การบำเพ็ญพุทธภูมิผิดพลาด และวิศกรรมทางออร่า (Auras engineering)
อนุตรธรรม พระโพธิสัตว์ที่บำเพ็ญบารมีแล้วไม่สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าเป็นไฉน
คือ พระโพธิสัตว์ที่ถูกพระโพธิสัตว์องค์อื่นคานอำนาจได้ ไม่อาจเป็นหนึ่งได้ด้วยตัวเองคนเดียว จึงเป็น “ยอด” ไม่ได้ เป็นสาวกขวาได้ สาวกซ้ายได้ อย่างนี้ จะไม่ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ไม่ว่าจะเวียนว่ายตายเกิดมากมาย จนบารมีล้นขนาดไหนก็ตาม เช่น พระสมันตภัทร ก็มีบารมีถึง ๑๗ อสงไขย มากกว่าพระศรีอาริยเมตตรัย แต่ท่านถูกพระมัญชุศรีคานอำนาจได้ ดังนั้น ทั้งคู่ก็จะไม่อาจสามารถสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าได้ เพราะไม่ได้บำเพ็ญแบบยอด เป็นหนึ่งเดียว จะได้อย่างมากคือสาวกเบื้องขวาบ้าง สาวกเบื้องซ้ายบ้างคานอำนาจกันไป ไม่มีใครเหนือใครเพียงคนเดียว หรือตำแหน่งอื่นๆ แทนไป
อีกแบบคือเป็นยอดได้แต่ติดใน “ลูก” คือ สละลูกเป็นทานไม่ได้ อย่างนี้จะต้องเป็นพระพุทธบิดาเพราะความที่สละลูกเป็นทานไม่ได้ บารมีเลยพร่อง อนึ่ง พระพุทธบิดานั้น เดิมก็ปรารถนาพุทธภูมิ และบำเพ็ญบารมีแข่งกับพระพุทธเจ้ามาก่อน ผลัดกันแพ้ ผลัดกันชนะ เรียกว่าต่างก็ไร้เทียมทานทั้งคู่ ในที่สุด คนตายมากมาย ถ้าฝ่ายใดยอมถอย ยอมแพ้ เพื่อรักษาชีวิตคนได้ ยอมแม้กระทั่งเสียลูกเสียเมีย เพื่อรักษาชีวิตคน เพื่อวันหน้าจะเอาคืนใหม่ ด้วยวิธีสันติ อย่างนี้ สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าได้ แต่ถ้าไม่ยอมเสียลูก ไม่ยอมตัดใจเอาลูกเป็นทาน ละความเป็นพ่อไม่ได้ ก็ต้องเป็น “พุทธบิดา” ในชาติสุดท้ายจึงนิพพานได้ ถ้าไม่ได้เป็นพุทธบิดา ก็จะคาใจ ไม่อาจนิพพานได้ เพราะไม่สมปรารถนา
อีกแบบคือเป็นยอดได้แต่ติดใน “คู่รัก” คือ สละคนรักเป็นทานไม่ได้ประเภทเสียทองเท่าหัวไม่ยอมเสียคู่รักให้ใคร หรือยอมเสียทุกอย่างได้ แต่ไม่ยอมเสียคนรัก อย่างนี้จะต้องเป็นนางแก้ว เพราะจิตคิดแต่เรื่องครอบครัวและความรักเป็นใหญ่ ต้องการคู่รัก ปรารถนาในคู่รัก มากกว่าความสุขของมวลสรรพสัตว์ เช่น บำเพ็ญบารมีไปแล้ว เขามาตีเมือง ทำสงครามคนตายมากมาย จึงเจรจาหย่าสึก เขาขอเมียเรา เพื่อจะสงบสึก ถ้าเราให้เขาไม่ได้ ตัดใจไม่ได้ ทั้งๆ ที่ไม่สามารถเอาชนะได้เลย ดันทุรัง ทำสงครามจนคนตายมากมาย แบบนี้ ไม่สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้า ต้องมาเกิดเป็นผู้หญิงชำระกรรม และต้องบำเพ็ญบารมีเป็น “นางแก้ว” แทน ดังนั้น นางแก้ว เดิมทีก็มาจากผู้ชายที่บำเพ็ญบารมี ปรารถนาพุทธภูมินั่นแหละ แต่สละเมียตนเองไม่ลงนั่นเอง จึงได้บารมีเพียงนางแก้ว
อีกแบบคือเป็นยอดคน และสละได้ทั้งลูก, ทั้งเมีย, แต่เสียสละบัลลังก์ไม่ได้ ยอมให้ลูกเมียตายหมด แต่จิตผูกมัดจะเอาบัลลังก์ สละบัลลังก์ไม่ได้ แบบนี้จะเป็น “พระพุทธบุตร”เพราะความยึดติดในบัลลังก์แต่ตนเองกลับขี้ขลาดหวาดกลัว ยอมทิ้งลูกเมียไปหมดเลย จึงเป็นได้แต่ “ลูกที่รอรับสมบัติพ่อ” เท่านั้น จะนิพพานได้ จะต้องสมปรารถนา คือ ต้องให้ได้สมบัติจากพ่อก่อน จึงจะสมปรารถนาแล้วถึงนิพพานได้ เช่น พระราหุล เป็นต้น
อีกแบบคือเป็นยอดคนและสละได้ทุกสิ่ง ทั้งลูก, ทั้งเมีย, ทั้งสละบัลลังก์ ยอมให้ลูกเมียตายหมด ทั้งยังไม่สามารถรักษาบัลลังก์ของตนไว้ได้ แบบนี้จะเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า เพราะใจดำถึงขั้นยอมเสียคนรอบตัวไปหมด เพื่อความอยู่รอดของตนเอง จึงมีจิตเป็น “ปัจเจกชน” ไม่สนใจความเป็นตายของใครเลย ประชาชนจะตายก็ไม่สนใจ ขอเพียงตนได้อยู่รอดต่อไปก็พอ คนแบบนี้ จะเหมือนพระเทวทัต ต้องบำเพ็ญแบบพระเทวทัต และจำสำเร็จเป็น “พระปัจเจกพุทธเจ้า” ยอดคนในที่สุด เพราะละทิ้งหมด เอาแต่ตัวรอดไป
อีกแบบคือเป็นยอดคนได้แต่ติดในสามสิ่ง คือ สละลูก, เมีย, บัลลังก์ ไม่ได้สักอย่างเลย คิดจะรักษาไว้ให้ได้ทั้งหมด ไม่ยอมตัดใจให้ขาดได้ จะสำเร็จเป็น “พระยูไล” อยู่สุขาวดีตะวันออก เพราะเป็นยูไลหรือ “ยอดคนแห่งการรักษา” รักษาไว้ได้หมดทุกอย่างไม่มีใครแย่งเอาไปได้เลย ธรรมชาติจึงจัดสรรตำแหน่ง “ยูไลแห่งการรักษา” ให้อย่างสมภาคภูมิ ทั้งนี้ ที่รักษาไว้ก็เพื่อความสงบสุขของมวลสรรพสัตว์ทั้งหลายนั่นเอง จึงต้องทำเช่นนี้
อีกแบบคือเป็นยอดคนได้และสละได้ทั้งสามสิ่ง คือ สละลูก, เมีย, บัลลังก์ แต่แพ้ใครไม่เป็น ต้องชนะอย่างเดียว ไม่เคยพ่ายแพ้ เหมือนบูรพาไร้พ่าย ปราบคนอื่นเรียบหมด โดยไม่สนใจว่าการสงครามจะผลาญชีวิตคนไปเท่าไร จะสำเร็จเป็น “พระยูไล” อยู่สุขาวดีตะวันตก เพราะเป็นยูไลหรือ “ยอดคนแห่งการปราบ” ปราบได้หมดทุกอย่างไม่มีใครสู้ได้เลย ธรรมชาติจึงจัดสรรตำแหน่ง “ยูไลแห่งการปราบ” ให้อย่างสมภาคภูมิ ทั้งนี้ ที่ปราบก็เพื่อความสงบสุขของมวลสรรพสัตว์ทั้งหลายนั่นเอง แต่ลืมคิดไปว่าคนจะตายเท่าไร
อีกแบบคือเป็นยอดคนได้และสละได้ทั้งสามสิ่ง คือ สละลูก, เมีย, บัลลังก์ เพื่อสยบสึกสงคราม ไม่ต้องการให้มวลสัตว์ต้องตายไปมากมาย หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือยอมเป็นเมืองขึ้นเขานั่นเอง จะสำเร็จเป็น “พระสาวกองค์สำคัญ” ของพระพุทธเจ้า เพราะยอมเป็นรองเขาแล้ว ธรรมชาติจึงจัดสรรตำแหน่ง “รองๆ ไปจากพระพุทธเจ้า” ให้อย่างสมฐานะ ทั้งนี้ ที่ยอมสงบสึก ก็เพื่อความสงบสุขของมวลสรรพสัตว์ทั้งหลายนั่นเอง แบบนี้ ท่านจะ “มีคู่ใหม่” ที่ไม่ใช่ลูกและเมียของตนแต่เดิม เสียลูกเมียเดิมตนไป ไม่อาจสร้างทีมงานเป็นพระพุทธเจ้าได้ แต่จะได้ผู้บำเพ็ญบารมีที่แข่งกันมา แล้วฝีมือทัดเทียมกัน เป็นคู่ปรับ เหมือนสาวกซ้ายและขวาฉะนั้น นี่คือ ผลกรรมจากการยอมเสียลูกเมียและบัลลังก์ไปโดยไม่คิดค้นหาวิธี “กอบกู้คืน” แล้วยอมตกเป็นเมืองขึ้น จึงต้องเป็นสาวก
อีกแบบคือยังไม่ได้แสดงความเป็นยอดคน ยังไม่ได้และสละได้ทั้งสามสิ่ง คือ สละลูก, เมีย, บัลลังก์ เลย แต่เพราะอาจเป็นเพื่อน หรือผู้ที่กษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่องค์อื่นๆ ยอมรับหรือให้การละเว้น อาจด้วยเกิดเป็นน้อง, สาบานกันไว้ ฯลฯ เช่น พ่อขุนงำเมือง, พ่อขุนเม็งราย แบบนี้แสดงว่ากำลังบำเพ็ญบารมีแบบพระนิตยโพธิสัตว์ แต่บารมีอ่อนกว่า และใช้วิธีอื่นเอาตัวรอดไป อาจจะสำเร็จหรือไม่สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าก็ได้ เนื่องจากยังไม่ได้บำเพ็ญบารมีถึงที่สุด จึงยังไม่รู้ผลว่าจะสำเร็จเป็นอะไร ปกติ ถ้าพระนิตยโพธิสัตว์ที่มีบารมีมากพร้อมตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า เกิดมาเป็นพระราชาคนละเมืองกัน ถ้าท่านได้ให้ความเป็นเพื่อนร่วมสาบาน หรือสถานะพี่น้องแก่ใครไว้ คนเหล่านั้น มักบำเพ็ญบารมีแบบท่านเหมือนกัน ตามๆ กันมา เพียงแต่ท่านเหล่านี้ยังไม่ถึงวาระที่จะบำเพ็ญบารมีอย่างยิ่งนั่นเอง แต่ถ้าพี่น้องหรือเพื่อนร่วมสาบานเหล่านี้ ทรยศพระนิตยโพธิสัตว์ในภายหลัง ก็จะต้องบำเพ็ญเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าอย่างเดียว ไม่อาจสำเร็จเป็นอย่างอื่นได้เลย
สำหรับผู้ที่จะสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้านั้น จะ “ยอมแพ้ให้เป็น” แต่ไม่ “จำนน” คือ แสร้งยอมไปก่อน แล้วหา “วิธีใหม่” ซึ่งการหา “วิธีใหม่” นั้น คือ จุดเริ่มต้นของการตรัสรู้เอง และวิธีที่ท่านหานี้ก็เพื่อ “รักษาชีวิตคนส่วนใหญ่เอาไว้” นั่นเอง ดังนั้น การค้นหาวิธีใหม่ จึงไม่ใช่เพื่อตัวเอง แต่เพื่อมวลสัตว์ เรียกว่าถ้าค้นพบ ถ้าตรัสรู้ก็เพื่อมวลสัตว์ แต่สุดท้าย จะไม่มีวิธีไหนเลย นอกจากสละลูก, เมีย และบัลลังก์ ซึ่งท่านจะถูกบีบจนต้องสละ และท่านก็จะสละได้สำเร็จ ยังผลให้เกิดความสงบสุข แต่ท่าน “ไม่แพ้” เพราะท่านยอมแต่ไม่จำนน ท่านจะค้นพบวิธีใหม่ที่จะเอาชนะได้โดยการไม่ทำสงครามแล้วสามารถเอาทั้งลูกเมียและบัลลังก์ของตนคืนมาได้ทั้งหมด เช่น อ๋องโกวเจี้ยน ยอมเสียเมียให้ผู้อื่นเชยชม แล้วหาวิธีเอาชนะอ๋องฟูชายได้ในภายหลัง อย่างนี้ จะบำเพ็ญสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าได้ ปกติ พระนิตยโพธิสัตว์มักจุติลงมาบำเพ็ญบารมีร่วมกันไว้ เพื่อสร้างรอยกรรมสืบสานต่อบารมีกันไว้ เช่น พ่อขุนรามคำแหง, พ่อขุนงำเมือง, พ่อขุนเม็งราย นี่ก็พระนิตยโพธิสัตว์ทั้งสามองค์ หรือแม้แต่ ครูบาศรีวิชัย, ครูบาขาวปี, ครูบาไชยวงศา ทั้งสามองค์นี้ก็เป็นพระนิตยโพธิสัตว์ทั้งสิ้น ซึ่งครูบาขาวปี ก็ยอมให้เขาถอดเอาผ้าเหลืองไป แต่ท่านไม่ได้จำนน แม้ท่านห่มผ้าขาว ท่านก็ปฏิบัติเหมือนเดิม ไม่ยอมละทิ้งปณิธานเดิม จนผู้คนยอมนับถือท่านว่าเป็น “พระ” ทั้งๆ ที่ท่านห่มผ้าขาวในที่สุด นี่คือ ท่านบำเพ็ญบารมีสำเร็จคือ ยอมแพ้ให้เป็นเพื่อไม่ให้วงการสงฆ์แตกแยกมีเรื่องราวขึ้นมา แล้วท่านก็หาวิธีใหม่เพื่ออยู่ต่อไปตามปณิธานของตน คือ ดำรงตนเป็นพระห่มขาวนั่นเอง อันนี้ ไม่จำเป็นต้องไปเอาลูกเมียหรือบัลลังก์คืนมาจากไหน แค่ยอมแพ้แล้วทำตามปณิธานจนสำเร็จได้ก็พอ ซึ่งในท้ายที่สุด ท่านกลับเป็นผู้ชนะ ผู้คนนับถือศรัทธาท่านมากมายว่าท่านคือ “พระ”
อนุตรธรรม พันธุวิศวกรรมทางพลังชีวิต (Auras engineering)
พลังชีวิตได้ถูกค้นพบด้วยเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ พลังชีวิตจำแนกได้สองประเภทคือ มโนธาตุ และวิญญาณธาตุ ทั้งสองส่วนประสานอยู่ด้วยกันเรียกว่า “จิตวิญญาณ” จัดเป็นพลังงานชนิดหนึ่งที่มีเฉพาะในสิ่งมีชีวิตเรียกว่า “พลังชีวิต” (ออร่า) เอกลักษณ์หนึ่งของสิ่งมีชีวิตคือ การสืบสายพันธุ์, ผสมพันธุ์ และตัดต่อพันธุกรรม แม้แต่พลังชีวิต ก็มีสมบัตินั้นเช่นกัน ดังนั้น ทั้งจิตและวิญญาณ จึงสามารถผสมผสานพันธุ์กันเอง ทำให้เกิดเป็นจิตวิญญาณใหม่ๆ ได้ เช่น จิตวิญญาณโพธิสัตว์ สามารถแบ่งพลังจิตบางส่วนออกมาผสมกับวิญญาณขันธ์ เกิดเป็น “จิตวิญญาณ” ใหม่ อีกดวงหนึ่งได้ ดังจะได้กล่าวต่อไป
ทฤษฎีวิวัฒนาการและวัฒนาการ
ชาล ดาร์วิน ได้เสนอทฤษฎีการพัฒนาการทางพันธุกรรมของสัตว์ จากสัตว์ที่ไม่พัฒนาหรือมีความซับซ้อนน้อย ค่อยๆ พัฒนาขึ้นเป็นสัตว์ที่มีพัฒนาการสูง เช่น จากปลา ไปสู่ สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ เป็นต้น คนไทยใช้คำแปลเป็นภาษาไทยว่า “ทฤษฎีวิวัฒนาการ” แต่คำว่า “วิวัฒนาการ” นี้ยังไม่ถูกต้องนัก เพราะทฤษฎีนี้ กล่าวถึงการเจริญขาเดียว ทั้งที่จริง ต้องมีสองขา คือ ขาขึ้น และขาลง กล่าวคือ บางช่วงพัฒนาการของพันธุกรรม ก็ดำเนินไปทางที่ดีขึ้น เรียกว่าช่วง “วัฒนาการ” แต่บางช่วงก็ดำเนินไปในทางที่เสื่อมลง เรียกว่าช่วง “วิวัฒนาการ” ในพระไตรปิฎก พระพุทธเจ้าได้กล่าวถึงเรื่องพัฒนาการทางพันธุกรรมของสัตว์ด้วย โดยท่านกล่าวถึงทั้งขาขึ้นและขาลง ราวกับเส้นกราฟรูประฆัง ที่มีขึ้นและลง ดำเนินไปไม่มีที่สิ้นสุด (รูป W) โดยท่านใช้ “อายุขัยเฉลี่ย” ของสัตว์เป็นเกณฑ์ในการพิจารณา (เช่น มีอายุขัยมากขึ้น หรือลดลง) ดังนั้น ทฤษฎีนี้จึงไม่ใช่ของ ใหม่สำหรับชาวพุทธแต่อย่างใด แต่เป็นของใหม่ สำหรับผู้ที่อยู่นอกพระพุทธศาสนา
พันธุวิศวกรรม
คือ ศาสตร์ที่ว่าด้วยการพัฒนาสายพันธุ์โดยใช้เทคนิคทางวิศวกรรม ใช้เครื่องมือและหลักการทางฟิสิกส์ ทำให้ได้สายพันธุ์ใหม่ๆ เร็วขึ้นโดยไม่ต้องผสมพันธุ์ตามธรรมชาติ ซึ่งใช้เวลาสั้นกว่าการผสมตามธรรมชาติ ศาสตร์นี้พัฒนาไปสู่ผลสำเร็จอย่างยิ่งยวดทางการดัดแปลงพันธุกรรมที่เรียกว่า GMO แต่สิ่งมีชีวิตที่ได้รับการพัฒนาสายพันธุ์ด้วยเทคนิคนี้ ขาดการปรับตัวตามธรรมชาติ เราจึงไม่อาจทราบได้ว่าการเกิดขึ้นของสิ่งมีชีวิตชนิดนี้จะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างไร จึงมีผู้ต่อต้านพืชและสัตว์จาก GMO
การเปลี่ยนแปลงในระดับธาตุต้องมีรากฐานมาจากการเปลี่ยนแปลงทางพลังงาน
เราพบว่าดีเอ็นเอ หรือเซลที่ได้รับการฉายรังสี หรือกระตุ้นด้วยพลังงานระดับละเอียด มักเกิดการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม หรือเกิด “กลายพันธุ์” ขึ้นใหม่นั่นเอง ดังนั้น เราจึงใช้พลังงานรังสีนี้ในการฉายไปสู่เซลต่างๆ แล้วเพาะเลี้ยงออกมา ได้พืชและสัตว์ชนิดใหม่ๆ ดังนั้น มนุษย์เองก็สามารถเปลี่ยนแปลงพันธุกรรมตัวเองได้ด้วยการเปลี่ยนแปลงที่พลังงานพื้นฐาน คือ พลังจิตและพลังวิญญาณ (อนึ่งปราณ มีสองแบบ คือ แบบที่มีรูป เรียกว่ากายทิพย์ และแบบไม่มีรูปร่างชัดเจนเรียกว่า อรูป จะเป็นพวกรังสี รัศมีกาย ฯลฯ) หรือพลังออร่าทั้งสองระดับนั้น พลังภายในของมนุษย์นั้น สามารถเปลี่ยนแปลงได้ด้วยพลังชั้นละเอียดและลึกที่สุด ซึ่งก็คือ “พลังจิต” หรือ “จิต” นั่นเอง แปลว่า ถ้าเราเปลี่ยนจิตใจเราได้ พลังภายในเราก็จะเปลี่ยน และส่งผลให้ธาตุสี่ในร่างกายเราเปลี่ยนแปลงด้วย อันนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทาง “พันธุกรรม” ในที่สุด คือ เราอาจไม่ได้มี DNA ที่เปลี่ยนแปลงไป แต่เราสามารถมีคุณสมบัติพิเศษ เพิ่มขึ้นได้ เช่น เดิมเป็นคนโง่ทึบ ถ้าเปลี่ยนแปลงพลังจิตได้ อาจกลายเป็นคนมีปัญญาก็ได้ ทั้งๆ ที่ไม่ได้ตายแล้วเกิดใหม่ ร่างกายเหมือนเดิม แต่เพราะพลังรากฐานของเราเปลี่ยนแปลงไปนั่นเอง อนึ่ง การใช้พลังจิตภายในเปลี่ยนพลังภายในตนเอง มีผลรุนแรงต่อชีวิต เช่น ท่านที่ฝึกพลังธาตุสี่ จะมีอาการธาตุสี่แปรปรวนได้ เหมือนคนถูกฉายรังสี ก็ได้รับผลกระทบพอควร แต่ถ้าทำถูกวิธี ก็ไม่มีผลกระทบมากนัก ซึ่งจะกล่าวถึงการพัฒนาพันธุกรรมทางจิตวิญญาณต่อไป
พันธุวิศวกรรมทางพลังชีวิต (Auras engineering)
เป็นคำใหม่ที่ผู้เขียนเสนอขึ้นเอง หมายถึง การพัฒนาพลังชีวิตด้วยเทคนิคทางฟิสิกส์ หรือการใช้เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ก็ดี หลักการทางวิทยาศาสตร์ก็ดี เข้ามาช่วย เพื่อเร่งให้กระบวนการพัฒนาพลังชีวิตเร็วขึ้นหรือง่ายขึ้น เหมาะสมกับการพัฒนาจิตวิญญาณของมนุษย์ในช่วงที่มีอายุขัยสั้น หรือพูดสั้นๆ คือ การฝึกจิตโดยใช้วิทยาศาสตร์มาช่วยนั่นเอง อันจะนำไปสู่การเผยแพร่การฝึกจิต พัฒนาจิตใจ ตามคำสอนของพระพุทธเจ้าไปสู่นานาอารยประเทศ เพราะสามารถพัฒนาให้เป็น “วิทยาศาสตร์” แขนงหนึ่งได้ในอนาคต โดยที่พระพุทธศาสนาเดิมแท้ก็ยังมีอยู่ ได้รับการรักษาอย่างดีอยู่ต่อไป ศาสตร์ที่เกิดขึ้นใหม่นี้ จึงไม่ได้เข้าไปทำลายของเก่า หรือแทนที่ของเก่าก็หาไม่ แต่เข้ามาเป็น “ฐาน” ให้ชาวต่างชาติ ได้เข้าถึงหรือมีพื้นฐานที่ดี ในการฝึกจิตของตน ก่อนที่จะเรียนรู้พระพุทธศาสนาที่ถูกต้องต่อไป อันจะนำไปสู่การเผยแพร่พระพุทธศาสนา และการสร้างรากฐานรองรับพระพุทธศาสนาที่บริสุทธิ์ อันจะเป็น “ยอดพีรามิด” ต่อไป เหมือนในสมัยพุทธกาล ที่พระพุทธศาสนามีศาสนาพราหมณ์เป็นฐานนั่นเอง อนึ่ง ศาสตร์แห่งออร่านี้ เป็นวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ สำหรับโลกในยุคหน้าแต่ยังไม่แพร่หลาย มีเรียนมากที่รัสเซีย แต่สำหรับ Auras engineering นี้ เพิ่งริเริ่มที่ประเทศไทย โดยผู้เขียนกำลังผลักดันอยู่
การตัดต่อพันธุกรรมของจิตวิญญาณทำได้อย่างไร?
๑) ต้องเป็นจิตวิญญาณที่มีพัฒนาการสูง คือ จิตวิญญาณของมหาโพธิสัตว์ขึ้นไป
๒) ต้องอาศัยพลังออร่าจากผู้อื่นช่วยในการผสมผสาน เหมือนกับการผสมพันธุ์
๓) พลังจิตและพลังวิญญาณ ต้องมีความเหมาะสมกันจึงจะประสานกันได้สำเร็จ
๔) การผสมจิตและวิญญาณจะเกิดได้ในกายของคน ใช้กายคนเป็นหลอดทดลอง
๕) จิตมาจากคนผู้หนึ่ง แต่วิญญาณต้องมาจากอีกที่หนึ่ง แล้วจึงประสานรวมกัน
๖) การรับขันธ์ ของพระมหาโพธิสัตว์ ทำให้เกิด “จิตวิญญาณ” จากขันธ์ที่รับนั้น
อนึ่ง การรับขันธ์ เป็นประเพณีไทยโบราณ แต่ในความเป็นจริง จะมีทั้งที่มีขันธ์จริง และไม่มีจริง ให้พิจารณาเฉพาะที่มีจริง ขันธ์จะเป็นพลังงานชนิดหนึ่ง เป็นพลังออร่า มีความละเอียดมองไม่เห็นด้วยตา แต่เมื่อพลังงานเข้ามาในร่างกายอาจสัมผัสได้ไม่ยาก เช่น บางท่านจะรู้สึกสะเทือนภายใน จนอาเจียน, บางท่านมึนศีรษะ เหมือนมีพลังครอบศีรษะ เป็นต้น พลังเหล่านี้ บางชนิดเป็น “วิญญาณขันธ์” สามารถประสานเข้ากับจิตได้ เกิดเป็น “จิตวิญญาณ” ใหม่ทันที แต่จะเป็นได้ ผู้นั้นต้องมีพัฒนาการทางการเกิดหลายชาติมาก (มีบารมีมาก) คือ ในทางพุทธศาสนานับว่าต้องมีบารมีระดับ “มหาโพธิสัตว์”
การผสานจิตวิญญาณสองดวง
จิตวิญญาณสองดวงที่มีสายพันธุ์จากรากฐานเดียวกัน สามารถรวมกันได้ เช่น จิตของพระยูไล เมื่อแบ่งภาคออกสองดวง จะได้ฝ่ายซ้ายและขวา จิตวิญญาณฝ่ายซ้ายและขวาสามารถรวมกันได้เป็นจิตวิญญาณยูไล คือ เมื่อรวมกันแล้วจะกลับเข้าสู่ภาวะดั้งเดิมแท้ หรือมีพันธุ์กรรมดีขึ้นกลับสู่พัฒนาการที่ดีดังเก่าก่อนนั่นเอง แต่ยิ่งแบ่งแยกแตกออกไป จะยิ่งเสื่อมลง เช่น พระโพธิสัตว์แบ่งภาคจิตแล้ว จะได้เป็นอสูร เป็นต้น ตัวอย่างการรวมจิต ที่ผู้เขียนค้นพบด้วยการสำรวจ เปรียบเทียบกับสมัยที่พระพุทธเจ้ายังทรงอยู่ มีดังนี้
๑) องค์ยูไล เกิดจากการรวมจิตวิญญาณขององค์สิตัง และองค์สีวลี จะทำหน้าที่เป็นองค์ประธานของหมู่สงฆ์ มักเป็นเจ้านิกายใหม่ๆ โปรดสัตว์แบบมหายาน
๒) องค์สิตัง เกิดจากการรวมจิตวิญญาณขององค์อวโลกิเตศวร และองค์มัญชุศรี จะมีกายทิพย์ห่มผ้าขาว ทำหน้าที่ภาคฆราวาส ตัวอย่างเช่น มหาอุบาสีกา
๓) องค์สีวลี เกิดจากการรวมจิตวิญญาณขององค์เมตตรัย และองค์กษิติครรภ์ จะมีกายทิพย์ห่มผ้าเหลือง ทำหน้าที่ภาคสงฆ์ ตัวอย่างเช่น พระสีวลี ผู้มีลาภมาก