รวมบทความ “การฝึกจิตแนวใหม่” ที่เน้นประสบการณ์จริง พิสูจน์ได้จริง

รวมบทความ “การฝึกจิตแนวใหม่” ที่เน้นประสบการณ์จริง พิสูจน์ได้จริง

มหาธรรม การสลัดละทิ้งกิเลส เป็นการฝึกจิตที่ผิดวิธี

(ให้เอากิเลสมาพิจารณาให้แจ้งชัด ไม่ใช่เอามารังเกียจแล้วโยนทิ้งโดยยังไม่ทันเกิดปัญญา)

บางท่านพยายามละกิเลส จึงใช้วิธีละทิ้งกิเลส ทำให้จิตของเขา เบาขึ้น กิเลสหายไป เช่น เคยโกรธรุนแรง จึงเห็นโทษความโกรธ แล้วสลัดความโกรธออกไป ซึ่งก็ได้ผล ความโกรธเบาบาง หรือหายไปก็มี ซึ่งไม่ใช่วิธีที่ถูก แม้กิเลสลดลงก็จริง แต่อาจทำให้ไม่ได้นิพพาน (ถ้าจะนิพพานต้องนิพพานแบบพระปัจเจกพุทธเจ้า) ดังจะกล่าวต่อไป

เมื่อสลัดละทิ้งกิเลส แล้วกิเลสหายไปได้อย่างไร?

สำหรับผู้มีฤทธิ์ทางใจ (มโนมยิทธิ) หากใจสั่ง จิตวิญญาณภายในก็ต้องทำตาม เพราะใจเขามีฤทธิ์มาก สั่งจิตได้ ถ้าเขาเห็นโทษของกิเลส แล้วใช้วิธี “สลัดทิ้ง” เช่น ทำไมฉันต้องเจ็บปวด ต้องรักเขาด้วยนะ ไป ออกไป ฉันไม่เอาแล้วความรู้สึกนี้ ออกไปจากฉันนะ เพียงแค่นี้ จิตวิญญาณดวงที่มีกิเลสอยู่เช่น มีความรักใคร่ใครบางคนอยู่ ก็จะหลุดออกไปจากกายสังขารนั้น พูดภาษาชาวบ้านคือ “อกหักจนขวัญหาย” คือ อกหักเจ็บปวดในรักจนสลัดจิตวิญญาณบางดวงออกจากร่างกายไป ด้วยกำลังใจที่มีมาก (มโยมยิทธิ) แบบนี้ ไม่ใช่การเอาชนะกิเลส เข้าถึงธรรมด้วยปัญญาที่แท้จริง เพราะไม่ได้ชำระกิเลสให้จิตดวงนั้นเลย แต่ใช้วิธีไล่ออกไป กิเลสก็ออกไปได้จริง กิเลสลดเบาลง แต่ยังไม่ใช่วิธีการฝึกจิตที่ถูกต้อง ยังมีคนอีกมากมายใช้วิธีนี้ เช่น ทำไม เราโลภมากจริง ไม่เอาแล้วโว้ย ไปให้พ้น จะไม่โลภอีกแล้วโว้ย แล้วก็หายโลภไปเลย โดยไม่สามารถอธิบายได้เลยว่าความโลภคืออะไร ทำไมคนต้องโลภ และความโลภทำไมต้องมีในตัวมนุษย์ นี่เพราะไม่ถูกวิธี จึงไม่เกิดปัญญา คือ แค่จิตวิญญาณที่มีกิเลสหลุดออกจากกายไป เหลือแต่จิตที่ไม่มีกิเลส ก็คิดว่า “บรรลุอรหันต์” แล้ว อย่างนี้ก็มี ซึ่งถ้ามองภายนอก พุทธศาสนาของเราก็นับให้ได้ว่า “กิเลสหมด” ได้ แต่ถ้าไม่เข้าใจเรื่องนิพพาน ก็จะนับให้แค่ “อนาคามี” แต่ถ้าเข้าใจว่านิพพานคืออะไรชัดแจ้ง จะนับให้ถึง “อรหันต์” พระสงฆ์จำนวนมาก ที่เป็นเช่นนี้ ดังนั้น ท่านเหล่านี้จึง “อรหันต์จริงๆ” แต่ไม่หมดกรรม เพราะดวงจิตจำนวนมากในกายสังขารของท่าน หลุดออกไปเท่านั้น กิเลสเลยหายไปด้วย แต่เพราะท่านยังไม่ได้ชำระกรรมกับดวงจิตมากมายที่เคยอยู่ในกายสังขารของท่านเอง ดังนั้น จึงยังไม่หมดกรรม และ “ยังนิพพานไม่ได้” จะต้องอยู่ต่อไป เพื่อปลดหนี้กรรม กับจิตวิญญาณของตนเองที่หลุดออกไปนั้น ถ้าถามพระอรหันต์เหล่านี้ว่า “ทำไมคนเราต้องมีกิเลส กิเลสไม่ดีหรือ แล้วทำไมธรรมชาติต้องสร้างกิเลสมาให้เราละ” ท่านเหล่านี้ จะตอบให้เราได้ไม่กระจ่างเลย เพราะท่าน “ไม่แจ้งในกิเลส” แต่ “แจ้งในนิพพาน” เข้าถึงนิพพานได้ด้วย การทำให้จิตเหลือในกายน้อย เอาแต่จิตดีๆ ไว้ในกายสังขาร ปกติแล้ว คนเรามีจิตอย่างน้อย ๘๙ ดวง แต่ละดวงมีกิเลสบ้าง ไม่มีบ้างต่างกันไป แบ่งออกได้ถึงสี่ประเภท โดยจิตที่มีกิเลส มักฉลาดเหลี่ยมจัด, จิตที่ไม่มีกิเลสมักใสซื่อและยอมคนง่าย แต่ก็ถูกคนหลอกง่ายด้วย พระสงฆ์บางรูปมีปณิธานแน่วแน่ว่าจะตรงต่อนิพพานอย่างเดียว ทำให้จิตดวงอื่นๆ อยู่ในกายสังขารไม่ได้ หลุดออกหมด กิเลสก็ออกไปด้วย เลยบรรลุอรหันต์ได้ง่ายๆ เสียอย่างนั้น แต่แท้แล้ว การบรรลุด้วยวิธีนี้ “ไม่อาจนิพพานได้” เพราะท่านยังมีหนี้เวรกรรมยังชำระชดใช้ไม่หมด กับจิตวิญญาณของท่านเองที่ถูกทำให้หลุดออกไปนั้น การเอาชนะกิเลสที่ถูกต้อง คือ การพิจารณากิเลสตรงๆ ไม่มองว่ากิเลส ดี หรือ เลว แต่ต้องเข้าใจว่าทุกอย่างเป็น “ธรรมชาติ” ดังนั้น กิเลสก็เป็นธรรมชาติ ดังนี้ ถามว่ากิเลสเป็นธรรมะหรือไม่ ก็ต้องใช่สิ กิเลสก็คือธรรมะ ธรรมะภาคก่อเกิด คือ ถ้ามีกิเลสแล้ว ก็ต้องมีการเกิดไปเรื่อยๆ ถ้าไม่อยากเกิด ก็ต้องไม่มีกิเลส แต่ไม่ใช่ใช้วิธีสลัดกิเลสออกไปพร้อมดวงจิตไปด้วย อันนี้ ผิดวิธี ยังไม่รู้เลยว่ากิเลสนี้มันสำคัญอย่างไร เรียกว่ายังไม่รู้แจ้งเห็นจริงในกิเลส แล้วจะเรียกว่ามีปัญญาเท่าทันกิเลสได้อย่างไร อย่างมากก็แค่มี “สติเท่าทันกิเลส” แต่ไม่ใช่ “มีปัญญาเท่าทันกิเลส” เลย คนละอย่างกันนะ ขอให้เข้าใจให้ดี นี่ของละเอียด ต้องพิจารณาให้ละเอียด ยกตัวอย่าง การพิจารณาว่ากามเป็นโทษ กามเป็นทุกข์ แล้วละทิ้งกาม อาจส่งผลให้จิตวิญญาณที่มีกาม อยู่ในกายสังขารไม่ได้ เจ้าของร่างก็จะมีดวงจิตลดลง และกามกิเลสหายไปเลย นึกว่าเอาชนะกามได้แล้วด้วยวิธี “สลัดทิ้งไป” เหมือนเราทิ้งเมียไป เราเรียกว่า “ชนะเมียได้หรือ” ไม่ใช่เลย เมียย่อมรู้สึกทุกข์ และเกลียดเรา เราจะเรียกว่าเป็นผู้ชนะได้อย่างไร ในเมื่อเขาไม่ได้ยอมรับในชัยชนะของเรา ถ้าจะเรียกว่า “ชนะกามได้จริง” ต้องอยู่กับกามได้ แต่ไม่เปื้อนกาม คือ จะรู้เท่าทันกามว่ากามมีหน้าที่อะไร ทำไมต้องมีกามในมนุษย์ และเราเองตอนนี้ พอในกามหรือยัง หมดกิจในกามหรือยัง ถ้าชัดแจ้งแดงแจ๋แล้ว เราจะมีความสุขในกามสุดท้าย คือ “กามที่ไม่มีกาม” เพราะอิ่มเอมในกามเข้าใจถึง “กามที่แท้แล้ว” ว่าไม่ใช่ “กามที่เคยหลงมาก่อน” กามที่แท้อาจเป็นการเข้าใจถึงธรรมชาติของมนุษย์ทั้งหลายที่ต้องมีกามกัน ว่าเป็นของธรรมดา ไม่มีสาระอะไร เป็นกลไกลการก่อกำเนิดเฉยๆ ถ้าเราไม่ได้ทำกิจภาคก่อเกิดแล้ว เราเห็นว่าอ้อเราไม่ใช่แล้ว ที่จะทำตรงนี้ เราก็ “ปิ๊งแว้บ” โล่งอกสบายใจ และไม่รังเกียจกาม ไม่รังเกียจผู้คนที่มีกาม เพราะเราเข้าใจแจ่มแจ้งในกามอย่างทะลุปรุโปร่งจริงๆ ไม่ใช่เอาชนะกามได้ด้วยการ “ไล่กามออกไป” เหมือนเอาเมียไปทิ้งฉะนั้น    

นี่เห็นไหม ว่ามันต่างกัน ระหว่างคนที่ใช้วิธี “สลัดละทิ้ง” กามมันก็ออกไปได้จริงๆ แต่เมื่อเทียบกับคนที่ทำความเข้าใจมันอย่างแจ่มแจ้งทะลุปรุโปร่งแล้ว มันต่างกันมาก มุมมองต่างกันลิบลับเลย คนที่เข้าใจกาม ย่อมยอมรับกาม แต่ไม่หลงกาม จริงไหม เหมือนคนที่เข้าใจศัตรู ย่อมยอมรับศัตรูได้ แต่ไม่หลงศัตรูฉะนั้น คนเราถ้าเข้าใจกัน ก็ต้องแสดงออกให้เห็นได้สิว่า “ยอมรับกัน” ถ้ายังไม่ยอมรับกัน แสดงว่า “ยังไม่เข้าใจกัน” เช่นกัน คนที่ยอมรับกามได้ โดยไม่หลงมันเลย คนนั้นเรียกว่า “เข้าใจกามจริง” นั่นคือ เขามีปัญญารู้แจ้งแทงตลอด และชนะกามได้อย่างราบคาบสิ้นเชิง ไม่ว่ากามจะมาในรูปไหน ไม่ใช่เพราะไม่มีดวงจิตที่มีกามอยู่ แต่เพราะดวงจิตที่มีกามนั้นได้แปรเปลี่ยนกลาย เป็นดวงจิตที่ไม่หลงกาม และเข้าใจกามอย่างแจ่มแจ้งแล้วต่างหาก คนที่ไม่เข้าใจกาม ก็จะไม่เข้าใจมนุษย์ที่มีกามด้วย เขาย่อมดูถูกเหยียดหยามได้แม้กระทั่งบิดามารดาของตนเอง ที่มีกามเพื่อก่อกำเนิดตัวเองขึ้นมา ดังนั้น จะกล่าวว่าเขานั้นรู้แจ้งเท่าทันกามได้อย่างไร ย่อมไม่ได้ใช่หรือไม่ คนที่ยอมรับมนุษย์ทั้งโลกที่มีกามได้ ยอมรับกามได้ แต่เขาเองกลับหมดกิจในการมีกามแล้ว ไม่กระทำกามแล้ว ยั่วกามอย่างไรเขาก็ไม่คิดจะเอา เพราะเขาไม่มีหน้าที่แล้วจริงๆ เขาเข้าใจแจ่มแจ้งแล้วจริงๆ ว่าหมดกิจแล้ว เป็นกิจผู้อื่นเขากระทำไปเถิด ไม่ได้ดีหรือเลวอะไรหรอก เป็นธรรมชาติ คนที่จะหมดกิจแล้ว หมดหน้าที่เกิดแล้ว เขาย่อมหมดหน้าที่ก่อกำเนิดผู้อื่นด้วย ดังนี้ กามจึงไม่มีสาระอะไรกับเขาเลยแม้แต่น้อยนิด เป็นเหมือน ดิน, น้ำ, ลม, ไฟ ผ่านไป ไม่มีสาระอะไรเลย

สำหรับกิเลสตัวอื่นก็เหมือนกัน ปกติแล้ว หนึ่งดวงจิตจะมีกิเลสเพียงหนึ่งอย่างเป็นหลัก แต่ด้วยกิเลสตัวนั้นเอง เป็นตัวนำกิเลสตัวอื่นๆ มาด้วย เช่น จิตที่เป็นพญานาค ก็จะมีกามอยู่มากเป็นสำคัญ และเพราะยังไม่อรหันต์ ก็ย่อมมีกิเลสตัวอื่นๆ มาเสริม แต่ไม่ใช่กิเลสหลัก ลองพิจารณาดู ถ้าท่านสื่อกับจิตวิญญาณได้ ท่านจะพบว่า “จิตวิญญาณหนึ่งดวง” มี “ปมกิเลสหนึ่งปม” เท่านั้น แต่เพราะปมกิเลสหนึ่งปม ทำให้เขาไม่หลุดพ้น กิเลสตัวอื่นๆ ก็เข้ามาส่งเสริมได้ในภายหลังแต่ไม่ตัวหลัก ถ้าท่านปลดปมกิเลสตัวนั้นๆ ได้ จิตวิญญาณที่ติดค้างในลักษณะใดก็แล้วแต่ จะสลายไปเลย แล้วเกิดใหม่ มีกายทิพย์ใหม่ เป็นจิตวิญญาณชนิดใหม่ เช่น ถ้าเราโปรดพญานาค แล้วเขาติดกาม เราทำให้เขาเห็นโทษของการติดกาม แต่ไม่ต้องถึงขนาดให้ขุดรากถอนโคนกามกิเลส เราแค่ทำให้เขามีสติเอาจิตห่างออกมาจากกามในระดับหนึ่งเช่น เห็นโทษชัดเจนจนจิตเข้าหาพรหมจรรย์ ก็จะเกิดใหม่เป็นชาวพรหมโลก ในกายทิพย์แบบใดแบบหนึ่งที่จุติในพรหมโลกได้ เช่น กายพระพรหม, กายศิวะ, กายนาราย ฯลฯ เหล่านี้ ท่านไม่ได้ขุดรากถอนโคนกามจนหมด แต่ท่านห่างไกลจากกามไปแล้ว อยู่ในระดับพรหม ดังเห็นได้จากแต่ละท่านยังมีพระศักติ แต่ทุกท่านก็บำเพ็ญพรหมจรรย์แบบต่างๆ ตามกำลังธรรมของตนทั้งสิ้น อนึ่ง การสละทิ้งจิตวิญญาณที่มีกิเลส เหลือไว้แต่จิตวิญญาณที่ไม่มีกิเลสนั้น สามารถทำให้บรรลุอรหันต์ได้จริง แต่จิตวิญญาณเจ้ากรรมนายเวรดวงอื่นๆ จะขวางไม่ให้ได้นิพพาน (แต่พระสาวกอาจได้นิพพานได้ แม้ชำระดวงจิตไม่มากก็ตาม ถ้ามีเจ้ากรรมนายเวรน้อย)

การสลัดละทิ้งดวงจิตที่มีกิเลสเพื่อนิพพานแบบพระปัจเจกพุทธเจ้า

ด้วยการฝึกมโนมยิทธิ จนมีฤทธิ์ทางใจ หรือไม่ได้ฝึก แต่ทำงานจนเกิดฤทธิ์ทางใจขึ้นมาเองโดยธรรมชาติ (มโนมยิทธิเป็นธรรมะ เป็นธรรมชาติอยู่แล้ว สามารถเกิดได้เองถ้ามีเหตุปัจจัย เช่น การทำงานที่ต้องใช้กำลังจิต กำลังใจมาก) จากนั้น พิจารณาเห็นโทษของกิเลส แล้วตั้งใจสลัดละทิ้งกิเลส กิเลสก็สามารถออกไปจากเราได้พร้อมจิตวิญญาณบางดวงที่มีกิเลสนั้นๆ ทำให้เราเหลือดวงจิตในกายน้อย และอาจน้อยลงจนเหลือเพียงจิตวิญญาณดวงเดียว ในกรณีนี้ เราจะอยู่ในสภาวะ “พร้อมจุติหรือใกล้ตาย” แล้ว เรามักถูกคนทักว่า “ชะตาขาด” บ้าง ให้ไป “รับขันธ์” บ้าง ที่เป็นเช่นนี้ เพราะเราแท้จริงยังไม่ถึงที่ตาย แต่เพราะจิตวิญญาณหลุดออกจากร่างไปมาก จนเหลือเพียงหนึ่งเดียว ในคนที่มีปณิธานเพียงหนึ่งเดียวแน่วแน่ เช่น มีความรักแท้หนึ่งเดียว ไม่เอาอะไรอีกแล้วในโลกนี้ ก็เกิดผลให้ “ชะตาขาด” ได้ เพราะจะเหลือจิตดวงเดียวอยู่ได้ในกายสังขารนั้นๆ โดยจิตที่มีลักษณะแบบนี้ มักเป็นจิตวิญญาณที่มีบุญบารมีเป็น “โพธิสัตว์แบบพระศรีอาริยเมตตรัย” เรียกภาษาชาวบ้านง่ายๆ ว่า “กายโพธิสัตว์เมตตรัย” ซึ่งไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นพระศรีอาริยเมตตรัยที่จะไปตรัสรู้องค์ต่อไปนะ แต่หมายถึงผู้บำเพ็ญบารมีในแบบเดียวกันนี้ เข้าถึงความเป็นโพธิสัตว์ด้วยวิธีคล้ายๆ กัน เหมือนเผ่าพญานาค ก็เกิดเป็นพญานาคได้ด้วยกรรมคล้ายๆ กันนั่นแหละ อย่างนี้ พอพิจารณากาม ละได้ ก็บรรลุเป็นพระอรหันต์ได้ทันที นี่ไม่ใช่เพราะแจ้งในกิเลสทุกตัว แต่เพราะกำลังจิตที่แน่วแน่ในกามอย่างเดียว ทำให้จิตที่มีกิเลสดวงอื่นๆ อยู่ในกายสังขารไม่ได้ต้องออกไปด้วยกำลังแห่ง มโนมยิทธิ พอเหลือดวงจิตดวงเดียว ละกามกิเลสตัวเดียวนั้นได้ ก็เลย “บรรลุอรหันต์”

กรณีที่ไม่ดึงจิตวิญญาณของตน เข้ามาโปรดต่อไป ให้หมดสิ้น คือ กิเลสทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นโลภ, โกรธ, หลง หรือพวกสังโยชน์สิบ ที่อยู่ในดวงจิตใดๆ ก็ตาม ถ้าไม่ดึงกลับเอามาโปรดให้หมด แล้ว “ตัดช่องน้อยแต่พอตัว” เอาตัวเองรอด “นิพพาน” ไป ก็จะเป็นการนิพพานไปแบบ “พระปัจเจกพุทธเจ้า” แต่ไม่ใช่ “พระปัจเจกพุทธเจ้า” เพราะต่างกัน แต่ดำเนินไปคล้ายๆ กันเท่านั้น การจะเรียกได้เต็มปากเต็มคำว่า “พระพุทธศาสนา” นั้น ต้องสร้าง “พุทธะ” ไม่ใช่สร้าง “ปัจเจก” ดังนั้น พระอรหันต์จะต้องโปรดจิตวิญญาณของตนเองที่มีกิเลสให้ได้หมดทุกดวงก่อนที่จะไปช่วยคนอื่น ต้องช่วยตัวเองให้ได้แท้ๆ ก่อน คือ ปลดกรรมกับเจ้าหนี้เวรกรรมทั้งหลาย ที่เป็นจิตวิญญาณในกายสังขาร อย่างน้อย ๘๙ ดวงจิตวิญญาณให้ได้ อย่างนี้ นับได้ว่าเป็น “ศาสนาแห่งพุทธะ” โดยสมบูรณ์ คือ ศาสนาแห่งความเมตตา ไม่ใช่ศาสนาแบบเอาตัวรอดไปคนเดียวแบบปัจเจกชน

ในสมัยพุทธกาลนั้น พระพุทธเจ้ามีสาวกหลายแบบ แต่ล้วนอยู่ในศาสนาเดียวกันได้โดยไม่แตกแยกวงไปตั้งนิกายใหม่ มีจุดหมายร่วมกันสูงสุด คือ “นิพพานแบบพุทธะ” คือ ตนหลุดพ้นแล้วฉุดเอาทุกดวงจิตในกายสังขารตนเองอย่างน้อยคือ ๘๙ ดวงจิตวิญญาณให้หลุดพ้นตามตนได้ด้วย ซึ่งก็มีพระสงฆ์สาวกบางส่วนทำได้ และทำไม่ถึงเป้าหมายก็มีคือ ทำได้เพียงจิตวิญญาณดวงเดียว คือ ดวงสุดท้ายอันเป็นจิตประจำกายสังขาร (บางท่านเรียกว่า จิตสังขาร) นิพพานได้ดวงเดียวเท่านั้นก็มี แต่ทั้งหมดนี้ก็อยู่ร่วมกันในศาสนาแห่งพุทธะ ศาสนาแห่งความมีเมตตา ไม่ใช่ศาสนาปัจเจกชน ที่เอาตัวรอดไปคนเดียวได้ ดังนั้น พระพุทธเจ้าก็ทราบดีว่าเมื่ออรหันต์แล้วจะละสังขารนิพพานไปเลยก็ได้ ท่านทำได้ คือ สอนคนให้คนละสังขารไปเรื่อยๆ ก็ได้นิพพานไปเรื่อยๆ เหลือไว้แต่ส่วนน้อยที่ดูแลง่าย เรียบร้อย น่าศรัทธา เอาไว้เป็นเชื้อสายทายาทธรรม อย่างนี้ก็สามารถทำได้ แต่ท่านไม่ทำอย่างนั้น ท่านจะให้มีชีวิตอยู่ต่อไป ครอง “ธรรมวินัย” ไว้ตลอด เมื่อมีดวงจิตบางดวงของเรา หรือเจ้ากรรมนายเวรของเรามาอยู่ด้วย เราก็ไม่ทำอะไรนอกจากการครองวินัยเป็นกรอบล้อมไว้ แล้วพิจารณาธรรมเท่านั้น ก็สามารถโปรดจิตวิญญาณต่างๆ ได้เรื่อยๆ จนครบ ๘๙ ดวงอย่างต่ำ ก็นับว่าเรามีความเมตตา ไม่ใช่เอาตัวรอดไปคนเดียวแบบปัจเจกชนแล้ว จึงไม่ใช่ศาสนาแห่งปัจเจกชน แต่เป็นศาสนาแห่งพุทธะ คือ ศาสนาที่มีความเมตตา คือ ตนเองหลุดพ้นแล้ว ก็ช่วยเหลือผู้อื่นให้หลุดพ้นด้วย ตามธรรมชาติของสัตว์สังคมที่มีปฏิสัมพันธ์กันแต่ก่อนมานั่นเอง บทความนี้ ขอจบลงแต่เพียงเท่านี้

มหาธรรม กามของผู้มีกายภิกษุกับกายโพธิสัตว์ต่างกันอย่างไร

ผู้ปฏิบัติธรรมที่ปฏิบัติจนได้กายทิพย์เป็นกายภิกษุ และกายโพธิสัตว์ มีความแตกต่างกันมาก แต่ทั้งสองแบบนี้ ล้วนมีบุญได้ “ห่มเหลือง” เหมือนกันทั้งสิ้น ตั้งแต่สมัยพุทธกาลมาแล้ว พระสงฆ์ห่มเหลือง แต่กายทิพย์ภายในมักมีสองแบบปนกันคือ แบบที่มีกายทิพย์ภิกษุคือ เป็นสาวกแท้ของพระพุทธเจ้ากับแบบที่มีกายทิพย์โพธิสัตว์คือ พระที่ปรารถนาพุทธภูมิ ทั้งสองแบบอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบ และปฏิบัติแยกกันไม่ได้รวมกันเป็นกลุ่มนัก มาบางครั้งมาประชุมสงฆ์ร่วมกัน แต่ถึงแม้ว่าจะปฏิบัติต่างกันบ้างอย่างไร ก็ไม่มีใครคิดเอาแบบของตนออกมาเป็น “กลุ่มใหม่” นิกายใหม่, ลัทธิใหม่แต่อย่างใด ต่างก็รวมกันอยู่โดยสามัคคีภายใต้ร่มพระพุทธศาสนาทั้งสิ้น ทว่า ภายหลังได้แตกแยกออกเป็นนิกาย คือ นิกายเถรวาทที่พยายามปฏิบัติตามแบบเดิม (แต่ก็ไม่ใช่แบบเดิมอย่างแท้จริง) และ นิกายมหายาน ที่ปฏิบัติเพื่อพุทธภูมิ แต่ก็ไม่เหมือนเดิมเพราะมีการตั้งเป็นนิกายใหม่แล้ว ในบทความฉบับนี้ จึงขอเล่าแนวทางการปฏิบัติที่แตกต่างกันของพระทั้งสองแบบ ดังนี้

พระที่มีกายทิพย์เป็นภิกษุ

จะมีจิตตรงต่อพระพุทธเจ้าอยู่ และละจากความพุ่งตรงไปยังผู้ใดอื่นอีก ไม่มีแล้วในโลกนี้ ไม่นับถือ เทพ, พรหม, เทพเจ้า อะไรอีก ยกเว้นพระที่มีจิตวิญญาณหลายดวง และบางดวงอาจมีกายทิพย์เป็นพรหม ก็จะนับถือเทพเจ้าทางพรหมโลก (เทพฮินดู) ได้ เรียกว่าอย่างน้อย จิตวิญญาณที่มีกายทิพย์เป็นพระภิกษุก็ต้องตรงต่อพระพุทธเจ้าแน่นอน ซึ่งเมื่อได้ถึงขั้นนี้แล้ว จะได้ “โคตรภูญาณ” คือ “ญาณเบื่อหน่ายเรื่องครอบครัว ทำให้อยากปลีกตัวออกจากทางโลกมาสู่ทางธรรม” คือ จะไม่อยากมีภรรยา ไม่อยากมีลูก ไม่อยากมีภาระ ไม่อยากมีครอบครัวอย่างแน่แท้แล้วตลอดชีวิต เรียกว่า “รักพระพุทธเจ้ามากกว่าที่จะรักภรรยาเสียอีก” ทิ้งภรรยามาหาพระพุทธเจ้าแทนได้เลย แต่อย่าคิดอุตริในเชิงกาม ที่มาหานี้ เหมือนผู้ชายปกติทั่วไป ที่เบื่อครอบครัวมากๆ แล้วได้พบผู้นำที่ตนนับถือ แล้วหนีหายจากบ้านไป ท่องเที่ยวเตร็ดเตร่ไป แสวงหาสัจธรรมไป ผู้ชายจำนวนหนึ่ง มีภาวะแบบนี้เกิดขึ้นแก่ตนได้ เป็น “ปกติ” แต่ผู้หญิงนั้น จะไม่มีวันเข้าใจได้เลยว่าทำไม ผู้ชายจึงเบื่อตัวเอง ตัวเองทำผิดอะไร มันไม่มีความผิดอะไรเลย เป็นธรรมดา ธรรมชาติ ของความเป็นชายที่ชอบอิสระ และเบื่อภาระ ความผูกมัดก็เท่านั้น (แต่ไม่ใช่ผู้ชายทุกคนจะได้แบบนี้ หรือปฏิบัติจิตได้ถึงขั้นนี้นะ) อันนี้เขาเรียกว่า “โคตรภูญาณ” เป็นญาณแรกของคนที่ “จะบวชตลอดชีวิต” (ทว่า ถ้าเขาฝืนทนอยู่ทางโลกต่อไป จนทนไม่ไหว จิตวิญญาณสลาย แล้วเกิดใหม่เป็น “โพธิสัตว์” เช่น ถูกพ่อแม่บังคับให้เรียนต่อไป ทั้งๆ ที่อยากทิ้งการเรียนมาบวชเสียเฉยๆ แล้ว แต่เพราะกตัญญูจึงยอมทน ทนจนจิตวิญญาณที่จะเรียนต่อไปไม่เหลืออีก คือ จิตวิญญาณสลายไปเลย ก็จะบรรลุสู่ความเป็น “โพธิสัตว์” ทันที) อันที่จริงพระภิกษุเหล่านี้ เบื่อครอบครัวอยู่แล้ว เพียงแต่ยังตัดกามไม่ได้เท่านั้น ดังนั้น จึงมีได้ เป็นได้ ที่ภิกษุจะกระทำผิดในกาม และต้อง “ปาราชิก” ไม่แปลก ไม่ได้เลวร้าย เป็นธรรมดาของคนที่ไม่อรหันต์ ก็ต้องสึกไปเป็นฆราวาสที่ดีในสังคมต่อไป

พระที่มีกายทิพย์เป็นโพธิสัตว์

จะมีจิตตรงต่อพระพุทธเจ้า, พระพุทธศาสนาเช่นกัน ถ้าจะได้จุติที่ “ดุสิต” แต่ถ้ามีจิตตรงต่อพระยูไล จะได้จุติที่ “สุขาวดี” แบบนี้ ท่านก็มี “โคตรภูญาณ” เหมือนกัน แต่กามกิเลส จะแสดงออกต่างกัน พระโพธิสัตว์จะเป็น “ของคู่” ดังนั้น ท่านจะนิยมอยู่เป็นคู่ๆ หรือมีคู่ทางธรรม จะอยู่โดดเดี่ยวไม่มีคู่ไม่ได้ จะเร่หาคู่ทางธรรม หรือไม่ก็เสพกามด้วยการเข้าหากลุ่มคน ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ อันนี้ เป็นการเสพกามที่ไม่ใช่การมีเพศสัมพันธ์ แต่เป็น “กามละเอียด” คือ ความเหงาก็ดี ความรู้สึกต้องการมีหมู่คณะก็ดี เป็นแบบนี้ เพราะไม่ใช่พระปัจเจกฯ ไม่ใช่เซียน (กายทิพย์ที่เป็นเซียนไม่ต้องมีคู่ก็ได้ คือ พร้อมเป็น พระปัจเจกฯ เต็มตัว) โดยพระโพธิสัตว์ที่จะได้ตรัสรู้ จะมีคู่เป็นนางแก้ว แต่พระโพธิสัตว์ที่ทำหน้าที่อื่นที่ไม่ใช่พระพุทธเจ้าจะได้ “สหายธรรมคู่ใจ” แทน นี่คือกามอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งผู้จะตรัสรู้ได้ ต้องพ้นภาวะถูกผู้ชายคานอำนาจ ต้องเหนือชายทุกคน เอาชายเป็นบริวาร เอาหญิงเป็นภรรยา ไม่ก็บริวาร เท่านั้น จะไม่มีภาวะที่ถูกผู้ชายด้วยกันคานอำนาจได้

มหาธรรม การบำเพ็ญดวงแก้วธรรมกายจากธาตุน้ำแข็งเป็นธาตุดิน

ในการฝึกพลังธาตุ ต่างจากการฝึกกสิณธาตุสี่ กล่าวคือ กสิณจะกำหนดรูปขึ้นมาเป็นนิมิต เช่น รูปธาตุดิน (ไม่กำหนดเป็นสี เพราะไม่ใช่กสิณสี) แล้วพิจารณาให้ลงไปจบที่ความดับสลายไป คือ อนิจจังให้ได้ เห็นความดับสลายไปของธาตุดินให้ได้ แต่การฝึกพลังธาตุ เป็นการสร้างพลังจากวิญญาณธาตุบางส่วน หรือลมปราณบางส่วนของตนให้แปรเปลี่ยนเป็นพลังธาตุชนิดต่างๆ ตามแต่ใจกำหนด โดยผู้ฝึกต้องมี “พลังปราณ” หรือ พลังออร่าสะสมในร่างกายมากพอสมควร เช่น นั่งสมาธิเก็บไว้ได้ตบะสิบปี เป็นต้น ก็จะฝึกพลังธาตุนี้ได้ตามพละกำลังที่ตนได้สั่งสมมา โดยพราหมณ์โยคีที่นิยมบูชาไฟ จะเริ่มต้นจากการบูชาไฟ เพื่อเก็บพลังธาตุไฟไว้ในร่างกายมากขึ้นๆ เป็นลำดับไป จนมีพลังมากพอที่จะทดลองและฝึกจนเห็นความเปลี่ยนแปลงได้ชัดเจน และเห็นว่ามีพลังพอดี พอควรแล้วที่จะเล่นแร่แปรธาตุดู ก็จะกำหนดพลังธาตุไฟ พิจารณาแล้วควบคุมด้วยใจ คือ ใจที่มีฤทธิ์ (มโนมยิทธิ) ให้ธาตุไฟ แปรเป็นธาตุลม ให้ธาตุลม แปรเป็นธาตุน้ำ ให้ธาตุน้ำ แปรเป็นธาตุดิน เรียกว่า “เล่นแร่แปรธาตุ” โดยใช้พลังธาตุพื้นฐานในร่างกายของตน สำหรับผู้ฝึกพลังจักรวาล จะเปิดระบบพลังภายในเชื่อมโยงกับธรรมชาติรอบตัวไปทั่วจักรวาลด้วย (เรียกว่า เปิดจักระ) เมื่อฝึกพลังเล่นแร่แปรธาตุ จะส่งผลให้ธรรมชาติรอบตัวแปรปรวนไปตามแต่กำลังของตน ให้สังเกตไม่ยาก ที่ใดมีธรรมชาติคือ ดิน, น้ำ, ลม, ไฟ แปรปรวนชนิดหาสาเหตุไม่ได้ เช่น วันนี้ร้อน พรุ่งนี้ กลายเป็นหนาวทันที อย่างนี้ ค่อนข้าง “น่าสงสัย” ว่าบริเวณแถบนั้น จะมีคน “เล่นแร่แปรธาตุ” อยู่ ทว่า ไม่ใช่ว่าทุกท่านที่เล่นแร่แปรธาตุจะสำเร็จเหมือนกันหมดทุกคนไป หลายท่าน พลาดและส่งผลร้ายต่อสุขภาพไม่น้อยเลยทีเดียว เพราะอาศัยพลังธาตุในร่างกายของตนเป็นเครื่องเล่น เมื่อเล่นผิดพลาดก็โดนที่ตัวเรานี่เอง ถึงตอนนั้น ถ้าเข้าสู่อาการ “ปลง” ก็ได้ถึงขั้นอรหันต์ได้เหมือนกัน แต่คนที่เล่นแล้วสำเร็จนี่ อรหันต์ยากกว่า เรียกว่าพวกฤทธิ์มากจะยากนาน สำหรับบทความฉบับนี้ จะกล่าวถึง การแก้ไขอาการแปรธาตุน้ำเป็นธาตุดิน แต่ผิดพลาด กลายเป็น “ธาตุน้ำแข็ง” แทน ดังจะกล่าวในบทความนี้ ต่อไป

การเดินวิชชาธาตุน้ำแปรเป็นธาตุดินผิดพลาด กลายเป็นธาตุน้ำแข็ง

มักมีสาเหตุจากการถูกแทรกด้วยจิตมาร, จิตอสูร หรือบางท่านภายในร่างกายของตนก็เป็นจิตมาร หรือจิตอสูรอยู่แล้ว หรือเพราะกรรมเก่าทำให้ต้องพลาดออกนอกทาง เป็น อวิชชาไป ช่วงที่พิจารณาธาตุน้ำ เห็นจุดอ่อนของธาตุน้ำ คือ ความไม่เป็นตัวของตัวเอง ต้องไหลตามล่องทางเขาไป แล้วเกิดมีจิตแน่วแน่ในปณิธานของตน ถึงขนาดยอมให้คนเหยียบย่ำซ้ำเติมได้ ไม่ย่อท้อ ไม่โกรธแค้น แต่มั่นคง อดทน และใจกว้าง ยอมรับได้หมด ราวกับผืนดินอันกว้างใหญ่ไพศาลที่รองรับทุกสรรพชีวิตบนโลกนี้ได้ฉะนั้น ก็จะสำเร็จธาตุดินได้ แต่ถ้าไม่เป็นเช่นนี้ คือ แทนที่จะวางจิตให้หนักแน่นมั่นคง อดทน และไม่หวั่นไหวต่อการยั่วยุ โดยไม่มีจิตอาฆาตโกรธเคืองนั้น เกิดผิดพลาดขึ้น คือ เกิดความเย็นชา, ไร้หัวใจ, เฉยเมย, เลือดเย็น, ใจแข็ง, ใจกระด้างชาขึ้นมา ใจแบบนี้จะก่อให้เกิด “ธาตุน้ำแข็ง” ขึ้นมาแทนทันที การแปรธาตุน้ำเป็นธาตุดินก็ไม่สำเร็จ ทั้งยังอาจทำให้การฝึกจิตติดขัดอยู่เพียงแค่นั้น ไม่อาจก้าวหน้าไปสู่ขั้นต่อๆ ไปได้ ซึ่งจะต้องแก้ไข

การแก้ไขธาตุน้ำแข็งเป็นธาตุดิน

ต้องใช้มนุษย์อีกคนที่มีพลังภายในหรือลมปราณ (เรียกว่าออร่าก็ได้) ที่ตรงกันข้ามกับพลังธาตุน้ำแข็ง เช่น พลังธาตุไฟ สนทนาธรรม, พูดคุยปรับความเข้าใจ, หรือประสานพลังผ่านฝ่ามือก็ได้ สลายพลังธาตุน้ำแข็ง ระหว่างสลายพลังธาตุน้ำแข็งนี้ ทั้งสองจะมีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดต้องเสียสละ คือ ถ้าฝ่ายธาตุน้ำแข็ง เกิดชอบฝ่ายธาตุไฟ แล้วละทิ้งอุดมการณ์ของตน พลังธาตุน้ำแข็งที่ปกป้องตัวเอง จะสลาย คือ ดวงแก้วธรรมกายคุ้มดวงจิตที่เกิดจากพลังธาตุน้ำแข็งจะสลาย และทำให้ตายภายใน ๗ วัน ด้วยเหตุต่างๆ เช่น ป่วยตายกะทันหัน, ถูกลอบฆ่า, อุบัติเหตุ ฯลฯ ตรงข้าม ถ้าฝ่ายที่มีพลังไฟเกิดชอบฝ่ายที่มีพลังธาตุน้ำแข็งจนละทิ้งหน้าที่หรืออุดมการณ์ของตน ก็จะตายเช่นเดียวกัน

เมื่อปรับพลังคู่ตรงข้ามสำเร็จจะเป็นอย่างไร

ทำให้คนทั้งสองคน คือ คนที่มีพลังธาตุน้ำแข็ง และคนที่มีพลังธาตุไฟ เปลี่ยนแปลงไป คือ คนที่มีพลังธาตุน้ำแข็ง จะกลายเป็นพลังธาตุดิน มีดวงแก้วธรรมกายคุ้มกายอันเกิดจากพลังธาตุดิน ทำให้เขามีจิตใจแน่วแน่มั่นคงในอุดมการณ์ของตน ไม่หวั่นไหว และพร้อมยอมรับการเหยียบย่ำกดขี่ข่มเหงจากผู้คนทั้งหลายได้ โดยไม่อ่อนไหวหรือย่อท้อ ทั้งยังมีอิทธิฤทธิ์ในด้าน “แคล้วคลาด” เหมือนมีสิ่งปกป้องรอบตัว ให้พ้นภัยอันตราย

ส่วนคนที่มีพลังธาตุไฟ จะถูกน้ำแข็งที่ละลายสลายพลังความร้อนรุ่มลง ทำให้ใจเย็นขึ้น และใจที่หวั่นไหวดังเปลวไฟในพายุก็จะค่อยๆ แปรเปลี่ยนไป ถ้ายังไม่ละทิ้งอุดมการณ์ของตน มีกำลังจิต กำลังใจสู้ต่อ แต่ความใจร้อน ใจไว หวั่นไหวง่าย ไม่มั่นคง ได้ลดลงแล้ว ก็จะแปรเปลี่ยนไปเป็น “พลังธาตุลม” คือ ล่องลอยไร้ลักษณ์ ไม่ยึดมั่น มีอิสรเสรี แต่ไม่อยู่ในกฎระเบียบ ไม่อยู่ในล่องรอยมาก ไม่ยึดจารีตดังเก่าก่อน อันนำไปสู่การหาวิธีใหม่ๆ ปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงได้ดีขึ้น ราวสายลมที่ปรับตัวง่ายฉะนั้น

นี่คือ การประสานพลังคู่ตรงข้ามปรับกันจนสำเร็จ ถ้าไม่สำเร็จ คือ ต่างละทิ้งอุดมการณ์ของตน เพื่อความรักระหว่างกันและกันก็ดี ก็จะ “ตายทั้งคู่” ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว เพราะพลังดวงแก้วคุ้มกายจะสลายหมดในช่วงที่เปิดใจเต็มที่ให้อีกฝ่ายเข้ามาสู่จิตของตนได้ และไม่อาจรวมพลังจิต กำลังใจ ขึ้นเป็น “พลังใหม่” ได้ ธาตุที่กำลังแปรเปลี่ยนอยู่เกิดสลายจากธาตุหนึ่ง ยังไม่ทันหลอมรวมตัวเป็นธาตุใหม่ ก็จะสลายไปในธรรมชาติหมดสิ้น และดวงแก้วธรรมกายคุ้มดวงจิตก็สลายหมด ซึ่งให้ผลต้องตาย ภายในไม่เกิน ๗ วัน

ผลดีของการปรับพลังแบบคู่ตรงข้าม

๑)    เพื่อแก้ไขอวิชชา ที่ฝึกผิดพลาด แก้ไขปมด้อยในใจของตนให้หมดสิ้นไป จึงจะสามารถฝึกจิตขั้นสูงต่อไปได้ ไม่ติดขัด ไม่เช่นนั้น ยิ่งฝึกยิ่งเป็นมารเป็นอสูร

๒)    เพื่อแก้ไขจิตใจ ความรู้สึกนึกคิด ให้ตรงทาง เป็น “สัมมาทิฐิ” อย่างแท้จริง ไม่ออกนอกลู่นอกทาง ไม่เป๋ผิดพลาดเพี้ยนไป อันจะนำไปสู่การหลงทางในอนาคต

๓)    เพื่อรักษาพลังคุ้มกันกาย คือ ดวงแก้วธรรมกาย ให้ดำรงอยู่ต่อไป ไม่ถูกสลายหมด เพื่อให้ไม่สิ้นอายุขัยลงก่อน จะต้องกระทำด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง      

ความจำเป็นของการแก้ไขพลังธาตุน้ำแข็ง

๑)    ผู้มีพลังธาตุน้ำแข็ง จะใจเย็นก็จริง แต่จะ “เลือดเย็น” และเย็นชา เหมือนฆาตกรเลือดเย็น ฆ่าคนได้อย่างไร้ความรู้สึกใดๆ ดังนั้น จึงอันตรายมากในอนาคต

๒)    ผู้มีพลังธาตุน้ำแข็ง จะฝึกจิตต่อในสายพุทธะไม่ได้เลย จึงจะต้องสลายพลังธาตุน้ำแข็งออกก่อน จิตจะถูกปิดกั้น เราสอนเท่าไร เขาก็ไม่รู้สึกอะไรกับเราเลย

๓)    ผู้มีพลังธาตุน้ำแข็ง จะทำให้พวกมาร หรืออสูรมีฤทธิ์มากขึ้น หากในกายสังขารมีจิตที่เป็นมาร หรืออสูรอยู่ ก็จะมีฤทธิ์มาก และปราบได้ยากขึ้น จึงต้องหยุดฝึกจิต

ข้อควรระวังในการแปรธาตุน้ำแข็งเป็นธาตุดิน

๑)    ผู้ช่วยประสานพลังต้องมีพลังธาตุไฟ คือ คนที่มีจิตใจเมตตา อบอุ่น รักคนเป็น เช่น แม่คน ผู้ให้ความอบอุ่นแก่ลูก, ภรรยาผู้มีจิตใจอ่อนโยน อบอุ่น ไม่ยึดมั่น

๒)    ทั้งคู่ที่ประสานพลัง ต้องไม่เสียความเป็นตัวของตัวเอง โดยทั้งคู่มักมีอุดมการณ์ขัดแย้งกัน แต่ทั้งคู่จะยอมเสียความเป็นตัวของตัวเองไม่ได้ ใครเสีย จะตาย

๓)    ต้องแน่วแน่ในทางของตน ซึ่งแต่ละคนจะแตกต่างกัน แต่ไม่ทะเลาะ ไม่เกลียดกัน ต่างเชื่อและศรัทธากัน ให้เกียรติ์กัน แต่ก็ไม่เสียความเป็นตัวของตัวเอง

การประสานพลังนี้ ค่อนข้างอันตราย เพราะเป็นพลังที่ต่างขั้วกันมาก เป็นพลังระดับเทพ กับเทพ ขึ้นไป ถึงจะฝึกได้ (พลังธาตุสี่) ดังนั้น จึงต้องระวังให้มาก

มหาธรรม การบำเพ็ญดวงแก้วธรรมกายจากธาตุดินเป็นธาตุทอง

ในการบำเพ็ญดวงแก้วธรรมกาย ทำให้บุคคลมีกำลังใจมากขึ้น ใจแข็งแกร่ง ใจไม่บอบบาง ทั้งยังเป็นเครื่องคุ้มกันตัวเองจากภัยอันตรายต่างๆ มีคุณด้านการคลาดแคล้ว แต่จะมีคุณลักษณะแตกต่างกันตามพลังธาตุที่ใช้เป็นพื้นฐานของดวงแก้วธรรมกายถ้าดวงแก้วมีพลังธาตุดินเป็นฐาน จะแข็งแรง, มั่นคง, แน่วแน่, ไม่หวั่นไหว แต่จะมีข้อเสีย คือ ดูไร้ค่า ดูต่ำต้อย ดูน่าดูถูกเหยียดหยาม เหมือนคนที่แน่วแน่ในปณิธานของตน แต่คนไม่เห็นค่าฉะนั้น, ถ้าดวงแก้วมีธาตุน้ำเป็นฐาน จะปรับตัวเข้าสังคมได้ง่าย ใจเย็น ลื่นไหล ตาม ครรลองได้ดี แต่มีข้อเสียคือไม่เป็นตัวของตัวเอง เพราะต้องปรับตามสิ่งแวดล้อมอยู่เรื่อย ถ้าดวงแก้วมีธาตุลมเป็นฐาน จะมีอิสรเสรี, ไร้รูปลักษณ์, ไม่ยึดติด, ล่องลอยและไม่มีใครควบคุมได้ แต่มีข้อเสียคือ ไม่มีจุดยืนของตัวเอง, ไม่มีครรลอง, เหมือนคนหลุดโลกไปแล้ว หากควบคุมตนเองไม่ได้ ก็กลายเป็นพายุที่ทำลายล้างผู้อื่นไปเพราะความไม่เคารพในสมมุติฉะนั้น และถ้าเป็นดวงแก้วมีธาตุไฟเป็นฐาน จะสว่างไสว, ปัญญาเฉียบแหลม และเผาผลาญสิ่งต่างๆ ได้ คนไม่กล้าเข้าใกล้ แต่ข้อเสียคือ อารมณ์รุนแรง, ร้อนแรงและทำให้คนไม่อยากเข้าใกล้ ถ้ามีน้อยๆ จะอบอุ่น ถ้ามากเกินไปจะเผาผลาญทำลาย ดังนั้น การฝึกพลังฐานเสริมดวงแก้วคุ้มครองตนเองให้เข้มแข็งขึ้น หากใช้พลังธาตุชนิดใด ก็จะส่งผลอย่างนั้น ในที่นี้ เคยเล่าถึงการเริ่มต้นจากการฝึกธาตุไฟ แล้วปรับแปรธาตุลงไปสู่ธาตุดิน ต่อไปจะปรับธาตุดิน เป็น “ธาตุทอง” ซึ่งเป็นธาตุตามแบบลัทธิเต๋า อยู่นอกพุทธศาสนา คือ ปกติ เราได้ลูกแก้วธาตุดินก็ถือว่าสำเร็จธรรมครบสี่ธาตุแล้ว แม้ผู้คนจะเห็นเราต่ำต้อยก็ไม่เป็นไร เพราะเราไม่มีค่า เขาก็มองผ่านเราไป เราก็ไม่ต้องตกเป็นเป้าให้คนมารุมไขว่คว้า ชีวิตก็สงบ และไม่มีพิษภัยกับสังคม (ธาตุไฟยังมีอันตรายต่อสังคม) แต่ในหลักเต๋า จะฝึกต่อไปอีกก็ได้ ให้ธาตุดินนั้นเป็นธาตุทอง คือ เป็นธาตุที่แน่วแน่ในปณิธาน, มั่นคง, ไม่หวั่นไหว แล้วยังมีคุณค่าเป็นที่ยอมรับแก่คนในสังคม เพื่อแก้ไขข้อ เสียของธาตุดินที่ดูต่ำต้อยนั้น ในบทความนี้ จะกล่าวถึงวิธีฝึกดวงแก้วธาตุทองต่อไป

การแปรดวงแก้วธาตุดินเป็นธาตุทอง จากธาตุทองเป็นดวงแก้ววัชระ (เพชร)

๑)    การฝึกใจให้ใสซื่อ      ธาตุดิน เป็นธาตุที่ไม่ใส เป็นธาตุทึบ ทำให้คนดูโง่ทึบ เช่น คนที่ยอมอยู่อย่างสมถะต่ำต้อย บางคนอาจดูถูกว่าเป็นคนยากจนต่ำต้อยได้ แต่เขาก็ไม่หวั่นไหว อันนี้เพราะพลังธาตุดิน การแปรธาตุดินให้เป็นธาตุทอง ต้องแปรให้ธาตุดินที่ทึบ ดูโง่ ดูไร้ค่า ให้เป็นธาตุดินใส หรือแก้วใสก่อน ดังนั้น จะทำให้คนรอบข้างของเรา เข้าใจเราได้ ธาตุดินไม่ทึบ เห็นคุณงามความดีภายในของเราอย่างชัดเจน เพราะแก้วใสแล้วนั่นเอง คือ การทำใจให้ใสซื่อ

๒)    การฝึกใจให้มีคุณธรรม      คุณธรรมไม่ช่วยให้เกิดการบรรลุธรรม แต่ช่วยสงเคราะห์ชาวโลก ดังนั้น จึงกล่าวว่าธาตุทอง สีทอง สีแห่งคุณธรรมนั้น ไม่ใช่ธาตุในพระพุทธศาสนา ไม่จำเป็นต้องฝึกก็ได้ แต่ถ้าต้องการเอื้อประโยชน์ทางโลกด้วย จะฝึกต่อ ก็ต้องศึกษาเรื่องธาตุทองของเต๋า ซึ่งปกติจะใช้ฝึกนักปราชญ์ ที่หลุดพ้นทางโลก แล้วคิดกลับไปโปรดมนุษย์ต่อ ไม่ปลีกวิเวกออกจากสังคมไป

๓)     การแผ่พลังนพรัศมี    เมื่อฝึกบารมีทั้ง ๑๐ ครบถ้วนแล้ว สำเร็จพลังเจ็ดสี (ซกเชน) จะมีรัศมีเจ็ดสีเป็นฉัพพรรณรังสีรอบตัว เหมือนพระพุทธเจ้าได้ เมื่อได้พลังเจ็ดสีแล้ว รวมกับสีขาวและสีทอง จึงนับเป็นเก้าพอดี เรียกว่า “นพรัศมี” จะเปล่งประกายพรึกราวกับประกายเพชรฉะนั้น ในขั้นนี้ ลูกแก้วที่ใสอยู่แล้ว จะเปลี่ยนเป็นสีประกายพรึก หรือประกายของเพชร นับเป็นการสำเร็จขั้นสูงสุด

ในขั้นนี้ นอกจากภายนอกดูมีคุณค่าราวกับเพชรแล้ว ยังเข้มแข็งไม่หวั่นไหวดุจเพชร คือ วัชระญาณขั้นสูงสุด และมีพลังคุ้มกันกายปกป้องตัวเองจากภัยต่างๆ ได้อีกด้วย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น