รวมบทความอภิธรรม ชุด สังเกตพระอรหันต์จากอภิธรรมข้อไหน?

รวมบทความอภิธรรม ชุด สังเกตพระอรหันต์จากอภิธรรมข้อไหน?

อภิธรรม เรื่อง ทราบได้อย่างไรว่าพระอรหันต์จริงให้ดูที่ไตรสิกขา

พระอรหันตสาวกของพระพุทธเจ้าคือผู้อยู่ในไตรสิกขา คือ ศีล, สมาธิ, ปัญญา บริบูรณ์เป็นเช่นนั้นเอง โดยธรรมะ โดยธรรมชาติ โดยมิได้สร้างทำ โดยมิได้กำหนด ดังต่อไปนี้

ศีล

ศีลของพระอรหันตสาวกย่อมครบองค์ ๒๒๗ ข้อโดยบริบูรณ์ ไม่บกพร่อง เกิดเอง มีเอง ได้เอง เมื่อสำเร็จถึงอรหันต์ ไตรสิกขาก็ครบ จึงไม่ต้องกระทำอะไรอีกต่อไป หมดกิจ จบพรหมจรรย์แล้วเป็นอเสขบุคคลไม่ต้องกำหนด ไม่ต้องถือ ไม่ต้องระวัง ก็มีศีลครบได้เองอย่างน่าอัศจรรย์ แต่ถ้าพระสงฆ์รูปใด ที่อ้างตนว่าเป็นพระอรหันตสาวก แต่กลับไม่ได้มีศีล ๒๒๗ ข้อครบบริบูรณ์เองโดยธรรมชาติ โดยมิได้กำหนด, โดยมิต้องระวัง, โดยมิต้องยึดถือ, โดยมิต้องรักษา พึงทราบเถิดว่าภิกษุผู้นั้นลวงโลกอยู่เพราะพระอรหันตสาวกของพระพุทธเจ้าในธรรมวินัยนี้ ย่อมไม่เป็นผู้ดีแต่ปาก กล่าวมุสาวาจาว่าตนถือศีล ๒๒๗ ข้อ  แต่กลับปฏิบัติไม่ได้ ก็หาไม่ ท่านเป็นผู้พูดจริงทำได้จริง ศีล ๒๒๗ ข้อ ของพระอรหันตสาวกนั้น ย่อมบริบูรณ์โดยแท้ โดยมิได้แสร้งทำ ไม่ได้พยายามทำให้มี โดยมิได้กำหนด ให้มี โดยมิได้ระวังรักษาประคองไว้ แต่มีเอง เกิดเอง มาเอง เป็นไปเองตามธรรมะ ตามธรรมชาติของความเป็นอรหันตสาวกนั้นๆ เช่นนี้เหมือนกันหมดทุกรูป ทุกยุคทุกสมัย แม้ในสมัยพุทธองค์ทรงยังมีพระชนม์ชีพอยู่หรือไม่มีก็ตาม ความบริสุทธิ์บริบูรณ์ย่อมมีเช่นนี้ สำหรับพระอรหันตโพธิสัตว์ ย่อมมีศีลน้อยกว่า ๒๒๗ ข้อได้ แตกต่างไปจากนี้ เนื่องจากไม่ใช่พระอรหันตสาวก ท่านยอมสังกัดอยู่ในอีกไตรสิกขาหนึ่งคือ ไตรสิกขาของพระยูไลพระองค์ใดพระองค์หนึ่ง ซึ่งให้การรับรองไตรสิกขานั้นได้ว่าจะทำให้ถึงนิพพานได้ในวันใดวันหนึ่ง แม้ไม่ได้ปรารถนานิพพานในชาตินี้ก็ตาม เพราะปรารถนาโพธิญาณจะโปรดสัตว์ให้นิพพานไปก่อน ตนขอเวียนว่ายตายเกิดต่อไป ยังไม่นิพพานแตกต่างกันดังกล่าว 

สมาธิ

สมาธิของพระอรหันต์ย่อมแตกต่างจากสมาธิแบบพราหมณ์ คือเป็น “สัมมาสมาธิ” ที่ตรงต่อนิพพาน ไม่ก่อชาติสืบภพ ไม่กำหนด ไม่มีเจตนา การกำหนดด้วยจิต เช่น กำหนดให้มีดวงกสิณ ทำให้มี “มโนกรรม” อันเป็นฝ่ายกุศล และส่งผลให้เกิดบุญ เกิดชาติภพใหม่ในพรหมโลก เพราะสมาธิแบบกำหนดด้วยจิต สมาธินี้เกิดมโนกรรมอยู่เรื่อยๆ นั่นเอง แต่ในพระอรหันต์ ย่อมไม่มีสมาธิก่อกรรม ก่อชาติ สืบภพ เช่นนี้ ดังนั้น สมาธิของท่านย่อมมีเอง เกิดเอง ดับเองไม่ได้กำหนด ไม่ได้ยึดถือว่าต้องรักษา, ต้องประคอง, ต้องหล่อเลี้ยง, ต้องระวัง, ต้องเพ่ง, ต้องดู, ต้องระลึก, ต้องทรงสภาวะไว้ แต่อย่างใดเลย สัมมาสมาธิของพระอรหันต์ย่อมไม่มีการก่อกรรมแม้แต่มโนกรรม ไม่ว่าฝ่ายดีหรือเลวทั้งสิ้น เป็นอพยากตธรรมไม่ใช่ธรรมฝ่ายกุศลหรืออกุศลแต่อย่างใดจึงไม่มีกรรมสืบเนื่องก่อชาติภพ แต่พระสงฆ์รูปใด ยังคงกำหนด, สร้างสมาธิ, เจริญสมาธิ, รักษาสภาวะสมาธิ, ประคองสมาธิ, ระวังสติสมาธิ ฯลฯ ให้ทราบว่าไตรสิกขาของท่านยังอ่อนไม่ถึงระดับอรหันต์ แต่ถ้าท่านอ้างตนว่าเป็นอรหันต์แล้ว แต่ยังต้องทำสมาธิอยู่ ยังเป็นเสขบุคคลอยู่ (ไม่ใช่อเสขบุคคลผู้ไม่ต้องเจริญสมาธิแล้วแต่ก็มีสมาธิได้นั้น) ให้ทราบว่าเขาผู้นั้นเป็นผู้ยังลวงโลกอยู่

ปัญญา

ปัญญาของพระอรหันต์ไม่ว่าจะเป็นอรหันตโพธิสัตว์หรืออรหันตสาวก ทุกท่านย่อมทราบวิธีขจัดกิเลสให้หมดเช่นกัน ทำนิพพานให้แจ้งได้เช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะโดยปัญญาวิมุติ (เข้าถึงด้วยปัญญา) หรือเจโตวิมุติ (เข้าถึงด้วยจิต) ย่อมเข้าใจในอริยสัจสี่โดยพลัน ย่อมมี “มรรคมีองค์แปด” ดุจเดียวกันไม่ต่างกันไปเป็นอย่างอื่น ส่วนญาณหยั่งรู้ หรือปัญญานอกกำมือ ที่เหนือออกไปจากเรื่องนิพพานนั้น ย่อมมีได้ เกิดได้ในพระอรหันต์ แตกต่างกันไปตามบุญบารมี ตามวาสนาที่แต่ละท่านได้บำเพ็ญเพียรมาแต่ชาติก่อนนั้นๆ อนึ่ง ถ้าพระสงฆ์รูปใดไม่ทำนิพพานให้แจ้งได้ ไม่ทราบมรรควิธีในการขจัดกิเลส ย่อมไม่นับว่าได้องค์ปัญญาแห่งไตรสิกขาสมบูรณ์ ย่อมไม่อาจนับได้ว่าสำเร็จอรหันตผลแต่อย่างใด

พระอรหันตสาวกย่อมมีไตรสิกขาเป็นปกติ ถ้าไม่มีก็ไม่ใช่

พระอรหันตสาวกในธรรมวินัยนี้ย่อมมีไตรสิกขา คือ ศีล, สมาธิ, ปัญญา บริบูรณ์โดยปกติ เกิดเอง มีเอง ไม่ได้กำหนด ไม่ได้ยึดถือ เหมือนเราเกิดมามีอวัยวะสามสิบสองเอง มิได้ยึดถือหรือแบกไว้ฉะนั้น เพราะไตรสิกขานี้ เป็นธรรมะ เป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งของพระอรหันต์ ที่ทุกรูปย่อมมีได้เอง เกิดได้เอง เมื่อสำเร็จอรหันตสาวก กล่าวคือ พระอรหันต์ย่อมมีศีลเป็นปกติ โดยมิได้กำหนด มิได้ยึดถือ มิได้ด้วยการกดข่มอารมณ์ใดๆ แต่เป็นไปเองโดยธรรมชาติของพระอรหันตสาวกนั้น ผู้ใดผิดแปลกไปจากธรรมชาตินี้ ย่อมไม่ใช่ธรรมชาติของพระอรหันตสาวก ย่อมไม่นับเป็นพระอรหันตสาวกได้ ไม่มี ที่พระอรหันตสาวกในพระธรรมวินัยนี้จะบกพร่องด้วยไตรสิกขา คือ ศีล, สมาธิ และปัญญา ทว่า ผู้แอบอ้างตนเป็นพระอรหันตสาวกของพระพุทธเจ้าหรือในพระธรรมวินัยนี้ เพื่อให้ได้มาซึ่งลาภสักการะหรือชื่อเสียงก็ตาม พวกเขาย่อมบกพร่องในศีล, สมาธิและปัญญา อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือทั้งสามอย่างก็ตาม ผู้นั้น ได้ชื่อว่าทำลายชื่อเสียงอันดีงามของพระรัตนตรัยที่ได้ครบพร้อมบริบูรณ์ด้วยไตรสิกขา เป็นผู้ได้ทำลายพระรัตนตรัยที่บริสุทธิ์ให้แปดเปื้อนด้วยความผิดพลาดของตน เป็นผู้ได้กระทำกรรมอันหนักต่อพระพุทธศาสนาเสียแล้ว

สำหรับพระอรหันตโพธิสัตว์นั้น ย่อมมีไตรสิกขาที่แตกต่างออกไปจากพระอรหันตสาวก คือ ย่อมมีศีลที่ผ่อนปรน คือ น้อยกว่าพระอรหันตสาวก พึงเข้าใจอย่างนี้ว่าเพราะท่านนั้นแตกต่างกันอยู่หลายประการ จึงแตกต่างกันด้วยไตรสิกขา พระอรหันตโพธิสัตว์มีศีลน้อยกว่า ผ่อนปรนกว่า แต่ก็ไม่ผิดไป เพราะธรรมชาติของท่านเป็นเช่นนั้นเอง ท่านมิใช่พระอรหันตสาวก จึงมีไตรสิกขาที่แตกต่างจากพระอรหันตสาวก ไตรสิกขาของพระอรหันตโพธิสัตว์นั้น เป็นไตรสิกขาที่ขึ้นอยู่กับพระยูไล ผู้เป็นเจ้าดูแลบนสวรรค์สุขาวดี ที่จะสอนและกำหนดให้พระโพธิสัตว์ในสังกัดของท่าน ปฏิบัติในไตรสิกขานั้นๆ อย่างไร ดังนั้นในนิกายต่างๆ ของมหายาน จึงมีการผ่อนปรนศีล และไตรสิกขาแตกต่างกันออกไป และมีพระยูไลทรงดูแล และรับผิดชอบผลจากการที่มีไตรสิกขาต่างกันอย่างนี้ พระยูไลจะทรงรับรองธรรมให้ และรับรองไตรสิกขาที่แตกต่างจากของพระสมณโคดมนี้ให้แก่บริวารของท่าน ให้สามารถปรับใช้ได้ตามยุคสมัย อย่างเหมาะสม มีกรรมน้อย แต่พออยู่ได้พอดีกับความเป็นอยู่ที่เปลี่ยนไป เช่น พระยูไลบางองค์สร้างนิกายใหม่ ผ่อนปรนศีลให้พระรับเงินและทองได้ ท่านก็จะรับผิดชอบผลจากการผ่อนปรนศีลนี้ให้แก่ศิษย์ของท่านเอง ซึ่งแม้ไม่ได้นิพพาน แต่ก็เป็นที่ยอมรับกันว่าไม่เป็นไรเพราะต่างก็ปรารถนาจะโปรดสัตว์ไปก่อน ยังไม่ต้องการนิพพานในเร็ววันนี้ ดังนั้น หากท่านอยากทราบว่าพระรูปนั้นๆ ได้อรหันต์ในสังกัดไหน ให้พิจารณาจาก “ไตรสิกขา” ถ้าไตรสิกขาของเขาตรงตามธรรมวินัย คือ คำสอนของพระพุทธเจ้าสมณโคดม เขาย่อมเป็นอรหันตสาวกของพระสมณโคดมโดยแท้ และได้นิพพานภายในพุทธกาลห้าพันปีนี้ได้ แต่ถ้าไตรสิกขาของเขาแตกต่างออกไป ให้ดูว่าปัญญาเข้าแจ้งถึงนิพพานไหม ถ้าถึงเขาอาจได้อรหันตโพธิสัตว์แต่สังกัดในพระยูไลองค์อื่นๆ เขามีไตรสิกขาแบบใด สายไหน แสดงให้ทราบว่าเขาสังกัดในพระยูไลองค์นั้น

ไตรสิกขาของพระยูไลสมันตพุทธะ

เป็นไตรสิกขาเถรตรง คือ อนุญาตให้ผ่อนปรนศีลได้ ถือเอาตามคำสั่งเสียของพระพุทธองค์ที่ทรงสั่งไว้แก่พระอานนท์ ทำให้พระอานนท์มีสิทธิ์ในการผ่อนปรนศีลได้ตามแต่จะพิจารณาโดยไม่ต้องมาถามพระพุทธองค์ว่าจะต้องปรับผ่อนข้อไหนอย่างไร พระอานนท์ย่อมมีสิทธิ์โดยชอบธรรมโดยวิจารณญาณของท่านเองแล้ว คงแนวทางเดิมคือไม่มีนิกาย ไว้สำหรับผู้บำเพ็ญบารมีพระโพธิสัตว์ สามารถมีปัญญาเทียบเท่าพระอรหันตสาวกของพระพุทธเจ้าสมณโคดมได้ ซึ่งพระอานนท์ได้เคยให้ “ศีลสิบ” แก่พราหมณ์ผู้หนึ่ง ที่ไม่อาจบวชเป็นพระได้ ทั้งๆ ที่มีศรัทธามาก ดังนั้น แนวทางของพระอานนท์ จึงไม่ได้ปรับศีลให้แก่พระสงฆ์ผู้ห่มผ้าเหลืองแต่อย่างใด จึงมิได้กระทบกระเทือนการปกครองหมู่สงฆ์ ธรรมวินัยยังคงดุจเดิมทั้งหมด หมายความว่า ถ้าท่านไม่พร้อมรับศีล ๒๒๗ ข้อ ก็ปฏิบัติในเพศฆราวาสหวังผลเป็นอนาคามีได้ แต่ถ้าพร้อมเป็นอรหันตสาวกเมื่อใดก็ค่อยบวช  

ไตรสิกขาของพระยูไลอามิตาภะ 

เป็นไตรสิกขาแบบนิกายมหายาน เกิดขึ้นหลังจากพระพุทธศาสนาแตกหน่อแตกกอแล้ว โดยปรมาจารย์ต๊กม้อ ซึ่งเป็นจิตภาคแบ่งของพระอามิตาภะพุทธเจ้า ลงมาโปรดสัตว์ในประเทศจีน ซึ่งมีวัฒนธรรมแตกต่างไป ไม่อาจรับศีล ๒๒๗ ข้อได้ดุจเดิม เช่น หนาวมากไม่สามารถห่มจีวรแบบสามชิ้นได้ ด้วยพระเมตตานั้น จึงทรงแบ่งภาคจุติลงมาเป็นท่านตั๊กม้อ และนำธรรมะจากอินเดียไปเผยแพร่ที่ประเทศจีน ก่อเกิดเป็นนิกายมหายาน ที่ใช้การผ่อนปรนศีลปรับตามความเป็นอยู่ของคนจีนที่แตกต่างออกไป สำหรับแนวทางของพระอานนท์นั้น ไม่มีการเกิดนิกายใหม่ เพราะท่านทรงกระทำเฉพาะผู้เป็นฆราวาสเท่านั้น แต่สำหรับแนวทางของปรมาจารย์ตั๊กม้อนี้ ได้กระทำในหมู่สงฆ์ด้วย ทำให้เกิดนิกายใหม่ขึ้น สำหรับผู้ที่ปฏิบัติได้มรรคผลจริง จะยังไม่นิพพานในชาตินั้น แต่จะจุติที่สุขาวดีสวรรค์ ได้อยู่กับพระยูไลอามิตาภะ และสามารถเวียนว่ายตายเกิดบำเพ็ญบารมีเป็นพระโพธิสัตว์ได้ต่อไป 

ไตรสิกขาของพระยูไลไภษัชยคุรุพุทธเจ้า

เป็นไตรสิกขาแบบนิกายมหายาน เกิดขึ้นหลังจากพระพุทธศาสนาแตกหน่อแตกกอแล้ว โดยปรมาจารย์หลายท่าน หนึ่งในนั้น คือ จิตภาคแบ่งขององค์ศรีอาริยเมตตรัย และพระโพธิสัตว์องค์อื่นๆ ทำให้มีไตรสิกขาที่แตกต่างกันออกไป พบมากในทิเบต ทำให้เกิดเป็นนิกายย่อยๆ มากมาย บางนิกาย ไม่มีศีลก็มีคือ ไม่ได้ยึดถือศีลเลย แต่มุ่งเอาปัญญาก่อนแล้วปล่อยให้เกิดการกระทำอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่กำหนด ไม่กดข่ม เพื่อให้ธรรมชาติได้ชำระธรรมชาติ กรรมได้ดำเนินไปเองอย่างเป็นธรรมชาติเช่น เราไม่อาจทราบได้ว่าคนแต่ละคนมีบุญบารมีเท่าไร คนที่มีบุญมาก เขาอาจจะมีบุญได้ผลบุญเป็นเงิน แต่พอบวชพระแล้ว เขาไม่ยอมรับเงิน เท่ากับไม่ยอมรับวิบากกรรม (กรรมดี) ทำให้ชำระชดใช้หรือเสวยผลกรรมไม่หมด และไม่อาจหมดสิ้นชาติภพได้ ทำให้การกำหนดด้วยศีลนั้น มีขีดจำกีดและใช้กับคนได้เพียงกลุ่มแคบ ไม่อาจใช้ได้อย่างกว้างขวาง การไม่มีศีลเลย คือ กระทำจากธรรมชาติภายใน ใช้ธรรมชาติชำระกรรมตามธรรมชาติ จึงเป็นมรรควิธีแบบหนึ่งที่จะช่วยมวลสัตว์ที่แตกต่างหลากหลายกันได้มากมาย อนึ่ง ผู้อยู่ในไตรสิกขาของพระยูไลไภษัชยคุรุพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งก็ตาม จะยังไม่ถึงวาระได้นิพพาน เพราะไม่ใช่กาลของท่าน ยุคนี้เป็นพุทธกาลของพระพุทธเจ้าสมณโคดม และพุทธบริษัทของท่านจะได้ก่อน ดังนั้น ผู้อยู่ในไตรสิกขาพระไภษัชยคุรุพุทธเจ้าจึงไม่ได้นิพพาน แต่ได้สุขาวดีแทน 

สำหรับไตรสิกขาของผู้เขียน

ผู้เขียนเคยอยู่ในไตรสิกขาของพระพุทธเจ้าสมณโคดมมาก่อน และปฏิบัติจนถึงจนที่ศีลมีเองโดยปกติธรรมชาติ ชั่วระยะหนึ่ง จึงทราบว่าศีลนี้จะมีเองเมื่อจิตเราถึง เช่น ถ้าทำจิตใสได้ถึงระดับจริง จะไม่หิวข้าวเย็นเลย หรือไม่เห็นค่าของเงินเลย ตรงข้ามเห็นว่าเป็นภัย นำภัยมาสู่ตัวได้มากกว่า เป็นต้น ทว่า มีจุดเปลี่ยนที่พระรัตนตรัย สาวกของพระพุทธเจ้าที่ทำหน้าที่ต่อสายธรรมซึ่งมนุษย์เรียกตำแหน่งที่รู้จักกันว่า “หลวงปู่เทพโลกอุดร” จะมาต่อสายธรรมให้ผู้เขียนแต่ผู้เขียนกลับเลือกทางสายโพธิสัตว์ทำให้สายขาดจากท่านและได้พบพระยูไลที่ต่อสายธรรมจากพระยูไลอามิตาภะ ต่อมาก็เบื่อกิจที่ต้องปราบมาร และได้พบกับผู้สืบทอดสายธรรมจากพระยูไลไภษัชยคุรุพุทธเจ้า แต่ต้องทำกิจภาครักษา มีเรื่องการเมืองการปกครองมาเกี่ยวข้อง สุดท้าย เลยออกจากสังกัดทั้งสาม ได้ค้นพบพระสมันตพุทธะหรือพระอาทิพุทธะ พระพุทธเจ้าองค์ปฐม และได้เข้าใจถึงแนวทางของพระอานนท์ และไตรสิกขาที่แตกต่างกันทั้งสามประเภท ปัจจุบัน ผู้เขียนอาศัยไตรสิกขาแบบพระอานนท์ คือ สมันตพุทธะ คือ ถ้าถือศีล ๒๒๗ ไม่ไหว ก็ให้ปฏิบัติในผ้าขาว เอาศีลในธรรมวินัย ๒๒๗ ข้อไปบางส่วน แต่ใช้มากกว่าศีลแปด ก็จะเข้าถึงพระอนาคามีได้ เมื่อได้ถึงขั้นนี้แล้ว ไปอีกชาติภพหน้าก็นิพพานบนสวรรค์ได้ไม่ยาก โดยไม่กระทบกระเทือนต่อธรรมวินัยเดิมของหมู่สงฆ์ที่พระพุทธเจ้าสมณโคดมทรงบัญญัติไว้เลย ดังนั้น พระสงฆ์จะถ่ายทอดธรรมให้ฆราวาสหวังผลอนาคามี โดยผ่อนปรนศีล ๒๒๗ ข้อลงไป ให้เหลือมาก กว่าศีลแปด ให้ปฏิบัติก่อนบวชพระก็ได้ แต่ต้องไม่สอนให้พระสงฆ์ลดทอนศีลเดิม

อภิธรรม เรื่อง ทราบได้อย่างไรว่าพระอรหันต์จริงให้ดูที่อริยสัจสี่

พระอรหันตสาวกของพระพุทธเจ้าคือผู้ตรงเข้าสู่อริยสัจสี่ คือ ทุกข์, สมุทัย, นิโรธ และมรรค โดยบริบูรณ์เป็นเช่นนั้นเอง โดยธรรมะ โดยธรรมชาติ โดยมิได้สร้างทำ โดยมิได้กำหนด สำหรับผู้ที่แสดงธรรมมาก แสดงตนว่าเป็นผู้มีธรรมมาก แต่หากมิได้ตรงเข้าสู่อริยสัจสี่ เช่น ไม่ได้มีทุกข์จนต้องแสวงหาทางหลุดพ้นทุกข์ มีทุกข์บ้างแต่ไม่เห็นว่ามีปัญหาอะไรที่จะต้องรีบเอาตัวเองออกจากทุกข์ ศึกษาทางปริยัติแล้วก็มีความสุขดี เรียนก็ดี บุญก็ยังมีเสวยสุขอยู่ แบบนี้ ไม่เข้าข่ายว่าได้ตรงเข้าสู่อริยสัจสี่ ไม่อาจนับได้ว่าเป็นพระอริยบุคคล เป็นได้เพียงปราชญ์นอกพุทธศาสนาที่เข้ามาศึกษาพระธรรมเท่านั้น อนึ่ง การจะพิจารณาได้ว่าบุคคลใดตรงเข้าสู่อริยสัจสี่ มีหลักการสังเกต พิจารณาดังต่อไปนี้

ทุกข์

พระอริยบุคคล คือ ผู้ดำเนินตรงไปเข้าสู่ “ทุกข์” ทั้งสองวิถี ได้แก่ การดำเนินตรงไปเข้าสู่ทุกข์โดยจิต คือ ท่านได้รับความทุกข์อยู่ อยู่ในสภาพจำยอม ไม่อาจหนีทุกข์ได้อีกต่อไป ไม่อาจหาทางใดๆ พ้นจากทุกข์ได้แล้ว ต้องทุกข์แน่นอน และอีกแบบคือ การดำเนินตรงไปเข้าสู่ทุกข์โดยปัญญา คือ ท่านยังไม่ได้รับความทุกข์จนหนีไม่ได้อย่างในกรณีแรก แต่ท่านมีปัญญาทราบก่อนแล้วว่าทุกข์นี้ไม่อาจหนีได้พ้นเลย ทุกข์ย่อมต้องเกิดแน่ และรอเราอยู่เสมอในภพหน้าก็ดี, โอกาสหน้าก็ดี, ทุกๆ สังสารวัฏแห่งการเวียนว่ายตายเกิดก็ดี เช่นนี้แล้ว ท่านจึงได้เอาทุกข์มาพิจารณาโดยปัญญา แม้ไม่ได้มีความทุกข์เกิดขึ้นในขณะนั้นๆ แบบนี้ เรียกว่า “สุขวิปัสสโก” คือ เข้าถึงทุกข์ในขณะยังสุขอยู่

ท่านใดมิได้เข้าสู่ทุกข์ผ่านสองวิถีนี้ คือ ทุกข์โดยจิต หรือทุกข์โดยปัญญาหยิบยกขึ้นมาพิจารณา ย่อมไม่อาจตรงเข้าสู่อริยสัจสี่ได้ และไม่มีทางบรรลุธรรมเป็นอริยบุคคลได้เลย เช่น พระธุดงค์ตั้งใจปฏิบัติกรรมฐานมาก จนป่วยทุกข์มาก แต่ลืมพิจารณาทุกข์ พอหายป่วยก็มาเร่งปฏิบัติใหม่ด้วยจิตผ่องใสมีสุขทำเต็มที่สมาธิก็ดี สงบสุขดี แต่ไม่ได้พิจารณาทุกข์ พิจารณาแต่ธรรมะของพระพุทธเจ้า เจริญสติปัฏฐานสี่ ก็ไปได้ดี จึงไม่มีความเข็ดหลาบ ไม่เบื่อหน่ายต่อสังสารวัฏ ไม่ลดความมีสักกายทิฐิลงได้เพราะความเข็ดหลาบในทุกข์เลยแม้แต่น้อย พอเข้าใจธรรมะของพระพุทธเจ้า ก็คิดเอาว่าตนได้บรรลุอรหันต์แล้ว ซึ่งไม่ใช่การบรรลุธรรมผ่านทางอริยสัจสี่ จึงไม่ใช่การบรรลุเป็นพระอริยบุคคล แต่เขาผู้นั้นได้บรรลุ “เซียน” คือ ผู้สำเร็จธรรมด้วยตนเองในศาสนาใดศาสนาหนึ่งอย่างแตกฉาน เป็นการบรรลุเช่นเดียวกับพระเทวทัต ผู้สำเร็จอภิญญาห้าแต่มีวาทะและกริยางามเท่านั้น

สมุทัย

พระอริยบุคคล คือ ผู้ดำเนินตรงไปเข้าสู่ “สมุทัย” ได้แก่ เหตุแห่งทุกข์ซึ่งไม่ใช่สิ่งอื่นใดนอกจากใจ หรือกิเลสและความหลง (อวิชชา) ในใจตนนั้นเอง คือ เดินตรงไปสู่การแก้ที่ใจของตนเอง ปฏิบัติลดละ และทำลายกิเลส ความยึดมั่นถือมั่นในใจของตนนั่นเอง เมื่อท่านตรงมาทางนี้แล้ว ท่านย่อมแจ้งชัดว่าเราเองแลหนอคือผู้ก่อทุกข์นั้น มิใช่ใครอื่นหรือสิ่งอื่นใดเลยที่ก่อทุกข์และเราเองแลหนอที่จะดับทุกข์นั้นลงไป ตนแลคือที่พึ่งแห่งตน

นิโรธ

พระอริยบุคคล คือ ผู้ดำเนินตรงไปเข้าสู่ “นิโรธ” ได้แก่ ความดับสูญไปของสภาวะความปรุงแต่ง, สมมุติบัญญัติ, กิเลสและความหลงต่างๆ ชั่วคราวแล้วฉับพลันนั้น ปัญญาก็แจ้งโพล่งสว่างไสวออกมาว่านี่แหละทางหลุดพ้นทุกข์ คือ ภาวะความดับไปของการยึดมั่น ซึ่งจะเกิดชั่วคราว ณ ชั่วคราวนั้นถ้ามีปัญญาชำแรกสันดอนกิเลส ขุดออกมาได้หมดก็ถึงอรหันตผลได้ แต่ถ้าได้บางส่วนก็บรรลุลดลงไป ถ้าได้แต่สักกายทิฐิ ก็สำเร็จโสดาบัน จะให้ถึงอรหันต์ต้องเข้าสู่ภาวะนิโรธใหม่ ไถ่ถอนกิเลสจนหมดคือ อนุโลมปฏิโลมไปมาซ้ำๆ

มรรค

พระอริยบุคคล คือ ผู้ดำเนินตรงไปเข้าสู่ “มรรคแปดประการ” ได้แก่ สัมมาทิฐิ, สัมมาสังกัปปะ, สัมมาวาจา, สัมมากัมมันตะ, สัมมาวายามะ, สัมมาอาชีวะ, สัมมาสติ, และสัมมาสมาธิ แม้ว่าพระอริยบุคคลจะดำเนินตรงไปตามครรลองนี้ได้ไม่เท่ากันตามระดับธรรม ระดับจิตที่แตกต่างกันก็ตาม แต่ท่านก็เจริญดำเนินไปตามครรลองนี้เช่นกัน

อภิธรรม เรื่อง ทราบได้อย่างไรว่าพระอรหันต์จริงให้ดูที่มรรคแปด

พระอรหันตสาวกของพระพุทธเจ้าคือ ผู้เดินในมรรคแปดบริบูรณ์เป็นเช่นนั้นเอง (ตถาตา) โดยธรรมะ โดยธรรมชาติ โดยมิได้สร้างทำ โดยมิได้กำหนด ส่วนในพระอริยบุคคลย่อมมีมรรคแปดที่อ่อนด้อยต่างกันลงไปตามกำลังอินทรีย์ สามารถพิจารณาได้ ดังต่อไปนี้

๑) สัมมาทิฐิ

คือ มีความคิดเห็นตรงต่อนิพพาน คือ ความหลุดพ้น ในขณะที่มนุษย์ทั่วไปที่ไม่ใช่พระอริยบุคคลย่อมมีความคิดเห็นได้แตกต่างกัน ตรงความหลุดพ้นบ้าง ไม่ตรงความหลุดพ้นบ้าง เกิดและดับสลับไปตามธรรมชาติ แต่สำหรับพระอริยบุคคลแล้ว ย่อมมีความคิดเห็นที่ตรงต่อนิพพานนี้เนืองๆ ในพระอรหันต์ย่อมมีความคิดเห็นที่ตรงนิพพานเต็มรอบ, เต็มส่วนครบบริบูรณ์ โดยมิได้กำหนด หรือสร้างให้เกิดขึ้น แต่เป็นเช่นนั้นเอง เป็นธรรมะ เป็นโดยอัตโนมัติ โดยธรรมชาติ ในขณะที่พระอนาคามีย่อมมีความคิดเห็นที่ตรงต่อนิพพานเต็มรอบ, เต็มส่วนครบบริบูรณ์ โดยการกำหนด หรือสร้างให้เกิดขึ้น เพราะผลจากการฝึกจิตด้วยมรรควิธีที่ถูกต้อง ซึ่งยังผลให้สัมมาทิฐิของพระอนาคามีเกิดขึ้น, ตั้งอยู่และดับไปตามเหตุปัจจัยคือการฝึกจิตหรือมรรควิธีทางจิต ส่วนพระสกิทาคามีย่อมมีความคิดเห็นที่ตรงนิพพานเกือบเต็มรอบ, เกือบเต็มส่วนครบบริบูรณ์ คือ มีบ้างที่ตรงและไม่ตรง เพราะการกระทบกระทั่งกันขัดแย้งกันเอง ยื้ออยู่เอาชนะกิเลสอยู่ในใจของตน ไม่ว่าจะโดยมิได้กำหนดหรือกำหนด สร้างให้เกิดขึ้น (เช่น เจริญกรรมฐาน) หรือมิได้สร้างให้เกิดขึ้นก็ตาม เพราะยังไม่ได้เป็นไปเช่นนั้นเองโดยธรรมชาติ แลยังมิได้ชำนาญในมรรควิธีในการฝึกจิตนั้นๆ ส่วนพระโสดาบัน ย่อมมีความคิดเห็นที่ตรงต่อนิพพานแน่วแน่ ไม่เป็นอื่น มีจุดหมายปลายทางแห่งชีวิตและสังสารวัฏคือนิพพานไม่ไปอื่น แม้ไม่ได้มีสัมมาทิฐิอยู่ตลอดในทุกอิริยาบถหรือทุกการกระทำ ไม่ได้เป็นผู้มีสัมมาทิฐิเนืองๆ อยู่ตลอดดังเช่นพระสกิทาคามีขึ้นไป แต่ก็นับว่าได้มีสัมมาทิฐิที่แน่วแน่แรงกล้า ตรงทาง ตั้งแต่บรรลุโสดาบันแล้ว   

ความคิดเห็นที่ตรงต่อนิพพาน คือ ความหลุดพ้นนั้นเป็นไฉน ก็คือ ความคิดเห็นใดๆ ที่บุคคลพึงมี พึงเกิดขึ้นได้ แต่เป็นไปสู่ความหลุดพ้นจากกิเลส, จากพันธนาการ, จากการผูกมัด, จากการจองจำ, จากการยึดถือ, จากการอยากและไม่อยาก, จากการยึดติด ฯลฯ เช่น เมื่อมีผู้ให้ตำแหน่ง ก็เกิดความคิดเห็นว่าภาระหนักย่อมเป็นบ่วงผูกเรามากขึ้นอีกแน่ เช่นนี้ จัดเป็นสัมมาทิฐิ คนเราย่อมมีความคิดเห็นกันได้ และย่อมแตกต่างกันได้ ไม่ใช่ว่าจะไม่มีความคิดเห็นเลย หรือต้องมานั่งห้ามความคิด ทำให้จิตว่างไม่มีความคิดเห็นกัน แต่ถ้าไม่ได้คิดจนกระจัดกระจายจับสาระอะไรไม่ได้ ก็ไม่ใช่ความฟุ้งซ่าน และถ้าความคิดเห็นนั้นเป็นสัมมาทิฐิก็ไม่เป็นอะไร เพราะแม้แต่พระอรหันต์ก็มีสัมมาทิฐิได้ การสอนว่าห้ามคิด หยุดคิด หรือจับผิดความคิด จึงไม่ใช่ทางตรงต่อมรรคแปด การปฏิบัติทางสายกลางคือ การไม่ถึงกับปฏิเสธความคิดเห็นไปหมดเสียทุกอย่าง และไม่ใช่การปล่อยให้คิดเห็นอย่างไร้ขอบเขต แต่พอเหมาะพอดีตรงที่มีความคิดเห็นได้บ้าง ถ้าตรงทางความหลุดพ้นก็นับเป็นพระอริยบุคคลได้เช่นกัน อนึ่ง ไม่มีใครห้ามความคิด หรือไม่ให้คิดไปตลอดได้ การสอนสมาธิให้หยุดคิด, หยุดความคิด, ปฏิเสธทุกความคิด จึงเป็นการไม่แจ้งด้วยปัญญาไม่แจ้งในมรรคแปดข้อ “สัมมาทิฐิ” ซึ่งธรรมนี้พึงมีได้ในพระอริยบุคคล 

๒) สัมมาสังกัปปะ

คือ มีมโนกรรม (นับจากเริ่มดำริขึ้นไป) ตรงต่อนิพพานคือความหลุดพ้น ในขณะที่มนุษย์ทั่วไปที่ไม่ใช่พระอริยบุคคลย่อมมีมโนกรรมได้แตกต่างกัน ตรงความหลุดพ้นบ้าง ไม่ตรงความหลุดพ้นบ้าง เกิดและดับสลับไปตามธรรมชาติ แต่สำหรับพระอริยบุคคลแล้ว ย่อมมีมโนกรรมที่ตรงต่อนิพพานนี้เนืองๆ ในพระอรหันต์ย่อมมีมโนกรรมที่ตรงนิพพานเต็มรอบ, เต็มส่วนครบบริบูรณ์ โดยมิได้กำหนด หรือสร้างให้เกิดขึ้น แต่เป็นเช่นนั้นเอง เป็นธรรมะ เป็นโดยอัตโนมัติ โดยธรรมชาติ ในขณะที่พระอนาคามีย่อมมีมโนกรรมที่ตรงต่อนิพพานเต็มรอบ, เต็มส่วนครบบริบูรณ์ โดยการกำหนด หรือสร้างให้เกิดขึ้น เพราะผลจากการฝึกจิตด้วยมรรควิธีที่ถูกต้อง ซึ่งยังผลให้มโนกรรมของพระอนาคามีเกิดขึ้น, ตั้งอยู่ และดับไปตามเหตุปัจจัยคือการฝึกจิตหรือมรรควิธีทางจิต ส่วนพระสกิทาคามีย่อมมีมโนกรรมที่ตรงนิพพานเกือบเต็มรอบ, เกือบเต็มส่วนครบบริบูรณ์ คือ มีบ้างที่ตรงและไม่ตรง เพราะการกระทบกระทั่งกันขัดแย้งกันเอง ยื้ออยู่เอาชนะกิเลสอยู่ในใจของตน ไม่ว่าจะโดยมิได้กำหนดหรือกำหนด สร้างให้เกิดขึ้น (เช่น เจริญกรรมฐาน) หรือมิได้สร้างให้เกิดขึ้นก็ตาม เพราะยังไม่ได้เป็นไปเช่นนั้นเองโดยธรรมชาติ แลยังมิได้ชำนาญในมรรควิธีในการฝึกจิตนั้นๆ ส่วนพระโสดาบันย่อมมีมโนกรรมตรงต่อนิพพานแน่วแน่ไม่เป็นอื่นมีจุดหมายปลาย ทางแห่งชีวิตและสังสารวัฏคือนิพพานไม่ไปอื่น แม้ไม่ได้มีสัมมาสังกัปปะอยู่ตลอดในทุกอิริยาบถหรือทุกการกระทำ ไม่ได้เป็นผู้มีสัมมาสังกัปปะเนืองๆ ดังเช่นพระสกิทาคามีขึ้นไป แต่ก็นับว่าได้มีสัมมาสังกัปปะที่แน่วแน่แรงกล้า ตรงทาง ตั้งแต่บรรลุโสดาบันแล้ว  

มโนกรรมที่ตรงต่อนิพพาน คือ ความหลุดพ้นนั้นเป็นไฉน ก็คือ มโนกรรมใดๆ ที่บุคคลพึงมีพึงเกิดขึ้นได้แต่เป็นไปสู่ความหลุดพ้นจากกิเลส, จากพันธนาการ, จากการผูกมัด, จากการจองจำ, จากการยึดถือ, จากการอยากและไม่อยาก, จากการยึดติด คือ มโนกรรมที่เป็นไปเพื่อการหมดสิ้นกรรม โดยการยอมรับวิบากกรรมทั้งดีและชั่ว เสวยวิบากกรรมทั้งดีและชั่วนั้นจนกว่าจะหมดไป ไม่หนี ไม่ปฏิเสธ ไม่ยินดียินร้าย ไม่ส่งเสริม ไม่ต่อต้าน ไม่ก่อกรรมใหม่ และประกอบกรรมแต่เฉพาะอันจะเป็นไปเพื่อการหมดกิจ จบพรหมจรรย์ ได้มากน้อยตามแต่กำลังอินทรีย์ของอริยบุคคลขั้นนั้นๆ ได้สมบูรณ์เต็มส่วนคืออรหันต์ น้อยกว่านั้นก็รองลงไป เช่น เมื่อมีผู้ให้ตำแหน่ง ก็เกิดมโนกรรมว่าเรามีเจตนาจะหลุดพ้นจากการถูกผูกมัดด้วยตำแหน่งเพื่อปลดภาระทางโลก เช่นนี้ จัดเป็นสัมมาสังกัปปะ ถึงแม้ว่าเจตนาจะเอาตัวเองออกจากเครื่องผูกมัดแล้วแต่กระทำไม่สำเร็จก็ตาม นับเป็นมโนกรรมแล้ว หรือถ้าเจ้านายให้เราตั้งเจตนาจะขายสินค้าให้ได้ตามเป้า เรามองว่าเป็นความโลภ เราปฏิเสธ ไม่ยอมตั้งเจตนาจะขายให้ได้ตามเป้าเลย อย่างนี้ ก็สุดโต่งเกินไป ไม่ใช่ทางสายกลาง ซึ่งจะนำไปสู่ความขัดแย้งกับเจ้านาย และก่อกรรมใหม่ๆ ที่มากขึ้นกว่าเดิมได้ อนึ่ง คนเราย่อมมีมโนกรรมกันได้ และย่อมแตกต่างกันได้ ไม่ใช่ว่าจะไม่มีมโนกรรมเลย หรือต้องมานั่งห้ามมโนกรรม ทำให้จิตว่างไม่มีมโนกรรมเลย แต่ถ้าไม่ได้มีมโนกรรมจนเกินความพอดี เกินทางสายกลางก็ไม่เป็นไร และถ้ามโนกรรมนั้นเป็นสัมมาสังกัปปะก็ไม่เป็นอะไรเพราะแม้แต่พระอรหันต์ก็มีสัมมาสังกัปปะได้ การสอนว่าห้ามมีมโนกรรม, หยุดมโนกรรม หรือจับผิดมโนกรรม จึงไม่ใช่ทางตรงต่อมรรคแปด การปฏิบัติทางสายกลางคือ การไม่ถึงกับปฏิเสธมโนกรรมไปหมดเสียทุกอย่าง และไม่ใช่การปล่อยให้มีมโนกรรมอย่างไร้ขอบเขต มีแต่พอเหมาะพอดีตรงที่มีมโนกรรมได้บ้าง ถ้าตรงทางความหลุดพ้นก็นับเป็นพระอริยบุคคลได้เช่นกัน อนึ่ง ไม่มีใครห้ามมโนกรรมหรือไม่ให้มีมโนกรรมตลอดได้ การสอนสมาธิให้หยุดมโนกรรม, ปฏิเสธทุกมโนกรรม จึงเป็นการไม่แจ้งด้วยปัญญา ไม่แจ้งในมรรคแปดข้อ “สัมมาสังกัปปะ” ซึ่งพึงธรรมนี้จะมีได้ เกิดได้ในพระอริยบุคคล

๓) สัมมาวาจา

คือ มีวจีกรรมตรงต่อนิพพานคือความหลุดพ้น ในขณะที่มนุษย์ทั่วไปที่ไม่ใช่อริยบุคคลย่อมมีวจีกรรมได้แตกต่างกัน ตรงความหลุดพ้นบ้าง ไม่ตรงความหลุดพ้นบ้าง เกิดและดับสลับไปตามธรรมชาติ แต่สำหรับพระอริยบุคคลแล้ว ย่อมมีวจีกรรมที่ตรงต่อนิพพานนี้เนืองๆ ในพระอรหันต์ย่อมมีวจีกรรมที่ตรงนิพพานเต็มรอบ, เต็มส่วนครบบริบูรณ์ โดยมิได้กำหนด หรือสร้างให้เกิดขึ้น แต่เป็นเช่นนั้นเอง เป็นธรรมะ เป็นโดยอัตโนมัติ โดยธรรมชาติ ในขณะที่พระอนาคามีย่อมมีวจีกรรมที่ตรงต่อนิพพานเต็มรอบ, เต็มส่วนครบบริบูรณ์ โดยการกำหนด หรือสร้างให้เกิดขึ้น เพราะผลจากการฝึกจิตด้วยมรรควิธีที่ถูกต้อง ซึ่งยังผลให้วจีกรรมของพระอนาคามีเกิดขึ้น, ตั้งอยู่ และดับไปตามเหตุปัจจัยคือการฝึกจิตหรือมรรควิธีทางจิต ส่วนพระสกิทาคามีย่อมมีวจีกรรมที่ตรงนิพพานเกือบเต็มรอบ, เกือบเต็มส่วนครบบริบูรณ์ คือ มีบ้างที่ตรงและไม่ตรง เพราะการกระทบกระทั่งกันขัดแย้งกันเอง ยื้ออยู่เอาชนะกิเลสอยู่ในใจของตน ไม่ว่าจะโดยมิได้กำหนดหรือกำหนด สร้างให้เกิดขึ้น (เช่น เจริญกรรมฐาน) หรือมิได้สร้างให้เกิดขึ้นก็ตาม เพราะยังไม่ได้เป็นไปเช่นนั้นเองโดยธรรมชาติ แลยังมิได้ชำนาญในมรรควิธีในการฝึกจิตนั้นๆ ส่วนพระโสดาบันย่อมมีวจีกรรมตรงต่อนิพพานแน่วแน่ไม่เป็นอื่นมีจุดหมายปลาย ทางแห่งชีวิตและสังสารวัฏคือนิพพานไม่ไปอื่น แม้ไม่ได้มีสัมมาวาจาอยู่ตลอดในทุกอิริยาบถหรือทุกการกระทำ ไม่ได้เป็นผู้มีสัมมาวาจาเนืองๆ ดังเช่นพระสกิทาคามีขึ้นไป แต่ก็นับว่าได้มีสัมมาวาจาที่แน่วแน่แรงกล้า ตรงทาง ตั้งแต่บรรลุโสดาบันแล้ว อนึ่ง สัมมาวาจานี้ ในพระอริยบุคคลที่บรรลุธรรมบางท่านจะกล่าวโพล่งออกมาทันทีเลยก็มี บ้างไม่กล่าวอะไร เงียบเฉยอยู่ จนเมื่อมีคนไปสนทนาด้วยจนเห็นชัดว่าสัมมาวาจาได้เกิดแล้วก็มีได้ เป็นได้  

วจีกรรมที่ตรงต่อนิพพาน คือ ความหลุดพ้นนั้นเป็นไฉน ก็คือ วจีกรรมใดๆ ที่บุคคลพึงมีพึงเกิดขึ้นได้แต่เป็นไปสู่ความหลุดพ้นจากกิเลส, จากพันธนาการ, จากการผูกมัด, จากการจองจำ, จากการยึดถือ, จากการอยากและไม่อยาก, จากการยึดติด คือ วจีกรรมที่เป็นไปเพื่อการหมดสิ้นกรรม โดยการยอมรับวิบากกรรมทั้งดีและชั่ว เสวยวิบากกรรมทั้งดีและชั่วนั้นจนกว่าจะหมดไป ไม่หนี ไม่ปฏิเสธ ไม่ยินดียินร้าย ไม่ส่งเสริม ไม่ต่อต้าน ไม่ก่อกรรมใหม่ และประกอบกรรมแต่เฉพาะอันจะเป็นไปเพื่อการหมดกิจ จบพรหมจรรย์ ได้มากน้อยตามแต่กำลังอินทรีย์ของอริยบุคคลขั้นนั้นๆ ได้สมบูรณ์เต็มส่วนคืออรหันต์ น้อยกว่านั้นก็รองลงไป เช่น เมื่อมีผู้ถามว่าทำอย่างไรให้คนมารัก เมื่อพิจารณาเห็นแล้วว่าเขาเป็นผู้กำลังหลงในความรัก ไม่อาจสอนได้ จึงกล่าวเลี่ยงเสียว่า “ฉันเองก็ไม่ทราบว่าจะตอบอย่างไรดี ลองถามผู้อื่นเถิด” เช่นนี้ จัดเป็นสัมมาวาจา คือ ตอบเพื่อไม่ให้เกิดกรรมใหม่ๆ แก่ตน ถ้าแนะนำให้เขาผูกใจคนให้รักก็อาจเป็นกรรมแก่เราได้ แต่ถ้าไปสอนเขาว่าเธอจะหลงอยู่ในความรักทำไมทั้งๆ ที่เห็นว่าเขายังสอนไม่ได้อยู่ อย่างนี้ ก็สุดโต่งเกินไป ไม่ใช่ทางสายกลาง ซึ่งจะนำไปสู่ความขัดแย้งกับคู่สนทนา และก่อกรรมใหม่ๆ ที่มากขึ้นกว่าเดิมได้ อนึ่ง คนเราย่อมมีวจีกรรมกันได้ และย่อมแตกต่างกันได้ ไม่ใช่ว่าจะไม่ให้มีวจีกรรมเลย หรือต้องมานั่งห้ามวจีกรรม ทำให้เงียบไม่มีวจีกรรมเลย ก็หาไม่ คือถ้าไม่ได้มีวจีกรรมจนเกินความพอดีเกินทางสายกลางก็ไม่เป็นไร ถ้าวจีกรรมนั้นเป็นสัมมาวาจาก็ไม่เป็นอะไร เพราะแม้แต่พระอรหันต์ก็มีสัมมาวาจาได้ การสอนว่าห้ามมีวจีกรรม, หยุดพูด หรือจับผิดทุกคำพูด จึงไม่ใช่ทางตรงต่อมรรคแปด การปฏิบัติทางสายกลางคือ การไม่ถึงกับปฏิเสธวจีกรรมไปหมดเสียทุกอย่าง และไม่ใช่การปล่อยให้มีวจีกรรมอย่างไร้ขอบเขต มีแต่พอเหมาะพอดีตรงที่มีวจีกรรมได้บ้าง ถ้าตรงทางความหลุดพ้นก็นับเป็นพระอริยบุคคลได้เช่นกัน อนึ่ง ไม่มีใครห้ามวจีกรรมหรือไม่ให้มีวจีกรรมตลอดได้ การสอนสมาธิให้หยุดวจีกรรม, ปฏิเสธทุกวจีกรรม จึงเป็นการไม่แจ้งด้วยปัญญา ไม่แจ้งในมรรคแปดข้อ “สัมมาวาจา” ซึ่งธรรมข้อนี้ พึงจะมีได้ เกิดได้ในพระอริยบุคคลตามปกติ

๔) สัมมากัมมันตะ

คือ มีกายกรรมตรงต่อนิพพานคือ ความหลุดพ้น ในขณะที่มนุษย์ทั่วไปที่ไม่ใช่อริยบุคคลย่อมมีกายกรรมได้แตกต่างกัน ตรงความหลุดพ้นบ้าง ไม่ตรงความหลุดพ้นบ้าง เกิดและดับสลับไปตามธรรมชาติ แต่สำหรับพระอริยบุคคลแล้ว ย่อมมีกายกรรมที่ตรงต่อนิพพานนี้เนืองๆ ในพระอรหันต์ย่อมมีกายกรรมที่ตรงนิพพานเต็มรอบ, เต็มส่วนครบบริบูรณ์ โดยมิได้กำหนด หรือสร้างให้เกิดขึ้น แต่เป็นเช่นนั้นเอง เป็นธรรมะ เป็นโดยอัตโนมัติ โดยธรรมชาติ ในขณะที่พระอนาคามีย่อมมีกายกรรมที่ตรงต่อนิพพานเต็มรอบ, เต็มส่วนครบบริบูรณ์ โดยการกำหนด หรือสร้างให้เกิดขึ้น เพราะผลจากการฝึกจิตด้วยมรรควิธีที่ถูกต้อง ซึ่งยังผลให้กายกรรมของพระอนาคามีเกิดขึ้น, ตั้งอยู่ และดับไปตามเหตุปัจจัยคือการฝึกจิตหรือมรรควิธีทางจิต ส่วนพระสกิทาคามีย่อมมีกายกรรมที่ตรงนิพพานเกือบเต็มรอบ, เกือบเต็มส่วนครบบริบูรณ์ คือ มีบ้างที่ตรงและไม่ตรง เพราะการกระทบกระทั่งกันขัดแย้งกันเอง ยื้ออยู่เอาชนะกิเลสอยู่ในใจของตน ไม่ว่าจะโดยมิได้กำหนดหรือกำหนด สร้างให้เกิดขึ้น (เช่น เจริญกรรมฐาน) หรือมิได้สร้างให้เกิดขึ้นก็ตาม เพราะยังไม่ได้เป็นไปเช่นนั้นเองโดยธรรมชาติ แลยังมิได้ชำนาญในมรรควิธีในการฝึกจิตนั้นๆ ส่วนพระโสดาบันย่อมมีกายกรรมตรงต่อนิพพานแน่วแน่ไม่เป็นอื่นมีจุดหมายปลาย ทางแห่งชีวิตและสังสารวัฏคือนิพพานไม่ไปอื่น แม้ไม่ได้มีสัมมากัมมันตะอยู่ตลอดในทุกอิริยาบถหรือทุกการกระทำ ไม่ได้เป็นผู้มีสัมมากัมมันตะเนืองๆ ดังเช่นพระสกิทาคามีขึ้นไป แต่ก็นับว่าได้มีสัมมากัมมันตะที่แน่วแน่แรงกล้า ตรงทาง ตั้งแต่บรรลุโสดาบันแล้ว อนึ่ง สัมมากัมมันตะนี้ ในพระอริยบุคคลที่บรรลุธรรมบางท่านจะกระทำทันทีเลยก็มี เช่น บวชเข้าในพระพุทธศาสนาทันทีที่บรรลุธรรม แต่บ้างก็ยังไม่ทำอะไร จนเมื่อมีเหตุการณ์เกิดขึ้นเฉพาะหน้า พระอริยบุคคลนั้น ก็ได้มีกายกรรมออกมาในแบบที่ตรงต่อความหลุดพ้น เช่น เมื่อเห็นไก่จิกตะขาบกิน ก็ไม่ช่วย ไม่ยินร้ายว่าไม่ดี ไม่ยินดีว่านี่เป็นสิ่งที่ดี ไม่ทั้งสองส่วนกายกรรมนี้ จึงไม่เกิดทั้งกุศลและอกุศล ไม่เกิดบุญกรรมก่อชาติสืบภพต่อไป      

กายกรรมที่ตรงต่อนิพพาน คือ ความหลุดพ้นนั้นเป็นไฉน ก็คือ กายกรรมใดๆ ที่บุคคลพึงมีพึงเกิดขึ้นได้แต่เป็นไปสู่ความหลุดพ้นจากกิเลส, จากพันธนาการ, จากการผูกมัด, จากการจองจำ, จากการยึดถือ, จากการอยากและไม่อยาก, จากการยึดติด คือ กายกรรมที่เป็นไปเพื่อการหมดสิ้นกรรม โดยการยอมรับวิบากกรรมทั้งดีและชั่ว เสวยวิบากกรรมทั้งดีและชั่วนั้นจนกว่าจะหมดไป ไม่หนี ไม่ปฏิเสธ ไม่ยินดียินร้าย ไม่ส่งเสริม ไม่ต่อต้าน ไม่ก่อกรรมใหม่ และประกอบกรรมแต่เฉพาะอันจะเป็นไปเพื่อการหมดกิจ จบพรหมจรรย์ ได้มากน้อยตามแต่กำลังอินทรีย์ของอริยบุคคลขั้นนั้นๆ ได้สมบูรณ์เต็มส่วนคืออรหันต์ น้อยกว่านั้นก็รองลงไป เช่น เมื่อเจ้านายสั่งให้ขายสินค้ามากๆ แม้ทราบว่าเป็นไปด้วยความโลภของเจ้านาย แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธ ไม่ได้หลงทำตามเจ้านาย เห็นแจ้งว่าเขาโลภ แต่เราก็มีหน้าที่ทำให้จบกิจไปเท่านั้นเอง เช่นนี้ จัดเป็นสัมมากัมมันตะ คือ ทำเพราะรู้ว่าเป็นกิจของเรา ทำเพื่อให้กิจจบไป ไม่ใช่ปฏิเสธเจ้านายไปหมด และไม่ใช่หลงเจ้านายทำตามอย่างไม่มีสติ อนึ่ง คนเราย่อมมีกายกรรมและแตกต่างกันได้ ไม่ใช่ว่าจะไม่ให้มีกายกรรมเลย หรือต้องมานั่งห้ามกายกรรม ปฏิเสธการทำกิจทุกอย่างเลย ก็หาไม่ คือถ้าไม่ได้มีกายกรรมจนเกินความพอดี ทางสายกลาง ก็ไม่เป็นไร ถ้ากายกรรมนั้นเป็นสัมมากัมมันตะก็ไม่เป็นอะไร เพราะแม้แต่พระอรหันต์ก็มีสัมมากัมมันตะได้ การสอนว่าห้ามมีกายกรรม, หยุดทุกกายกรรม ปฏิเสธการกระทำทุกอย่าง ทุกกิจ หรือจับผิดทุกกายกรรม จึงไม่ใช่ทางตรงต่อมรรคแปด การปฏิบัติทางสายกลางคือ การไม่ถึงกับปฏิเสธกายกรรมไปหมดเสียทุกอย่าง และไม่ใช่การปล่อยให้มีกายกรรมอย่างไร้ขอบเขต มีแต่พอเหมาะพอดีตรงที่มีกายกรรมได้บ้าง ถ้าตรงทางความหลุดพ้นก็นับเป็นพระอริยบุคคลได้เช่นกัน อนึ่ง ไม่มีใครห้ามกายกรรมหรือไม่ให้มีกายกรรมตลอดได้ การสอนให้หยุดกายกรรม, ปฏิเสธทุกกายกรรม จึงเป็นการไม่แจ้งด้วยปัญญา ไม่แจ้งในมรรคแปดข้อ “สัมมากัมมันตะ” ซึ่งธรรมข้อนี้พึงจะมีได้ เกิดได้ในพระอริยบุคคลตามปกติ ผู้ไม่แจ้งในข้อนี้ ยังเป็นเสขบุคคล

๕) สัมมาอาชีวะ

คือ มีหน้าที่การงานตรงต่อนิพพาน คือ ความหลุดพ้น ในขณะที่มนุษย์ทั่วไปที่ไม่ใช่อริยบุคคลย่อมมีหน้าที่การงานได้แตกต่างกัน ตรงความหลุดพ้นบ้าง ไม่ตรงความหลุดพ้นบ้าง เกิดและดับสลับไปตามธรรมชาติ แต่สำหรับพระอริยบุคคลแล้ว ย่อมมีหน้าที่การงานที่ตรงต่อนิพพานนี้เนืองๆ ในพระอรหันต์ย่อมมีหน้าที่การงานที่ตรงนิพพานเต็มรอบ, เต็มส่วนครบบริบูรณ์ โดยมิได้กำหนด หรือสร้างให้เกิดขึ้น แต่เป็นเช่นนั้นเอง เป็นธรรมะ เป็นโดยอัตโนมัติ โดยธรรมชาติ ในขณะที่พระอนาคามีย่อมมีหน้าที่การงานที่ตรงต่อนิพพานเต็มรอบ, เต็มส่วนครบบริบูรณ์ โดยการกำหนด หรือสร้างให้เกิดขึ้น เพราะผลจากการฝึกจิตด้วยมรรควิธีที่ถูกต้อง ซึ่งยังผลให้หน้าที่การงานของพระอนาคามีเกิดขึ้น, ตั้งอยู่ และดับไปตามเหตุปัจจัยคือการฝึกจิตหรือมรรควิธีทางจิต ส่วนพระสกิทาคามีย่อมมีหน้าที่การงานที่ตรงนิพพานเกือบเต็มรอบ, เกือบเต็มส่วนครบบริบูรณ์ คือ มีบ้างที่ตรงและไม่ตรง เพราะการกระทบกระทั่งกันขัดแย้งกันเอง ยื้ออยู่เอาชนะกิเลสอยู่ในใจของตน ไม่ว่าจะโดยมิได้กำหนดหรือกำหนด สร้างให้เกิดขึ้น (เช่น เจริญกรรมฐาน) หรือมิได้สร้างให้เกิดขึ้นก็ตาม เพราะยังไม่ได้เป็นไปเช่นนั้นเองโดยธรรมชาติ แลยังมิได้ชำนาญในมรรควิธีในการฝึกจิตนั้นๆ ส่วนพระโสดาบันย่อมมีหน้าที่การงานตรงต่อนิพพานแน่วแน่ไม่เป็นอื่นมีจุดหมายปลาย ทางแห่งชีวิตและสังสารวัฏคือนิพพานไม่ไปอื่น แม้ไม่ได้มีสัมมาอาชีวะอยู่ตลอดในทุกอิริยาบถหรือทุกการกระทำ ไม่ได้เป็นผู้มีสัมมาอาชีวะเนืองๆ ดังเช่นพระสกิทาคามีขึ้นไป แต่ก็นับว่าได้มีสัมมาอาชีวะที่แน่วแน่แรงกล้าตรงทาง ตั้งแต่บรรลุโสดาบันแล้ว อนึ่ง สัมมาอาชีวะนี้ ในพระอริยบุคคลที่บรรลุธรรมบางท่านจะกระทำทันทีเลยก็มี เช่น เลิกขายเหล้า ขายแต่สินค้าอื่นๆ แม้จะได้กำไรน้อยก็ยอมทน แต่บ้างก็ยังไม่ทำอะไร จนเมื่อมีเหตุการณ์เกิดขึ้นเฉพาะหน้า พระอริยบุคคลนั้นก็ได้มีสัมมาอาชีวะ เช่น เมื่อถูกไล่ออกจากงานที่ต้องรวมหัวกันโกงกิน แต่ต้องไปเป็นคนยากจน มีอาชีพที่ไม่ค่อยมั่นคง ก็ตกลงยอมลาออกโดยพลัน อาศัยจังหวะที่เกิดเรื่องนั้น หลุดพ้นออกไป      

หน้าที่การงานที่ตรงต่อนิพพาน คือ ความหลุดพ้นนั้นเป็นไฉน ก็คือ หน้าที่การงานใดๆ ที่บุคคลพึงมีพึงเกิดขึ้นได้แต่เป็นไปสู่ความหลุดพ้นจากกิเลส, จากพันธนาการ, จากการผูกมัด, จากการจองจำ, จากการยึดถือ, จากการอยากและไม่อยาก, จากการยึดติด คือ หน้าที่การงานที่เป็นไปเพื่อการหมดสิ้นกรรม โดยการยอมรับวิบากกรรมทั้งดีและชั่ว เสวยวิบากกรรมทั้งดีและชั่วนั้นจนกว่าจะหมดไป ไม่หนี ไม่ปฏิเสธ ไม่ยินดียินร้าย ไม่ส่งเสริม ไม่ต่อต้าน ไม่ก่อกรรมใหม่ และประกอบกรรมแต่เฉพาะอันจะเป็นไปเพื่อการหมดกิจ จบพรหมจรรย์ ได้มากน้อยตามแต่กำลังอินทรีย์ของอริยบุคคลขั้นนั้นๆ ได้สมบูรณ์เต็มส่วนคืออรหันต์ น้อยกว่านั้นก็รองลงไป เช่น เมื่อครอบครัวมีอาชีพชะแหละไก่ขาย ซึ่งต้องก่อกรรมฆ่าสัตว์ ก็ไม่ได้รีบร้อนต้องออกไป แต่ทราบแจ้งชัดแล้วว่าเป็นกรรม ก็ทำไปเพื่อให้จบกิจ หมดหน้าที่ พอวันหนึ่ง ไก่มีโรคระบาดตายหมด ก็เห็นเป็นโอกาสได้พูดกับครอบครัวว่าเปลี่ยนไปเพาะกล้วยไม้ดีกว่า เช่นนี้ จัดเป็นสัมมาอาชีวะคือ ทำเพราะรู้ว่าเป็นหน้าที่การงานของเราทำเพื่อให้กิจจบไปไม่ใช่ปฏิเสธทุกหน้าที่การงานไปหมด และไม่ใช่หลงหน้าที่การงานอย่างไม่มีสติ อนึ่ง คนเราย่อมมีหน้าที่การงานและแตกต่างกันได้ ไม่ใช่ว่าจะไม่ให้มีหน้าที่การงานเลย หรือต้องมานั่งห้ามหน้าที่การงาน ปฏิเสธหน้าที่การงานทุกอย่างเลย ก็หาไม่ คือถ้าไม่ได้มีหน้าที่การงานที่เกินความพอดี ทางสายกลางก็ไม่เป็นไร ถ้าหน้าที่การงานนั้นเป็นสัมมาอาชีวะก็ไม่เป็นอะไรเพราะแม้แต่พระอรหันต์ก็มีสัมมาอาชีวะได้ คือ การบิณฑบาตเลี้ยงชีพนั่นเอง การสอนว่าห้ามมีหน้าที่การงาน, หยุดทุกหน้าที่การงานปฏิเสธทุกหน้าที่การงานหรือจับผิดทุกหน้าที่การงาน จึงไม่ใช่ทางตรงต่อมรรคแปด การปฏิบัติทางสายกลางคือ การไม่ถึงกับปฏิเสธหน้าที่การงานไปหมดเสียทุกอย่าง และไม่ใช่การปล่อยให้มีหน้าที่การงานอย่างไร้ขอบเขต มีแต่พอเหมาะพอดีตรงที่มีหน้าที่การงานได้บ้าง ถ้าตรงความหลุดพ้นก็เป็นพระอริยบุคคลได้เช่นกัน อนึ่ง ไม่มีใครห้ามหน้าที่การงานหรือไม่ให้มีหน้าที่การงานตลอดได้ การสอนให้หยุดหน้าที่การงาน, ปฏิเสธทุกหน้าที่การงาน จึงเป็นการไม่แจ้งด้วยปัญญา ไม่แจ้งในมรรคแปดข้อ “สัมมาอาชีวะ” ซึ่งธรรมข้อนี้พึงจะมีได้ เกิดได้ในพระอริยบุคคลตามปกติ

๖) สัมมาวายามะ

คือ มีความพยายามต่อนิพพาน คือ ความหลุดพ้น ในขณะที่มนุษย์ทั่วไปที่ไม่ใช่อริยบุคคลย่อมมีความพยายามได้แตกต่างกัน ตรงความหลุดพ้นบ้าง ไม่ตรงความหลุดพ้นบ้าง เกิดและดับสลับไปตามธรรมชาติ แต่สำหรับพระอริยบุคคลแล้ว ย่อมมีความพยายามที่ตรงต่อนิพพานนี้เนืองๆ ในพระอรหันต์ย่อมมีความพยายามที่ตรงนิพพานเต็มรอบ, เต็มส่วนครบบริบูรณ์ โดยมิได้กำหนด หรือสร้างให้เกิดขึ้น แต่เป็นเช่นนั้นเอง เป็นธรรมะ เป็นโดยอัตโนมัติ โดยธรรมชาติ ในขณะที่พระอนาคามีย่อมมีความพยายามที่ตรงต่อนิพพานเต็มรอบ, เต็มส่วนครบบริบูรณ์ โดยการกำหนด หรือสร้างให้เกิดขึ้น เพราะผลจากการฝึกจิตด้วยมรรควิธีที่ถูกต้อง ซึ่งยังผลให้หน้าที่การงานของพระอนาคามีเกิดขึ้น, ตั้งอยู่ และดับไปตามเหตุปัจจัยคือการฝึกจิตหรือมรรควิธีทางจิต ส่วนพระสกิทาคามีย่อมมีความพยายามที่ตรงนิพพานเกือบเต็มรอบ, เกือบเต็มส่วนครบบริบูรณ์ คือ มีบ้างที่ตรงและไม่ตรง เพราะการกระทบกระทั่งกันขัดแย้งกันเอง ยื้ออยู่เอาชนะกิเลสอยู่ในใจของตน ไม่ว่าจะโดยมิได้กำหนดหรือกำหนด สร้างให้เกิดขึ้น (เช่น เจริญกรรมฐาน) หรือมิได้สร้างให้เกิดขึ้นก็ตาม เพราะยังไม่ได้เป็นไปเช่นนั้นเองโดยธรรมชาติ แลยังมิได้ชำนาญในมรรควิธีในการฝึกจิตนั้นๆ ส่วนพระโสดาบันย่อมมีความพยายามตรงต่อนิพพานแน่วแน่ไม่เป็นอื่นมีจุดหมายปลาย ทางแห่งชีวิตและสังสารวัฏคือนิพพานไม่ไปอื่น แม้ไม่ได้มีความพยายามอยู่ตลอดในทุกอิริยาบถหรือทุกการกระทำ คือไม่ได้มีสัมมาวายามะเนืองๆ ดังเช่นพระสกิทาคามีขึ้นไปแต่ก็นับว่าได้มีสัมมาวายามะที่แน่วแน่แรงกล้าตรงทาง ตั้งแต่บรรลุโสดาบันแล้ว อนึ่ง สัมมาวายามะนี้ ในพระอริยบุคคลที่บรรลุธรรมบางท่านจะกระทำทันทีเลยก็มี เช่น เปลี่ยนเป็นคนเข้าวัดทุกวัน แต่บ้างก็ยังไม่ทำอะไร จนเมื่อมีเหตุการณ์เกิดขึ้นเฉพาะหน้า พระอริยบุคคลนั้นก็ได้มีสัมมาวายามะเช่น เมื่อป่วยและไม่มีทางรักษา ต้องตายในอีกไม่กี่เดือน ก็เกิดความเพียรปฏิบัติจิตต่อเนื่อง สม่ำเสมอ แต่ไม่เร่ง ไม่ฝืน

ความพยายามที่ตรงต่อนิพพาน คือ ความหลุดพ้นนั้นเป็นไฉน ก็คือ ความพยายามใดๆ ที่บุคคลพึงมีพึงเกิดขึ้นได้แต่เป็นไปสู่ความหลุดพ้นจากกิเลส, จากพันธนาการ, จากการผูกมัด, จากการจองจำ, จากการยึดถือ, จากการอยากและไม่อยาก, จากการยึดติด คือ ความพยายามที่เป็นไปเพื่อการหมดสิ้นกรรม โดยการยอมรับวิบากกรรมทั้งดีและชั่ว เสวยวิบากกรรมทั้งดีและชั่วนั้นจนกว่าจะหมดไป ไม่หนี ไม่ปฏิเสธ ไม่ยินดียินร้าย ไม่ส่งเสริม ไม่ต่อต้าน ไม่ก่อกรรมใหม่ และประกอบกรรมแต่เฉพาะอันจะเป็นไปเพื่อการหมดกิจ จบพรหมจรรย์ ได้มากน้อยตามแต่กำลังอินทรีย์ของอริยบุคคลขั้นนั้นๆ ถ้าได้สมบูรณ์เต็มส่วนคืออรหันต์ น้อยกว่านั้นก็รองลงไป เช่น เมื่อไม่มีเวลาฝึกสมาธิเลย แต่ก็ยังเพียรพยายามทำขณะทำงานอยู่ด้วยการกำหนดลมหายใจ เช่นนี้จัดเป็นสัมมาวายามะคือ ทำเพราะรู้ว่าตนไม่มีเวลาไปนั่งสมาธิ มีแต่เวลาทำงานเต็มไปหมด แต่ก็ยังมีการฝึกจิตต่อเนื่องในขณะทำงานนั้นเอง อนึ่ง คนเราย่อมมีความพยายามและแตกต่างกันได้ ไม่ใช่ว่าจะไม่ให้มีความพยายามเลย หรือต้องมานั่งห้ามความพยายาม ปฏิเสธความพยายามทุกอย่างเลย ก็หาไม่ คือถ้าไม่ได้มีความพยายามที่เกินความพอดี ทางสายกลางก็ไม่เป็นไร ถ้าความพยายามนั้นเป็นสัมมาวายามะก็ไม่เป็นอะไรเพราะแม้แต่พระอรหันต์ก็มีสัมมาวายามะได้ คือ การอยู่ในธรรมวินัยสม่ำเสมอ ไม่เร่ง ไม่หักโหม ไม่ย่อหย่อน นั่นเอง แม้ว่าพระอรหันต์จะเป็นอเสขบุคคลแล้ว คือ ผู้ไม่ต้องฝึกอะไรอีกแล้วก็ตาม แต่แม้ไม่ฝึก ท่านก็มีสัมมาวายามะที่เกิดเอง เป็นเช่นนั้นเอง ตามธรรมชาติ ไม่ได้มีเพราะฝึก การห้ามความพยายาม, หยุดทุกความพยายาม, ปฏิเสธทุกความพยายาม หรือจับผิดทุกความพยายาม จึงไม่ใช่ทางตรงต่อมรรคแปด การปฏิบัติทางสายกลางคือ การไม่ถึงกับปฏิเสธความพยายามไปหมดเสียทุกอย่าง และไม่ใช่การมีความพยายามอย่างไร้ขอบเขต ที่เรียกว่า “ความเพียรจม” คือ เพียรในสิ่งที่ไม่เกิดมรรคเกิดผล แต่ก็จะพอเหมาะพอดีตรงที่มีความพยายามได้บ้าง ถ้าตรงความหลุดพ้นก็เป็นพระอริยบุคคลได้เช่นกัน อนึ่ง ไม่มีใครห้ามความพยายามหรือไม่ให้มีความพยายามตลอดได้ การสอนให้หยุดความพยายาม, ปฏิเสธทุกความพยายาม จึงเป็นการไม่แจ้งด้วยปัญญา ไม่แจ้งในมรรคแปดข้อ “สัมมาวายามะ” ซึ่งธรรมข้อนี้พึงจะมีได้ เกิดได้ในพระอริยบุคคลตามปกติ อนึ่ง ความพยายามนี้ ไม่ใช่การเร่ง, การหักโหม, การทุ่มเท ฯลฯ แต่เป็นความสม่ำเสมอ ไม่ย่อหย่อน ไม่ขาดสาย ไม่ขาดหาย ต่อเนื่อง เป็นธรรมชาติดังน้ำที่ไหลเรื่อยๆ ฉะนั้น

๗) สัมมาสติ

คือ มีความระลึกรู้ตรงต่อนิพพาน คือ ความหลุดพ้น ในขณะที่มนุษย์ทั่วไปที่ไม่ใช่อริยบุคคลย่อมมีความระลึกรู้ได้แตกต่างกัน ตรงความหลุดพ้นบ้าง ไม่ตรงความหลุดพ้นบ้าง เกิดและดับสลับไปตามธรรมชาติ แต่สำหรับพระอริยบุคคลแล้ว ย่อมมีความระลึกรู้ที่ตรงต่อนิพพานนี้เนืองๆ ในพระอรหันต์ย่อมมีความระลึกรู้ที่ตรงนิพพานเต็มรอบ, เต็มส่วนครบบริบูรณ์ โดยมิได้กำหนด หรือสร้างให้เกิดขึ้น แต่เป็นเช่นนั้นเอง เป็นธรรมะ เป็นโดยอัตโนมัติ โดยธรรมชาติ ในขณะที่พระอนาคามีย่อมมีความระลึกรู้ที่ตรงต่อนิพพานเต็มรอบ, เต็มส่วนครบบริบูรณ์ โดยการกำหนด หรือสร้างให้เกิดขึ้น เพราะผลจากการฝึกจิตด้วยมรรควิธีที่ถูกต้อง ซึ่งยังผลให้หน้าที่การงานของพระอนาคามีเกิดขึ้น, ตั้งอยู่ และดับไปตามเหตุปัจจัยคือการฝึกจิตหรือมรรควิธีทางจิต ส่วนพระสกิทาคามีย่อมมีความระลึกรู้ที่ตรงนิพพานเกือบเต็มรอบ, เกือบเต็มส่วนครบบริบูรณ์ คือ มีบ้างที่อาจตรง และไม่ตรง เพราะการกระทบกระทั่งกันขัดแย้งกันเอง ยื้ออยู่เอาชนะกิเลสอยู่ในใจของตน ไม่ว่าจะโดยมิได้กำหนดหรือกำหนด สร้างให้เกิดขึ้น (เช่น เจริญกรรมฐาน) หรือมิได้สร้างให้เกิดขึ้นก็ตาม เพราะยังไม่ได้เป็นไปเช่นนั้นเองโดยธรรมชาติ แลยังมิได้ชำนาญในมรรควิธีในการฝึกจิตนั้นๆ ส่วนพระโสดาบันย่อมมีความระลึกรู้ตรงต่อนิพพานแน่วแน่ไม่เป็นอื่นมีจุดหมายปลาย ทางแห่งชีวิตและสังสารวัฏคือนิพพานไม่ไปอื่น แม้ไม่ได้มีความระลึกรู้อยู่ตลอดในทุกอิริยาบถหรือทุกการกระทำ คือ ไม่ได้มีสัมมาสติอยู่เนืองๆ ดังเช่นพระสกิทาคามีขึ้นไปแต่ก็นับว่าได้มีสัมมาสติที่แน่วแน่แรงกล้าตรงทาง ตั้งแต่บรรลุโสดาบันแล้ว อนึ่ง สัมมาสติ นี้ ในพระอริยบุคคลที่บรรลุธรรมบางท่านจะกระทำทันทีเลยก็มี เช่น ระลึกรู้ถึงความไม่เที่ยงของกรรมฐานที่ตนกำหนดอยู่นั้นๆ แต่บ้างก็ยังไม่ทำอะไร จนเมื่อมีเหตุการณ์เกิดขึ้นเฉพาะหน้า พระอริยบุคคลนั้นก็ได้มีสัมมาสติ เช่น เมื่อกำหนดสติไปเรื่อยๆ แล้วเข้าสู่ความดับสูญไม่มีอะไรให้กำหนด ก็มีสติระลึกรู้สภาวะโดยพลัน ว่าเป็นเช่นนั้นเอง สิ่งที่กำหนดเป็นสตินี้ ก็หายึดมั่นถือมั่นไม่ได้ สติเช่นนี้ย่อมเต็มรอบสมบูรณ์

ความระลึกรู้ที่ตรงต่อนิพพาน คือ ความหลุดพ้นนั้นเป็นไฉน ก็คือ ความระลึกรู้ใดๆ ที่บุคคลพึงมีพึงเกิดขึ้นได้แต่เป็นไปสู่ความหลุดพ้นจากกิเลส, จากพันธนาการ, จากการผูกมัด, จากการจองจำ, จากการยึดถือ, จากการอยากและไม่อยาก, จากการยึดติด คือ ความระลึกรู้ที่เป็นไปเพื่อการหมดสิ้นกรรม โดยการยอมรับวิบากกรรมทั้งดีและชั่ว เสวยวิบากกรรมทั้งดีและชั่วนั้นจนกว่าจะหมดไป ไม่หนี ไม่ปฏิเสธ ไม่ยินดียินร้าย ไม่ส่งเสริม ไม่ต่อต้าน ไม่ก่อกรรมใหม่ และประกอบกรรมแต่เฉพาะอันจะเป็นไปเพื่อการหมดกิจ จบพรหมจรรย์ ได้มากน้อยตามแต่กำลังอินทรีย์ของอริยบุคคลขั้นนั้นๆ ถ้าได้สมบูรณ์เต็มส่วนคืออรหันต์ น้อยกว่านั้นก็รองลงไป เช่น เมื่อเห็นเมืองใหญ่โตสวยงาม ก็ระลึกรู้ว่าไม่เที่ยงแม้เมืองจะยิ่งใหญ่ก็ไม่เที่ยง เช่นนี้จัดเป็นสัมมาสติคือ ทำเพราะรู้ความไม่เที่ยงอันตรงต่อนิพพานในสิ่งที่ตนเห็นว่ายิ่งใหญ่ อนึ่ง คนเราย่อมมีความระลึกรู้และแตกต่างกันได้ ไม่ใช่ว่าจะไม่ให้มีความระลึกรู้เลย หรือต้องมานั่งห้ามความระลึกรู้ ปฏิเสธความระลึกรู้ทุกอย่างเลย หรือต้องให้มีความระลึกรู้อยู่ตลอดเวลา ก็หาไม่ คือถ้าไม่ได้มีความระลึกรู้ที่เกินความพอดี ทางสายกลางก็ไม่เป็นไร ถ้าความระลึกรู้นั้นเป็นสัมมาสติก็ไม่เป็นอะไรเพราะแม้แต่พระอรหันต์ก็มีสัมมาสติได้ คือ การระลึกรู้ถึงความไม่เที่ยงของทุกๆ สิ่งแม้ความเป็นอรหันต์ของตนหรือจิตของตน นั่นเอง แม้ว่าพระอรหันต์จะเป็นอเสขบุคคลแล้ว คือ ผู้ไม่ต้องฝึกอะไรอีกแล้วก็ตาม แต่แม้ไม่ฝึก กลับมีสัมมาสติที่เกิดเอง เป็นเช่นนั้นเอง ตามธรรมชาติ ไม่ได้มีเพราะฝึก การห้ามความระลึกรู้, หยุดทุกความระลึกรู้, ปฏิเสธทุกความระลึกรู้ จับผิดทุกความระลึกรู้ กำหนดความระลึกรู้ หรือแม้แต่ทำให้มีความระลึกรู้ อยู่ตลอดเวลา จึงไม่ใช่ทางตรงต่อมรรคแปด การปฏิบัติทางสายกลางคือ การไม่ถึงกับปฏิเสธความระลึกรู้ไปหมดเสียทุกอย่าง และไม่ใช่การมีความระลึกรู้อยู่ตลอดเวลา แต่จะพอเหมาะพอดีตรงที่มีความระลึกรู้ได้บ้าง ถ้าตรงความหลุดพ้นก็เป็นพระอริยบุคคลได้เช่นกัน อนึ่ง ไม่มีใครห้ามความระลึกรู้หรือกำหนดให้มีความระลึกรู้ตลอดได้ การสอนให้หยุดความระลึกรู้, ปฏิเสธทุกความระลึกรู้, ปฏิเสธว่าไม่ควรรู้, ตัดตัวรู้ไปหมด, ละความรู้ไปหมด, หรือแม้แต่พยายามให้มีความระลึกรู้อยู่ตลอด หรือมีความรู้อยู่ตลอด จึงเป็นการไม่แจ้งด้วยปัญญา ไม่แจ้งในมรรคแปดข้อ “สัมมาสติ” ซึ่งธรรมข้อนี้พึงจะมีได้ เกิดได้ในพระอริยบุคคลตามปกติ อนึ่ง “สัมมาสติ” นี้คือ การระลึกรู้ที่ตรงต่อนิพพาน คือ ระลึกรู้ในอนิจจัง, ทุกขังหรืออนัตตา ข้อใดข้อหนึ่งหรือสามข้อ ใน “พระอเสขบุคคล” หรือในพระอรหันต์ผู้ไม่ต้องฝึกจิตแล้ว หาใช่ว่าจะไม่มีการระลึกรู้ หรือปฏิเสธการรู้ การระลึกได้ไปเสียทั้งหมด แต่ท่านจะมีการระลึก การรู้เอง เป็นเช่นนั้นเอง โดยปกติ โดยธรรมชาติ   

๘) สัมมาสมาธิ

คือ มีความเป็นหนึ่งเดียวของจิตตรงต่อนิพพาน คือ ความหลุดพ้น ในขณะที่มนุษย์ทั่วไปที่ไม่ใช่อริยบุคคลย่อมมีความเป็นหนึ่งเดียวของจิตได้แตกต่างกัน ตรงความหลุดพ้นบ้าง ไม่ตรงความหลุดพ้นบ้าง เกิดและดับสลับไปตามธรรมชาติ แต่สำหรับพระอริยบุคคลแล้ว ย่อมมีความพยายามที่ตรงต่อนิพพานนี้เนืองๆ ในพระอรหันต์ย่อมมีความเป็นหนึ่งเดียวของจิตที่ตรงนิพพานเต็มรอบ, เต็มส่วนครบบริบูรณ์ โดยมิได้กำหนด หรือสร้างให้เกิดขึ้น แต่เป็นเช่นนั้นเอง เป็นธรรมะ เป็นโดยอัตโนมัติ โดยธรรมชาติ ในขณะที่พระอนาคามีย่อมมีความเป็นหนึ่งเดียวของจิตที่ตรงต่อนิพพานเต็มรอบ, เต็มส่วนครบบริบูรณ์ โดยการกำหนด หรือสร้างให้เกิดขึ้น เพราะผลจากการฝึกจิตด้วยมรรควิธีที่ถูกต้อง ซึ่งยังผลให้หน้าที่การงานของพระอนาคามีเกิดขึ้น, ตั้งอยู่ และดับไปตามเหตุปัจจัยคือการฝึกจิตหรือมรรควิธีทางจิต ส่วนพระสกิทาคามีย่อมมีความเป็นหนึ่งเดียวของจิตที่ตรงนิพพานเกือบเต็มรอบ เกือบเต็มส่วนครบบริบูรณ์คือมีบ้างที่ตรงและไม่ตรงเพราะกระทบกระทั่งกันขัดแย้งกันเอง ยื้ออยู่เอาชนะกิเลสอยู่ในใจของตน ไม่ว่าจะโดยมิได้กำหนดหรือกำหนด สร้างให้เกิดขึ้น (เช่น เจริญกรรมฐาน) หรือมิได้สร้างให้เกิดขึ้นก็ตาม เพราะยังไม่ได้เป็นไปเช่นนั้นเองโดยธรรมชาติ แลยังมิได้ชำนาญในมรรควิธีในการฝึกจิตนั้นๆ ส่วนพระโสดาบันย่อมมีความเป็นหนึ่งเดียวของจิตตรงต่อนิพพานแน่วแน่ไม่เป็นอื่นมีจุดหมายปลาย ทางแห่งชีวิตและสังสารวัฏคือนิพพานไม่ไปอื่น แม้ไม่ได้มีความเป็นหนึ่งเดียวของจิตอยู่ตลอดในทุกอิริยาบถหรือทุกการกระทำ คือไม่ได้มีสัมมาสมาธิเนืองๆ ดังเช่นพระสกิทาคามีขึ้นไปแต่ก็นับว่าได้มีสัมมาสมาธิที่แน่วแน่ฉับพลันชั่วคราว ตั้งแต่บรรลุโสดาบันแล้ว อนึ่ง สัมมาสมาธินี้ ในพระอริยบุคคลที่บรรลุธรรมบางท่านจะกระทำทันทีเลยก็มี เช่น นั่งสมาธิแบบไม่กำหนดอะไร แต่บ้างก็ยังทำไม่ได้ จนเมื่อมีเหตุการณ์เกิดขึ้นเฉพาะหน้า พระอริยบุคคลนั้นก็ได้มีสัมมาสมาธิ เช่น เมื่อฝึกสมาธิแบบกำหนดไปแล้วเกิดความดับสูญของสิ่งที่กำหนดนั้น ก็ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ จึงพบว่าการทำสมาธินั้น ไม่จำเป็นต้องกำหนด สมาธิมีเกิดขึ้นได้เอง และดับลงได้เอง ด้วยเหตุฉะนี้

ความเป็นหนึ่งเดียวของจิตที่ตรงต่อนิพพาน คือ ความหลุดพ้นนั้นเป็นไฉน ก็คือ ความเป็นหนึ่งเดียวของจิตใดๆ ที่บุคคลพึงมีพึงเกิดขึ้นได้แต่เป็นไปสู่ความหลุดพ้นจากกิเลส, จากพันธนาการ, จากการผูกมัด, จากการจองจำ, จากการยึดถือ, จากการอยากและไม่อยาก, จากการยึดติด คือ ความเป็นหนึ่งเดียวของจิตที่เป็นไปเพื่อการหมดสิ้นกรรม โดยการยอมรับวิบากกรรมทั้งดีและชั่ว เสวยวิบากกรรมทั้งดีและชั่วนั้นจนกว่าจะหมดไป ไม่หนี ไม่ปฏิเสธ ไม่ยินดียินร้าย ไม่ส่งเสริม ไม่ต่อต้าน ไม่ก่อกรรมใหม่ และประกอบกรรมแต่เฉพาะอันจะเป็นไปเพื่อการหมดกิจ จบพรหมจรรย์ ได้มากน้อยตามแต่กำลังอินทรีย์ของอริยบุคคลขั้นนั้นๆ ถ้าได้สมบูรณ์เต็มส่วนคืออรหันต์ น้อยกว่านั้นก็รองลงไป เช่น เดิมเคยกำหนดคำบริกรรมจึงมีสมาธิได้ แต่พอเผลอลืมกำหนดคำบริกรรมก็พบว่าสมาธิก็เกิดขึ้นเองได้ เช่นนี้จัดเป็นสัมมาสมาธิ คือ สมาธิที่เกิดเองโดยไม่มีการกำหนด จิตรวมเป็นหนึ่งเดียวได้โดยไม่ต้องมีมโนกรรม อนึ่ง คนเราย่อมมีความเป็นหนึ่งเดียวของจิตที่แตกต่างกันได้ ไม่ใช่ว่าจะไม่ให้มีความเป็นหนึ่งเดียวของจิตเลย หรือต้องมานั่งห้ามฝึกสมาธิฝึกกรรมฐานกัน หรือปฏิเสธสมาธิฝึกกรรมฐานไปเสียทุกอย่างเลย หรือต้องให้มีความเป็นหนึ่งเดียวของจิตอยู่ตลอดเวลาเลย ก็หาไม่ คือถ้าไม่ได้มีความเป็นหนึ่งเดียวของจิตที่เกินความพอดี ทางสายกลางก็ไม่เป็นไร ถ้าความเป็นหนึ่งเดียวของจิตนั้นเป็นสัมมาสมาธิก็ไม่เป็นอะไรเพราะแม้แต่พระอรหันต์ก็มีสัมมาสมาธิได้ คือ การมีสมาธิเองโดยไม่ได้ทำ ไม่ได้ฝึก แม้ว่าพระอรหันต์จะเป็นอเสขบุคคลแล้ว คือ ผู้ไม่ต้องฝึกอะไรอีกแล้วก็ตาม แต่แม้ไม่ฝึก ท่านก็มีสัมมาสมาธิที่เกิดเองได้ เป็นเช่นนั้นเอง ตามธรรมชาติ ไม่ได้มีเพราะฝึก การห้ามความเป็นหนึ่งเดียวของจิต, หยุดทุกความเป็นหนึ่งเดียวของจิต, ปฏิเสธทุกความเป็นหนึ่งเดียวของจิต, จับผิดทุกความเป็นหนึ่งเดียวของจิต หรือกำหนดความเป็นหนึ่งเดียวของจิตให้มีอยู่ตลอด นั้นยังไม่ใช่ทางตรงต่อมรรคแปด การปฏิบัติทางสายกลางคือ การไม่ถึงกับปฏิเสธความเป็นหนึ่งเดียวของจิตไปหมดเสียทุกอย่าง และไม่ใช่การมีความเป็นหนึ่งเดียวของจิตอยู่ตลอด แต่จะพอเหมาะพอดีตรงที่มีความเป็นหนึ่งเดียวของจิตบ้าง ถ้าตรงความหลุดพ้นก็เป็นพระอริยบุคคลได้เช่นกัน อนึ่ง ไม่มีใครห้ามความเป็นหนึ่งเดียวของจิตหรือกำหนดให้มีความเป็นหนึ่งเดียวของจิตตลอดได้ การสอนให้หยุดทำสมาธิ, ปฏิเสธทุกกรรมฐาน จึงเป็นการไม่แจ้งด้วยปัญญา ไม่แจ้งในมรรคแปดข้อ “สัมมาสมาธิ” ซึ่งธรรมข้อนี้พึงจะมีได้ เกิดได้ในพระอริยบุคคลตามปกติ อนึ่ง สัมมาสมาธินี้ ไม่ใช่การกำหนดหรือสร้างให้มีขึ้นแต่อย่างใด แต่การมีสัมมาสมาธินั้นเกิดเองตามธรรมชาติแล้วดับเองตามธรรมชาติ โดยไม่สร้าง ไม่ห้าม แต่อย่างใด

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น