รวมบทความที่เกี่ยวข้องกับการฝึกจิตแบบ “พราหมณ์โยคี”

รวมบทความที่เกี่ยวข้องกับการฝึกจิตแบบ “พราหมณ์โยคี”

อนุตรธรรม การบูชาศิวะลึงค์และพระโยนี

บทความที่จะเขียนต่อไปนี้ ท่านใดต้องการนิพพานด้วยบทความนี้ขอให้หยุดไม่ต้องอ่าน แต่ท่านใดคิดว่ายังไม่นิพพานด้วยบทความนี้แน่ๆ หรือยังมีชาติต่อไป ยังไม่หมดกิจ จะอ่านก็ได้ คิดว่าไม่เสียเปล่า ไม่เสียเวลาท่านโดยเปล่าประโยชน์แน่ อนึ่ง การบูชาในสายศิวะไม่เน้นการ “กราบไหว้บูชา” ท่านเห็นว่าเป็นเพียงเปลือกนอก ใครจะแสดงว่าตนเองศรัทธา แห่มาไหว้ยิ่งใหญ่อลังการ แต่ลับหลังไปปฏิบัติชั่ว คิดชั่ว ทำชั่ว ต่อพระศิวะก็ได้มีมากมาย ท่านไม่สนใจเรื่องเปลือกนอกเหล่านั้นเลย ดังนั้น ท่านจึงให้เน้น “ปฏิบัติบูชา” การปฏิบัติบูชาสำหรับการบูชาพระศิวะลึงค์และพระโยนี ก็คือ การใช้อวัยวะเพศในกิจที่ควรนั่นเอง เช่น ใช้ในการให้กำเนิดบุตร เพราะการให้กำเนิดบุตรเป็นกิจอันศักดิ์สิทธิ์ เป็นกิจของผู้เป็นพ่อและแม่ อันสมควรได้รับการเคารพบูชา ไม่ใช่ใช้เพื่อการหาเงิน เช่น การขายบริการทางเพศ อย่างนี้จึงเรียกว่า “ปฏิบัติบูชา” คือ การเคารพพระศิวะลึงค์และพระโยนี ใช้พระศิวะลึงค์และพระโยนีไปในทางที่สูงค่า ไม่ใช้ไปในทางต่ำค่าเรียกว่า “เคารพพระศิวะลึงค์และพระโยนี” ส่วนประเพณีนั้น ไม่ใช่สาระสำคัญเลย ดังจะได้กล่าวต่อไป

การเอาปลัดขิกไปเพื่อการค้าขายเป็นการบูชาศิวะลึงค์หรือไม่

ไม่ใช่ นั่นเป็น “อวิชชา” เป็น “เดียรฉานวิชชา” เป็น วิชชาอสูร พวกอสูร เอาพระศิวะลึงค์ไปดัดแปลงเพื่อหวังลาภสักการะให้เงินทองมากมายเกิดแก่ตน พระศิวะไม่เคยหวังความร่ำรวย ท่านอยู่อย่างสมถะแต่พวกอสูรกลับเอาพระศิวะลึงค์ไปดัดแปลงให้เป็น “ปลัดขิก” โดยหวังว่า “พลังทางเพศของชายจะดึงเพศหญิงเข้ามา” ทำเป็น “เสน่ห์และเมตตามหานิยม” ซึ่งไม่ใช่แบบที่พระศิวะต้องการเลย จึงเป็น “เดียรฉานวิชชา” ดังนั้น ปลัดขิกไม่ใช่ของศิวะ ไม่ใช่การบำเพ็ญเพื่อพรหมโลก แต่เป็น “ไสยดำ” เป็นของที่ทำขึ้นเพื่อสนองลาภสักการะ ตอบสนองต่อกิเลสตัณหา แต่คนเรา ยังมีกิเลส ยังมีอสูร ยังมีคนชอบอสูรมาเกิด เขาทำอย่างนั้น ก็ช่างเขาไป ไม่ใช่เรื่องของเรา แต่ถ้าเราอยากบูชาพระศิวะลึงค์ให้ถูกต้องจริงๆ ต้องแยกแยะให้ออกก่อนว่า “อะไรที่ไม่ใช่ของจริง” แล้วจึงเข้าหาของจริง เรียนรู้ให้ถูกต้อง ไม่เดินทางไสยดำ เดินแต่ทางขาว ดังจะค่อยๆ เล่าต่อไป

การบูชาศิวะลึงค์และพระโยนีเพื่อประโยชน์อันใด

๑)    เพื่อการได้ครองเพศที่ตนปรารถนา เช่น บางท่านปรารถนา “มหาบุรุษเพศ” คือ การได้เกิดเป็นผู้ชายไปตลอด ไม่อยากเกิดมาเป็นผู้หญิงเลย เช่นนี้ ท่านจะต้องบูชาพระศิวะลึงค์ คือ การใช้อวัยวะเพศชายไปในทางที่เจริญ เพื่อมวลสรรพสัตว์ คือ การทำหน้าที่พ่อที่ดีนั่นเอง เช่นกัน บางท่านเคยเกิดเป็นผู้ชายแล้วต้องไปตายอย่างทรมานในสนามรบบ่อยๆ เข้า ก็เกิดอยากพ้นจากความเป็นชาย มาเป็นหญิงบ้าง เขาก็จะต้องบูชาพระโยนี เพื่อจะได้เกิดเป็นผู้หญิงไปตลอดทุกชาติ

๒)    เพื่อความเจริญรุ่งเรืองในทางเพศของตน เช่น เกิดเป็นผู้ชาย ก็ปรารถนาที่จะเป็นมหาบุรุษบ้าง วีรบุรุษบ้าง ให้สมเป็นชายชาติทหาร การบูชาพระศิวะลึงค์ก็สมควร ด้วยเหตุผลนี้ หรือผู้หญิงบางคนอยากเป็น “ยอดหญิง” อยากเป็น “นางสาวไทย” ก็บูชาพระโยนีได้ เพื่อหวังประโยชน์สูงสุดทางเพศของตน เป็นต้น นอกจากนี้ในหน้าที่การงานที่ต้องใช้พลังทางเพศ เช่น อาชีพนักแสดง ก็สามารถบูชาพระศิวะลึงค์และพระโยนีได้ หรือคนที่อยากเป็นพ่อเป็นแม่ มีบุตรยากก็สามารถบูชาได้

๓)    เพื่อเคารพเพศพ่อ เพศแม่ ให้เกียรติ์กัน ไม่ใช้ความแตกต่างทางเพศมาเหยียดหยามกัน ให้การยอมรับความเป็นชายและหญิง ชายทำหน้าที่สมชาย หญิงทำหน้าที่สมหญิง ฤษีองค์อื่นไม่ใช่พราหมณ์ผู้ทำหน้าที่สืบพันธุ์หรือเพื่อมีครอบครัว ยกเว้นฤษีโยคีที่ปฏิบัติตามองค์ศิวะต้องมี “กาม” เพื่อเรียนรู้และหน้าที่ของตน เกิดความรักความอบอุ่นในครอบครัว ซึ่งปัจจุบันหาได้ยาก และกลายเป็นปัญหาสังคม การหย่าร้าง แตกหัก หรือทำร้ายกันระหว่างสามีภรรยา โดยไม่มีทางแก้    

ปัญหาสังคมอันเนื่องมาจากเรื่องทางเพศ

๑)    ปัญหาเด็กกำพร้า การทำแท้งเถื่อน

๒)    ปัญหาการหย่าร้าง ความเป็นหม้าย

๓)    ปัญหาครอบครัวร้าวฉาน ไม่อบอุ่น

๔)   ปัญหาการประชากร ไม่ยอมมีบุตร

๕)   ปัญหาการไม่ยอมแต่งงาน คนโสด

๖)    ปัญหาการไม่เคารพสิทธิสตรี ไม่เป็นสุภาพสตรี

๗)   ปัญหาการไม่รู้หน้าที่ของผู้ชาย ไม่เป็นสุภาพบุรุษ

๘)   ปัญหาการเป็นแม่ที่ไม่ดี เป็นภรรยาไม่เป็น

๙)    ปัญหาการเป็นพ่อที่ไม่ดี เป็นสามีที่ไม่ดี

ปัญหาเหล่านี้เป็นเพียง “ตัวอย่าง” แท้แล้วมีมากมายกว่านี้มาก และซับซ้อน ทั้งยังมากขึ้นเรื่อยๆ สังคมมีหน่วยครอบครัวเป็นพื้นฐานสำคัญ เราจึงควรเข้าใจเรื่องเพศให้มากขึ้น

ต้นตอแห่งกรรม

ถ้าผู้มีบุญบารมีมากมาเกิด ดวงจิตจำนวนหนึ่งจะถูกคัดเลือกให้มาเกิดในฐานะบริวาร ซึ่งพวกเขาจะตกรอยกรรมตามผู้นำของเขาทั้งหมด สมมุติ ผู้นำเป็นพระศิวะ แล้วพระศิวะไม่มีครอบครัว ก็จะส่งผลให้คนในโลกมากมาย ไม่นิยมการมีครอบครัวไปด้วย เพราะผู้ตามจะเดินตามผู้นำโดยธรรมชาติ โดยที่เขาไม่รู้ตัวเลย แต่ถ้าผู้นำเช่นพระศิวะมีครอบครัว ท่านก็จะตกรอยกรรม คือ มีบุตรเป็นพระพิฆเนศ และพระขันทกุมาร ซึ่งองค์หลังเป็นเทพเจ้าแห่งการสงคราม กล่าวคือ สงครามโลกจะเกิดขึ้นแน่นอน ดังนั้น ถ้าผู้นำที่เป็นพระศิวะไม่มีครอบครัวได้ พระขันทกุมารจะเกิดไม่ได้ โลกก็ไม่มีสงคราม อนึ่ง ถ้าพระศิวะบวชเป็นพระสงฆ์โดยไม่มีครอบครัวทางโลกมาก่อน ท่านยังสามารถมีครอบครัวในทางธรรมได้ กล่าวคือ ผู้หญิงคนไหนบำเพ็ญบารมีช่วยเหลือท่าน จะได้บุญเป็นพระอุมาได้ และถ้าท่านมีลูกศิษย์ ก็จะบำเพ็ญได้พระพิฆเนศ และพระขันทกุมารกันมาก กล่าวคือ จะเกิดในทางธรรม ถ้าเกิดสงครามจะเกิดในโลกทิพย์ ไม่เกิดในโลกที่ตาเนื้อมองเห็น แต่มนุษย์ที่มีกรรม อย่างไรเสียก็หนีกรรมไม่พ้น แม้ไม่ตายด้วยสงคราม ก็อาจตายด้วยอย่างอื่นกล่าวคือเพราะท่านผู้เป็นแบบอย่าง ไม่มีครอบครัว ไม่มีบุตร สาวกบริวารท่านทั้งหมด ก็จะรับรอยกรรมบางส่วนไปคนละส่วนเท่าที่จะแบ่งเบารับไปบำเพ็ญกันได้ จะมีจิตจำนวนมากที่จะไม่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ แต่มนุษย์จะอายุยืนขึ้น และนี่คือวิธีที่จะหยุดยั้งสงคราม

การบูชาพระศิวะลึงค์และพระโยนีเพื่อปลดกรรมในครัวเรือน

ผู้บูชาพระศิวะเข้าใจถึงหน้าที่ของพระศิวะ ไม่ใช่การสอนคนให้นิพพานแบบพระพุทธเจ้า แต่โลกนี้ก็ไม่ได้อยู่ได้ด้วยพระอรหันต์อย่างเดียว คนที่ไม่อรหันต์มีเยอะกว่า และต้องมีกิเลสต่อไป การมีครอบครัว ให้ครอบครัวอบอุ่น จึงต้องมีด้วยสำหรับมนุษย์โลก ดังนั้น การบูชาพระศิวะ หรือพระศิวะลึงค์ และพระโยนี ก็จำเป็นต้องมี สมัยโลกเริ่มมีมนุษย์นั้น ไม่มีพ่อแม่ ไม่มีเพศหญิง ดังนั้น มนุษย์ไม่ได้เกิดจากท้องแม่ ไม่มีพ่อให้กำเนิด มนุษย์ ต้องเกิดเอง ดังนั้น จึงเกิดยากมาก และประชากรน้อยมาก มีแต่มหาเทพเท่านั้น ที่เกิดเองได้ เทพบุตรเช่น พระพิฆเนศก็เกิดเองยังไม่ได้ ดังนั้น จิตวิญญาณมากมายก็ทุกข์ทรมานอยู่ในนรก รอเวลาว่าเมื่อไรตนจะได้คิวเกิดเป็นมนุษย์บ้าง จนกระทั่งพระศิวะและพระอุมา ยอมจุติลงมาเกิดเป็นชายและหญิง และริเริ่มการมีกาม จนให้กำเนิดบุตรได้จึงมีมนุษย์มากมายมาถึงทุกวันนี้ ถ้าไม่มีจุดเริ่มต้นนี้ เราอาจไม่มีโอกาสได้เกิดเลย เพราะเราอาจไม่ใช่จิตวิญญาณของมหาเทพที่เกิดเองได้ เราอาจจะรออยู่ที่นรกกันอยู่ก็ได้ ดังนั้น ขอให้ทราบว่าพระศิวะลึงค์และพระโยนีไม่ใช่ของต่ำ ไม่ใช่ของสกปรก อย่างที่ใครเข้าใจ แต่เป็นธรรมชาติหนึ่งที่ลงมาทำหน้าที่พ่อและแม่ที่ดี ที่เสียสละแก่มวลมนุษย์ทั้งหลาย การบูชาพระศิวะลึงค์และพระโยนี คือ การปฏิบัติตนเป็นสุภาพบุรุษ สุภาพสตรี เพื่อให้เป็นพ่อที่ดีและแม่ที่ดี ทำให้ครัวเรือนเข้มแข็ง สร้างสังคมให้มั่นคงต่อไปในอนาคต

วิธี “ปฏิบัติบูชา” พระศิวะลึงค์และพระโยนี

๑)    การใช้อวัยวะเพศในกิจศักดิ์สิทธิ์ คือ ใช้เพื่อการสืบพันธุ์ ไม่ใช้ไปเพื่อการบันเทิง ใช้หาเงิน, ใช้เพื่อทำผู้อื่นลุ่มหลง, ใช้เพื่อข่มหรือกดขี่ผู้อื่น อย่างนี้ไม่ควรทำ

๒)    การเป็นพ่อและแม่ที่ดีของลูก ให้โอกาสจิตวิญญาณทั้งหลายได้เกิดเป็นมนุษย์บุตรของเรา แม้เขาจะมาจากเบื้องล่าง มีจิตใจเลวทรามก็ตาม ก็รักเขาแท้จริง 

๓)    การเคารพและกตัญญูต่อพ่อ (พระศิวะลึงค์) และแม่ (พระโยนี) ผู้ให้กำเนิดเรา เห็นคุณค่าของพ่อแม่ที่ให้โอกาสเราได้เกิดเป็นมนุษย์ รักและกตัญญูต่อท่าน

๔)   การทำตัวเป็นสุภาพบุรุษ สุภาพสตรี ที่ดี คือ การรู้จักหน้าที่และรับผิดชอบต่อการเป็นชายและหญิงในสังคม ไม่ใช่เอากำลังข่มกันหรือใช้ความงามเป็นอาวุธ  

๕)   การที่ผู้ชายเคารพผู้หญิงแต่ไม่อยากเป็นผู้หญิง เขาจะได้เกิดเป็นชายบ่อย และผู้หญิงที่เคารพผู้ชายแต่ไม่อยากเป็นชาย จะได้เกิดเป็นผู้หญิงบ่อย เป็นอานิสงค์

การพลีกรรมเพื่อขอความเป็นชายหรือหญิง

เมื่อมีจิตแน่วแน่ที่จะเกิดเป็นชายหรือหญิงอย่างเดียว เพศเดียวไปให้มากที่สุด แม้ไม่ได้ทุกชาติก็ตาม มีวิธีที่จะทำให้เกิดเป็นชายได้เสมอๆ เกือบทุกชาติ และวิธีที่จะเกิดเป็นหญิงได้เสมอๆ เกือบทุกชาติ คือ การ “พลีกรรม” หรือกระทำกรรมเพื่อพลีต่อความแน่วแน่นี้ของเรา ยังมีการกระทำกรรมบางอย่าง ส่งผลต่อการมีเพศของมนุษย์ ดังต่อไปนี้  

๑)    การตัดอวัยวะเพศเพื่อบูชาพระพุทธเจ้าหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เช่น ผู้ชายที่ยอมตัดอวัยวะเพศชายเป็นขันที รับใช้พระราชา และพระราชาเป็นคนดี มีธรรม บำเพ็ญบารมีได้มาก เช่น ได้ถึงศิวะ เป็นต้น แบบนี้ได้อานิสงค์มาก คือ จะเกิดเป็นหญิงอยู่เสมอ ถ้าไม่อยากเป็นเช่นนี้ ก็ไม่ควรทำ เพราะการตัดอวัยวะเป็นกรรมหนัก ในกรณีที่ไปตัดเองเช่น การแปลงเพศ จะทำให้ได้กรรมมาก แต่ไม่มีบุญเลี้ยงตัว จึงเกิดเป็นผู้หญิงที่ไม่มีผู้มีบารมีเลี้ยงดู ไม่ควรทำ ยกเว้นว่าได้พบคู่รักที่มีบุญบารมี แล้วเขาขอให้ยอมแปลงเพศเป็นหญิงก่อน มั่นใจแล้ว จึงค่อยทำ จึงจะพอมีบุญผูกมัดกับผู้มีบารมี อาศัยบารมีของสามี ก็สามารถฉุดตัวเองหลุดพ้นกรรมได้

๒)    การฆ่ามนุษย์ผู้มีความสัมพันธ์ทางเครือญาติกับตน จะต้องเกิดเป็นผู้หญิงชดใช้กรรม สังคมจะบีบบังคับให้ต้องรับภาระหนักในครอบครัว หากไม่ต้องการเกิดเป็นผู้หญิงต้องละเว้นชีวิตคนในครอบครัว ไม่ว่ากรณีใดก็ตาม หากพี่จะฆ่าเราให้เขาฆ่าไป เราไม่ต้องเกิดเป็นผู้หญิง การที่ละเว้นชีวิตเครือญาติได้ (บางชาติ เราอาจเกิดมาถูกบีบให้ฆ่ากันเองในครอบครัว) จะได้อานิสงค์เกิดเป็นผู้ชายไม่ต้องเป็นผู้หญิง การพลีกรรมเพื่อขอความเป็นชายคือการละเว้นชีวิตคนในเครือญาติตน

๓)    การยอมสละคนรักของตนให้คนอื่นได้ จะมีอานิสงค์ได้เกิดเป็นชายเสมอ ส่วนผู้ที่ได้รับไปเพราะขอจากเราและตัดขาดจากคนรักไม่ได้นั้น จะต้องเกิดเป็นผู้หญิง นี่คือวิธี “พลีกรรม” เพื่อให้หลุดพ้นจากความเป็นผู้หญิง ด้วยการสละคนรักให้คนอื่น ตัดใจให้ขาดให้ได้ แล้วดำเนินชีวิตต่อไปแม้ต้องเป็นโสด จะได้พ้นความเป็นหญิง ได้เกิดเป็นชาย หากยอมสละเพื่อมวลสัตว์แล้ว จะยิ่งมีผลานิสงค์ผลมาก

๔)   การเจริญพรหมจรรย์ตลอดชีวิต หรือการถือบวชตลอดชีวิตเช่นบวชเป็นชีสามารถพ้นความเป็นหญิงได้ โดยอาศัยพรหมจรรย์นั้นเป็นบุญบารมีสำคัญ โดยปฏิบัติให้ถึงความเป็นพรหม อนึ่งกายสังขารของผู้หญิงก็สามารถมีจิตวิญญาณที่เป็นพรหมได้ นอกจากนี้ยังมีความเป็นโพธิสัตว์ที่มีลักษณะของ “มหาบุรุษเพศ” ได้ด้วย

การเลี้ยงดูครอบครัว แม้เป็นหญิง ถ้าเลี้ยงดูครอบครัวได้ เป็นที่พึ่งของครอบครัวได้ จะได้อานิสงค์ได้เกิดเป็นผู้ชาย ส่วนผู้ชายที่ถูกเลี้ยงดูไม่ยอมรับผิดชอบ หากยินดีกับการได้รับการเลี้ยงดูก็จะต้องเกิดเป็นผู้หญิง ข้อนี้อานิสงค์ไม่มาก ได้ผลไม่กี่ชาติ แต่จะได้หลุดพ้นจากเพศหญิง แล้วได้ทดลองเป็นเกิดเป็นชายต่อไป.

อนุตรธรรม กรรมของตรีมูรติต้องถูกฆ่าตาย จะปลดอย่างไร

การบำเพ็ญบารมีได้กายแบบเทพฮินดู (ชาวพรหมโลก) แบบใดแบบหนึ่ง เช่น ศิวะ, นาราย, พรหม ก็ดี แต่ละกายมีกรรมมากทั้งสิ้น บุญบารมีมาก กรรมก็มากด้วย ยิ่งถ้าได้กายตรีมูรติแล้ว เท่ากับ “คูณสาม” ทีเดียว แต่ไม่มากนักที่จะมีผู้บำเพ็ญบารมีได้อย่างนี้ อนึ่ง เมื่ออินทรีย์ หรือกายสังขารนั้นๆ ไม่แก่กล้าพอ มักจะบำเพ็ญถึงตรีมูรติ บารมีเต็มเมื่อไร จะตายในไม่ช้า แล้วไม่ได้อยู่บนโลกนาน อยู่นานไม่ได้ เพราะชาวโลกไม่ค่อยได้มีบุญพอที่จะได้อาศัยตรีมูรติ ดังนั้น ท่านจะมาทำหน้าที่ ทำกิจเสร็จ ก็จะจากไป ถ้าเราได้จิตของตรีมูรติ มาอยู่ร่วมในกายสังขารของเรา เราต้องปลดกรรมนี้ให้ได้ ไม่เช่นนั้น เรามีโอกาส “ถูกลอบฆ่า” ได้ไม่ยาก เข้าตำราว่า “ผู้ยิ่งมีบุญ คนยิ่งอิจฉา” นั่นแล บทความนี้ จะขอกล่าวถึงกรรมที่ต้องชะตาขาดถึงขั้นตายของพระตรีมูรติ และทางแก้ไขต่อไป ดังนี้

๑)   กรรมของเศียรพระศิวะ

จุดอ่อนของพระศิวะ คือ จะตายด้วยมือลูกศิษย์ พระศิวะหลง เผลอตัว เพราะมีสาวกมากมายมาห้อมล้อมเมื่อไร เมื่อนั้น จะถึงคราวตาย เช่น ท่านมหาตมะ คานธี เมื่อมีคนมากมายไปศรัทธาท่าน ท่านเผลอลืมตัว และถูกลอบฆ่าตายได้ง่ายๆ นี่เป็นตัวอย่าง

ดังนั้น ถ้าไม่อยากตาย อย่าหลงสาวก ให้อยู่สันโดษ หรือไม่ ถ้าอยู่กับสาวก อย่ามองเขาเป็นศิษย์เด็ดขาด รับศิษย์อีกไม่ได้ ถ้ามีเศียรศิวะ ต้องหาเพื่อน หรือสหายธรรม มองกันเป็นเพื่อน ทำตัวเสมอภาคไป ก็จะรอดกรรมชะตาขาดไปได้ และสามารถทำกิจสำเร็จ

๒)   กรรมของเศียรพระนาราย

จุดอ่อนของพระนาราย คือ ใจอ่อนให้อสูร เมื่อใดก็ตามที่พระนารายใจอ่อน คิด เจรจาหย่าสึกกับพวกอสูร พระนารายจะถูกลอบฆ่าเมื่อนั้น นี่คือที่มาของวลีที่ว่า “ไม่มีสัจจะ ในหมู่โจร” เช่น พระอาจารย์ธรรมโชติ ผู้มีอาคมแก่กล้าแห่งค่ายบางระจัน ท่านไม่มีประวัติว่าตายอย่างไร แต่มีบางท่านบอกว่าไม่ตาย หนีไปได้ แต่ผู้เขียนไม่เชื่อ เพราะวิสัยท่าน ถึงตายก็ไม่ยอมหนี ท่านยอมพลีชีพเพื่อชาติ ตายทั้งผ้าเหลืองก็ไม่หนีแม้แต่ก้าวเดียว

ดังนั้น ถ้าไม่อยากตาย อย่าเจรจาหย่าศึกกับพวกอสูร เพราะอสูรไม่มีสัจจะ ให้ใช้เศียรศิวะเข้าหาแทน ให้พระศิวะเจรจาแทน พระศิวะจะหลอกใช้พวกอสูรได้ เพราะอสูรจะไม่เท่าทันความคิดของพระศิวะ อย่าใช้เศียรพระนารายไปเจรจาหย่าศึกกับพวกอสูร

๓)   กรรมของเศียรพระพิฆเนศ

พระพิฆเนศมีสองปางใหญ่ แบ่งแยกออกไปได้อีกมากมายหลายปาง สองปางใหญ่นี้คือ ปางที่เป็นเทพบุตรรูปงาม ก่อนที่จะเสียเศียร และปางที่เสียเศียรแล้วได้เศียรสัตว์มาแทน ซึ่งมีทั้งเศียรช้าง ที่เรามักเห็นอยู่เสมอ และปางที่มีเศียรสิงโตก็มี ซึ่งกรรมของท่านถึงขั้นตายนั้นคือ เมื่อมีเศียรเป็นเทพบุตร ถ้าหลงรักผู้หญิงที่มีบารมีระดับมหาเทวีเมื่อไรจะต้องตายเมื่อนั้น แต่กรรมของเศียรช้างคือ ถ้ามัวเล่นเพลินกับผู้มีบารมีมากกว่าโดยไม่สำรวม ไม่ระวังว่าเขามีบารมีมากกว่าเรา ฆ่าเราได้ เช่น พระนาราย ก็จะตายได้ไม่ยาก ดังเช่น การสวรรคตของพระมหากษัตริย์ไทยองค์หนึ่งที่เกิดขึ้นโดยอุบัติเหตุ นั้นก็เพราะเล่นกับผู้ที่มีพลังนาราย เมื่อเผลอสนุกโดยไม่ทันระวัง กรรมก็มาถึงตัว คือ ต้องชะตาถึงฆาตได้

ดังนั้น ถ้าไม่อยากตายอย่าหลงรักมหาเทวี อย่าทำตัวเป็นเด็กให้มหาเทวีเห็น ให้ใช้เศียรมหาเทพเช่น เศียรศิวะ, เศียรนาราย เข้าหาเหล่ามหาเทวีแทน และอย่าทำเป็นเล่นกับผู้มีบารมีมาก เช่น พระนาราย เพราะถ้าพลังนารายของเขาตื่นขึ้นมา อาจตายได้ไม่รู้ตัว

แต่ถ้าพระตรีมูรติหลงตัวเองมากและเป็นภัย ก็ใช้วิธีปราบดังกล่าว ปกติ ผู้ได้บารมีตรีมูรติใหม่ๆ จะสลับเศียรใช้งานไม่เหมาะสม จนต้องตายไป คือ สิ้นสุดการบำเพ็ญบารมี

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น