รวมบทความอภิธรรม ชุด อรหันตมรรคไม่ต้องตัดกิเลส พิจารณาธรรมให้แจ้ง อวิชชาสิ้นเอง
อภิธรรม เรื่อง อรหันตมรรคไม่ต้องตัดกิเลส พิจารณาธรรมให้แจ้ง อวิชชาสิ้นเอง
การตัดกิเลสเหมือนการตัดกิ่งต้นไม้ ตัดแล้วก็งอกใหม่ ตราบใดที่ยังไม่ขุดรากถอนโคนกิเลส กิเลสก็จะเกิดขึ้นใหม่ได้เสมอ รากเหง้าของกิเลสคือ “อวิชชา” ดังนั้น การปฏิบัติธรรม จึงไม่ต้องไปตัดกิเลส แต่ให้มาจัดการที่รากเหง้าของกิเลส กิเลสก็จะดับสนิทไม่มีส่วนเหลือเอง ในการทำอวิชชาให้สิ้นนั้น ทำได้ด้วยการ “ทำปัญญาให้แจ้ง” เมื่อปัญญาแจ้งแล้ว อวิชชาหรือความหลงก็สิ้นลงไปเอง ในการทำให้ปัญญาแจ้งนั้น ทำได้ด้วยการพิจารณาธรรมในขณะที่จิตมีความบริสุทธิ์ชั่วคราว เนื่องจากไม่มีใครที่มีจิตบริสุทธิ์ถาวรมาก่อน จึงต้องอาศัยจังหวะที่จิตบริสุทธิ์ ปราศจากกิเลสชั่วคราว ที่เราเรียกว่า “สุญตา” ก็ดี “ตทังคนิพพาน” ก็ดี ในฉับพลันที่จิตบริสุทธิ์ชั่วคราวนั้นๆ ก็ยกจิตขึ้นพิจารณาธรรมฉับพลันทันใด จนเปิดปัญญาแจ้งสว่างไสว อวิชชาก็จะสิ้นสูญไปเมื่ออวิชชาอันเป็นราก เหง้าของกิเลสสิ้นลงแล้ว กิเลสย่อมไม่อาจเกิดขึ้นได้อีก เพราะเป็นได้ดังต้นไม้ขาดราก ย่อมไม่อาจให้เกิดผลหรือกิ่งก้านงอกใหม่ได้อีกฉะนั้น ดังนี้ จึงกล่าวว่ากิเลสไม่ต้องตัด
การเพียรตัดกิเลสเป็นวิธีใช้กำลัง ไม่ได้ใช้ปัญญา เป็นวิธีแบสมถะกรรมฐาน พบในพระสกิทาคามีและพระอนาคามี ในพระสกิทาคามีจะตัดกิเลสยังไม่ชำนาญ จึงยื้อไปยื้อมา เกิดภาวะกระทบกระทั่งกันเองในใจตน แต่ในพระอนาคามีจะชำนาญในกรรมฐานมาก ก็สามารถเอาชนะกิเลสได้อย่างราบคาบ แต่ไม่ถาวร คือ เมื่อใช้กรรมฐาน กิเลสก็พ่ายแพ้ แต่พอไม่ใช้กรรมฐาน กิเลสก็เริ่มกำเริบ ดังนี้ พระอนาคามีจึงต้องเจริญกรรมฐานต่อเนื่อง เป็น “เสขบุคคล” ผู้ยังต้องฝึกจิตตนเนืองๆ ยังไม่ใช่อเสขบุคคลผู้ไม่ต้องฝึกจิตอีกแล้ว แต่พระอรหันต์เป็นอเสขบุคคล ไม่ต้องฝึกจิตแล้ว ด้วยเข้าใจใน “สัมมาสมาธิ” ว่าไม่ต้องกำหนด ไม่ต้องเจริญ เพราะกิเลสนั้นไม่เที่ยง เหมือนผลและกิ่งของต้นไม้ ไม่เที่ยง เกิดเองก็ดับเองได้ ตามวาระ ภาวะสุญตาก็เกิดเอง คือ ภาวะที่จิตบริสุทธิ์ไม่มีกิเลสปรุงแต่งเจือปนเกิดได้อยู่เป็นระยะ เกิดแล้วดับไป ไม่เที่ยง เมื่อใช้โอกาสทองนี้ ในการพิจารณาธรรม หรือยกจิตสู่วิปัสสนาญาณฉับพลัน ก็อาจเกิดปัญญาแจ้ง ทำอวิชชาให้สิ้น ก็บรรลุธรรม ได้ถึงอรหันตผลได้ ในการทำวิปัสสนาญาณฉับพลันนี้ ใช้สมาธิน้อยมาก เพียงขั้น ขณิกสมาธิก็พอแล้ว แต่ใช้สติมาก สติต้องตื่นตัวเต็มที่ เต็มรอบ จึงจะหลุดออกจากวัฏฏะ หลุดออกจากการยึดมั่นถือมั่นใดๆ ได้ ดังนั้นจึงไม่ค่อยได้ใช้กำลังจิตมาก ไม่ได้ใช้สมถะมาก ใช้สติปัญญามากเป็นสำคัญ ก็สามารถบรรลุธรรม ได้อาสวขยญาณได้ไม่ยากนัก
อาสวขยญาณเกิดได้อย่างไร
๑) กิเลสดับเอง (สุญตา)
กิเลสไม่เที่ยง เกิดเอง ดับเองได้ เราไม่ต้องไปดับ ไปตัด ไปละวาง หรือลดเลิกกิเลสแต่อย่างใด ยิ่งทำเหมือนคนยิ่งตัดกิ่งไม้ ยิ่งตัดก็ยิ่งงอก เพราะไม่ได้แก้ที่รากเหง้าของกิเลส รากเหง้าของกิเลสคืออวิชชา อวิชชาจะดับลงเมื่อปัญญาเกิด ปัญญาจะเกิดเมื่อพิจารณาธรรมตามจริงไม่ปรุงแต่ง การพิจารณาธรรมตามจริงได้เมื่อจิตบริสุทธิ์ ไม่มีกิเลสชั่วคราว หรือที่เรียกว่าภาวะ “สุญตา” ในทางมหายาน หรือ “ตทังคนิพพาน” ในเถรวาทนั่นเอง
๒) พิจารณาธรรมฉับพลัน
เมื่อจิตบริสุทธิ์ชั่วคราว ด้วยกิเลสดับเองชั่วคราวแล้ว ให้พิจารณาธรรมฉับพลัน เหมือนกระจกใสแล้วไม่ต้องเช็ด ก็ใช้ส่องดูธรรมได้ตามจริง จิตย่อมรู้อย่างตรงไปตรงมา ธรรมะเป็นของธรรมดา เรียบง่าย ไม่ซับซ้อน แต่ที่เราไม่เข้าใจ เพราะกิเลสมาจรบดบังเท่านั้น
๓) ปัญญาเกิด อวิชชาสิ้น
เมื่อพิจารณาธรรมจนแจ้งด้วยปัญญา ทำให้นิพพานให้แจ้งได้แล้ว อวิชชาหรือความหลงก็จะดับไป เมื่ออวิชชาอันเป็นรากเหง้าของกิเลสดับสนิทแล้ว กิเลสย่อมไม่อาจเกิดได้อีก ดังนี้เรียกว่า “อาสวขยญาณ” คือ ทำนิพพานให้แจ้งโดยไม่ต้องใช้กำลังจิตมากเลย
อภิธรรม เรื่อง สมาธิแบบพรหม สมถะ-วิปัสสนา และสัมมาสมาธิ ต่างกันไฉน?
ให้พิจารณาที่กริยาจิต จะทราบความแตกต่างของสมาธิแบบต่างๆ ดังนี้
๑) สมาธิแบบพรหม ประกอบด้วย
- กรรมที่เกิดจากจิตไปเสพความสุขสงบในฌานนั้น กรรมนี้ก่อให้เกิด “ภพพรหม”
- กริยาที่กำหนดอารมณ์ เช่น กำหนดความว่างเป็นอารมณ์ แบบนี้ไม่เกิดภพใดๆ
ผลจากการที่มีกรรมอันเกิดจากจิตไปเสพความสุขสงบที่เกิดจากฌานนั้นเอง ทำให้เกิดการติดภาวะ (เมื่อมีการเสพนานๆ เข้าก็เกิดความยึดติดรสแห่งการเสพฌานนั้น) ภาวะนั้นก่อให้เกิด “ภพ” ที่เรียกว่า “พรหมโลก” เป็นจิตส่วนกุศล (กุศลจิต) แบบนี้ยังไม่หลุดพ้น เมื่อทำไปถึงจุดหนึ่ง จะเกิดทวิภาวะตามธรรมชาติ คือ มีสิ่งตรงข้ามเข้ามาทดสอบ เช่น เมื่อเราสงบดีอยู่เพลินๆ ก็จะมีคนมาทำเสียงดังรบกวน ทำให้ต้องจัดการอะไรบางอย่าง นี่เพราะเราทำสมาธิแบบพรหม ติดความสุขสงบอยู่ ยังไม่ใช่สมาธิแบบพุทธอย่างแท้จริง
๒) สมถะกรรมฐาน
๑) ประกอบด้วย
- กริยาที่กำหนดอารมณ์ เช่น กำหนดลมหายใจเข้าออกเป็นอารมณ์ นี้ไม่เกิดภพ
- ไม่มีกริยาพิจารณาสภาวธรรม จึงไม่เกิดปัญญา จึงไม่หลุดพ้น ไม่นิพพานได้
ผลจากการที่ทำสมถะกรรมฐาน โดยไม่เสพอารมณ์ฌาน ไม่ติดฌาน เมื่อเวลามีคนมาทำเสียงดัง ก็จะไม่มีปฏิฆะ ไม่รู้สึกอะไร ไม่รู้สึกต่อต้าน ไม่มีการร้องขอ ให้คนเหล่านั้นเงียบ หรือสงบหน่อย (หลายแห่งจะขอให้เงียบๆ เพราะเป็นเขตทำสมาธิ อันนี้ ก็ให้ทราบว่ายังเป็นสมาธิแบบพรหม ยังติดความสงบอยู่ ไม่ใช่สมถะกรรมฐานของพุทธแท้ๆ) เรียกว่าอยู่ในหมู่คนเสียงเอะอะโวยวายได้เฉยๆ เหมือนไม่ได้ทำสมาธิอยู่ฉะนั้น (แต่มีสมาธิได้อยู่)
๒) วิปัสสนากรรมฐาน ประกอบด้วย
- กริยาจิตที่กำหนดอารมณ์ เช่น กำหนดรูปนามเกิดดับ เป็นอารมณ์ นี่ไม่เกิดภพ
- กริยาพิจารณาสภาวธรรม ที่เรามักใช้คำว่า “ดูเฉยๆ” แบบนี้ก่อเกิดปัญญาแจ้งได้
ผลจากกริยาจิตสองตัวประกอบกัน ทำให้บรรลุธรรมได้ตั้งแต่โสดาบัน ถึงอนาคามี แต่ยังไม่ถึงอรหันต์ เนื่องจากยังมีกริยาจิตที่กำหนดอารมณ์อยู่ จิตยังติดอยู่กับการกำหนด การตั้งจิต การต้องกำหนด เมื่อไม่ตั้ง ไม่ต้องแล้ว กำหนดจนถึงที่สุดแห่งการกำหนดแล้ว สิ้นการกำหนดแล้ว เหลือแต่กริยาพิจารณาสภาวธรรม ที่เรียกว่า “ดูเฉยๆ” จึงเกิดปัญญาได้ ผู้ที่เกิดปัญญาแจ้งได้ตั้งแต่โสดาบันถึงอนาคามี จะยังไม่มีปัญญาทราบว่า “สัมมาสมาธิ” คือ อะไร จึงฝึกจิตต่อไป เป็นเสขบุคคลอยู่ ยังคงกำหนดอารมณ์เข้าวิปัสสนาดังเดิม
๓) สัมมาสมาธิ ประกอบด้วย
- กริยาจิตพิจารณาสภาวธรรม โดยมิได้กำหนด ไม่มีรูปแบบหรือตั้งใจ เกิด-ดับเอง
แบบนี้ไม่เกิดภพ เพราะไม่มีกรรม มีแต่กริยาจิต เมื่อไม่กำหนดอะไร อยู่ๆ เกิดเอง ดับเอง จึงเห็นธรรมตามจริงเต็มส่วน คือ เห็นแจ้งว่าสรรพสิ่งเกิดเอง-ดับเองโดยแท้ โดยที่เราไม่ต้องไปทำอะไรเลย ละวางอย่างแท้จริงได้ แม้แต่การกำหนดอารมณ์กรรมฐานนี่ก็ไม่ต้องทำ ดังนี้จึงเป็นอเสขบุคคลผู้ไม่ต้องฝึกเพราะเข้าใจมรรคแปดตัวสุดท้าย คือ สัมมาสมาธิ ซึ่งมักเกิดโดยบังเอิญเมื่อการกำหนดถึงที่สุดแล้ว หมดการกำหนด จึงรู้แจ้งได้ดังนี้ -จบ-
อภิธรรม เรื่อง ปัญญาที่เกิดเองกับญาณที่ไปหยั่งรู้มา ต่างกันไฉน?
ปัญญาที่เกิดเอง ไม่ได้เกิดจากการที่เราใช้ญาณไปหยั่งรู้มา เกิดเอง ดับเอง เป็นไปตามธรรมชาติ แบบนี้เป็นลักษณะของ “อาสวขยญาณ” ไม่ได้กำหนด เมื่อกำหนดก็ไม่ได้ ไม่กำหนดจึงอาจได้ ถ้ากำหนดไม่มีโอกาสได้ อันนี้ เป็นปัญญาที่สุดของสรรพสิ่ง สั้นๆ ไม่มีอะไรมากมาย จึงไม่ต้องใช้สมาธิมาก แค่ขณิกสมาธิก็ถึง อาสวขยญาณบรรลุอรหันต์ได้ส่วน “ญาณที่ไปหยั่งรู้มา” อันนี้ ต้องกำหนด มีการกำหนด มีการทำสมาธิ ถ้าถูกรบกวนจะไม่อาจได้รับข้อมูลข่าวสาร ไม่ใช่ลักษณะของอาสวขยญาณ ต้องอาศัยที่สงบ ไม่มีคนรบกวน ถ้ามีคนรบกวนจะไม่อาจได้ปัญญา เพราะเวลาใช้ญาณไปหยั่งมานั้น บางครั้ง จิตต้องส่งกระแสหยั่งรู้ไปไกลถึงในจักรวาล ในแห่งปัญญาญาณเบื้องบน เช่น ไปยังจิตของพระยูไลทั้งหลาย ญาณหยั่งรู้แบบนี้ ไม่ใช่แบบอาสวขยญาณ เป็นญาณหยั่งรู้ใบไม้นอกกำมือ รู้ออกนอกตัว ใช้กระแสจิตหยั่งไปไกล ทำให้ต้องใช้สมาธิขั้นสูงกว่าขณิกสมาธิ
อาสวขยญาณ เป็นปัญญาที่เกิดเอง ไม่ต้องไปหยั่งรู้จากที่ใด
เป็นญาณที่ไม่ต้องหยั่งไปไกล ไม่ต้องส่งกระแสจิตออกนอกตัว เป็นการพิจารณาธรรมตามที่เห็นได้เลย เพราะธรรมนั้นปรากฏทุกที่ เกิดดับได้เนืองๆ อยู่แล้ว สัจธรรมไม่ใช่ของหายาก เป็นสิ่งที่เป็นสากล ปรากฏอยู่เสมอ จึงไม่ต้องไปหยั่งรู้มาจากที่ใด ทุกท่านสามารถรู้ได้เองง่ายๆ ด้วยตัวเอง ง่ายกว่าญาณหยั่งรู้อื่นๆ ใช้เพียงขณิกสมาธิก็ได้แล้ว
ญาณหยั่งรู้หมื่นโลกธาตุ เป็นญาณที่ต้องใช้การไปหยั่งรู้มา
ญาณหยั่งรู้หมื่นโลกธาตุ มีหลายชนิด ที่จัดได้ว่ามีกำลังการหยั่งรู้เทียบเท่าหมื่นโลกธาตุ รู้เรื่องใบไม้นอกกำมือได้ รู้ได้มากกว่าการทำกิเลสให้สิ้น เราจะเรียกว่าเป็นญาณอื่นๆ ที่ไม่ใช่อาสวขยญาณเช่น อนาวรญาณ, จิตโพธิญาณ ฯลฯ (ชื่อเรียกนี้ไม่มีปรากฏในคัมภีร์ แต่มีปรากฏในผู้ที่ปฏิบัติแล้วได้ด้วยตนเอง) สิ่งที่ผู้เผยแพร่อนุตรธรรมใช้ มักเข้าข่ายที่เรียกว่า “จิตโพธิญาณ” คือ ใช้จิตสู่จิต แต่ส่งกระแสจิตไปยังพระมหาโพธิสัตว์, พระยูไล เบื้องบน ก็จะได้ข้อมูลกลับมา (นี่คือวิธีที่ผู้เขียนใช้อยู่) เช่น วิธีที่พระเยซูใช้สื่อกับพระเจ้า เป็นต้น ในผู้เผยแพร่อนุตรธรรมบางท่าน ที่ยังไม่ได้ญาณตัวนี้ จะใช้วิธีเปิดร่างให้ผู้มีธรรมเบื้องบนลงมาทรง เรียกว่า “ขี่สัตว์พาหนะ” เพราะพวกเขาเคยเกิดเป็นสัตว์พาหนะทรงของพระโพธิสัตว์ รอยกรรมนี้ทำให้พระโพธิสัตว์ที่มีธรรม เข้ามาทรง สอนธรรมคนได้ แต่ถ้าพวกเขาหลงว่าตนเองมีธรรม ธรรมนั้นเป็นของตน ก็จะประสบหายนะในท้ายที่สุด เช่นกัน ผู้เขียนย่อมไม่อาจถือเอาสิ่งที่เผยแพร่เป็นของตนได้ เพราะได้สิ่งนี้มาจากที่อื่นอันไกลโพ้นในจักรวาล ซึ่งไม่ได้จำกัดว่าจะมาจากที่ใดหรือจากธรรมของพระยูไลองค์ใด
การฝึกญาณในกลุ่ม “หมื่นโลกธาตุ” นั้นมีหลายวิธีเช่น ผู้ที่ได้ตาทิพย์แล้ว ใช้ตาทิพย์นั้น จนมีกำลังการทะลุทะลวงได้หมดทั้งสามภพ ไม่มีสิ่งใดขวางกั้นการรู้เห็นของตาทิพย์ได้ ทั้งยังทราบสิ่งที่เห็นนั้นๆ ว่าเป็นสิ่งใด ก็จัดเข้าข่ายถึงระดับญาณหยั่งรู้หมื่นโลกธาตุได้ด้วยการใช้ “ตาทิพย์” เช่นกัน ผู้ที่ฝึกหูทิพย์ ใช้หูทิพย์เพ่งฟังเสียงได้ทุกเสียงในสามภพ ไม่มีสิ่งใดขวางกั้นได้ ก็สำเร็จญาณหยั่งรู้เทียบเท่าหมื่นโลกธาตุ เพราะสามารถฟังได้ทุกเสียงในหมื่นโลกธาตุ กำหนดฟังอะไรก็ได้ทั้งหมด หรือในคนที่ฝึก “จิตทิพย์” ใช้จิตหยั่งรู้เข้าไปในจิตดวงอื่นๆ หรือจิตของผู้อื่น ถ้ามีกำลังทะลุทะลวงไร้ขีดจำกัดแล้ว แต่แม้จิตของพระยูไลองค์ใดๆ ก็สามารถอ่านได้หมด นับเข้าข่ายถึงญาณหมื่นโลกธาตุเช่นกัน ในการฝึกญาณหมื่นโลกธาตุนี้ ต้องมีบารมีกาย “มัญชุศรี” ก่อน แล้วจึงใช้กายมัญชุศรีนี้ในการฝึกญาณหยั่งรู้หมื่นโลกธาตุด้วยวิธีต่างๆ กันไป เมื่อถึงที่สุดแห่งการหยั่งรู้ จึงนับว่าสำเร็จญาณหยั่งรู้หมื่นโลกธาตุแล้ว สำหรับพระโพธิสัตว์นั้น รู้เองได้แต่เรื่องนิพพาน ไม่อาจมีปัญญาญาณรู้เรื่องใบไม้นอกกำมือได้เอง เพราะไม่ใช่พระสัพพัญญูญาณ ได้แต่อาสวขยญาณ จึงไม่เรียกญาณหยั่งรู้หมื่นโลกธาตุเหล่านี้ ว่า “สัพพัญญูญาณ” ต่อเมื่อตรัสรู้แล้วเท่านั้น ญาณเหล่านี้จึงเปลี่ยนเป็นสัพพัญญูญาณคือหยั่งรู้ได้เอง (ญาณหยั่งรู้หมื่นโลกธาตุจะหยั่งออกไปรู้นอกตัว แต่สัพพัญญูญาณรู้ได้เองไม่ต้องไปหยั่งที่ไหน)
อภิธรรม เรื่อง เมตตากับอุเบกขา ไม่ใช่ธรรมตรงข้ามกัน
คนส่วนใหญ่คิดว่า อุเบกขาที่แปลว่า “วางเฉย” หมายถึงการไม่ทำอะไร ปล่อยวางหมด เช่น มีคนขอความช่วยเหลือก็บอกว่า “อุเบกขา” แล้ว จึงไม่ช่วย คิดว่าเมตตากับอุเบกขาเป็นธรรมตรงข้ามกัน จึงเลือกถือ หรือปฏิบัติอันใดอันหนึ่ง ก็ได้ อันนี้ คือ ความเข้าใจผิดอย่างแรง เป็น “มิจฉาทิฐิ” ที่ทำลายธรรม ข้อ “อุเบกขา” จริงๆ แล้ว เมตตาและอุเบกขา ไม่ใช่ธรรมตรงข้ามกัน แต่เป็นธรรมเกื้อกูลกัน ยิ่งมีเมตตาก็จะยิ่งมีอุเบกขา, ยิ่งมีอุเบกขา ก็ยิ่งมีเมตตา ไม่ใช่ว่า พอมีอุเบกขาแล้วก็ไม่ต้องเมตตาหรือพอมีเมตตาแล้วอุเบกขาก็จะหายไป คนที่ไม่มีธรรมมักบอกว่าตนเองมีธรรม ถือพรหมวิหารข้อ “อุเบกขา” อยู่ แท้แล้วเขาไม่มีธรรมเลย ไม่มีพรหมวิหารเลย เพียงแต่อ้างธรรมข้ออุเบกขาให้ตนเองดูดี เพื่อปัดความรับผิดชอบจะได้ไม่ต้องช่วยเหลือผู้คนเท่านั้น เพราะธรรมสองข้อนี้ “ขาดกันไม่ได้”
อุเบกขา แปลว่า “วางเฉยต่อสิ่งกระทบต่างๆ” ส่งผลให้จิตเป็นกลาง ไม่บวก ไม่ลบ นี่คือ อุเบกขา โดยที่สามารถทำกิจได้ทุกประการ สามารถช่วยคนได้มากมายไม่จำกัด แต่ช่วยด้วยจิตที่เป็นกลาง มิได้ช่วยเพราะรู้สึกดี, เป็นบวกต่อเขาจึงช่วย หรือรู้สึกลบต่อฝ่ายตรงข้ามของเขา จึงช่วยเขา อันนี้ ไม่ใช่ความเมตตาที่แท้จริง ดังนั้น ความเมตตาที่แท้จริงจะเกิดขึ้นได้ จึงต้องมีอุเบกขาด้วย และอุเบกขาจะเกิดขึ้นได้ ต้องอาศัยเมตตา อันเป็นที่สุด คือ เมตตาที่ไร้ประมาณ ไม่จำกัด ไม่แบ่งแยก ไม่เลือกที่รัก มักที่ชัง ไม่แตกต่างกันไม่ว่าจะเป็นมิตรหรือศัตรู ก็มีเมตตาให้เท่าเทียมกันทั้งสิ้น และเพราะจิตมีภาวะความเท่าเทียมกันอย่างนี้เอง จึงเกิด “อุเบกขา” ขึ้นเต็มกำลัง ในขณะเดียวกัน เพราะมีอุเบกขา จึงไม่มีการแบ่งแยก เลือกฝักฝ่าย ไม่มีบวก หรือลบ กับกลุ่มสัตว์กลุ่มไหนอย่างไร จึงมีเมตตาที่แท้จริง ถ้ายังเลือกที่รักมักที่ชัง ช่วยแต่คนที่เราชอบ, ช่วยแต่พรรคพวกของเราอยู่ ก็ยังไม่มีเมตตาที่แท้จริง เป็นแค่เมตตาจอมปลอม คือ “ช่วยเพราะเห็นแค่ความรู้สึกเป็นบวกส่วนตัว” ดังนี้ จึงได้กล่าวว่า “เมตตาและอุเบกขาเป็นธรรมเกื้อกูลกัน มิใช่ขัดแย้งกัน”
ความคิดที่ว่า “อุเบกขาแล้วจึงไม่ช่วยคน” เป็น “มิจฉาทิฐิ” ที่ถูกดลจิตดลใจโดยภาคมารอย่างแท้จริง การที่เราจะช่วยคนหรือไม่ช่วยคนนั้น ไม่ใช่เพราะธรรมข้อ “อุเบกขา” เลย ไม่เกี่ยวกัน การที่เราตัดสินใจช่วยหรือไม่ช่วยใคร ในขณะใดๆ นั้น เป็นผลจาก “ปัญญา” คือ ปัญญาพิจารณาแล้วว่าเวลานี้ ควรให้ความช่วยเหลือบุคคลนั้นๆ หรือไม่ การให้ความช่วยเหลือคนมากไป ทุกขณะ และทุกคน เป็นการทำร้ายคน ทำให้คนไม่อาจพึ่งตนเองได้ ช่วยตนเองไม่ได้ ทำให้เขาอ่อนแอ และขาดเราไม่ได้ พอเราไม่อยู่ หรือตายจากไป พวกเขาก็อยู่กันไม่ได้ นี่ไม่ใช่ความเมตตาที่แท้จริง แต่เป็นความ “หลงว่าตนมีเมตตา” ที่ครอบงำปัญญาจนมืดมิด ทำสิ่งที่ไม่ควรทำและไม่ทำสิ่งที่ควรทำ ดังนั้นการมีเมตตาและอุเบกขานั้น ไม่ได้แปลว่าต้องช่วยคนตลอด, ทุกคน, ทุกเวลา แต่ต้องมีปัญญาพิจารณาด้วยว่าเวลาใด, คนใด ควรได้รับการช่วยเหลือ เหมือนความเมตตาของพระพุทธเจ้าที่จะทรงเล็งดู, พิจารณาดูก่อนว่า “วันนี้ จะทรงโปรดผู้ใด” แม้ว่าจะทรงมีเมตตาไร้ประมาณ โปรดสัตว์เท่าเทียมกันไม่เว้นสัตว์ตนใดก็ตาม แต่ก็ต้องมีปัญญาพิจารณาด้วยว่าควรที่จะให้การช่วยเหลือในรูปแบบใด บางครั้ง “การช่วยโดยไม่ช่วย” เป็นสิ่งที่ดีที่สุด เหมาะสมที่สุดกับคนบางคนบางเวลา แต่ไม่ใช่ตลอดไปเพราะภาวะนี้ไม่เที่ยงปรับตามสถานการณ์เท่านั้น ด้วยหลักนี้ เมตตาจึงเต็มรอบแม้มีอุเบกขาอยู่ เพราะไม่ใช่ธรรมที่ขัดแย้งกัน หรือลดทอนกัน ยิ่งมีเมตตาเต็มรอบ อุเบกขาก็เต็มด้วย, ยิ่งอุเบกขาเต็มอยู่ เมตตาก็สมบูรณ์ การที่สัตว์หรือบุคคลใดบุคคลหนึ่ง เข้ามาร้องขอความช่วยเหลือ แล้วดูน่าสงสารมากๆ เราเกิดความสงสารจึงช่วย นั่นยังไม่ใช่เมตตาที่แท้จริง แต่ถ้าเรามีอุเบกขา คือ ไม่บวกไม่ลบต่อสิ่งที่กระทบความรู้สึกเรานั้น แล้วใช้ปัญญาพิจารณาว่าจะทำอย่างไรให้เขาได้ รับการช่วยเหลือที่ดีที่สุด เช่น เราอาจพิจารณาเล็งเห็นแล้วว่าเขาคนนี้พึ่งตนเองได้ แต่ยึดติด, คุ้นชินกับการร้องขอให้คนอื่นช่วย เราจึงใช้เมตตา ให้เขาได้หลุดพ้นจากความยึดมั่นในการพึ่งคนอื่น ไม่รู้จักการเรียนรู้ที่จะพึ่งตนเองนั้น เปลี่ยนมาเป็นให้เขาเข้มแข็งพึ่งตนเองได้ โดยที่เราไม่ต้องยื่นมือเข้าช่วย นี่ก็นับเป็น “ความเมตตาที่แท้จริง”