รวมบทความอนุตรธรรม ชุด ทำไมต้องแจ้งข่าวเรื่องพระอรหันตสาวกสิ้นสายแล้ว?
อนุตรธรรม เรื่อง มูลเหตุที่ต้องชี้แจงเรื่องพระอรหันตสาวกหมดสิ้นสายแล้ว
ไม่ผิดถ้าคนเราจะเชื่อถือหรือศรัทธาอะไร เพราะเป็นไปตามสิทธิ์ตามหลักประชาธิปไตย เราจะเชื่อว่าพระที่ปาราชิกเป็นพระที่ดีของเรา เพียงเพราะเราหากินอยู่ได้เงินทองเพราะท่าน รวยได้เพราะท่าน แม้ท่านจะทำศาสนาพัง เราก็นับถือ อย่างนั้น ก็นับว่าไม่ผิดตามหลักประชาธิปไตย แต่ที่ผิดคือ การทำลายศาสนาที่มีอยู่ก่อน ด้วยการสวมรอยว่าเรานี่แหละ อรหันต์ ให้คนเชื่อถือ แต่แล้วปฏิบัติตนแตกต่างไปจากพระอรหันต์ สร้างรูปแบบแนวทางใหม่ๆ ทำให้คนรุ่นหลังคิดเอาว่าอรหันต์นั้นเป็นแบบเรา อย่างเรา ทำตามเราก็อรหันต์ได้ เป็นต้น คือ เราจะประกาศตนเป็นศาสดาใหม่ หรือประกาศธรรมะแบบใหม่เป็นของเราเองก็ได้ ไม่ผิด แต่ถ้าเราบอกว่าสิ่งที่เราสอนและถ่ายทอดนี้ เป็นพุทธพจน์ ทั้งที่อาจจะไม่ใช่ มีความคิดเห็นของเราแทนที่ อันนี้ ผิด เพราะจะทำลาย หรือบิดเบือน ทำให้คนฟังคิดว่าสิ่งที่เราบอกนั้น เป็นมาตรฐานของศาสนาใดศาสนาหนึ่ง ด้วยการทำลายศาสนาเก่า ด้วยการบอกว่าสิ่งที่เราทำอยู่นี่แหละ คือ แนวทางของศาสนาใดศาสนาหนึ่ง นั้น ย่อมมีความผิด ในฐานะที่ทำลายศาสนาอันมีมาแต่ดั้งเดิม แต่ถ้าเราตั้งศาสนาใหม่ขึ้นมา นั่นเป็นเรื่องส่วนตัวของเรา เราผิดก็ผิดส่วนเรา ไม่ได้เปลี่ยนแปลงแนวทางศาสนาเดิมของใคร ไม่ได้ทำลายศาสนาเก่าของใคร ถ้าเราเก่งจริง เราต้องกล้าเป็นแบบของเราเอง และไม่อ้างเอาความเชื่อในศาสนาต่างๆ มาเสริมให้คนเชื่อเรา ถ้าเราจะอ้างเอาความเชื่อในศาสนาไหนมา ก็ควรทำความเข้าใจให้ตรงกับศาสนานั้น ยกตัวอย่าง การเผยแพร่ธรรมในบทความของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะแยกส่วนชัดเจนว่าส่วนไหนเป็น “อภิธรรม” นั่น หมายความว่าเป็นธรรมจากไตรปิฎก ซึ่งข้าพเจ้าจะพยายามไม่ให้ผิดจากไตรปิฎก แต่ถ้าส่วนไหนมาจากข้าพเจ้าเอง ข้าพเจ้าก็จะบอกว่าเป็น “อนุตรธรรม” บ้าง เพื่อไม่ให้คนคิดว่านี่คือธรรมะของพระพุทธเจ้า มันเป็นแค่ธรรมน้อยๆ ธรรมย่อยๆ ของผู้เขียนเอง หรือในบางส่วนมีหมวดว่า “มหาธรรม” ก็ดี, “ธรรมปฏิเวธ” ก็ดี นี่แสดงชัดเจนว่าไม่ใช่ธรรมตรงตามแบบดั้งเดิม แต่มีการประยุกต์คือปรับให้เข้ากับการแก้ไขปัญหาชีวิตของมนุษย์ในยุคปัจจุบันแล้ว ไม่ได้บอกว่านี่เป็นธรรมะในไตรปิฎกแต่กลับเขียนไปอีกอย่างต่างออกไป ก็หาไม่ ใครจะเชื่อ เขาก็เชื่อเพราะไม่ใช่ว่าเป็นไตรปิฎก แต่เป็นเพราะได้อ่านแล้วเข้าใจว่าเป็นธรรมที่ผู้เขียนได้มาเองนอกไตรปิฎก นี่ย่อมไม่บิดเบือนไตรปิฎก เพราะแสดงความชัดเจนว่าไม่ใช่ธรรมในไตรปิฎกดังกล่าว บางท่านต้องการเด่นดังไปด้วยลาภสักการะ จึงอาศัยความเชื่อในศาสนา, พุทธพจน์, ไตรปิฎก, ครูบาอาจารย์ ฯลฯ อ้างความน่าเชื่อถือของสิ่งเหล่านี้ เพื่อบอกแก่คนทั่วไปว่าคำพูดของข้าพเจ้าน่าเชื่อถือ แต่ถ้าผิดไปจากที่ได้อ้างอิง เท่ากับทำลายสิ่งนั้น เช่น ผิดไปจากพุทธพจน์แต่อ้างว่าเป็นพุทธพจน์ อย่างนี้ก็ทำลายพุทธพจน์ แต่ถ้าบอกว่าเป็นคำพูดเราเอง ก็ต่างจากพุทธพจน์ได้ แบบนี้ไม่ผิด แม้กล่าวผิดก็เป็นความผิดที่เกิดขึ้นได้ตามวิสัยปุถุชน ไม่กระทบต่อพุทธพจน์หรือศาสนาใด
ในการทำลายศาสนาไม่ใช่การสร้างสิ่งใหม่ หรือการที่ชาวคริสต์มาชวนให้เปลี่ยนศาสนาแต่คือการที่เราทำตัวให้คนเชื่อเรามากๆ ด้วยคุณธรรม, ความดี, ผลงาน ฯลฯ แต่เรากลับทำสิ่งที่แตกต่างออกไป ทำให้ลูกหลานเข้าใจผิดในศาสนานั้นๆ เช่น พระธรรมวินัยมีศีล แต่เราทำตัวเราให้คนเชื่อว่าเป็นอรหันต์ แล้วทำผิดจากธรรมวินัย สร้างรูปแบบใหม่ๆ ให้คนรุ่นหลังทำตาม อันนี้ เรียกว่าทำลายอย่างแท้จริง คนที่จะทำลายศาสนาพุทธได้ ก็จะเริ่มจากการสร้างความเชื่อให้คนเชื่อเขาก่อน ให้คนศรัทธาเขาก่อน แล้วจึงทำตนต่างไปจากแนวทางดั้งเดิม เป็นแบบอย่างไว้ ให้คนเดินตามไปผิดทาง อย่างนี้แหละคือการทำให้ศาสนาที่แท้จริงสิ้นสุดลง ผู้เขียนเคยไปที่อีสาน คนยากจนมีมาก ผู้เขียนเข้าใจความจำเป็นที่ต้องมีเงินของท่าน เมื่อผู้เขียนไปช่วยพระเรี่ยไรหาเงินมาช่วยงานปริวาสกรรม ได้ของมากองไว้ที่วัด ก็มีชาวบ้านมาแย่งกันคว้าเอาไปเยอะมากๆ ราวกับเป็นฝูงเปรต ไม่สามารถห้ามใครได้เลย เขามีพวกมาก และกำหนดว่าสิ่งที่พวกเขาทำนั้นถูกต้อง เอาของที่พระได้มายังไม่ทันได้ให้ถึงพระเลย ไปเป็นของตัว นับภาษาอะไรกับการปั้นแต่งพระที่ตนนับถือขึ้นมาให้คนเชื่อว่าได้อรหันต์ เพื่อเป็น “ตัวเงินตัวทอง” นำมาซึ่งลาภสักการะแก่พวกพ้องของตน ใครไปว่าเข้าว่าผิดธรรมวินัย ก็รุมกันราวกับฝูงเปรต ฝูงอสูร ทำขู่ว่าเขาจะต้องตกนรก เพราะล่วงเกินพระอรหันต์ของพวกเขาเป็นต้น นี่ละที่ศาสนาจะเสื่อม
ความจำเป็นที่ต้องแจ้งข่าวว่าอรหันตสาวกสิ้นสายแล้ว
๑) เพื่อป้องกันผู้แอบอ้างเป็นอรหันตสาวกหลอกลวงประชาชนเพื่อเงินทอง
๒) เพื่อป้องกันผู้แอบอ้างเป็นอรหันตสาวกหลอกลวงประชาชนเพื่อยศถาบรรดาศักดิ์
๓) เพื่อป้องกันผู้แอบอ้างเป็นอรหันตสาวกสร้างมาตรฐานอรหันต์แบบใหม่ที่ผิดไป
๔) เพื่อป้องกันผู้แอบอ้างเป็นอรหันตสาวกสอนธรรมผิดไปจากแนวทางดั้งเดิม
๕) เพื่อป้องกันผู้แอบอ้างเป็นอรหันตสาวกต้องก่อกรรมมากมายทำลายศาสนา
๖) เพื่อป้องกันผู้แอบอ้างเป็นอรหันตสาวกใช้ความเชื่อถือเพื่อสร้างอำนาจการเมือง
๗) เพื่อป้องกันผู้แอบอ้างเป็นอรหันตสาวกถูกหลอกใช้ไปเพราะความหลงตัวเอง
๘) เพื่อป้องกันผู้แอบอ้างเป็นอรหันตสาวกตกเป็นเครื่องมือของผู้ไม่หวังดีต่อศาสนา
๙) เพื่อป้องกันผู้แอบอ้างเป็นอรหันตสาวกประมาทในธรรมของตน ทำสิ่งผิดพลาด
ความจำเป็นที่ต้องแจ้งข่าวว่าอรหันตโพธิสัตว์ปรากฏขึ้นแทนที่
๑) เพื่อให้พุทธสาสนิกชนเข้าใจถึงความเปลี่ยนแปลงในยุคหลังกึ่งพุทธกาล
๒) เพื่อให้พุทธสาสนิกชนเตรียมพร้อมเปิดใจกับการปฏิบัติแบบผ่อนปรนตามยุคสมัย
๓) เพื่อให้พุทธสาสนิกชนยอมรับอย่างไม่หลงงมงาย คือ เห็นทั้งส่วนดีและส่วนเสีย
๔) เพื่อให้พุทธสาสนิกชนเข้าใจความเป็นอยู่และลักษณะของอรหันตโพธิสัตว์
๕) เพื่อให้พุทธสาสนิกชนระวังตนจากการหลอกลวงของผู้อ้างตนว่าได้อรหันต์
๖) เพื่อให้พุทธสาสนิกชนเข้าใจความแตกต่างไปของอรหันต์ในยุคนี้กับสมัยโบราณ
๗) เพื่อให้พุทธสาสนิกชนปรับตัวเข้ากับพระอรหันตโพธิสัตว์ซึ่งจะมีกิจร่วมกันได้
๘) เพื่อให้พุทธสาสนิกชนระวังการฟังธรรมจากพระอรหันตโพธิสัตว์ที่ไม่ ๑๐๐%
๙) เพื่อให้พุทธสาสนิกชนและหมู่สงฆ์อยู่ร่วมกันได้ท่ามกลางความแตกต่างมากมาย
ความเป็นจริงที่เกิดขึ้นแล้วอันแสดงว่าพระอรหันตสาวกสิ้นสายลง
๑) พระอรหันต์หรือผู้อ้างว่าได้อรหันต์ ล้วนรับเงินทองทั้งสิ้น ปัจจุบัน ความเป็นอยู่ของคนเปลี่ยนไป จากที่จะไม่รับเงินทอง ยกเว้นว่าอยู่ในป่า ไม่ออกมายุ่งวุ่นวายทำกิจมากมายสารพัด ก็สามารถทำได้ อยู่ได้ แต่ปัจจุบัน เราไม่เหลือเช่นนี้แล้ว พระสงฆ์ของเราก็รับเงินทองกันเป็นปกติ แล้วยังสอนกันอีกว่าไม่ผิดธรรมวินัย
๒) พระอรหันต์หรือผู้อ้างว่าได้อรหันต์ สอนว่าไม่เจตนาก็ไม่มีกรรม นั่นไม่มีเฉพาะมโนกรรม แต่กายกรรมและวจีกรรมนั้นต่างกรรม ต่างวาระ ถ้าทำโดยกาย แม้ไม่เจตนาก็มีกายกรรมได้ แม้จะเป็นกรรมเบาบางกว่าก็ตามที คือ ทำโดยไม่เจตนานั้นไม่มี “มโนกรรม” แต่กายกรรมก็มี เพราะกายได้ทำลงไปสำเร็จผลแล้วนั่นเอง
๓) การแจ้งข่าวผ่านบันทึกโบราณ ถึงยุคสมัยกลางกึ่งพุทธกาลที่จะเปลี่ยนแปลงไปที่สำคัญคือ การสิ้นลงของพุทธบริษัทสี่ ไม่มีสาวกของพระพุทธเจ้าเหลืออีก จึงไม่มีอรหันตสาวกเหลืออีก มีได้แต่อรหันตโพธิสัตว์ หรืออรหันต์ในฝ่ายมหายาน เพราะเมื่อไม่มีสาวกแล้ว อรหันตสาวกจะมาจากไหน คงมีแต่อรหันตโพธิสัตว์
๔) เกิดมิจฉาทิฐิใหม่ๆ ขึ้นในพระพุทธศาสนา เช่น การผิดศีลไม่มี, ไม่ต้องถือศีล, พระอรหันต์ไม่มีศีล, พระอรหันต์ไม่ยึดถือศีล คือ การไม่มีศีลหรือไม่ปฏิบัติในธรรมวินัยเลย ศีลนั้นเราผิดกันได้ ผิดก็ปลงอาบัติ ย่อมเป็นไปตามธรรมวินัย แต่ถ้าบอกว่าไม่ต้องมีศีล ไม่ต้องถือศีล นี่ผิดไปจากธรรมวินัยๆ ไม่มีกำหนดแบบนี้
๕) ความใจร้อนรีบทำตัวให้สำเร็จเร็วๆ เป็นพระที่ประสบความสำเร็จในอาชีพพระเร็วๆ คือ การได้ประกาศตนออกไปหรือทำให้ผู้อื่นเชื่อได้ว่าตนได้สำเร็จอรหันต์แล้ว แต่กลับทำสิ่งที่นอกเหนือไปจากธรรมวินัย ขัดแย้งกับธรรมวินัย เมื่อเขาถาม เขาทักท้วง กลับตอบในลักษณะที่ว่า “ฉันอรหันต์แล้ว ไม่ยึดแล้ว จึงไม่มีผิด”
๖) การเกิดขึ้นของลัทธิ “อาจาริยวาทใหม่” คือ กลุ่มคนที่ยกอาจารย์ตนเองเป็นพระอรหันต์ โดยไม่ได้รับการรับรองธรรมจากพระรัตนตรัยท่านใด ทั้งยังปกป้องแม้กระทำความผิดใดๆ ก็ถือตนว่าไม่ผิด เพราะหลงตนเองว่าเป็นพระอรหันต์ ความเป็นพระอรหันต์ทำให้หลงตัวเอง หลงในความเป็นอรหันต์จึงทำสิ่งผิดไป
อนุตรธรรม เรื่อง พระสาวกหมดกึ่งกลางพุทธกาล อรหันตสาวกย่อมไม่มี
พุทธบริษัทของพระพุทธเจ้าสมณโคดม หมดสิ้นลงกึ่งกลางพุทธกาล ดังนั้น อรหันตสาวกจึงไม่มี เพราะสาวกของพระพุทธเจ้าหมดแล้ว อรหันตสาวกจะมาแต่ไหนได้ จะมีได้แต่อรหันตโพธิสัตว์ ซึ่งบำเพ็ญบารมีมาจากสัตว์สี่เหล่าใหญ่ได้แก่ ยักษ์อสูร, มาร, เทพ, พรหม เมื่อบำเพ็ญบารมีได้หลุดพ้นสี่ภูมินี้เป็นพระโพธิสัตว์แล้ว จึงปฏิบัติธรรมได้สูงสุดคือ “อรหันตโพธิสัตว์” พวกสัตว์สี่เหล่าใหญ่นี้ มีบุญบารมีมากกว่าทีจะเป็นสาวกของพระพุทธเจ้าสมณโคดม แต่ได้เสวยกรรมอยู่ในภพภูมิอื่นๆ ทั้งสี่ดังกล่าว เมื่อพวกเขาปรารถนาจะหลุดพ้น จะต้องเอาบุญบารมีมาสานต่อพระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้าสมณโคดม แล้วอธิษฐานของนิพพานภายใน ๕,๐๐๐ ปีนี้ (ในพุทธกาลยุคนี้) จึงจะได้เป็นสาวกของพระพุทธเจ้า และนิพพานได้ แต่เมื่อเขาอยู่บนโลกนั้น กรรมเขาเยอะมาก ดังนั้น จึงออกนอกลู่นอกทางมาก ปฏิบัติผิดทาง ไม่อยู่ในธรรมวินัย ต้องทำคุณงามความดี และชำระกรรมต่างๆ ในขณะยังอยู่บนโลกมนุษย์ ให้เบาบางเสียก่อน ขณะอยู่บนโลกมนุษย์นี้ จึงไม่อาจปรากฏมี “อรหันตสาวก” ได้ จะปรากฏมีได้แต่ “อรหันตโพธิสัตว์” ซึ่งไม่เคร่งศีล ผ่อนปรนศีล อรหันต์แล้วรับเงินรับทอง ซึ่งไม่ใช่วิถีปกติของอรหันตสาวกที่เคยสืบกันมาแต่ครั้งโบราณ ซึ่งก็ไม่ได้เสียหายอะไรเลย เพราะเป็นวิถีของมหายานที่ได้รับการยอมรับเหมือนกันว่าทำไปเพื่อมวลสัตว์ให้ได้นิพพานก่อนตน ดังนี้ จึงไม่ต้องพยายามบอกว่าตนเป็นอรหันตสาวกก็ได้ ถ้าเรายังไม่ได้ศีล ๒๒๗ ข้อเป็นปกติจริง อนึ่ง อรหันตโพธิสัตว์นั้น ถ้านับแบบเถรตรงดั้งเดิม จะนับให้เป็นอนาคามีเพราะยังไม่นิพพาน
อรหันตสาวก มีศีล ๒๒๗ ข้อ เป็นปกติ มีเองโดยไม่ได้ถือ
ผู้ที่สำเร็จได้เป็นอรหันตสาวกแท้จริง จะมีศีล ๒๒๗ เองขึ้นโดยธรรมชาติ โดยอัตโนมัติ โดยไม่ได้กำหนด, ไม่ได้สร้าง, ไม่ได้บังคับ, ไม่ได้อดทน, ไม่ได้ข่มใจ, ไม่ได้ทำให้เกิด และไม่ได้ยึดถือศีลเหล่านี้เลย คือเรียกว่า ไม่ได้ถือศีลแต่ศีลก็มีเป็นปกติ ด้วยผลจากการบรรลุเป็นอรหันตสาวก ดังนั้น ศีล ๒๒๗ ข้อ จึงเป็นสิ่งตรวจเช็คเราได้เบื้องต้น ให้เรารู้ตัวว่าเราได้อรหันตสาวกหรือไม่ ถ้าได้ จะมีศีลเหล่านี้ได้เองปกติโดยไม่ต้องยึดถือ ถ้าไม่ได้ ก็จะทำศีลเหล่านี้ไม่ได้ จะมีอะไรหลายอย่าง ทั้งมนุษย์และอมนุษย์มาทำให้เราไม่ได้ศีล ไม่มีศีล เพื่อเป็นเทพสังหรณ์ เป็นลางเตือนใจเราว่า “ท่านผู้นี้ มิใช่อรหันตสาวก” เมื่อเราปฏิบัติจนได้อรหันตสาวกนั้น จะเปลี่ยนแปลงจากภายใน และสะท้อนออกเป็นพฤติกรรมภายนอกด้วยไม่ใช่การนึกคิดเอาเองว่าบรรลุธรรมแต่เป็นการเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติ ที่มีการเปลี่ยนแปลงทั้งในและนอกอย่างแนบเนียนเป็นปกติ เป็นธรรมชาติที่ละเอียดอ่อน จนคนที่มีจิตหยาบไม่ทราบ แต่คนที่มีจิตละเอียดเท่ากันจะทราบได้เช่น เมื่อบรรลุอรหันตสาวกแล้ว จะไม่ค่อยหิว ฉันมื้อเช้าแล้วก็รู้สึกอิ่มไปนานเองโดยธรรมชาติ พอถึงมื้อเย็นก็ไม่รู้สึกว่าจะต้องกินอีกทำไม จึงไม่ฉันหลังเที่ยงก็ได้ แต่พอเป็นอรหันตโพธิสัตว์จะไม่มีอย่างนี้ จะมีความหิวตอนเย็นๆ อรหันตสาวกจะใช้ชีวิตเรียบง่าย ไม่ได้ต้องการบุญอะไรอีกพอมีคนเอาเงินมาให้ก็ไม่รู้จะเอาไปทำอะไรก็ปล่อยเงินมันไว้อย่างนั้น เหมือนกับเป็นเศษใบไม้ใบหนึ่ง ไม่คิดด้วยว่ามันมีค่า หรือดีเด่อะไรที่จะเอาไปให้ใคร หรือคนนั้นคนนี้ เห็นว่ามันเป็นของยั่วกิเลส เอาไปให้คนอื่นก็ไม่จบสิ้นซึ่งความวุ่นวาย ก็ปล่อยมันทิ้งไว้อย่างนั้น แต่ถ้าไม่ใช่อรหันตสาวก เป็นอรหันตโพธิสัตว์อาจจะคิดว่าเงินนี้เอาไปให้คนนั้นหนอ คนนี้หนอ คงเป็นประโยชน์แก่เขาได้ เพราะเขาน่าสงสารหนอ พอให้ไปแล้วก็เกิดบุญ ทำให้เกิดชาติภพต่อไป จึงไม่นิพพาน นี่คือ ตัวอย่างง่ายๆ ว่าอรหันตสาวกมีศีลจริง บางคนลบหลู่อรหันตสาวกด้วยการกระทำว่าอรหันตสาวก ไม่ได้ถือศีลจริง หรือไม่ได้มีศีลจริงเช่นรับเงินทอง แล้วก็บอกว่าอรหันต์รับเงินทองได้เพราะไม่ได้ยึดมั่นถือมั่น ดังนั้น การมีศีลจึงเป็นเครื่องเช็คตัวเองว่าเป็นอรหันตสาวกจริงหรือไม่ ถ้าเป็นจริงต้องมีศีลได้โดยปกติ แม้ไม่ได้ยึดถือ แต่ถ้ายังไม่ได้อรหันตสาวก หรือได้อรหันตโพธิสัตวืแทน ก็จะไม่อาจถือศีล ๒๒๗ ข้อได้ตามปกติ ทำให้เราควรปลงว่าเราผิดศีลจริงหนอ เรายังไม่มีศีลครบ ๒๒๗ ข้อจริงหนอเรายังไม่ใช่อรหันตสาวกหนอ (แม้ได้อรหันตโพธิสัตว์ก็ตาม) การกระทำเช่นนี้ เป็นไปตามธรรมวินัยว่าด้วยการลงอาบัติ ทำให้ลดความหลงตัวเองได้
อนุตรธรรม เรื่อง การจัดการศาสนาต่างๆ บนโลกของพระยูไล
พระยูไลจะทรงดูแลโลกมนุษย์ทั้งหมด แล้วจัดสรรศาสนาต่างๆ ให้แก่มวลมนุษย์อย่างเหมาะสมเช่น คนผิวขาวได้ศาสนาคริสต์, คนเอเชียได้ศาสนาพุทธ, คนแขกได้ศาสนาพราหมณ์และอิสลาม เป็นต้น ดังนั้น พระยูไลจึงไม่ได้อยู่แต่ภายใต้ศาสนาพุทธ มีแต่พระยูไลที่เป็นสาวกของพระพุทธเจ้าเท่านั้น ที่อยู่ในศาสนาพุทธเท่านั้น ซึ่งเราจะเรียกว่าอนุพุทธะของพระพุทธเจ้า หรือพระพุทธสาวกเช่น หลวงพ่อโต, หลวงปู่มั่น ท่านสำเร็จธรรมระดับอรหันต์ แต่บารมีธรรมไม่ใช่แค่พระโพธิสัตว์ ท่านมีบารมีมากกว่านั้น คือ ระดับยูไล หรือพุทธะ นั่นเอง ท่านเหล่านี้ก็เป็นพระยูไลทั้งสิ้นแต่เป็นสาวกของพระพุทธเจ้า จึงเป็นอนุพุทธะ หรือเรียกว่าพระพุทธสาวก ก็ได้ พระยูไลที่อยู่นอกพุทธศาสนาก็มีมาก ซึ่งท่านดูแลศาสนาอื่นๆ อยู่ ด้วยการให้พระโพธิสัตว์ในวิมานของท่านลงมาเกิดเพื่อสร้างศาสนาใหม่ให้แก่มนุษย์บางกลุ่มอย่างเหมาะสม เช่น พระยูไลที่พระเยซูเรียกว่าพระเจ้า ซึ่งท่านได้มอบหมายให้พระโพธิสัตว์ลงมาเกิดเป็นพระเยซู เพื่อสร้างศาสนาคริสต์ อยู่นอกเหนือศาสนาพุทธ ในการปฏิบัติธรรมตามศาสนาอื่นๆ นอกเหนือศาสนาพุทธนี้ ทำให้สำเร็จขั้นยูไลได้เหมือนกัน แต่จะเป็นพระยูไลนอกพุทธศาสนา ไม่ได้นิพพาน และจุติที่สุขาวดี
ในโลกนี้ มีพระโพธิสัตว์หลายองค์ลงมาช่วยดูแลศาสนาให้มนุษย์ เช่น พระเยซู, อนุตราจารย์ชิงไห่, มหาตมะ คานธีร์ ฯลฯ ท่านเหล่านี้ จุติมาจากสุขาวดี เป็นพระโพธิสัตว์ แต่ได้มาดูแลศาสนาที่แตกต่างกัน อยู่นอกพุทธศาสนา แต่ท่านเหล่านี้ ก็เคยเวียนว่ายตายเกิดได้พบพระพุทธเจ้าองค์ก่อน มาแล้วทั้งนั้นจึงมีความเข้าใจเรื่องศาสนาบนโลกมนุษย์ บางท่านเดิมทีก็เข้าอยู่ในสังกัดพุทธศาสนา ภายใต้พระพุทธเจ้าสมณโคดม แต่ได้ฝึกจิตไปเรื่อยๆ บำเพ็ญบารมีไปเรื่อยๆ จนเลยเกิน บารมีล้นออกไป บารมีพระพุทธเจ้าสมณโคดมเอาไม่อยู่ ต้องพบกับพระยูไลองค์อื่นบนสวรรค์คอยดักไว้แทน พระยูไลบนสวรรค์นี้มีบารมีไม่มีประมาณ เพราะท่านอยู่นานแสนนานไม่นิพพานเสียที ดังนั้น ไม่มีมนุษย์โลกคนใดที่จะบำเพ็ญบารมีบนโลกได้บารมีเหนือท่านได้ เพราะแค่อายุก็น้อยกว่าไม่รู้กี่เท่าแล้ว ดังนั้น มนุษย์ผู้มีบารมีต่อให้มากเกินจนพระพุทธเจ้าสมณโคดมปกครองไม่ไหว ก็จะมีพระยูไลองค์อื่น คอยคุมไว้ต่อ ก็จะเข้าสังกัดในพระยูไลองค์นั้นๆ และอยู่ภายใต้การปกครองของพระยูไลองค์นั้นๆ ต่อไป จึงจะไม่มีปัญหา เพราะท่านเหล่านี้ ไม่ได้ญาณรู้ เท่าพระปัจเจกพุทธเจ้า จึงไม่อาจคิดรู้เองได้ทั้งหมด ต้องอาศัยผู้นำคอยแนะนำให้ด้วย ยกตัวอย่างเช่น พระฉันนะ นี่ไม่อยู่ในการควบคุมได้ของพระพุทธเจ้าสมณโคดม และใครเลย จึงถูกลงพรหมทัณฑ์ หมู่สงฆ์ทั้งมวลไม่ยุ่งเกี่ยวกับพระฉันนะ แต่แล้ว ไม่มีใครสอนท่านๆ กลับบรรลุอรหันต์ได้เอง อันนี้ไม่ใช่พระปัจเจกพุทธเจ้าและไม่ใช่พระพุทธเจ้าองค์ที่สองนะ ท่านบรรลุพุทธะ คือ ยูไล แต่ไม่ได้อยู่ในสังกัดพระพุทธเจ้าสมณโคดม อยู่ในสังกัดพระอามิตาภะพุทธเจ้า ท่านได้ต่อสายธรรมให้ เมื่อละสังขารลงก็ต้องจุติไปอยู่ที่สุขาวดีในวิมานของพระอามิตาภะพุทธเจ้า ไม่ได้นิพพานเพราะผลกรรมแห่งพรหมทัณฑ์นั้นยังไม่หมดสิ้น ต้องเสวยผลกรรมอีกหลายชาติ จนถึงกึ่งกลางพุทธกาล ก็ชำระกันหมด ท่านที่ได้อย่างพระฉันนะ ก็มีอยู่ คือ เป็นพุทธะ เป็นอรหันต์นอกสังกัดในพุทธศาสนา แต่อยู่ในสังกัดของพระยูไลองค์อื่นที่มีบารมีสูงกว่าซึ่งคอยดักอยู่บนสวรรค์นั้นสูงขึ้นเป็นชั้นๆ
ผู้เขียนเดิมทีปฏิบัติอยู่ในสังกัดของพระพุทธเจ้าสมณโคดม แต่เพราะความไม่รู้ จึงเพียรธรรมไม่จบไม่สิ้น แทนที่จะเอาเพียงอาสวขยญาณ กลายเป็น “สัพพัญญูญาณ” แต่ก็ยังไม่ได้สัพพัญญูญาณ เพียงแต่กลายไปเป็นการเพียรเพื่อสัพพัญญูญาณแทน เพราะความไม่รู้ว่าสาวกไม่ต้องเอาสัพพัญญูญาณก็ได้ หลงคิดว่าจะนิพพานได้ต้องสัพพัญญูญาณ แต่ก็ไม่ได้ในชาตินี้ ผลคือ ปฏิบัติเลยสังกัดของพระพุทธเจ้าสมณโคดม ต้องอยู่ในสังกัดของพระยูไลองค์อื่น ซึ่งพระยูไลองค์นี้ จะช่วยสี่ศาสนาในช่วงกึ่งกลางพุทธกาล ที่มนุษย์โลกมีความวุ่นวายมาก ศาสนาทั้งสี่เสื่อมลงได้แก่ พุทธ, คริสต์, พราหมณ์, และเต๋า นี่จึงบอกว่าผู้เขียนอยู่นอกสังกัดพระพุทธเจ้า เพราะช่วยพระยูไลทำกิจสี่ศาสนา อนึ่ง พระยูไลองค์นี้ ไม่ได้สร้างศาสนาทั้งสี่ เพียงแต่มาช่วยค้ำต่อให้มนุษย์ได้อาศัยสืบไป