รวมบทความธรรมปฏิเวธ ชุด ถามตอบเรื่องพุทธศาสนา
ธรรมปฏิเวธ เรื่อง ถามตอบเกี่ยวกับพุทธศาสนา
ถาม : ฆราวาสบรรลุอรหันต์ไม่บวชภายใน ๗ วันจะละสังขารตายจริงหรือ?
ตอบ :
จริง มีทั้งในไตรปิฎกกล่าวไว้ และหลักฐานในประเทศไทย ก็คือ อาจารย์ เสถียร โพธินันทะ นั่นไง ตายตอนอายุ ๓๗ ปี ยังไม่มีอาการป่วยอะไรเลยก่อนตายนะ ตอนแรกอาจารย์ก็บวช ๑ ปี แล้วสึกไปเป็นครูสอนนักธรรม แล้วก็ยังอยู่ในเรื่องธรรมมาโดยตลอด ธรรมก็เคลื่อนไป ก้าวหน้าไป ไม่รู้ตัว แล้วท่านก็ไปเกิดความปลง เบื่อหน่ายในงานสอนขึ้นมาว่าพระสงฆ์ที่ท่านสอนดีแล้ว จบเปรียญแล้ว ก็สึกไปมีเมียกันหมด ที่ทำมาก็เหมือนสูญไป ท่านเริ่มเบื่อหน่าย เริ่มปลง เริ่มไม่เอาอะไรแล้ว เพราะท่านเองก็ไม่เอาลาภ ไม่สนใจเรื่องกิเลส, ตัณหา, โลภ, โกรธ, หลง, กาม อะไรอยู่แล้ว ครอบครัวก็ไม่มี แฟนก็ไม่มี นี่ ธรรมจึงก้าวหน้า จิตบริสุทธิ์มาก แล้วไงละ ก็เลยละสังขารตาย ก่อนตาย ท่านก็รู้ตัวว่าจะตาย ยังบอกให้คนอื่นทราบเป็นนัยๆ อีก เช่น ว่าจะไม่มาแล้ว ให้เพื่อนรีบเขียนหนังสือธรรมให้เสร็จเร็วๆ จะได้อ่าน พอเพื่อน (อ. ธีรทาส ตอนนี้อายุ ๘๐ กว่า) ทำช้าเลยไม่มีอะไรฉุดไว้ หาอะไรที่อยากได้ อยากมี อยากเป็น บนโลกไม่ได้ แล้วท่านก็ละสังขารไป แบบไม่มีอาการเจ็บป่วยอะไรเลย ท่านนอนหลับแล้วก็ไม่ตื่นขึ้นมาอีกก็แค่นั้นเอง
ถาม : การไม่เข้าทางทุกข์ จะไม่มีทางบรรลุอริยบุคคลจริงหรือ?
ตอบ :
ไม่มีทางเลยจ๊ะ การสอนธรรมแบบเปรียญที่สอนแล้วเข้าใจไม่ว่าจะดีแค่ไหน เก่งแค่ไหน รู้มากแค่ไหน ไม่ใช่อริยบุคคลเลยแม้แต่น้อยนิด ทำได้สูงสุดคือ “เซียน” จ๊ะ คือ คนที่มีความเก่งไม่ว่าจะเป็นฤทธิ์หรือปัญญามากๆ จนเอาชนะขีดจำกัดที่ขวางกั้นของตนเองได้ จนบรรลุความเป็นที่สุดในสิ่งที่ตนศึกษาหรือปฏิบัตินั่นแหละ “เซียน” แต่ไม่ใช่อริยบุคคลนะ พระพุทธศาสนาของเรา ไม่ได้สอนเรื่องปรัชญาธรรมะ เราสอนแต่เรื่อง “ทุกข์” จ๊ะ มีแต่ทุกข์เท่านั้นที่พิจารณา และมีแต่ทุกข์เท่านั้นที่ดับสูญไป ธรรมะอะไรไม่มีเลยจ๊ะ ที่มีให้อ่านกันนี่ไม่ใช่ธรรมะจริงๆ หรอก ธรรมะจริงๆ ไม่มี ที่มีนี่เป็นแต่สมมุติบัญญัติ เพื่อสื่อให้พวกเราเข้าใจกันในเรื่องบางเรื่องเท่านั้น ผู้อ่านทั้งหลายอ่านไปเถอะ จะได้มากขนาดไหนก็ไม่เกินเซียน จะให้ได้อริยบุคคลจริงๆ นะ มีข้อให้สังเกตดังนี้ ๑ เข้าทางทุกข์โดยจิต คือ จิตมีทุกข์ เช่น อาจารย์ เสถียร มีทุกข์ใจที่เห็นพระสงฆ์นักเรียนทั้งหลาย เรียนเก่งแต่กลับสึกออกไปมีเมียกันหมด นี่เข้าทางอริยสัจสี่แล้ว หรือเข้าทางทุกข์โดยปัญญาคือ จิตยังไม่มีทุกข์ แต่ปัญญาเท่าทันทุกข์จึงเอาทุกข์มาพิจารณา เหมือนพระพุทธเจ้าเราไง ที่มีสุขอยู่ดีๆ ไปเห็นเทวทูตทั้งสี่เข้า ถามฉันนะเลยว่าเราต้องเป็นเช่นนั้นด้วยใช่ไหม เราต้องแก่ต้องตายด้วยใช่ไหม ไม่เอาแล้ว ฉันไม่เอาแล้ว ไปบวชดีกว่า นี่แหละเข้าทางทุกข์ แบบสุขวิปัสสโก ไม่มีอริยบุคคลใด ในพุทธศาสนาเราที่ไม่เข้าทางทุกข์หรอก
ถาม : ถามจริงๆ พระสงฆ์ที่รับเงินทองอยู่ ไม่ใช่อรหันตสาวกจริงๆ หรือ?
ตอบ :
ไม่ใช่สิจ๊ะ พระอรหันตสาวกเป็นผู้มีศีลเป็นปกติ คำว่าเป็นปกติ คือ เป็นอัตโนมัติ เป็นโดยธรรมชาติ เป็นเช่นนั้นเอง เหมือนปลาน่ะ ว่ายน้ำเป็นเองทุกตัวใช่ไหม พระอรหันตสาวกก็เป็นธรรมะ เป็นธรรมชาติอย่างหนึ่ง ที่มีเอกลักษณ์บางอย่างของท่านคือ เป็นตัวแทนของพระรัตนตรัยได้ คือ พระพุทธ, พระธรรม, พระสงฆ์ กล่าวคือ ถ้าเธออยากจะรู้ว่าพระธรรมของพระพุทธเจ้าสอนอะไร เธอไปดูจากพระอรหันตสาวกเป็นตัวอย่างได้ ทำตามได้เลยโดยที่ท่านไม่จำเป็นต้องพูดอะไรกับเธอสักคำ นี่คือคำพูดที่ว่าพระอรหันตสาวกเป็นอเสขบุคคลคือ ผู้ไม่ต้องเรียน ไม่ต้องฝึกอีกแล้ว แต่มีศีลเอง เป็นไปเอง เป็นเช่นนั้นเอง (ตถาตา) โดยไม่ได้สร้าง, ไม่ได้กำหนด, ไม่ได้รักษาศีล, ไม่ได้ยึดถือศีล เป็นแบบธรรมชาติมากๆ เคยเห็นไหม คนที่ไม่ได้พยายามทำให้เป็น แต่มันเป็นของมันเองน่ะ เคยเห็นไหมหญ้าที่มันขึ้นของมันเองน่ะ มันเป็นธรรมชาติของมันเช่นนั้นเองลูก ธรรมชาติของท่าน
ถาม : คำพูดที่ว่าพระอรหันต์ไม่ถือศีล แปลว่าไม่มีศีลหรือเปล่า?
ตอบ :
ไม่ใช่จ๊ะ ไม่ถือศีล ใช่ แต่ไม่ได้แปลว่าจะไม่มีศีลนี่นา ไม่ถือศีลแต่มีศีลเองโดยธรรมชาติ เป็นไปเอง ไม่ได้สร้าง ไม่ได้กำหนด ไม่ได้บังคับ เขาได้ของเขาเองเมื่อภาวะธรรมมันถึง เช่น พออรหันต์แล้วนะ ตกเย็น เอ ทำไมไม่หิวนะ เคยหิวต้องฉันเย็นๆ แต่ทำไมถึงไม่หิวนะ พิจารณาแล้ว อืม ไม่รู้จะกินไปทำไม จะนอนอยู่แล้ว ไม่ใช่แค่นี้ เอาอีก ที่เคยผิดศีลบ่อยๆ มันหายไป ไม่ได้ตั้งใจ ไม่ได้กำหนด ไม่ได้บังคับ ความผิดศีลมันหาย ความผิดศีลมันดับ มันสูญไปไหนหมดนะ อ้อ มันเป็นเช่นนี้เอง แม้แต่ศีล ทั้งความผิดและความถูกต้องในศีล โธ่ ดับไปเอง หาสาระอะไรไม่ได้เลย แล้วก็ไม่ได้ถือศีล แต่มีศีลไปเอง ไม่ได้ทำผิดศีลเลยเองเสียอย่างนั้น อ้อ เขาคงเป็นอย่างนี้กันบ้างละมัง พอไปถามพระอรหันตสาวกรูปที่ได้ก่อน อ้อ เป็นอย่างนี้เองละ ไม่มีกิจต้องทำแล้ว พอแล้ว และไม่ต้องเจริญพรหมจรรย์แล้ว จบแล้ว แค่นี้แหละท่าน ก็จบ คือ อรหันต์ไง นี่พระอรหันตสาวกเขาเป็นแบบนี้กัน ถ้ายังไม่ได้ถึงอรหันตสาวก ก็ยังไม่เกิดภาวะที่มีศีล ๒๒๗ มาเองแบบนี้จ๊ะ อนึ่ง คำพูดแบบนี้ เข้ามาในนิมิตเรื่อยๆ นะ ผู้เขียนได้พบผู้ปฏิบัติธรรมหลายท่าน เขาได้ยินเสียงนิมิตแบบนี้กันทั้งนั้น เกือบได้บรรลุธรรมกันแล้ว แต่ตีปริศนาธรรมผิดไปนิดเดียว เลยกลายเป็นว่าเกิดทิฐิไม่ถือศีล และไม่มีศีล และผิดศีลกระจัดกระจายเป็นแถวเชียว ไม่จบแค่นั้นนะ ไปประกาศตนอีกว่าอรหันต์แล้วก็มี ไปสอนคนว่าให้เลิกถือศีลตามตนจะได้อรหันต์ เพราะถ้ายังถืออยู่ก็เป็นเสขบุคคลอยู่ เลิกถือก็เป็นอเสขบุคคล คือ อรหันต์เลย ว่ากันแบบนัยๆ ให้เราคิดกันไปอย่างนั้น แท้แล้วไม่ใช่นะ เกือบจะใช่แล้ว ผิดไปนิดเดียว
ถาม : พระสงฆ์ที่ไม่ผิดศีลเลย นับได้ว่าเป็นพระอรหันต์หรือไม่?
ตอบ :
ยังจ๊ะ ต้องพิจารณาต่อไปว่าท่านที่ว่านั้นได้ศีลมาโดยวิธีใด ถ้าได้โดยวิธีการสร้าง, รักษา และทำลายสิ่งที่เป็นปรปักษ์ อันนี้ ได้พรหมจ๊ะ เพราะยังก่อกรรมสืบชาติต่อภพพรหมอยู่ คือ กรรมแห่งการสร้าง, รักษา และทำลาย อย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสามอย่าง แต่ถ้าท่านได้ศีลเพราะว่าท่านกดข่มใจตนเอง อันนั้น ได้มารจ๊ะ ถ้าท่านยังเจริญศีลอยู่ ยังทำให้มีศีลอยู่ แสดงว่าท่านยังเป็น “เสขบุคคล” อยู่ คือ ยังไม่ได้อรหันต์ แต่ถ้าไม่ก่อกรรมอะไรเพื่อให้มีศีลแล้ว แต่ศีลกลับมีเองตามธรรมชาติ อันนั้นละ ถึงจะเข้าข่ายต้องสงสัยว่าจะได้อรหันตสาวกกะเขา อนึ่ง พรหมและมารนี่ถือศีลได้ดีกว่าพระสาวกของพระพุทธเจ้านะ พระสาวกของพระพุทธเจ้า เป็นผู้น้อย เป็นสาวกธรรมดา ดังนั้น ท่านจึงไม่ชำนาญ ไม่ได้มีบุญบารมีมากอะไรอย่างมารและพรหมเขา ท่านจึงถือศีลแบบผิดได้บ่อย ดังนั้น พวกฤษีจึงมักดูถูกพระสงฆ์ของเราว่าถือศีลได้น้อยกว่าพวกเขา ก็อาจจะจริงอยู่ แต่เราไม่ได้เน้นศีลขนาดนั้น เราปฏิบัติเน้นจิตเข้าถึง แจ้งด้วยปัญญา พอได้ปัญญาแล้ว เดี๋ยวศีลมันมาเองตามปกติ ตามธรรมชาติ มีกะไม่มี ก็คล้ายกัน แต่ถ้าดูแล้วไม่ผิดศีลแล้วจ๊ะ
ถาม : ถ้าเป็นฆราวาสแล้วบวชไม่ได้ เกิดจะละสังขารตายขึ้นมา ควรทำอย่างไร?
ตอบ :
ใช้มรรควิธีของตันตระญาณ ที่ผู้เขียนสืบทอดอยู่นี่ละ หลายวิธีเชียว เช่น การใช้กิเลสดึงรั้งไว้ก่อน ได้แก่ กิเลสกาม, โกรธ และหลง สามตัวนี้พอใช้ได้ ถ้านึกอะไรไม่ออกต้องใช้กามไว้ก่อน จะไม่ตายจ๊ะ นี่วิธีที่ ๑ ต่อไป ก็หาวิธีปฏิบัติไปเรื่อยๆ ศึกษาเรื่อยๆ อย่าหยุดถ้าหยุดมันจะนิ่งแล้วแน่นิ่ง คือ ซี้ม่องเท่ง (ตาย) คือ จิตจะใสมาก แล้วนิ่งแล้วก็อิ่มพอจึงหมดกิเลสไปเสียอย่างนั้น จะต้องเอาสัพพัญญูญาณมาเป็นกิเลสไว้ก่อน คือ ไปเอาความอยากรู้อยากเห็นไม่สิ้นสุด มาเป็นกิเลสไว้ก่อน ถ้าหยุดนิ่งทุกอย่าง จะเป็น “อเสขบุคคล” ทันที แล้วสำเร็จอรหันต์ในเพศฆราวาสทันใด เผลอไป ๗ วัน ตายจ๊ะ นี่วิธีที่ ๒ ต่อไป ก็หาจิตวิญญาณเข้ามาแทรกตัวเรา จิตวิญญาณส่วนใหญ่มีกิเลสทั้งนั้นแหละ เข้ามาแล้วก็ต่ออายุเราได้ เป็นเฒ่าอำมตะพันปีไปเลย (ล้อเล่น) นี่วิธีที่ ๓ ต่อไป ก็รีบก่อกรรมขวางไว้ก่อน กรรมนี่จะเป็นเครื่องขวางนิพพานจ๊ะเช่น รีบทำบุญหรือทำกรรมก็ได้ พอประมาณ ก่อนที่จะไม่มีวิบากให้รับ เกลี้ยงหมดก็ตายซี้แหง๋แก๋แบบ อ. เสถียร โพธินันทะ สบายไป
ถาม : นิโรธในอริยสัจสี่นี่ มันต่างจากสุญตาหรือไม่อย่างไร?
ตอบ :
สุญตายังไม่ใช่นิโรธ นิโรธไม่เท่ากับสุญตา นี่ นิโรธ = สุญตา ดับ พอสุญตาดับ ก่อเกิด อาสวขยญาณ พออาสวขยญาณดับ ก่อเกิด ปัญญา อย่างนี้ มันเป็นเหตุปัจจัยและผลกัน เหตุหนึ่งเกิดแล้วดับไปก่อให้เกิดผล มีคำหลายคำที่คล้ายๆ กันแต่คนละอย่างกันนะ ดังนี้
๑) สุญตา คือ ภาวะจิตว่างไปจากภาวะใดๆ ไรๆ ทั้งหมดทั้งมวลชั่วคราว
๒) กิเลสนิพพาน คือ ภาวะที่กิเลสดับสูญไป แบบถาวร
๓) ตทังคนิพพาน คือ ภาวะกิเลสนิพพานชั่วคราว
๔) อาสวขยญาณ คือ ภาวะหยั่งรู้ของจิต หลังจากกิเลสหมดสิ้นไปแล้วแบบถาวร
ถ้าเราเข้าถึงสุญตาได้แล้วยึดสุญตา ไม่ได้นิโรธนะ คือ ไม่ได้บรรลุธรรมจริงๆ นะ แค่ได้เข้าถึงภาวะสุญตา แล้วอาจได้แค่เซียน คือ นักปฏิบัติจิตขั้นสูงเก่งมาก เข้าถึงสุญตาได้เท่านั้นเอง เข้าถึงภาวะสุญตาแล้ว อย่ายึด ปล่อยไปนะ วิถีจิตจะดำเนินไปเอง อย่างกับขอนไม้ที่ลอยตรงตามน้ำกำลังจะออกสู่อ่าวไทย ทะเลเปรียบเหมือนนิพพานนะ ทีนี้มันจะผ่านอะไรต่อ จากสุญตาแล้ว มันจะผ่านอาสวขยญาณ ตรงนี้ละที่เขานับจะว่าเป็นผลของวิปัสสนาญาณ ถ้าไม่มีอาสวขยญาณ ก็เรียกว่าวิปัสสนาญาณครั้งนั้นไม่เกิดผล ทำได้แต่เหตุ คือ เจริญวิปัสสนาญาณเปล่าไปอย่างนั้น ตอนที่ถึงตรงนี้ มันจะคล้ายๆ สุญตาแต่มันไม่ใช่ คือ มันจะมี “เอ๊ะ คือ เอะใจเล็กๆ ขึ้นมาแว้บนึง” นั่นละ ลักษณะของอาสวขยญาณ แล้วก็ดับไปอีกเลยอ้าวไม่ทันรู้เลย อะไรหว่า เออช่างมัน นี่ผ่านอาสวขยญาณแล้ว ต่อไป ก็จะค่อยๆ คลี่คลายสว่างชัดขึ้นๆ ว่าอ้อ มันเป็นอย่างนี้เอง เป็นเช่นนี้เอง ไอ้ที่เขาเรียกว่าอย่างนั้น อย่างนี้ (ไม่บอก ให้ไปลองทำเอง) แล้วกิเลสที่เคยมี สังโยชน์เครื่องหมักดองที่เคยหมักหมมอยู่ มันก็จางหายไป เท่าที่เราไถ่ถอนได้ จำไว้ เวลาทำวิปัสสนากรรมฐาน อย่าคิดจะเอาคำตอบ อย่าคิดอธิบายอะไร เอาแค่จิตหยั่งไปถึงให้ได้ก่อน เหมือนเราจะต่อสัญญาณมือถือน่ะ จูนมันให้ตรงช่องก่อน พอตรงแล้วนะ มันจะคล้ายๆ เราได้แคปซูลมา จากนั้น มันจะคลี่คลายออกมา ตอนเราจะคลี่คลายแคปซูลนี่ต้องใช้ปฏิสัมภิทาญาณนะ ถ้าไม่มีตัวนี้ ก็จะรู้เฉยๆ แต่อธิบายไม่ได้ ไม่รู้จะอธิบายสภาวะนั้นอย่างไรดีแค่นั้น
ถาม : การเข้าถึงภาวะสุญตานี่จัดว่าเข้าสู่ขั้นวิปัสสนาญาณหรือยัง?
ตอบ :
ยัง จิตถึงภาวะสุญตาแล้วจัดเป็น “สมถกรรมฐาน” อยู่ ต้องปล่อยไปอีกหน่อย ปล่อยไปตามธรรมชาติอีกนิด จิตจะเลยออกจากสมถกรรมฐานคือ เราเริ่มเอะใจละ ว่าเฮ้ย อะไรว่ะ อยู่ๆ ดับไป สูญไป ไร้ไป เฮ้ นี่อะไรน่ะ ทำไมมันอธิบายไม่ถูก โล่งว่างสบาย อะไรอย่างนี้ เพราะไอ้ความเอะใจนี่ละ สติถึงได้ตื่น เพราะความสงสัยในสภาวะนี่ละ จิตถึงเข้าวิถีของวิปัสสนาญาณฉับพลัน นี่ไม่ได้ทำกันได้ทุกคนนะ วิปัสสนาญาณแบบฉับพลันทันทีที่จิตเข้าสู่วิถีของสุญตานี่น่ะ คือ ถ้าจิตเราถึงสุญตาแล้ว แต่ไม่มีสติตื่นเต็มรอบ ไม่ได้เอะใจสงสัยในสภาวธรรมที่เกิดขึ้นนั้นๆ เลย ไม่มีทางเข้าสู่วิปัสสนาญาณได้หรอก ก็แค่แช่ลงไปในสุญตาเท่านั้น เหมือนขอนไม้ลอยตรงปากอ่าว (นิพพาน) แล้ว แต่ดันจมลงตรงนั้นเสียก่อน เพราะเห็นว่าตรงนี้ละหว่าใช่แล้ว เชื่อเลย ยังไม่ทันแจ้งชัดเลย เชื่อแล้ว เลยไม่ถึงวิปัสสนาญาณ ผู้เขียนเคยเป็นตอนขี่จักรยานข้างถนนตอนนั้นปฏิบัติจิตแบบเข้มหน่อย จู่ๆ มันดับเลยคือ เรากำลังมีความสุขเพลินอยู่เนี่ย จู่ๆ ไอ้ความสุขมันดับพรึบไปเลย แล้วจิตเราค้างอยู่ในอารมณ์นั้นแว้บนึง เราก็ตกใจ แปลกใจ และสงสัย เล็กๆ ยังไม่ทันได้คิดได้ปรุงแต่งให้ความตกใจ, แปลกใจ, สงสัย ก่อเกิดเป็นเครื่องปรุงแต่งอะไรก็เพราะว่ามันอยู่ข้างถนน รถจะชนเราได้ เลยอ้อ ใช่แล้ว นี่เองอย่างนี้เอง ที่เขาเรียกว่าสุญตา แค่นั้นละไม่ทันได้ไถ่ถอนกิเลสหรอก มันสั้นมาก อยู่ข้างถนน เกิดรถชนขึ้นมาละจะว่ายังไง นี่เลยอด ได้แค่นี้ แต่ก็รู้ตัวนะว่านี่มันยังไม่ถึงที่สุด อนึ่ง ตอนเราสงสัยนี่ต้องสงสัยแต่พอดีนะ ถ้าสงสัยเกินเลยไปนิด เป็น “วิจิกิจฉา” ไปเลย ไหลออกจากวิปัสสนาญาณอีก
ถาม : การให้เหตุผลตัวเองเพื่อให้ตนพ้นทุกข์ตรงคำสอนของพุทธไหม?
ตอบ :
ไม่ตรงจ๊ะ พุทธศาสนาของเราไม่เนื่องด้วยเหตุและผล ความเนื่องด้วยเหตุและผลนั้นเป็นเพราะเราไม่ได้พิจารณาอนิจจัง คือ ความไม่เที่ยงในเหตุและผล เราจึงไม่ได้พิจารณาให้เห็นความดับไปของเหตุ และความดับไปของผล จนสิ้นสุดกระบวนการให้แจ้งชัดไปว่านี่มันพ้นเหตุ พ้นผล เหตุก็ไม่ใช่ ผลก็ไม่เชิง แต่มีเหตุผลไหม มีสิ เป็นไปตามหลักอิททัปปัจจัยตา คือ เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงเกิด เรียกว่า เกิดขึ้นเพราะมีเหตุ และดับไปเมื่อสิ้นเหตุนั้น แต่นิพพานคือภาวะความหลุดพ้นทุกข์ หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด ไม่มีเกิดและดับ ดับสนิทจนไม่ดับอีก ไม่เกิดอีก สนิทจริงๆ ขั้นนั้น เมื่อเหตุก็ไม่มี ผลย่อมหาที่เกิดอีกไม่ได้ ดังนั้น ถ้าเรายังใช้เหตุผล อ้างเหตุอ้างผล เพื่ออธิบายหรือเพื่อปลอบประโลมใจตนเองในการกระทำต่างๆ ของเราอยู่ นั่นแสดงว่ายังไม่ตรงตามคำสอนของพระพุทธเจ้า การพ้นทุกข์ชั่วคราวด้วยการอ้างเหตุอ้างผล เช่น พอยากจนลง ก็ปลอบใจตัวเองให้ดูมีเหตุผลว่า “เพราะเศรษฐกิจตกต่ำนะ” อย่างนี้ เพื่อให้ตนเองสบายใจ ทำให้จิตเกิดกุศล ผ่องใสได้นะ แต่เป็นบุญเทียบเท่าสวรรค์ชั้นหก ทำบ่อยๆ เข้าไปเกิดเป็นมารจ๊ะ แต่ถ้าใช้การกำหนดจิตเข้าสู่ความสงบจะไปเกิดพรหมโลก นี่ทุกข์มันไม่ได้ดับหายไปสิ้นได้หรอก มันแค่ถูกกลบเกลื่อนไปจนกว่าจะหมดผลบุญเท่านั้น จึงบอกว่าไม่ตรงตามคำสอนฯ ถ้าจะให้ตรงตามคำสอนฯ จริงๆ ต้องไม่อ้างเหตุผลปลอบใจตัวเองหรืออ้างเหตุผลเพื่ออะไรก็ตาม ให้พิจารณาตรงๆ เลย พิจารณาให้ถึงที่สุด คือ ความดับไปไม่เหลือเท่านั้นเอง
ถาม : การมองโลกในแง่ดีตรงตามคำสอนของพระพุทธศาสนาไหม?
ตอบ :
ไม่ตรงจ๊ะ เหมือนคำตอบเมื่อกี้ละ ถ้าไม่ได้สอนเรื่องทุกข์ตรงๆ เข้าทางทุกข์ตรงๆ จนถึงที่สุดคือความดับสิ้นไปไม่มีอะไรให้ยึด ไม่เที่ยง ไม่ใช่ตัวตนของตน ละก็ ไม่ใช่ทางพุทธ เข้าทางมาร คือ ทางกุศล ทางผลบุญ ทำให้จิตผ่องใสมีสุขได้ชั่วคราว หมดวาระบุญนั้น ก็ต้องทุกข์อีก แก้ทุกข์ไม่ได้แบบถาวรเลย อะไรก็ไม่ใช่ ถ้าไม่ได้เข้าทางอริยสัจสี่จ๊ะ คือ นอกทางนี้แล้ว หลงหมด เข้าทางมารหมด ไม่มีทางอื่นเลย นอกจากเข้าทางทุกข์จ๊ะ
ถาม : เทคนิคการพลิกมุมมองเหมือนมีเข็มทิศ ให้พ้นทุกข์ ตรงคำสอนฯ ไหม?
ตอบ :
ไม่ตรงจ๊ะ เหมือนคำตอบข้อเมื่อกี้อีกเช่นกัน อธิบายได้เหมือนกัน แต่แบบนี้ แค่เป็นเพียงการหนีความจริง เลี่ยงไปเลี่ยงมาในแบบต่างๆ แบบนี้ จิตเขาแม้เป็นกุศล จึงมีบุญไปเกิดสวรรค์ชั้นหก แต่ก็ไม่พ้นเป็นมาร แต่พระพุทธศาสนาของเราตรงอย่างเดียวให้ถึงที่สุดจ๊ะ
ถาม : เทคนิคทางจิตวิทยาที่มีในหนังสือหลายเล่มปัจจุบัน ตรงคำสอนฯ ไหม?
ตอบ :
ไม่ตรงจ๊ะ (เข้าใจว่าบางเล่ม แต่จะขอไม่เอ่ยชื่อหนังสือนั้น) เหมือนคำตอบข้อเมื่อกี้นะแหละ อ่านแล้ว ก็ไม่ใช่การพิจารณาถึงที่สุดของทุกข์ หรือที่สุดของสรรพสิ่ง ไม่ได้เอาทุกข์มาพิจารณาตรงๆ ให้เห็นถึงที่สุดว่าล้วนดับไปเป็นอนิจจัง ไม่เที่ยง เป็นธรรมดา แต่มีเทคนิคเยอะแยะเลย แบบนี้ จิตเขาเป็นกุศล จึงมีบุญไปเกิดสวรรค์ชั้นหก เป็นมารจ๊ะ
ถาม : พระพุทธศาสนาสอนแต่เรื่องทุกข์ เป็นการมองโลกในแง่ร้ายไหม?
ตอบ :
ไม่จ๊ะ เพราะเราไม่ได้ยึดทุกข์นี่นา เราแค่เอามาเป็นเหมือนสารตั้งต้น เข้าสู่กระบวนการแล้วมันก็ดับไป ไม่เหลือเลย เมื่อเข้าสู่กระบวนการดับไปไม่เหลือเลย แล้วเธอว่ามันจะเป็นการมองโลกในแง่ไหนได้อีก ไม่มีแม้แต่แง่ให้มอง ทุกข์ก็ดับสูญ สุขก็ดับสูญ ไม่ใช่ทั้งสองอย่าง พ้นทั้งทวิภาวะ (ภาวะที่ตรงข้ามกันเป็นคู่ๆ) ถ้าเราเอาด้านสุขมามองมันจะยึดง่ายเพราะเราเคยชินกับการเสพสุข พอเอาสุขมาปั้บ ก็เสพปุ้บอย่างนี้ แล้วมันจะถึงที่ สุดไหม อนึ่ง การเอาทุกข์มาเผาผลาญให้ดับสูญไม่เหลือ จะเป็นแง่ร้ายได้อย่างไร