ย่อมต้องมีสักครั้งที่พระเจ้าทรงให้เราเลือกทางเดินชีวิตเองได้
ย่อมต้องมีสักครั้งที่พระเจ้าทรงให้เราเลือกทางเดินชีวิตเองได้
ฉันเชื่อว่าทุกคนมีจิตสำนึกรู้ว่าอะไรดีและอะไรชั่ว แต่ฉันก็คิดว่าสิ่งที่เรารู้ กับสิ่งที่เราต้องกระทำและต้องไม่กระทำนั้น มันต่างกัน บางครั้ง เราอาจรู้ว่าการขายสิ่งเสพติดไม่ใช่สิ่งที่ดีนัก แต่บางครั้ง เราบางคนก็ต้องทำสิ่งนั้นอย่างเลือกไม่ได้ ที่กล่าวอย่างนี้ ไม่ใช่เห็นด้วยกับการอ้างความจำเป็นในการทำความผิดต่างๆ แต่มันคือความจริงอย่างหนึ่ง ที่ฉันอยากให้ทุกคนช่วยกันเปิดใจยอมรับ ฉันไม่ได้บอกกับพวกเราว่าให้ทำสิ่งใดๆ ก็ตามที่จำเป็นต้องทำโดยไม่เลือกว่าดีหรือเลว ฉันอยากให้เธอได้เลือก และเลือกแต่สิ่งดีๆ นี่คือ ความปรารถนาของฉัน แต่บางครั้ง พวกเราต้องยอมรับความจริงที่ว่าเราไม่สามารถทำเช่นนี้ได้ทุกสถานการณ์ บางสถานการณ์ก็บีบบังคับให้เราต้องทำสิ่งเลวร้ายต่างๆ นานา
เมื่อพวกเราบางคนจำเป็นต้องทำสิ่งเลวร้ายในครั้งแรก พวกเขาจะพยายามหนีมัน ไม่อยากที่จะทำมัน แต่สถานการณ์ก็บีบบังคับให้พวกเขาทำ เมื่อพวกเขาได้ทำลงไปแล้วครั้งหนึ่ง พวกเขาก็มักเจ็บปวดกับความรู้สึกผิดภายใน แรงต่อต้านภายใน จิตวิญญาณภายในที่ดีงามของพวกเขาต่อต้านการทำสิ่งเลวร้าย ที่จะทำให้จิตวิญญาณต้องตกต่ำลง และส่งผลให้พวกเขารู้สึกผิดอย่างรุนแรง ในที่สุด พวกเขาก็เลือกที่จะมองมุมใหม่ ให้เหตุผลกับตัวเองใหม่ ว่าการกระทำของเขาเหล่านั้นถูกต้องและดีงามแล้ว ไม่ใช่ความผิด นั่นคือ การไม่รับผิดชอบ ไม่แยกแยะความถูกผิดดีชั่ว ความอ่อนแอที่ไม่กล้าเผชิญหน้าสู้กับความจริงว่าตนเองกำลังทำสิ่งผิดอยู่ พวกเขาจึงค่อยๆ เปลี่ยนความคิด จิตใจของตนเอง ในที่สุด แม้แต่จิตวิญญาณที่ดีงาม ก็ถูกเปลี่ยนให้ตกต่ำลงไปด้วย เมื่อถึงจุดนี้ พวกเขาก็ไม่ต้องทนกับแรงต่อต้านจากจิตใต้สำนึกอีกเพราะพวกเขาได้เปลี่ยนแม้กระทั่งจิตใต้สำนึกและจิตวิญญาณที่ดีงาม ให้กลายเป็นจิตวิญญาณชั้นต่ำสำเร็จเรียบร้อยแล้ว
คนเราที่ตกอยู่ในสถานการณ์ที่บีบบังคับให้ต้องกระทำผิดนั้น ยังไม่ถือว่าผิด เพราะพวกเขาไม่มีเจตนาที่จะกระทำความชั่วเลย แต่พวกเขาเริ่มผิดเมื่อพวกเขาเริ่มเปลี่ยนความคิด ว่าสิ่งที่ผิดนั้นถูกต้อง ดีแล้ว สำหรับพวกเขา และเมื่อเวลานั้นมาถึง เจตนาในการต่อต้านการกระทำชั่วก็ไม่เหลืออีก มีแต่เจตนาทำความชั่วด้วยความเต็มใจด้วยการหลอกตัวเองต่อไปว่าคือความดีงามเท่านั้น เมื่อเราถูกบีบบังคับให้ทำสิ่งเลวร้าย เราต้องยอมรับตัวเองให้ได้ว่าเราเองไม่ใช่คนสมบูรณ์แบบมีความผิดบาปและต้องการหลุดพ้นออกจากความ ผิดบาปนี้ เราถูกบังคับให้ทำเพราะสถานการณ์บีบบังคับ และเราพร้อมเสมอที่จะเสียสละบางอย่างหากสามารถทำได้เพื่อแลกกับการหลุดพ้นออกจากวงจรการทำบาปนี้ เช่น หากเราต้องค้าประเวณี นี่ไม่ใช่ความผิดของเราเลย ธรรมชาติหรือพระเจ้า อาจส่งเราไปอยู่ที่นั่น เพราะบอกอะไรกับเราบางอย่าง ให้เราเรียนรู้อะไรบางอย่างเท่านั้น เราย่อมต้องรู้ชัดว่าเราปรารถนาที่จะหลุดพ้นออกไปจากวังวนบาปนั้นตลอดเวลาถ้าจะสามารถทำได้ และหากวันหนึ่งเราต้องแลกกับการสูญเสียเงินทองและความเป็นอยู่ที่ดี กลายเป็นคนยากจนอยู่อย่างลำบาก แต่หลุดพ้นออกจากวังวนบาปการค้าประเวณีได้ เราก็ควรเลือกที่จะกระทำ เพราะธรรมชาติหรือพระเจ้าอาจให้ทางเลือก ทางเดินใหม่แก่เรา ในการเรียนรู้บทเรียนใหม่ต่อไป หรือนั่นหมายความว่าเราได้รับความรอด ความหลุดพ้นจากบาปกรรมนั้นๆ แล้ว หากเรายังไม่เลิก นั่นก็หมายความว่าเราได้ปฏิเสธการช่วยเหลือจากธรรมชาติหรือพระเจ้าแล้ว เรายอมทอดทิ้งตัวเองให้อยู่กับวังวนบาปเพราะเราอ่อนแอเกินไปที่จะเสียสละความสะดวกสบายจากชีวิตที่ได้จากการค้าประเวณี ยอมรับชีวิตเช่นนี้ตลอดไป
ฉันเชื่อในธรรมชาติหรือพระเจ้าว่าทรงให้โอกาสแก่พวกเราทุกชีวิตเสมอ แม้เราจะไม่ได้โอกาสในการเลือกทุกสิ่งทุกอย่างในทุกๆ ครั้ง แต่โอกาสจะไม่หมดสิ้นไปแน่นอน มันอาจรอเราอยู่ข้างหน้าในวันใดวันหนึ่ง ฉันเชื่อว่าโอกาสจะต้องมีแก่เราเสมอในวันใดวันหนึ่ง เพียงเรามีความมั่นคงศรัทธาในสิ่งดีงาม และอดทนรอวันที่พระเจ้าหรือธรรมชาติจะนำความรอดมาสู่เรา และเมื่อถึงวันนั้น พวกเรายังศรัทธาที่จะรับความรอดจากบาปกรรมทั้งหลายที่พระเจ้าทรงประทานแก่เราหรือไม่ หรือเราอ่อนแอและทอดทิ้งมันไปเสียแล้ว