รวมบทความการเปลี่ยนแปลงทางโลกทิพย์ “โลกแห่งจิตวิญญาณ”

รวมบทความการเปลี่ยนแปลงทางโลกทิพย์ “โลกแห่งจิตวิญญาณ”

อนุตรธรรม “ยุคพลังงานใหม่” เมื่อจิตวิญญาณเข้าแย่งกายสังขารมนุษย์

จิตดวงแรกที่จุติในกายสังขารของเรา จะเรียกว่า “จุติจิต” และจิตดวงนี้ จะมีดวงแก้วธรรมกายคุ้มกันอยู่ จะอยู่ชั้นในสุดของจิตทุกดวง ลึกที่สุด เป็น “จิตเดิมแท้” ของเรา จากนั้น จิตดวงอื่นๆ จะเข้ามาร่วมเสริมในกายสังขารของเรา ทำให้เรามีจิตมากขึ้นในภายหลัง เคยสังเกตตนเองบ้างหรือไม่ว่าเรามีอะไรเพิ่มขึ้น เหมือนเป็นคนอีกคน คนใหม่ ความคิดความรู้สึกใหม่ๆ เข้ามาในตัวเรา บางคน เคยใสซื่อ แต่ต่อมาก็เปลี่ยนไป เขาเองก็รู้ตัวว่าตนเองเปลี่ยนไป ถามว่าความคิดความรู้สึกเดิมของเขาหายไปหรือ หรือหายไปไหน ความจริงแล้ว ไม่ได้หายไปไหนเลย เขาก็ยังสัมผัสรู้สึกได้ว่าเขาคนเดิมก็มีอยู่ในส่วนลึกที่สุด คนที่ใสซื่อไม่ได้หายไปไหน แต่ถูกเก็บกดเอาไว้ในส่วนลึกสุด คนส่วนใหญ่ ลึกๆ แล้วเป็นคนใสซื่อเหมือนเด็ก แต่เปลือกนอกกลับไม่ใสซื่อเพื่อปกปิด และปกป้องตนเองไว้จากภัยต่างๆ เรารู้สึกถึงความแตกต่างภายในของเราเช่นนี้บ้างหรือไม่ นั่นแหละ คือ ลักษณะธรรมชาติ ของการมีจิตวิญญาณหลายดวง ซ้อนกันอยู่ในกายสังขาร โดยจิตวิญญาณที่ลึกที่สุด คือ จิตที่ดีงาม มีความใสซื่อ และยังเหมือนเราคนเดิมเมื่อยังเด็ก

ปกติแล้ว จิตวิญญาณทุกดวงมีพลังดวงแก้วคุ้มกายทิพย์ตนเองทั้งสิ้น ดังนั้น เมื่อเพ่งดูด้วยหลักวิชชาธรรมกาย จะเห็นดวงแก้วธรรมกายก่อน เมื่อเพ่งลึกเข้าไปจะเห็นกายทิพย์ เมื่อเพ่งเข้าไปในกายทิพย์นั้นอีก จะเห็นดวงแก้วอีกดวง เพ่งเข้าไปอีก ก็เห็นกายอีกกาย ซ้อนกันอย่างนี้ไปเรื่อยๆ เท่ากับจำนวนจิตวิญญาณที่ตนมี ถ้ามี ๕ ดวง ก็จะมี ๕ กายซ้อนกันอยู่ แต่ละท่านไม่เท่ากัน แม้ท่านเดียวกันก็ไม่เท่าเดิมในแต่ละช่วงเวลา เมื่อเด็กจะมีจิตวิญญาณน้อย จึงใสซื่อและไม่ซับซ้อน เมื่อโตขึ้นจะมีจิตมากขึ้น ก็จะมีความคิดซับซ้อนมากขึ้น ไม่ใสซื่อเท่าเดิม และเมื่อใกล้ตาย จิตวิญญาณจะลดลงไปเรื่อยๆ จนเหลือจิตดวงเดียวในกายสังขาร ก็จะ “ชะตาขาด” และเตรียมตัวเตรียมใจละสังขารได้ ถ้ามีกำลังจิตมาก อาจได้จิตวิญญาณเพิ่มเติมขึ้นหลังชะตาขาด ทำให้จิตเพิ่มขึ้นเป็นสองดวงได้ ก็จะต่ออายุขัยยาวออกไปได้ จิตดวงแรกคือ “จิตหลักหรือจิตสังขาร” จะประจำอยู่ในกายสังขารออกไปไม่ได้ ถ้าจุติออกไปจะนับว่า “ตาย” ทันที ส่วนจิตรองจะจุติออกไปได้ ด้วย “มโนมยิทธิ” ถ้ามโนมยิทธิมีกำลังน้อย จะแบ่งพลังบางส่วนไปเป็นรูปกายทิพย์ ที่เราเรียกภาษาง่ายๆ ว่า “ถอดกายทิพย์” แต่ถ้ามโนมยิทธิมีกำลังมาก ก็จะเอาทั้งจิตวิญญาณออกไปได้ด้วย เรียกว่า “เจตภูต” คือ มีจิต มีความรู้สึกนึกคิดได้เอง ไม่ต้องถูกจิตอื่นบงการหรือสั่งการ มีสถานะเป็นเหมือน “เทพประจำตัว” หรือที่เรียกเป็นภาษาชาวบ้านว่า “องค์ใน” ซึ่งอาจมีมากมายหลายองค์ แรกๆ ที่จิตมีสองดวง ก็จะมีเทพประจำตัวหนึ่งองค์ (จิตอีกดวงเป็นเราเอง) หากบำเพ็ญบารมีไปเรื่อยๆ มีจิตวิญญาณมาอาศัยอยู่ในกายสังขารเรา เราโปรดเขาให้หลุดพ้นจากอบายภูมิได้ จนเขามีกายทิพย์เป็นเทพเทวดา ก็จะกลายเป็น “เทพประจำตัว” โดยสมฐานะ แต่ถ้ายังเป็นอสูร เป็นปีศาจอยู่ ก็ยังไม่เรียกว่าเป็นเทพประจำตัวได้เต็มปากเต็มคำ จะเรียกแค่ว่า “เจตภูต” ก็พอ

คนเราสามารถถูกสลับจิตวิญญาณกันได้ ถ้าจิตสังขารถูกสลับออกจากดวงแก้วธรรมกายชั้นในสุด จะนับว่า “ตาย” ทันที แต่กายสังขารอาจยังมีชีวิตอยู่ได้ด้วยจิตดวงอื่นเข้าไปอยู่ในดวงแก้วธรรมกายดวงนั้นแทน คนหลายคนเป็นแบบนี้ได้ คือ เหล่าคนที่มีอดีตชาติบำเพ็ญบารมีมาถึงขั้น “สละชีพเพื่อคนอื่น” เช่น ทหารมากมายที่ยอมสละชีพเพื่อชาติ เมื่อมาเกิดเป็นคน รอยกรรมเมื่อเคยตายมาถึง ก็จะตายในลักษณะนี้แทนการตายจริงๆ คือ กายสังขารยังมีลมหายใจอยู่ แพทย์ยังไม่เห็นว่าตายตรงไหน แต่จิตวิญญาณของเขาได้เปลี่ยนไปแล้ว เช่น เด็กที่ชอบเล่นเกมมากๆ เพราะอดีตชาติเป็นทหารรบเพื่อชาติมา ติดนิสัยต่อสู้ในเกม เมื่อเดินรอยกรรมซ้ำรอยเกวียนถึงจุดหนึ่ง จะถึงวาระ “ตาย” ก็จะมีจิตวิญญาณเข้ามาเปลี่ยนไปประจำเป็นจิตสังขารแทน ส่วนจิตสังขารเดิมจะจุติออก บ้างออกจากร่างไปเลย บ้างก็ออกมาเป็นจิตรองแทน เมื่อถึงจุดนี้ บัญชีสวรรค์จะลงบันทึกว่าตายแล้ว และได้บุญบารมีเก่ามาต่ออายุขัย ทำให้ดำรงชีวิตได้เหมือนคนปกติต่อไป แต่อาจมีนิสัยเปลี่ยนไปเหมือนคนละคนเช่นเคยติดเกม กลายเป็นคนธรรมะ ธรรมโม ไปเลย    

สิ่งที่กล่าวนี้ กำลังเริ่มเกิดขึ้นทีละน้อยๆ ทว่า หลายท่านยังจับสังเกตไม่ได้ แต่มันคือกระบวนการอย่างหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติบางอย่าง พลังงานเก่า (จิตวิญญาณดวงเก่า) ถูกชำระกรรมออกไปตามกรรมนั้น และพลังงานใหม่ (จิตวิญญาณดวงใหม่) เข้ามาอยู่ในกายสังขารของเขาแทน ที่เรียกว่า “มนุษย์ยุคพลังงานใหม่” นั่นเอง การเปลี่ยนแปลงนี้จะเกิดขึ้นชัดขึ้นๆ ในภายหลัง ในอีกไม่นานนี้ แล้ววันหนึ่ง ท่านผู้อ่านจะสังเกตเห็นได้ด้วยตาเปล่า และ “อ๋อ” ขึ้นมาทันที ที่ได้เห็นใครคนหนึ่ง เปลี่ยนแปลงไป ราวกับคนละคน เหมือนไม่ใช่คนเดิม ทั้งๆ ที่ไม่มีเหตุผลที่หนักแน่นพอจะอธิบายได้ คนเราอยู่ๆ จะเปลี่ยนแปลงไปได้จากหน้ามือเป็นหลังมืออย่างนั้นเชียวหรือ แต่มันจะเกิดขึ้นจริงๆ ท่านรอเวลานั้น ไม่นานนัก เพราะคนจำนวนมากที่ลงมาเกิดนี้ ได้ทำบุญบารมีไว้มาก ถ้าไม่มาก ไม่ได้มาเกิด บุญบารมีที่เขาทำคือ “พลีชีพเพื่อชาติ” เป็นทหารในยุคต่างๆ เช่น ยุคพระนเรศวร, ยุคพระเจ้าตากสิน, ยุคสงครามโลกครั้งที่สอง ฯลฯ มากมาย พวกเขาทำสงครามด้วยจิตที่ไม่เกรงกลัวต่อบาปกรรมก็จะกลายเป็น “อสูร” หากทำด้วยจิตที่เคียดแค้นคนเลว ทำลายคนเลวเพื่อผดุงความดี ก็จะเป็น “จิตมาร” แต่ทั้งหลายทั้งปวงนี้ ไม่ใช่คนเลวร้าย เขาทำคุณงามความดีมา แต่จิตไม่ได้ฝึกให้ตรงนิพพาน จะแตกต่างไปจากพระอรหันต์ก็เป็นธรรมดา ไม่ผิดแต่อย่างใด ดังนั้น เทพ, พรหม, มาร, อสูร จึงมาพร้อมหน้ากันครบดังกล่าว มีแต่ท่านที่มีฤทธิ์มีเดช มีบุญบารมีมาทั้งนั้น ไม่ใช่ลูกกระจอก ไม่ใช่ยุคของสาวก, ยุคของผู้น้อย, ยุคของข้าทาสบริวารอีกต่อไป ดังนั้น มนุษย์ยุคนี้จึงไม่ค่อยเชื่อใคร ไม่ศรัทธาใครจริง ไม่ค่อยนับถือหรือฟังกัน แต่ทั้งหลายทั้งปวงนี้ ขอให้เชื่อเถิดว่า “เหนือฟ้ายังมีฟ้า” มนุษย์เป็นสัตว์สังคม จะต้องมี “จ่าฝูง” ของมัน วันหนึ่งข้างหน้า บรรดาจ่าฝูงทั้งหลาย ก็จะมารวบรวมไพล่พล บริวารของตนเป็นกลุ่มก้อนองค์กร และดำเนินชีวิตไปตามธรรมชาติที่ควรจะเป็นต่อไป

จิตวิญญาณเทพ, พรหม, อสูร, มาร เข้ามาแย่งกายสังขารมนุษย์ได้อย่างไร

เบื้องบนจะจัดสรรดวงจิตที่มารับบุญก่อน จิตที่จุติมาแรกๆ จะได้รับการเลี้ยงดูจากพ่อแม่ ได้เสวยสุขมากมาย ไม่ต้องลำบากทำอะไรเลย และจะเสพสุข เสวยผลบุญมากจนหมดเกลี้ยง เช่น เล่นเกมทุกวัน ทั้งวันทั้งคืน จนในที่สุด “หมดบุญ” ก็จะต้องจุติออกจากร่างบ้าง ต้องถูกสลับเปลี่ยนเป็น “จิตรอง” ไปบำเพ็ญเป็น “เทพประจำตัว” ของกายสังขารเก่าของตนเองบ้าง ถึงคราวนี้เอง ชีวิตจะเปลี่ยนไป บ้างยากจน ลำบากไปทันที ตกยาก ตกระกำลำบากยากแค้นแสนเข็ญไปเลยก็มี และเมื่อถึงจุดนี้ เขาจะเปลี่ยนเป็นคนใหม่ คิดได้ และเลิกพฤติกรรมที่ไม่ดีทั้งหลายเหล่านั้น เขาเหล่านี้ มักมีจิตเป็นอสูร จิตที่มาจุติคือ “จุติจิต” หรือจิตดวงแรกนั้นเป็น “อสูร” ดังนั้น ท่านไม่ต้องแปลกใจว่าทำไม เยาวชนของเราถึงได้ก้าวร้าว หัวรุนแรง ชอบใช้กำลัง ชอบขับรถเร็ว (เด็กแว้นท์) ชอบเล่นเกมที่มีความรุนแรง ฯลฯ เพราะจิตเขาเป็นอสูร แต่อย่าเพิ่งมองเขาด้านลบ เพราะเมื่อถึงวาระหมดบุญ จิตอสูรจะออกจากตำแหน่งจิตสังขาร จะไปอยู่ในฐานะอื่น และจิตที่ดีงามเช่น จิตโพธิสัตว์จะมาแทนที่ คอยโปรดอสูรตนนั้นอีกที เขาจะเปลี่ยนไป ทำความดีมากขึ้น ความรุนแรงน้อยลง และเปลี่ยนไปทีละน้อยๆ อย่างที่เราไม่คาดคิด คอยดูเอาเถิดจะเกิดจริง ท่านเห็นได้ด้วยตาเปล่าเลย ไม่ต้องใช้ตาทิพย์ก็ได้ ส่วนคนที่ไม่มีบุญบารมีเก่าค้ำตัว จะตายไป เช่น โรคระบาดทำให้ตาย, ภัยธรรมชาติ ฯลฯ เหลือแต่พวกมีบุญบารมีเก่าทั้งสิ้น ผู้เขียนได้เฝ้าสังเกตพฤติกรรมเยาวชนคนหนึ่ง อายุ ๑๕ ขึ้น ๑๖ ปี เป็นเด็กที่หัวรุนแรง และชอบยกพวกตีกันในงานวัดบ้าง ขี่รถเร็วบ้าง ฯลฯ พ่อได้ตีและเตะเขามากมาย เพื่อให้เขาดีขึ้น แต่ไม่มีความเปลี่ยนแปลงเลยแม้แต่น้อย จนในที่สุด ผู้เป็นพ่อจึงต้องเปลี่ยนแปลงตัวเอง พ่อของเขา เงียบขึ้น ปลงมากขึ้น ปล่อยวางแล้วทำงานไป ไม่สนใจสิ่งที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้นั้น พ่อของเด็กมาคุยกับข้าพเจ้า เขาบอกว่าจะวางแผนให้เด็กคนนี้ได้ไปเป็นทหารรับใช้ชาติ เพราะเขาเกเรไม่ยอมเรียน ไม่มีครูคนไหนเอาเขาอยู่ ข้าพเจ้าก็เห็นด้วย เมื่อเห็นพ่อของเขาทำใจได้ และวางแผนที่เหมาะสมแก่ลูกอย่างนั้น จึงไม่ได้แนะนำอะไรเพิ่มเติมมาก รับฟังให้เขาระบายทุกข์และมั่นใจในตัวเองมากขึ้นเท่านั้น ทว่า เดี๋ยวนี้ผ่านมา ๑ ปี เยาวชนคนนี้ เปลี่ยนไป เอาแรงไปทำนาให้พ่อแทน

ดังนั้น ท่านที่ทุกข์ใจเรื่องลูกที่เกเรและร้ายกาจ อย่าเพิ่งท้อใจ ขอให้ท่านดำรงความดีของท่านต่อไป อย่าหวั่นไหว เราทำดีของเราไป เราสอนเขาไม่ได้ ไม่เป็นไร เอาเขาไม่อยู่ ไม่เป็นไร อดทน ใจเย็น และรอคอย ท่านจะพบ “ความเปลี่ยนแปลง” และเชื่อในหลักอนิจจัง ว่าไม่มีอะไรคงที่ไปตลอด แม้แต่ความดีความเลว หรือคนดีคนเลว ที่เลวมาก ก็เปลี่ยนได้ ที่ดีมากก็เสียได้ อย่าได้ยึดมั่น สิ่งเหล่านี้ ขอให้ท่านลองดูต่อไป

การเปลี่ยนแปลงจากดีไปเลว (สูตรม้าทรง คือ มีเทพมาทรงให้ทำความดี)

คนที่เคยเป็นคนดีเพราะมีบุญ เกิดมาก็มีบุญหนุนนำ ทำให้ไม่เคยต้องยากลำบาก เลยไม่เคยต้องทำความเลว จะเสวยสุขจนหมดบุญ เพราะยุคสมัยนี้ มี “วัตถุ” ให้อุปโภคบริโภคมากมาย เราไม่คิดว่าเราจะหมดบุญได้ แต่มันก็หมดได้จริงๆ ไม่มีอะไรที่ยืนยง ถ้าใช้มาก เสวยผลบุญมาก ก็หมดเร็ว ในที่สุด จิตที่มีบุญบารมีนั้น จะจุติออกไป และจิตที่มีกรรมจะเข้ามาแทน เป็นเจ้าของร่าง เป็นจิตสังขารแทน เช่น บางท่านเคยบำเพ็ญธรรมมาอย่างดี มีปัญญามาก แต่กลับถูกจิตไม่ดี ดลจิตดลใจว่าให้ละจิตรู้เสีย ทิ้งความรู้ไปให้หมด จะได้ว่างเปล่า นั่นแหละ ถูกต้อง (ซึ่งไม่ถูก) ก็เลยละทิ้งปัญญาความรู้ไปหมด อย่างนี้ จิตที่มีปัญญาจะจุติออกไป และจิตวิญญาณที่ไม่ดีที่มาดลจิตดลใจให้ทำนั่นเอง จะเข้ามาอาศัยในกายสังขารแทนทันที จากนั้น ไม่นานเขาจะกลายเป็นคน “ดีแตก” เมื่อดีแตกไปสักพัก เขาจะถูก “ทรง” โดยจิตวิญญาณที่มีปัญญาของเขาที่จุติออกไปนั่นเอง จะเข้ามาโปรดจิตในกายสังขารเก่าของตนเอง จิตไม่ดีที่แทรกเข้าแทนที่แล้วให้จิตที่ดีออกไปนั้น อนึ่ง มีนักปฏิบัติหลายท่านเป็นแบบนี้ และตกอยู่ฐานะ “ม้าทรง” จะถูกองค์ที่มีบารมีคุมไว้อยู่ เพื่อให้ทำคุณงามความดีต่อไป ไม่ให้ออกนอกลู่นอกทางเป็นคนไม่ดีตามวิสัยของจิต       

การเปลี่ยนแปลงจากเลวไปดี (สูตรเจตภูต คือ ได้จิตอสูรมาเป็นองครักษ์)      

คนที่เคยเป็นคนเลวเพราะเกิดมาชดใช้กรรมเลวก่อน เมื่อชำระกรรมเลวหมดแล้ว ก็จะเหลือแต่กรรมดี เช่น บางคนเกิดมากำพร้า ยากลำบาก สถานการณ์บังคับบีบให้กลาย เป็นขโมย เป็นต้น เมื่อเป็นคนที่ตั้งตัวได้ เริ่มมีอันจะกินแล้ว ไม่มีปัญหาเรื่องความเป็นอยู่แล้ว พวกเขาก็จะคิดถึงวัยเด็กที่ผ่านมา มองย้อนหลังกลับไป แล้วอยากทำคุณไถ่โทษ สร้างคุณงามความดี มีคนจำนวนมาก ร่ำรวยมาได้ด้วยการผิดศีลธรรม เมื่อกลายเป็นคนรวย มีหน้ามีตาในสังคมแล้ว เขาสำนึกผิด บ้างก็สร้างวัด บ้างก็สร้างสถานธรรม บ้างก็สร้างศาลเจ้า บ้างก็สร้างมูลนิธิ ฯลฯ อย่างนี้ ก็นับว่าสมควรให้การยอมรับว่าเขาเคยทำผิดมา แต่กลับตัวกลับใจได้ กลายเป็นคนดีได้ในภายหลัง สังคมควรให้โอกาสเขา แต่ก็ไม่ควรไปหลงงมงาย ศรัทธาเขามาก จนพากันหลงไปทั้งสองฝ่าย ทั้งฝ่ายเจ้าทั้งฝ่ายบ่าว แต่งตั้งกันเองไปเป็นที่สนุกสนาน แบบ “ลัทธิอาจารยิวาท” ก็ไม่ควร (ลัทธิที่ ยกอาจารย์ตนเองขึ้นเป็นดั่งเจ้า เทพเจ้า เจ้าลัทธิ เจ้านิกาย ฯลฯ) ผิดแล้ว สำนึกแล้ว ทำดีแล้ว อย่าหลงดี ดีหรือเลว ไม่ทำให้หลุดพ้นได้ ถ้าคนเรานิพพานได้ด้วยการทำดี คนคงไม่ต้องรอพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้ เพราะคนทำดีบนโลกมีมาก คงนิพพานกันไปหมดแล้ว

อนึ่ง คนที่เปลี่ยนจากเลวเป็นดีนี้ หลายรายจะมีจิตอสูรมาอยู่ก่อน จึงทำความเลว แต่พอหมดวาระกรรม จิตอสูรมักตกจากตำแหน่งจิตสังขาร กลายเป็นเทพประจำตัว หรือเจตภูตคอยดูแลร่างนั้นๆ แทน แล้วเปิดโอกาสให้จิตที่ดีงามเข้ามาเป็นจิตสังขารแทนเปลี่ยนกันแบบนี้ โดยที่คนไม่รู้เลย แต่เขาจะรู้สึกตัวได้ว่า “จิตใจเขาเปลี่ยนแปลงไป” แต่ไม่ได้เกิดจาก “ภาวนามยปัญญา” ที่ถูกต้องเลย แต่เป็นเพราะ “บุญบารมีเก่า” ได้สนองผลเท่านั้น คือ จิตดีๆ เข้ามาแทนที่จิตไม่ดี ซึ่งจิตที่ดี เป็นบุญบารมีเก่าที่เคยบำเพ็ญไว้นั่นเอง ดังนั้น จิตใจที่เปลี่ยนแปลงไปนั้นไม่ได้เกิดจากจิตดวงเดิมเปลี่ยนไปเป็นจิตที่ดีขึ้น แต่เพราะจิตเปลี่ยนดวงเท่านั้น อย่าได้ชะล่าใจคิดว่าเราเอาชนะกิเลสหรือความเลวในตัวเราได้แล้ว หลายท่านเป็นแบบนี้ และยังต้องมาฝึกจิตให้รู้จักวิธีทำ “ภาวนา” ให้เกิดปัญญาแจ่มแจ้งอย่างแท้จริง เพื่อโปรดจิตวิญญาณของตนเอง ดวงที่ยังอยู่ในสิ่งเลวร้ายนั้นต่อไป       

คนทรง จะมีจิตวิญญาณประจำกาย (จิตสังขาร) ที่ไม่พัฒนานัก ทำให้ต้องถูกทรงอยู่เรื่อยๆ เพื่อคุมให้ทำความดีต่อไป โดยมีจิตที่ดี มีบุญบารมีเก่าที่ตนเคยทำไว้ คอยมาทรงบ้าง ออกไปบ้าง อยู่ตลอดไม่ได้ เพราะกายสังขารมีกรรมมาก มีปราณที่ไม่ดี ไม่บริสุทธิ์ จะทำให้เทพเทวดาที่มาทรง เสื่อมจากธรรมที่ตนบำเพ็ญได้ ดังนั้น จึงต้องอยู่ในสภาพ “คนทรง” แต่ก็มีคนทรงบางจำพวก บำเพ็ญบารมีต่อไปเรื่อยๆ ไม่ย่อท้อ จนทำให้จิตสังขารที่ต่ำต้อยของตนเองพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ จนหมดกรรมก็มี อาจารย์ของผู้เขียนท่านหนึ่ง เป็นคนทรง เดิมเป็นคนที่ไม่ก้าวหน้าทางธรรมสายใดเลย ต่อมาถูกทรง ก็เลยทำหน้าที่เป็นคนทรง แล้วได้สนใจเรื่องธรรมะ ไปหาอาจารย์เป็นพระไปบวชพราหมณ์ ไปปฏิบัติธรรม จนที่ที่สุด ก็เอาตนเองหลุดพ้นจากจิตวิญญาณที่ตกต่ำได้ ภายหลังอาจารย์ไม่ได้ทรง แต่อาจารย์ใช้จิตวิญญาณของตนเองในการทำกิจ เช่น ดูดวงทำนายทายทักโดยตรง ซึ่งไม่แม่นยำเหมือนก่อน เพราะอาจารย์ใช้ความสามารถของตนเอง ไม่ได้ใช้ความสามารถของเทพเทวดาข้างบน นี่คือ วิถีของคนทรง ส่วนคนมีองค์เป็นอีกแบบหนึ่ง คือ จะเป็นผู้บำเพ็ญบารมีได้ดีแล้วจึงได้ “เทพประจำตัว” เช่น บางท่านเริ่มได้พวกกุมารก่อน หรือ บางท่านได้ “เจตภูต” มาอยู่ก่อนเช่น พราย, อสูร ฯลฯ แล้วโปรดจิตวิญญาณเหล่านั้นต่อไป จนหลุดพ้นจากภพภูมิที่ต่ำนั้น แบบนี้ มีธรรมก้าวหน้ากว่าแบบแรก คนที่ไม่มีองค์ หรือไม่ใช่คนทรง จะเริ่มลำบากในสังคมยุคต่อไป เนื่องจากพวกเขาไม่มีเทพ, พรหม, อสูร หรือมาร อย่างใดอย่างหนึ่งคอยร่วมบารมี ปกติ ไม่ค่อยพบ มักพบตอนใกล้ชะตาขาด มักมีจิตดวงเดียวในกายรอจุติ ไม่มีองค์ใดคอยช่วยดูแลอีกต่อไปแล้ว อย่างนี้ มีได้เหมือนกัน แต่คนปกติจะมีองค์กันทั้งนั้น ซึ่งก็คือ “จิตวิญญาณในกายเราเอง” แต่ไม่ใช่ดวงที่จะจุติเป็นเราตอนตาย สมมุติ เรามีจิตสังขารเป็นเทวดาชั้นสาม แต่จิตอีกดวงไม่ใช่จิตสังขารได้สวรรค์ชั้นที่หนึ่ง เวลาเราตาย เราจะไปชั้นสาม ไม่ใช่ชั้นหนึ่ง เราจะไปกับจิตดวงสุดท้าย จิตสังขาร หรือจิตเดิมแท้นั่นเอง จิตอีกดวงนับเป็นเทพประจำตัวไป       

ดวงแก้วธรรมกายและการตายเพราะดวงแก้วธรรมกาย

ดวงแก้วธรรมกายจะมีหลายดวง ดวงหนึ่งจะคุ้มกันจิตวิญญาณหนึ่ง จิตวิญญาณซ้อนกันอยู่ ทำให้ดวงแก้วก็ซ้อนกันเป็นชั้นๆ ด้วย โดยดวงแก้วชั้นในสุดที่คุ้มกันจิตสังขาร ขอเรียกว่า “ดวงใจ” คือ ถ้าถูกทำลาย เจ้าของร่างก็ตายทันที คนที่ตายเพราะดวงใจแตกสลายนี้ มีอาการเหมือนคนใจแตกสลายนั่นเอง และมักตรอมใจตาย ดวงใจนี้จะค่อยๆ สลายตัว จากเดิมที่มีพลังเข้มแข็งมาก เหมือนแก้วก็ดี เหมือนเพชรก็ดี จะค่อยๆ หลอมละลายกลายเป็นเหมือนน้ำ ตอนนี้จะรู้สึกเหมือนเหลวแหลก, ล้มเหลว, เหลวไหล ต่อมา จะค่อยๆ สลายตัวเป็นลม คือ จะเริ่มไม่ค่อยมีตัวตน, จับตัวจับตนไม่ได้, เหมือนคนที่จับต้องไม่ได้, ไร้รูปลักษณ์, ไร้ความเป็นตัวตน, เหมือนคนที่ไม่มีความเป็นตัวของตัวเอง หาตัวเองไม่เจอ เพราะพลังธาตุแปรสภาพเป็นลม อาการถ้าถึงขั้นนี้ ก็เข้าใกล้ความตายไปอีกระดับ จากนั้น จะค่อยๆ กลายเป็นธาตุไฟ คือ เร้าร้อน, รุนแรง, ร้อนอกร้อนใจ, ร้อนกายก็เกิดได้ หรือแม้แต่อาการธาตุไฟกำเริบต่างๆ ก็มีได้ จากนั้นธาตุไฟจะค่อยๆ อ่อนกำลัง ริบหรี่ลงๆ คนที่เคยมีความเร้าร้อน ร้อนอกร้อนใจ เริ่มไม่มีไฟที่จะดิ้นรนอะไรอีก ตอนนี้ เขาใกล้ตายเต็มที ให้ลองสังเกตดู คนป่วยใกล้ตายก็ดี คนที่แข็งแรงดีอยู่ก็ดี คนไหนมีอาการไปทีละขั้นแบบนี้ ทำนายได้ว่าอยู่ได้ไม่นานก็ตาย แต่ถ้าคนป่วย นอนซมอยู่ยาวนาน แต่ไม่มีอาการแบบนี้เลย ก็จะไม่ตายเพราะดวงใจสลาย แต่อาจตายด้วยสาเหตุอื่น เช่น จิตวิญญาณสลาย ไม่มีจิตวิญญาณดวงอื่นๆ เข้ามาต่ออายุขัยให้ อย่างนี้ก็ตาย ไม่รอดเหมือนกัน อีกแบบคือ กายสังขารทรุดโทรม จึงอยู่ไม่ไหว ต้องตายเหมือนกัน แบบหลังนี้ไม่ต้องอธิบายเพราะเป็นเรื่องที่การแพทย์อธิบายได้ แต่การตายแบบสองแบบแรกการแพทย์อธิบายไม่ได้ ดังนั้น จึงมีกรณีที่คนไข้ที่กายสังขารยังดีอยู่ อาหารยังไม่หนัก แต่ทำไมตายง่ายๆ หรือตายเร็ว ก็มีบ่อยๆ นี่เพราะอาจมีสาเหตุมาจากสองประการแรกข้างต้น ดวงแก้วธรรมกายชั้นในสุดนี้ถ้าสลายไปก็ตาย ถ้าแตกสลายก็ตายเหมือนกัน เช่น ในคนที่ได้พบเรื่องที่ร้ายแรง รุนแรง กระทบใจ ใจเปราะบาง ก็ตายได้ง่ายๆ บางคน เป็นโรคหัวใจอยู่ก่อนแล้ว เมื่อมีเรื่องไม่ดีเข้ามา ก็ดวงใจแตกสลายทันที คือ หัวใจวายตายนั่นเอง (อันนี้ ต้องนั่งเพ่งตลอดเวลา นั่งดูเหมือนสังเกตธรรมชาติต่างๆ เลยทีเดียว)

การรักษาและป้องกันการตายด้วยอาการดวงใจสลายอีกวิธี คือ การฝึกให้ดวงแก้วไม่ให้เปราะบาง แม้มีเรื่องกระทบกระทั่งเข้ามาถึงตัว แต่ก็ไม่ถึงขั้นดวงใจแตกสลาย เช่น การพิจารณาธาตุน้ำแข็ง ที่อาจเป็นพลังธาตุพื้นฐานของดวงใจ ให้พิจารณาแล้วโน้มน้าวใจตนเองไปทางธาตุดิน หรือธาตุทอง (ดวงแก้วใสเป็นแก้วหนา แต่เปล่งพลังสีทองแห่งคุณธรรมออกมา) จะทำให้ดวงใจไม่เปราะบาง ให้พิจารณาโดยค่อยๆ น้อมนำจิตไปทางความหนักแน่น มั่นคง ความไม่หวั่นไหว ซ้ำๆ จนจิตมีพลังมากพอ พลังธาตุของดวงใจจะค่อยๆ เปลี่ยนสภาพจากน้ำแข็งเป็นแก้วหรือทองในที่สุด อนึ่ง ตราบใดที่ดวงใจยังไม่แตกสลาย เราก็ยังมีโอกาสมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ แม้กายสังขารจะมีพยาธิสภาพบ้างก็ตาม ท่านคงเห็นผู้ป่วยจำนวนมาก ที่ป่วยและมีพยาธิสภาพมาก แต่ยังไม่ตาย และยังดำรงชีพอยู่ต่อไปได้ นี่กายสังขารของเรายืดหยุ่นมากพอควร ดังนั้น เราจึงไม่ควรตายด้วยเหตุเพราะใจคือดวงใจสลาย ดวงใจแตก หรือเพราะจิตวิญญาณสลาย (โดยไม่มีจิตวิญญาณดวงอื่นมาต่ออายุขัยให้) คือ ไม่เป็นคนไข้ใจเสาะ ต้องมีกำลังใจเข้มแข็งก็จะสู้โรคได้

ขั้นตอนการเข้าแทรกของจิตวิญญาณ

๑)    ดลจิตดลใจให้ก่อกรรมเหมือนตน      คือ ถ้าจิตอสูรจะแทรก ก็จะดลใจให้เราทำแบบอสูร คือ ทำผิดโดยไม่เกรงกลัวกรรม ถ้ามารจะแทรกก็จะดลใจให้เราทำแบบมาร คือ บิดเบือนและสร้างเหตุผลใหม่ๆ เข้าข้างตัวเองในทุกการกระทำ

๒)    ให้เราทำกรรมสะสมให้มากพอ                   คือ เมื่อเราถูกดลใจให้ก่อกรรมพอกพูนไปเรื่อยๆ เขาจะหลอกเราไปเรื่อยๆ ให้เราหลงเพลินว่าไม่ผิดนานเข้ากรรมก็พอกพูน จนมากพอที่อสูรหรือมารจะเข้าแทรกเราได้เต็มที่ จากเข้าๆ ออกๆ เป็น “อยู่เลย”  

๓)    แย่งเข้าในดวงใจของกายสังขาร       คือ จิตวิญญาณที่แทรกเข้ามาแล้วนั้น จะไม่หยุดอยู่แค่นั้นจะแทรกเข้า “ดวงแก้วชั้นในสุด” ที่เรียกง่ายๆ ว่าดวงใจของกายสังขาร แล้วบีบให้จิตวิญญาณเดิมออกไป เรียกว่ายึดครองร่างได้โดยสมบูรณ์

อนึ่ง จิตวิญญาณที่ดีจะไม่ก่อกรรมเองในการแย่งเข้ากายสังขารของมนุษย์ ยกเว้นว่ามนุษย์ผู้นั้นถึงคราวตาย ชะตาขาดแล้ว จิตจุติออกจากดวงใจแล้ว จิตวิญญาณที่ดีก็จะเข้ามาแทนที่เพื่อรักษากายสังขารนั้นให้มีชีวิตดำรงอยู่ต่อไป เจ้าตัวก็รู้สึกแต่ว่าตนเองเปลี่ยนแปลงไปนิดหน่อย เพราะจิตแต่ละดวง ก็เป็นส่วนหนึ่งของกายสังขารนั้นมาก่อน แม้ในชาติปัจจุบัน หรืออดีตชาติก็ตามที เรียกได้ว่า เคยเอาความรู้สึกหนึ่งเป็นใหญ่มาก่อน ต่อมาก็เปลี่ยนเป็นมองอีกมุมเป็นใหญ่กว่าแต่ก็ไม่ทิ้งมุมมองที่ตนเคยมองทั้งสองมุม อนึ่ง จิตวิญญาณทุกดวง ก็มีที่มาจากแหล่งเดียวกันมาก่อนทั้งสิ้น ไม่ใช่ตัวกูของกู

การได้มาซึ่ง “จิตวิญญาณ” เพิ่มขึ้นในร่างกาย มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีคือ อายุขัยเราจะยืนยาวขึ้น ซึ่งยุคพระพุทธเจ้าสมณโคดม เบื้องบนจัดสรรให้มีดวงจิตเพียง ๘๙ ดวง หรือ ๑๒๑ ดวง (กรณีเป็นคนดีจริงๆ) แต่ในยุคสมัยพระพุทธเจ้าพระองค์อื่นนั้น เบื้องบนจัดสรรดวงจิตให้มากกว่านี้ ดังนั้น ยุคอื่น เราจึงมีอายุขัยยืนยาวกว่านี้มาก เป็นพันปี หมื่นปีกันเลย ทว่า การมีดวงจิตมากก็เป็นภาระมาก นี่คือ ข้อเสีย ถ้าบริหารดวงจิต คุมดวงจิตไม่ได้ ก็นำกรรมมาสู่กายสังขารร่วมกันทุกดวง นอกจากนี้ การได้มาซึ่งดวงจิตนั้น มาได้ทั้งโดยกรรม, โดยบุญ, และโดยบารมี เช่น คนที่ไปใช้เวทย์มนต์ผูกผีมาเลี้ยงไว้ เขาก่อกรรมแล้วจิตนั้นแทรกเข้าตัว (เรียกว่าของเข้าตัว) นี่มาโดยกรรม แต่บางท่านไปทำบุญแล้วเขาให้กุมารมาเลี้ยงก็มี อย่างนี้มาโดยบุญ กับอีกแบบคือ เราไปฉุดช่วยจิตวิญญาณเขาติดมากับเรา นี่มาโดยบารมี เช่น กรณีหลวงพ่อโตไปช่วยแม่นาค เป็นต้น เมื่อได้จิตวิญญาณมาแล้ว เราควรเร่งฝึกจิตที่ได้มานั้นให้บริสุทธิ์ต่อไป จะได้ไม่เป็นภาระ มีปัญญาเข้าใจกัน ไม่ก่อกรรมวุ่นวาย ทำไปเรื่อยๆ ก็จะโปรดสัตว์ได้มากมายนับไม่ถ้วน

อนุตรธรรม เทคนิคการสังเกตพระโพธิสัตว์ที่มาจากดุสิตและสุขาวดี

สวรรค์ หมายถึง “ภพภูมิ” อันมีความสุข เกิดได้ด้วยผลบุญ อันโลกธาตุของเรามีสามภพ เรียกว่า “ไตรภพ” คือ ภพนรก, ภพมนุษย์, ภพสวรรค์ ซึ่งจะมี “หกชั้น” ส่วนพรหมโลกนั้นจะอยู่เลยออกไปเหมือนดวงอีกดวงหนึ่ง และสุขาวดีโลกธาตุ ก็จะไกลเลยออกไปอีกเป็นอีกโลกธาตุหนึ่ง เหมือนดาวอีกดวงหนึ่งเลย ดังนั้น สุขาวดี กับ ดุสิต นั้น อยู่คนละที่กัน อันนี้ต้องเข้าใจอย่าเพิ่งสับสน ในไตรปิฎกของนิกายเถรวาท จะไม่มีการกล่าวถึงชั้นสุขาวดี แต่ในนิกายมหายาน จะกล่าวถึงแต่สุขาวดี และวิมานของพระศรีอาริยเมตตรัย ซึ่งอยู่ที่สวรรค์ชั้น “ดุสิต” ไม่ใช่สุขาวดี บางตำราถึงกับสอนให้ “เตรียมตัวตาย” โดยมีจุดมุ่งหมายไปที่สุขาวดี หรือไม่ก็ไป “วิมานของพระศรีอาริยเมตตรัย” ที่สวรรค์ชั้นดุสิตทีเดียว พระโพธิสัตว์มีที่มาสองแหล่งคือสุขาวดีและดุสิต แม้มีกายทิพย์เป็นพระโพธิสัตว์ มีจิตโพธิสัตว์ เหมือนกัน แต่มีลักษณะหลายประการที่แตกต่างกันมาก เมื่อมาเกิดเป็นคนมีกายสังขารแล้ว เราสามารถสังเกตดูด้วยตาเนื้อได้ด้วยวิธีง่ายๆ เป็นเบื้องต้น ดังต่อไปนี้

๑)    การยอมเป็นรองผู้อื่น  เป็นวิสัยของพระโพธิสัตว์จากสุขาวดี เนื่องจากถูกฝึกให้ทำงานรับใช้พระยูไล ท่านจึงมี “ความจงรักภักดี” ต่อสิ่งศักดิสิทธิ์ เช่น พระเยซู ก็ศรัทธาพระเจ้า, เทพเจ้ากวนอู ได้ชื่อว่ามีความจงรักภักดีมาก, ท่านพุทธทาส เรียกตัวเองเป็นทาสของพระพุทธ, ขงเบ้ง แม้ปัญญามาก แต่ยอมทำงานให้เล่าปี่ ลักษณะแบบนี้ แสดงว่ามาจากสุขาวดี เพราะเคยชินกับการทำงานเป็น “ทาส” พระยูไล ส่วนพระโพธิสัตว์ที่มาจากดุสิต จะไม่มีพระยูไลคุม จะอยู่กันเอง โดยมีท้าวสันดุสิตคุม ซึ่งท่านมีกายเป็นโพธิสัตว์เหมือนกัน อยู่แบบเท่าเทียมกัน จึงไม่นิยมก้มหัวให้ใครง่ายๆ นิยมเอาชนะเป็นหนึ่งเหนือกัน อย่างนี้จะไปจุติที่ดุสิต

๒)    การเป็นบริวารที่ดี       เป็นวิสัยของพระโพธิสัตว์จากสุขาวดี เนื่องจากถูกฝึกให้ทำงานรับใช้พระยูไล ท่านจึงเป็นบริวารที่ดี ส่วนพระโพธิสัตว์จากดุสิต จะไม่มีลักษณะแบบนี้ จะเป็นผู้นำอย่างเดียว ไม่ก็นิยมความเป็นอิสระไปเลย ไม่ชอบการเป็นบริวารใคร ไม่ยอมให้ใครซื้อตัวได้ง่ายๆ พระโพธิสัตว์ที่ยามอยู่บนโลก ได้รับการดูแลอย่างดีด้วยผู้มีบารมี และยอมเป็นบริวารเขาได้ง่ายๆ ก็จะไปจุติที่สุขาวดี แต่คนที่ไม่ยอมก้มหัวให้ใครเลย รักอิสระ เช่น เป็นพระที่ไม่มีนิกาย เหมือนแบบพระสงฆ์สาวกในครั้งพุทธกาล แบบนี้จะจุติที่ดุสิต ซึ่งจะมีโอกาสได้นิพพานเร็ว

๓)    การเป็นอิสรภาพ        เป็นวิสัยของพระโพธิสัตว์จากดุสิต ยอมเป็นนกที่ยากไร้ดีกว่าเป็นนกในกรงทอง มักพบในกลุ่มชาวนาที่มีจิตใจดี เช่น ชาวนาที่เสียสละเพื่อลูกของตนเองได้ ตนเองยอมยากลำบาก เพื่อให้ลูกได้ร่ำเรียนอยู่สุขสบาย แบบนี้ มีโอกาสได้จุติที่ดุสิตมาก ในขณะที่เหล่าพระโพธิสัตว์ที่สุขาวดีจะไม่เน้นความมีอิสรภาพมากขนาดนั้น จะยอมอยู่ใน “กรงทอง” เช่น พระราชาที่ทำคุณงามความดีมาก แต่ไม่สามารถเสียสละราชบัลลังก์ลงได้ นี่ก็จุติที่สุขาวดี ด้วยจิตที่ไม่อาจละบัลลังก์ จะทำให้ต้องได้ครองวิมานที่เหมือนเมืองในสุขาวดีแทน

๔)   การทำงานใหญ่         เป็นวิสัยของพระโพธิสัตว์จากสุขาวดี เนื่องจากถูกฝึกให้ทำงานรับใช้พระยูไล ที่มี “มหาปณิธานเพื่อโลกมากมาย” เช่น คนที่เสียสละตนทำงานให้องค์กรอิสระเพื่อโลกโดยไม่หวังผลกำไร พวกเขาจะทำงานมาก เช่น สร้างสถานธรรมมากมาย มีโรงทาน, โรงเจ ฯลฯ แบบนี้ได้ถึงสุขาวดี เหล่านิกายต่างๆ ก็ดี, สถานธรรมจำนวนมากก็ดี, ศาลเจ้าก็ดี มักได้อย่างนี้ แต่สำหรับท่านที่จุติที่ดุสิต ไม่ต้องทำมากขนาดนั้น แค่บรรลุ “โพธิจิต” ก็จุติที่ดุสิตได้ แต่จะมีบุญน้อยกว่า อายุขัยสั้นกว่า นิพพานได้ง่ายและเร็วกว่าพระโพธิสัตว์ที่จุติยังสุขาวดี

๕)   ความเป็นอยู่สมถะ      เป็นวิสัยของพระโพธิสัตว์ที่ดุสิต เช่น อยู่กุฏิเล็กๆ พอใจในการอยู่แบบจนๆ ไม่เด่น ไม่ดัง เพราะชอบความสงบอิสระ ไม่มีคนมารุมล้อมกวนใจ ในขณะที่พระโพธิสัตว์ที่จุติที่สุขาวดี จะได้อยู่อย่างมีระดับ หรูหรา ไม่แพ้พวกมารเลย เพราะสวรรค์ของท่านเหนือชั้นยิ่งกว่าชั้นมาร เช่น วัดที่สร้างอย่างสวยงามอลังการ, สถานธรรมที่สร้างยิ่งใหญ่สวยงาม, พระราชวังที่สวยงาม ฯลฯ

๖)    คล้ายมหายาน          เป็นวิสัยของพระโพธิสัตว์ที่สุขาวดี ถ้าพระโพธิสัตว์ที่ดุสิต ซึ่งจะมีความคล้ายกับพระพุทธศาสนาดั้งเดิมเถรตรง ไม่ใช่แบบที่มีนิกาย มีความเป็นอยู่คล้ายพระสาวกในสมัยพุทธกาลมาก ถ้าปฏิบัติห่างไกลออกไป ก็จะไปจุติไกลออกไปเลยสวรรค์ชั้นดุสิต (ชั้นที่สี่) ไปไกลเลยพรหมโลก ไปถึงสุขาวดีเลย ยิ่งห่างไกลจากแนวทางดั้งเดิมแต่ไม่ถึงนิพพาน ก็จะไปรอกองกันอยู่ที่สุขาวดี

๗)   มีมหาปณิธาน           เป็นวิสัยของพระโพธิสัตว์ที่สุขาวดี คือ การเวียนว่ายตายเกิดไม่สิ้นสุดเพื่อโปรดสัตว์ โดยไม่ย่อท้อ ยอมให้สัตว์อื่นนิพพานก่อนตน ตนขอไปทีหลัง ถ้าพระโพธิสัตว์ที่ดุสิต จะมีจิตตรงต่อ “นิพพาน” เป็นสำคัญ ไม่ไปทางอื่น เห็นว่าการเวียนว่ายตายเกิดไม่สิ้นสุดนั้น ไม่ใช่ทางออก แก้ปัญหาไม่ได้จริง แก้ทุกข์ไม่ได้จริง ทางแก้ทุกข์แท้จริงคือต้องนิพพานเท่านั้น ไม่มีอย่างอื่น ดังนั้นจึงมีจิตตรงต่อนิพพาน ไม่มีมหาปณิธานที่จะเวียนว่ายอย่างไม่จบไม่สิ้นก็หาไม่

๘)   เกี่ยวข้องกับคนมาก    เป็นวิสัยของพระโพธิสัตว์ที่สุขาวดี ถ้าพระโพธิสัตว์ที่ดุสิต จะเกี่ยวข้องกับคนน้อยกว่า คือ เกี่ยวข้องกับผู้ที่ต่ำกว่าสวรรค์ชั้นดุสิตลงไปเป็นสำคัญ และคนที่เหนือกว่าบ้างบางส่วนเช่น เหล่ามาร (ที่อยู่สวรรค์ชั้นที่ห้าและหก) ส่วนพระโพธิสัตว์จากสุขาวดี ถ้าจะโปรดสัตว์เบื้องล่างต้องผ่านด่านมากมาย ลงมาจากุขาวดี ผ่านพรหมโลก ผ่านชั้นมาร แล้วค่อยๆ ลงต่อไป ดังนั้น ท่านจึงเหมือนคนที่อยู่สูงเกินเอื้อม บางครั้งจะช่วยคนก็ช่วยได้ยาก เพราะเอื้อมลงไปไม่ถึง และต้องเจอเหล่าพรหมในรูปพวกฤษีก็ดี พวกพระที่นิยมลาภสักการะก็ดี ฯลฯ ทั้งยังต้องมีเรื่องราววุ่นวายกับเหล่ามารอีก ถ้าใครยังไม่มีเรื่องกับมารแสดงว่าเขายังได้ธรรมไม่สูงแบบสุขาวดี พวกที่มีประสบการณ์กับมารได้นั้น ต้องได้สูงแล้ว

๙)    ลำดับชั้นในสังคม      ถ้าอยู่ที่ดุสิตหวังจะได้ตำแหน่ง สถานะที่สูงขึ้น จะเจอมารทันที เหมือนสวรรค์ชั้นมารอยู่เหนือดุสิต ถ้าหวังสูงเกินตัว มารก็จะเล่นงานได้ ถ้าไม่หวังเกินตัว ก็จะไม่ถูกมารเล่นงาน ส่วนผู้ที่มาจากสุขาวดีนั้น มีตำแหน่งสูงกว่ามารอยู่แล้ว แต่เมื่ออยากจะช่วยสัตว์เหล่าอื่น มักช่วยไม่ได้ เอื้อมไปไม่ถึง เพราะสูงเกินไป เช่น พระราชาที่ดี พอจะช่วยเหลือคน แม้มีตำแหน่งสูง แต่ไม่สามารถลงไปช่วยได้ มีมารกั้นไว้ก่อน ถ้าฝ่าด่าน “มาร” ไม่ได้ ก็จะช่วยเหลือคนไม่ได้       

ในโลกของเรานั้นจึงต้องมี “การคานอำนาจระหว่างภาคมารกับผู้สูงส่ง” ไว้ แล้วอาศัยผู้ที่จุติมาจากดุสิต ช่วยเหลือสรรพสัตว์ที่อยู่ล่างลงไปแทนซึ่งจะสะดวกกว่าเช่น พอเหล่าคนชั้นสูงและมารแย่งอำนาจกันเอง ก็อาศัยพระที่ดูสมถะ โปรดสอนคนที่อยู่ระดับล่างลงไป โดยเป้าหมายสำคัญอยู่ที่สัตว์ในอบายภูมิสี่ ได้แก่ สัตว์นรก, เปรต, สัตว์เดรัจฉาน และอสุรกาย ทั้งนี้ ในสามเหล่ามี “สัตว์เดรัจฉาน” ซึ่งยังไม่เหมาะแก่การสอนนักจึงเว้นไว้ แต่อีกสามเหล่าสามารถโปรดได้ด้วยวิธีต่างๆ เช่น สัตว์นรกด้วยการหาช่องทางผ่อนปรนลดโทษให้แก่สัตว์นรกที่พอมีบุญติดตัวอยู่บ้างและมีความสำนึกผิดแล้ว ส่วนเปรตก็โปรดได้ด้วยการ “อุทิศส่วนบุญไปช่วย” และอสุรกาย ก็สามารถโปรดได้ด้วยการให้ช่วยทำงานที่ดีเพื่อจะได้อาศัยบุญบารมีพาตัวเองหลุดพ้นได้ ส่วนเทวดาชั้นที่หนึ่งถึงชั้นที่สามนั้น ควรโปรดด้วยธรรมเป็นสำคัญ เพราะไม่จำเป็นต้องทำให้มีบุญมากขึ้นเพื่อเลื่อนชั้นสวรรค์แต่อย่างได เพียงได้สวรรค์ชั้นใดชั้นหนึ่งในสามนี้ เพียรปฏิบัติธรรมก็สำเร็จมรรคผลนิพพานได้ แต่การมัวหลงอยู่กับการสร้างบุญ อาจทำให้เลยไปไกลถึงสุขาวดี ดังที่ได้กล่าวมา

อนุตรธรรม เทพนักษัตรปีระกา เมืองลับแล และอาชีพโสเภณี

เมืองเหนือมีปัญหาหนึ่งที่แก้ไม่ได้นานแล้ว คือ “การตกเขียว” โดยการชักชวนหญิงสาวชาวเหนือไปค้าบริการทางเพศ ก่อนที่เราจะชี้ถูกชี้ผิด ขอให้ท่านทั้งหลายทบทวนดูกรรมต่างๆ ที่เขาเหล่านี้ต้องรับ และดำเนินไปให้ยาวนานก่อน อย่าเพิ่งมองว่าโสเภณีเลว หรือดีจังควรทำบ้าง ก็หาไม่ ขอให้พิจารณาเรื่องราวต่อไปนี้ ถึงความเป็นมา ของการดำเนินไปของกรรมแห่งการเป็น “โสเภณี” และทางหลุดพ้น ดังจะอธิบายโดยละเอียดต่อไปนี้

โสเภณีไม่ผิด แต่ขาดผู้แนะนำ

พระนิตยโพธิสัตว์องค์สำคัญองค์หนึ่งได้จุติมาที่เมืองเหนือ และทำให้บริวารของท่านจุติลงมามากมายด้วย เนื่องจากทางบำเพ็ญบารมีมาทาง “ไก่” คือ ในช่วงบำเพ็ญบารมีได้มากนั้น ท่านพ้นความเป็นเดรัจฉานได้ด้วยการเกิดเป็นไก่ แล้วยอมสละชีพตนให้ผู้อื่นกิน ตามตำนานดาวลูกไก่นั่นแหละ เพราะท่านมีบารมีมากพอควร ดังนี้ เบื้องบนจึงต้องส่งพระสังฆราชสุก (ไก่เถื่อน) ลงมาเพื่อคุมท่านโดยเฉพาะ โดยการค้นพบวิธี “เลี้ยงไก่ป่าให้เชื่อง” แล้วถ่ายทอดวิชชานี้สู่หลวงพ่อโต จากหลวงพ่อโตสืบถอดต่อมายังรัชการที่ห้า ในที่สุด รัชการที่ห้าก็สามารถปราบหัวเมืองเหนือ ทำลายขั้วอำนาจของเจ้าทางเหนือได้ราบคาบเพราะ “วิชชาเลี้ยงไก่เถื่อน” นี่เอง คงไม่ต้องบอกมากกว่านี้นะครับว่าใครคือพระนิตยโพธิสัตว์ผู้บำเพ็ญบารมีมาทางไก่ (พระพุทธเจ้าทุกพระองค์จะมีสัตว์ สัญลักษณ์ประจำพระองค์ เช่น พระกกุสันโธ มีไก่, พระโกนาคม มีพญานาค, พระโคดม มีโค ฯลฯ)

ดังนั้น เมืองเหนือทั้งหมด จึงเป็นที่สำหรับบริวารของพระนิตยโพธิสัตว์องค์นี้ ซึ่งท่านจะมาโปรดบริวารของท่านทั้งหมดที่บำเพ็ญบารมีมาทางไก่ การบำเพ็ญบารมีมาทางไก่นั้น จะมีจุดเริ่มต้นมาจาก “นก” คือ สัตว์ปีกทั้งมวลมีบรรพบุรุษร่วมกัน คือ “หงส์” ซึ่งมีวิสัยชอบอยู่เป็นคู่ไม่แยกจากกัน ถ้าตัวหนึ่งตาย อีกตัวจะตายตาม แต่ไก่ได้เสื่อมจากความเป็นหงส์ลงมาสู่พื้นดิน อยู่กับภาคพื้น เพื่อฉุดช่วยมวลสัตว์ เคยได้มองจากฟ้าเห็นทุกอย่าง ก็ต้องลงมายังดินเช่นผู้อื่น (เหมือนพระโพธิสัตว์บนสวรรค์ ต้องจุติลงมาช่วยคน) ซึ่งไก่ตัวผู้จะดำรงสภาพความเป็นหงส์อยู่บ้าง คือ รักเดียวใจเดียวยึดมั่นในรักแท้ ถึงขนาดยอมตายได้เพื่อความรัก ถ้าแยกจากคนที่รักก็จะต้องตายในเวลาไม่นานต่อมาแล้วแต่กำลังจิต กำลังบารมีจะทนได้นานเท่าไร เราจึงเรียกมนุษย์ผู้ชายที่ยอมเสียสละเพื่อผู้หญิงคนเดียวได้อย่างโง่ๆ ว่า “ไก่อ่อน” คือ ไม่ประสาเรื่องรักๆ ใคร่ๆ โดนผู้หญิงหลอกเอาง่ายๆ ก็ยังยอมให้เขาหลอก (แต่อย่าดูถูกผู้ชายแบบนี้นะครับเพราะเขาบำเพ็ญบารมีได้มากเชียว) ส่วนผู้หญิงที่ต้องเกิดในตระกูลไก่ จะมีวิสัย “ง่าย” ในเรื่องกาม คือ ยอมเสียตัวง่ายๆ บ้าง ยอมขายตัวเป็นโสเภณีบ้าง ฯลฯ อันนี้ เราเรียกผู้หญิงแบบนี้ว่า “ไก่” ส่วนฝรั่งเรียกว่า “Chick” แปลแล้วก็เหมือนกัน โดยเขาจะมีวัฒนธรรม Free sex รองรับเผ่าพันธุ์ “ไก่” เพื่อรอให้พระนิตยโพธิสัตว์องค์นี้มาโปรด มาสอน ดังนั้น ผู้คนทั้งหลายที่ขายบริการทางเพศก็ดี มี Free sex ก็ดี ไม่ผิด เป็นธรรมชาติจัดสรรมาให้เกิด แต่เขารอเพียงผู้โปรดพวกเขาเท่านั้นเอง เขาก็จะหลุดพ้นจากวังวนของความเป็น “ไก่”

เทพนักษัตรปีระกา (ไก่) มีลักษณะอย่างไร

มนุษย์ผู้หญิงที่ยอมมีเพศสัมพันธ์กับคนง่ายๆ แต่ไม่ยึดมั่น ไม่ยึดติด และผู้ชายที่ยึดมั่น ยึดติดในความรัก แต่รักเดียวใจเดียว ทั้งคู่จะถูกเลือกให้เกิดเป็น “เทพนักษัตรปีระกา” คือ เทพไก่ จะอยู่บนสวรรค์ชั้นที่หนึ่ง หรือบนพื้นโลกเรานี้เอง พวกเขาจะมีความรักสงบ รักสันโดษ ไม่นิยมสงคราม ชอบความสันติสุข และครองคู่อยู่กันอย่างสงบ แต่กรรมจะไม่อนุญาตให้ได้เป็นเช่นนี้ตลอดไป จิตวิญญาณที่อยู่ร่วมกันในสวรรค์ชั้นที่หนึ่งจะรุกรานพวกเขาบ่อยๆ ทำให้พวกเขาใช้ความเป็น “ไก่” คือ การพรางตัวอยู่ในป่า ไม่ให้ศัตรูรู้เห็น คือ สุดยอดวิชชากำบังกาย สามารถบังได้ทั้งเมือง ที่เรียกว่า “เมืองลับแล” นั่นเอง

ดังนั้น ชาวเมืองลับแลทั้งหมด ถามว่าเป็นเทวดาประเภทอะไร ตอบได้หรือยัง ง่ายๆ เลย คือ “เทพนักษัตรปีระกา” หรือ เทพไก่ นั่นเอง เทพไก่ต้องอยู่กับพื้นดิน ไม่มีอาหารทิพย์เลี้ยงตัวมากนัก เพราะไม่มีความเป็นเทวดาสมบูรณ์ แต่ก็พอหากินได้ด้วยการคุ้ยเขี่ยหาอาหารคือ พวกเขาจะมีกายเหมือนคน (เวลาแปลงกาย) แล้วทำมาหากิน ทำไร่ไถนา ส่วนผู้ชายจะไม่ค่อยทำงานจะเขียนหนังสือ อ่านตำรับตำราบำเพ็ญบารมีไป ผู้หญิงจะทำงานเลี้ยงผู้ชาย ผู้ชายทำหน้าที่เพียงใช้ความรู้ที่มี สร้างพลังคุ้มกัน กำบังเมืองไว้ ทำสมาธิ ปกป้องเมือง และวางแผนดูแลเมือง เรียกว่าเหมือนชนชั้นนักปกครอง ผู้หญิงมักทำงานแทนทั้งหมด นี่คือ ผลบุญของผู้ชายที่รักเดียวใจเดียวมั่นคง แต่ยึดมั่นในรักมากเกินไป ส่วนผู้หญิงมีกรรมเพราะยอมเสียตัวง่าย ไม่ค่อยรักนวลสงวนตัว แต่ดีที่ไม่ยึดมั่นถือมั่นในรัก ก็เข้าคู่ชำระกรรมร่วมกันอย่างนี้ จากเทพไก่ ถ้าผู้ชายตายหมด เพราะถูกเขารุกราน ถูกฆ่าหมดแล้ว เทพไก่จะไม่หนีเลย เหมือนไก่ทุกตัว ก็ตายให้คนกินหมด ไม่มีหนี เมื่อผู้ชายตายหมดแล้ว ไม่มีใครใช้พลังจิตดูแลปกป้องเมืองอีก เมืองก็จะล่มจมในไม่ช้า กลายเป็น “เมืองแม่หม้าย” มีแต่ผู้หญิงอยู่ ตอนนี้ ไม่มีสามีบำเรอกามและคอยสอนธรรมแล้ว ผู้หญิงก็จะเสื่อมลงไปดังกรรมที่ทำไว้แต่กาลก่อนคือ เข้าหาชายอื่นๆ ในโลกทิพย์ เช่น พวกพญานาคก็ดี, เทพงู, เทพหมู ฯลฯ เพื่อชักชวนให้มาเป็นสามี และช่วยตนดูแลเมืองต่อไป ถ้าไม่มีเลย ก็จะถูกรุกรานจนล่มสลายอีกรอบหนึ่ง และกลายเป็น เมืองร้าง ไม่มีจิตวิญญาณอยู่แล้ว เพราะเทพไก่ (หญิง) หนีแตกออกไปจากเมืองหมด กระจัดกระจายออกไป ในตอนนี้เอง เทพไก่ ก็จะเข้ามาสู่เมืองมนุษย์ อยู่ร่วมกับมนุษย์ แฝงในกายมนุษย์ แล้วจะเสพกามกับชายที่มีครอบครัวแล้ว จนเสื่อมลงๆ จนกลายเป็น “ผีแม่หม้าย” หรือ “อสูรคณิกา” ในที่สุด คือ อสูรที่สูบพลังชีพของผู้ชายกิน จนผู้ชาย หมดแรงตายไปเองจำนวนมากมาย ดังที่เราเห็นเคยเกิดขึ้น คือ ผีแม่หม้าย ก็มีมาแล้ว แต่ถ้าผู้หญิงเหล่านั้น ไม่ได้ยอมเสียตัวให้ผู้ชายฟรีๆ แต่หวังละโมบโลภมาก เอาเงินเขาด้วย ก็จะมีจิตตระหนี่ถี่เหนียวโลภมาก และกลายเป็น “วิมานิกเปรต” คือ เปรตมีวิมาน เป็นผู้หญิงตอนกลางคืนให้ผู้ชายมานอนสมสู่ด้วย แต่เป็นเปรตถูกสุนัขกัดแทะตอนกลางวัน หรือที่เห็นด้วยตาเนื้อ คือ โสเภณีที่ป่วยเป็นโรคแล้วนั่นเอง ดังนั้น ก่อนที่จะเสื่อมลงไปถึงขั้นนั้น จำต้องหาวิธีฉุดช่วยเหลือพวกเขาเหล่านี้ก่อน อย่าเพิ่งมองจับผิด

การบำเพ็ญให้หลุดพ้น

๑)    วิมานิกเปรต            ขั้นต่ำสุด คือ เขาจะป่วยเป็นโรคเพราะอาชีพขายบริการ บางทีตอนกลางวันต้องนอนทรมาน แต่กลางคืน ต้องแต่งหน้าให้สวยเพื่อไปค้าบริการ เนื่องจากต้องใช้เงินรักษาตัวตลอดเวลา จึงต้องทำงานต่อไป ให้บำเพ็ญโดยเริ่มไต่เต้าจากการไม่ต้องรีบละกาม ทำไปทีละขั้นๆ คือ “ไม่เอาเงินคน” ไม่หวังเงินจากใคร หวังแค่มีแฟนที่เข้าใจ ถ้าเขาไม่รักเรา เขาทิ้งเราไป ก็ไม่ต้องยึดมั่น ยอมเสียตัวให้เขาก่อนเป็น “ทาน” เพราะเราไม่มีอะไรทำทานแล้ว ไม่มีเงินด้วย ทำด้วยจิตบริสุทธิ์ที่หวังมีแฟนจริงจังสักคนก็พอ เพียงเท่านี้ เมื่อหมดความละโมบในเงินของเขาได้ จะพ้นจากวิมานิกเปรต เกิดใหม่เป็น “อสูรคณิกา”

๒)    อสูรคณิกา              ขั้นต่อมาได้เลื่อนขั้นมาที่อสูรคณิกาแล้ว บางรายตอนแรกไม่รู้ตัวว่าป่วยเป็นโรคติดต่อ แต่ป้องกันทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ก็ไม่เป็นไร แต่พอหลุดพ้นจากวิมานิกเปรตแล้ว มักตกกรรม “อสูรคณิกา” ต่อ คือ มีความแค้น มีฤทธิ์ เริ่มมีร่างกายดีขึ้น ดูสวยงามขึ้น มักเสพกามเพื่อแพร่เชื้อโรคแก้แค้นบ้างก็มี อย่าทำอย่างนั้น พยายามจริงใจ บริสุทธิ์ใจ ป้องกันโรคติดต่อแล้วหวังว่าจะมีใครรักคนที่รักเราจริง (เพราะจะให้หักดิบละกามเลย คงไม่มีคนทำได้ การละกามเป็นธรรมระดับอรหันต์) ตอนนี้ ถ้าทำได้จะเริ่มหลุดพ้นจากอสูรได้ กลายเป็นเทพไก่  

๓)    เทพไก่ (ลับแล)       ขั้นต่อมา จะเริ่มมีบุญเลี้ยงตัวบ้าง เริ่มได้งาน มีเงินเดือนบ้าง เพราะได้เลื่อนชั้นเป็นเทพแล้ว จะพ้นความลำบากขึ้นมาระดับหนึ่ง บำเพ็ญโดยการสร้างคุณค่าในตัวเองให้เกิดขึ้น จากเดิมที่เป็นหญิงต่ำต้อย ให้พัฒนาความสามารถพิเศษ เช่น ศิลปะ, การร่ายรำ, ดนตรี (บำบัด) และเบื่อหน่ายในเรื่องกาม ก็จะค่อยๆ หลุดพ้นจากเทพไก่ กำเนิดในพรหมโลก เป็นพระสุรัสวดี

๔)   พระสุรัสวดี              ขั้นนี้ สำเร็จได้ด้วยความเห็นโทษแห่งกาม หรือทุกข์ของการมีความรัก แต่ไม่ใช่ใจด้านชา รังเกียจความรัก ปิดกั้นความรักก็หาไม่ ใจลึกๆ ยังหวังเสมอว่า “รักจริงน่าจะมีอยู่” มีความหวังอย่างนั้น จนในที่สุด ก็ได้พบหนุ่มน้อยรูปงามมาชอบเข้า ได้พิจารณาแล้ว เห็นว่าไม่สมควร เพราะเขายังเด็กอยู่ในวัยเรียนไม่ควรมาเสียอนาคตเพราะตนเอง ก็ได้สละละทิ้งไป เช่นนี้ จึงจะได้ครองคู่อยู่กับมหาเทพในที่สุด คือ ได้แต่งงานกับ “พระพรหม” บางคน จะได้แต่งงานกับฝรั่งแก่ๆ ใจดี ใจเย็น มีเงินเลี้ยงดูตัวเองและครอบครัวได้ด้วย นี่คือ พรหมในกายสังขารมนุษย์ มักมาในรูปฝรั่งแก่ๆ ที่ใจดี ใจเย็น มีความรู้ ใจกว้าง 

๕)   อวโลกิเตศวร          ขั้นนี้ สำเร็จได้ด้วยการเห็นความสำคัญของพ่อแม่ของตน มากกว่าตนเอง ยอมสละตนเองเพื่อพ่อแม่ โดยไม่ได้สละชีวิต แต่สละความสุขด้านครอบครัว ยอมแต่งงานเพื่อเงิน เช่น ไม่ได้รักฝรั่งแก่ๆ นั่นเลย แต่เข้าใจว่าคือทางช่วยให้พ่อแม่ของตนได้มีชีวิตที่ดี อีกทั้งการยอมอยู่กับฝรั่งนั้น เป็นการแต่งงานถูกต้องตามประเพณี ไม่ได้ผิดศีลธรรม แม้ตนไม่ได้รัก แต่ก็ยอมในที่สุด เมื่อคิดได้อย่างนี้ จะสำเร็จกายอวโลกิเตศวร และสามารถมีครอบครัว และจะมีลูกให้เลี้ยงดูได้ต่อไป (พระอวโลกิเตศวร ต้องมีกุมารชายหญิงมาอยู่ด้วย)

นี่คือ ขั้นตอนการบำเพ็ญธรรม จากภพภูมิที่ต่ำที่สุด คือ “เปรต” สำหรับท่านที่ต่ำกว่านี้ คือ นรก เช่น ท่านที่นอนป่วยขยับร่างกายไม่ได้ เหมือนถูกทรมานอยู่ตลอด นั่นคือ ตกนรกทั้งเป็น มีสองแบบ คือ แบบที่ตกนรกเพราะกรรม กับแบบที่ตกนรกเพราะบุญบารมี เช่น พระโพธิสัตว์กษิติครรภ์ ถ้ามนุษย์คนได้บำเพ็ญบารมีได้กายทิพย์นี้ ก็จะต้องนอนป่วยทรมาน เหมือนตกนรกทั้งเป็นได้ แต่จะมีจิตใจผ่องใส เพราะไม่ใช่สัตว์นรก หรือแม้ แต่พระจี้กง คนใดบำเพ็ญบารมีได้กายนี้ ก็มีโอกาสจะต้องนอนป่วยราวตกนรกทั้งเป็น แต่จะมีจิตใจที่ผ่องใส แต่ในกรณีนี้ สำหรับท่านที่ตกนรกทั้งเป็นเพราะกรรมนั้น จะต้องทุกข์ทั้งกายและใจ จิตใจไม่ผ่องใส ให้ฉุดตัวเองออกจากนรก ด้วยการระลึกถึงบุญที่ตนเองเคยสร้างไว้แต่เก่าก่อน แล้วภาวนาถึงพระกษิติครรภ์ ขณะที่นอนป่วยอยู่นั้นไปเรื่อยๆ ว่า “นำโม ตีจั่งอ้วงผู่ซา” แปลว่า นะโม พระกษิติครรภ์โพธิสัตว์ นั่นเอง จนกว่าจะถึงวาระที่ควร พระกษิติครรภ์จะฉุดช่วยให้พ้นจากนรกทั้งเป็นนั้น ทำให้สามารถมีชีวิตเดินต่อไปได้ ลุกขึ้นมาทำคุณงามความดีได้บ้าง แต่อาจยังไม่พ้นความเป็นเปรต ก็ให้บำเพ็ญตามลำดับที่เขียนไว้ต่อไป อนึ่ง ที่เขียนไว้ตั้งแต่ภพเปรตขึ้นมานี้ เพราะเข้าใจว่าท่านทั้งหลายจะตัดกามทีเดียวเลยคงไม่ได้ แต่ค่อยๆ ปรับพฤติกรรมไปทีละน้อยก็พอไหว

ความเปลี่ยนแปลงเมื่อเทพนักษัตรปีระกาลงมาโปรดโลกมนุษย์

๑)    ผู้หญิงจะเป็น “ไก่” กันมากขึ้น คือ จะนิยมในวัฒนธรรม Free sex ไปจนถึง ค้าบริการทางเพศตั้งแต่เด็ก อันนี้ ลองไปค้นหาสถิติดูว่า ปัจจุบัน ปัญหานี้เกิดขึ้นแล้วหรือยัง และค้นหาคำตอบอธิบายได้ไหมว่าทำไมสังคมจึงเปลี่ยนไปเช่นนี้ และถ้าหาสาเหตุได้ แล้วแก้ที่สาเหตุแล้ว สำเร็จผลไหม ถ้าไม่ แล้วเพราะอะไร

๒)    ผู้ชายจะตายมากขึ้นคือ ผู้ชายที่ไม่มั่นคง ไม่จริงใจในความรัก หรือไม่มีอิทธิฤทธิ์ปกป้องตัวเอง จะตายง่าย ทำให้ประชากรผู้ชาย ค่อยๆ ลดลงไปเรื่อยๆ เนื่องจากบริวารของพระนิตยโพธิสัตว์องค์นี้ มีแต่ผู้หญิงมากมาย และมีบารมีมาก ผู้ชายที่จะรอดตายได้ต้องมีพลัง “อิม” เช่น พวกอสูรที่ดูดพลังคนอื่นได้ เช่น พวกมังกร

๓)    ผู้ชายที่รักมั่นคงใจเดียวจะรอดตาย อยู่อย่างนักปราชญ์ไม่ต้องทำงาน จะมีผู้ชายประเภทนี้เกิดขึ้นในสังคมไทยมากขึ้น ผู้หญิงจะทำงานเก่ง ทำงานหาเลี้ยงผู้ชาย ผู้ชายจะบำเพ็ญธรรม และคอยปลอบใจ อยู่เบื้องหลังผู้หญิง แต่จะไม่ทำงาน ถ้าบำเพ็ญจากไก่ ไปเต่ามังกร แล้วขึ้นชั้นมังกรฟ้า ก็จะเที่ยวท่องไปอย่างอิสรเสรี   

๔)   จุดศูนย์กลางของพระนิตยโพธิสัตว์องค์นี้อยู่ภาคเหนือ ทำให้ผู้หญิงเมืองเหนือค้าบริการ และเป็น “ไก่” กันมาก และถ้ามีพระโพธิสัตว์องค์อื่นๆ บำเพ็ญบารมีตาม ก็จะส่งผลเช่นเดียวกัน คือ พระรูปใดบำเพ็ญด้วยการใช้พลังจิตปกป้องเมือง ที่นั่นจะเกิดผู้หญิงที่เป็น “ไก่” มากขึ้นเช่น ที่ปทุมธานี ส่งผลให้กรุงเทพมีไก่มาก.

อนุตรธรรม กรรมประเทศกับกรรมส่วนบุคคล

กรรมแต่ละกรรมต้องมี ผู้กระทำกรรม และผู้รับกรรม จึงจะครบองค์กรรม ทั้งนี้ กรรมบางกรรมกระทำร่วมกันมากมายทั้งประเทศ อย่างนี้เราจะเรียกว่า “กรรมประเทศ” ต้องรับผลร่วมกันทั้งประเทศ เช่น อดีตชาติหนึ่ง พระราชานำพาบริวารไปทำสงคราม ตายกันมาก เมื่อมาถึงวาระกรรมนั้นสนองผลในชาตินี้ อาจเบาบางจางลง เพียงแค่ “โรคระบาด” ในประเทศทำให้คนตายมาก อย่างนี้ก็มีได้ เป็นได้ อันนี้คือ กรรมประเทศ ทว่า บุคคลใดเร่งปฏิบัติจนหลุดพ้นกรรม คนผู้นั้นจะอยู่นอกบ่วงวิบากกรรมประเทศนั้น เช่น พระพุทธองค์ ทรงปฏิบัติหลุดพ้นแล้ว ท่านจึงได้ชื่อว่าพ้นแล้วจากทางโลก ไม่ต้องรับวิบากกรรมร่วมในประเทศใดๆ ที่ทรงดำเนินไป แต่รับเฉพาะกรรมส่วนพระองค์เท่านั้น อย่างนี้ก็มีเกิดขึ้นได้ เป็นได้เหมือนกัน สรุปคือ ประเทศจะได้รับกรรมร่วมกันจากผลกรรมที่เคยทำร่วมกันมาในอดีตชาติ แต่บุคคลไม่จำเป็นต้องรับวิบากกรรมนั้นๆ ร่วมกันทั้งหมด บุคคลใดเร่งปฏิบัติจนหลุดพ้นกรรมนั้นแล้ว ก็ไม่ต้องรับกรรม สมมุติ พระราชาที่นำพาบริวารไปทำสงครามนั้น ไม่เอาแล้ว ไม่ทำสงครามอีก แล้วเร่งปฏิบัติธรรมจนหลุดพ้นกรรมนี้ ท่านผู้นี้ก็ไม่ต้องรับกรรม แต่บริวารของท่าน ถ้าไม่เร่งปฏิบัติให้หลุดพ้น ก็จะต้องรับกรรมไป ถ้าไม่มีผู้นำคนเดิมนำพาพวกเขาไปทำสงคราม ก็จะมี “ผู้นำคนใหม่” นำพาเขาไปทำสงครามแทน

ขอเรียกผู้ที่ทำหน้าที่แทนนี้ว่า “องค์แทนกรรม” ก็แล้วกัน คือ องค์จริงที่เคยทำกรรมไว้ ไม่เอาแล้วในกรรมนั้น อโหสิกรรมจนขาดสิ้นกรรมนั้นแล้ว ก็จะมีท่านอื่นที่มีบารมีพอที่จะทำหน้าที่นั้นๆ ได้ ขึ้นมาทำหน้าที่แทน เรียกว่า “องค์แทน” นั่นเอง เพราะกรรมนั้นจะขาดผู้กระทำ ผู้ถูกกระทำไม่ได้ ขาดองค์ประกอบในกรรมแล้ว ก็จะไม่สามารถชำระกรรมกันได้ จึงต้องมี “องค์แทน” ดังกล่าว องค์แทนนี้มีทุกระดับ ทั้งระดับพระราชาและระดับประชาชน เช่น พระราชาในอดีตที่เคยทำสงครามมาเกิด พร้อมบริวารที่เคยเป็นทหารแต่ทั้งหมดล้วนเบื่อหน่ายสงคราม และไม่คิดจะทำอีก ก็จะมีบุคคลกลุ่มอื่น มีผู้นำอื่นที่นำพาผู้คนเหล่านั้นไปทำบางสิ่งบางอย่าง อันจะนำไปสู่การตายจำนวนมากๆ ได้ อันนี้ เรียกว่าการชำระกรรมประเทศ โดยกรรมไปลงกับผู้อื่นที่รับกรรมนั้นๆ ได้ แม้ไม่ใช่ผู้ที่เคยกระทำกรรมนั้นมาก่อน เช่น คนที่เคยทำกรรมแล้วถึงวาระต้องตายก็จะตายแทน เรียกว่า “องค์แทนกรรม” เมื่อระลอกกรรมนั้นมาถึง ดังนั้น ในประเทศๆ หนึ่ง จะมีทั้งดวงจิตเดิมๆ ที่เคยก่อกรรมร่วมกันไว้ และดวงจิตกลุ่มใหม่ที่มีกรรมต้องรับคล้ายๆ กัน ได้มาเกิดร่วมประเทศกันด้วย สมมุติ นาย ก ไม่เคยทำสงครามเพื่อกอบกู้เอกราชเลยแต่เขาเคยฆ่าคนเพราะชิงทรัพย์ไว้ เมื่อได้มาเกิดในประเทศหนึ่ง ที่มีผู้เคยทำสงครามกอบกู้เอกราชมาเกิด แต่เมื่อผู้เคยทำสงครามกอบกู้เอกราชเหล่านั้น บำเพ็ญบารมีจนถึงจุดที่ซ้ำรอยกรรมเก่าแล้ว แต่พวกเขาปฏิบัติธรรมจนหลุดพ้นกรรมนั้นๆ ไป คนประเภทเดียวกับนาย ก ก็จะมารับวิบากกรรมนั้นๆ แทนไป คือ อาจป่วยตาย (ด้วยกรรมที่เคยฆ่าคนชิงทรัพย์นั่นเอง) ก็เกิดได้

ในกรณีนี้ เราสามารถทำนายกรรมที่จะเข้าสู่ประเทศ เพื่อเตรียมการณ์ช่วยเหลือผู้คนได้ เช่น ถ้ามีผู้ปฏิบัติธรรมระลึกชาติได้ว่าทำสงครามมาก่อน แล้วปฏิบัติจนถึงจุดซ้ำรอยเดิม แล้วชำระกรรมส่วนตัวหมดแล้ว สามารถทำนายได้เลยว่าจะต้องมีคนตายมากมายด้วยเหตุใดเหตุหนึ่ง เพราะกรรมประเทศที่มีคนในประเทศเคยทำสงครามมา และเบื้องบนก็นำดวงจิตกลุ่มหนึ่งที่มีรอยกรรมคล้ายกันมาเกิดด้วย (เช่น เคยฆ่าคนตายมาก่อน แต่ทำเพื่อทรัพย์ ไม่ใช่ทำเพื่อแผ่นดิน) อย่างนี้ ก็เกิดขึ้นได้ ดังนั้น จึงมักเกิด “ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย” อยู่เสมอ ในทุกประเทศ ทว่า มนุษย์เราไม่ได้เกิดอยู่แต่ประเทศเดียว หมุนเวียนเปลี่ยนกันไป ดังนั้น ประวัติศาสตร์ประเทศหนึ่ง อาจไปซ้ำรอยอีกประเทศหนึ่งในยุคสมัยใดสมัยหนึ่งก็ได้ แต่ถ้าเราเป็นคนที่เชื่อในธรรมชาติ ทุกสิ่งทุกอย่างที่ธรรมชาตินำพามา และรู้จักละเอียดอ่อนสังเกตธรรมชาติให้เป็นแบบคนไทยโบราณแล้ว เราจะสามารถอ่านรอยกรรมประเทศได้ไม่ยากเลย เพราะก่อนเกิดกรรม จะมีปัจจัยนำพามาก่อน เราสามารถจับเป็น “ดัชนีชี้นำ” ได้ ทั้งนี้ จะมีความน่าเชื่อถือไม่ถึง ๑๐๐% แต่ก็ดีกว่าไม่มีข้อมูลให้พิจารณาเลย (น่าจะใช้ได้สัก ๕๐%-๗๕% ถ้ามีความชำนาญในการอ่านกรรมมากพอ) 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น