเทวดาเท่านั้น ดังนั้น จึงจำเป็นต้องใช้บารมีขององค์กษิติครรภ์เท่านั้น ในการโปรดมังกรดำขึ้นชั้นมังกรทอง โดยการให้พระกษิติครรภ์ขี่ไว้ แล้วให้หงส์ทองปรกอยู่ข้างๆ ทำกิจเพื่อพุทธศาสนาสืบไป ซึ่งก็คือ มนุษย์ที่มีกายในเป็นกษิติครรภ์ มีมังกรดำทรงอยู่เป็นจิตรอง แล้วอาศัยราชครูที่มีหงส์ทองเป็นจิตรองในการโปรดอยู่ข้างๆ ก็จะทำให้มังกรดำนั้น กลายเป็นมังกรทองได้ในที่สุด (นานพอควร)
๒) อาศัยพลังของหงส์ทอง
หงส์ทอง มีพลังสีทองเป็นพลังคุณธรรม สามารถถ่ายทอดผ่านเข้าสู่มังกรดำได้ทีละน้อย ในยุคของจิ๋นซีฮ่องเต้นั้น จิ๋นซีทรงมังกรดำอยู่ มี “หลีปู้เหว่ย” ทรงหงส์ทอง คอยโปรดแต่โปรดได้ไม่นาน จิ๋นซีก็จัดการหลีปู้เหว่ยเสีย ทำให้ไม่มีคนคอยคานกับฮ่องเต้ หลังๆ จิ๋นซีก็กลายเป็นฮ่องเต้ที่โหดร้าย ดุร้ายมากคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ ในช่วงแรกนั้นยังได้อาศัยพลังธาตุทองของหงส์ทองทำให้ยังเป็นฮ่องเต้ที่ดีได้ แต่เมื่อขาดพลังธาตุทองไปแล้ว ก็ถูกพลังมารเข้าแทรกแทน มังกรดำที่กำลังเปลี่ยนเป็นมังกรทอง ก็กลับกลายเป็นมังกรดำตามเดิม คนที่มีหงส์ทองนั้นจะมีบุคลิกที่ดี เป็นนักปราชญ์หรือนักวิชาการที่ไม่เห็นแก่ตัว, ไม่เป็นนักวิชาการที่ปฏิบัติจริงไม่ได้ความ แต่เป็นนักปราชญ์ที่สามารถปรกโปรดคนให้อยู่ในความสงบได้ คนที่มีลักษณะแบบนี้ มีหงส์ทองอยู่ สามารถนำมาใช้ได้
เมื่อมังกรดำอยู่นั้น คนจะมีอาชีพทุจริตผิดกฎหมาย และมีผู้มีอิทธิพลนอกกฎหมายมาก เช่น ผู้ค้ายาบ้า เป็นต้น แต่เมื่อมังกรดำเปลี่ยนเป็นมังกรทองแล้ว จะเปลี่ยนเป็นอาชีพที่สุจริตได้ เช่น ค้าขาย เป็นส่วนใหญ่ ดังนั้น เราจึงมักเห็นย่านการค้าของคนไทยเชื้อสายจีนมักสร้างเสามังกรทองไว้ นั่นเอง เมื่อมังกรทองมาแล้ว จะกินพญานาคหมด ทำให้น้ำในแม่น้ำค่อยๆ หายไปด้วยเพราะขาดพญานาคดูแล อาชีพการเกษตรจะได้รับผลกระทบ คนจะค่อยๆ เปลี่ยนจากอาชีพเกษตรกรรม ไปเป็นอาชีพค้าขายแทน (พญานาคเป็นเทพนักษัตรที่ช่วยการเกษตร เนื่องจากดูแลน้ำอันเป็นปัจจัยในการทำการเกษตร) อนึ่ง มังกรดำเดิมอาจอยู่กับองค์อวโลกิเตศวรหรือองค์กษิติครรภ์ แต่เมื่อเปลี่ยนเป็นมังกรทองแล้ว จะต้องอยู่กับพระยูไล เฉพาะผู้มีบารมีระดับพระยูไลเท่านั้น จึงจะคุมมังกรทองได้