หัวใจแห่งการตรัสรู้ จุดเริ่มต้นแห่งการค้นพบสัจธรรม
หลายท่านกำลังแสวงหาความสุข, เงินตรา, ชื่อเสียง, เกียรติยศถาบรรดาศักดิ์, บริวาร ฯลฯ แต่หลายครั้งที่สำเร็จบ้าง พลาดบ้าง อะไรคือเงื่อนไขทำให้สำเร็จและผิดพลาด และในยามที่ทุกข์ทน ต้องรับเคราะห์กรรม หรือโชคไม่ดี ทำไมหนอ ชีวิตจึงได้ลุ่มๆ ดอนๆ มีแต่ความเสี่ยง หาความแน่นอนในชีวิตไม่ได้ แม้ประสบความสำเร็จแล้วก็ยังต้องระแวงระวัง แม้ตกต่ำก็ยังต้องทนทุกข์ อะไรหนอที่ทำให้เราวนเวียนไม่มีความมั่นคง ทำให้หลายครั้ง นึกถึง หลักการที่สามารถก่อให้เกิดความสำเร็จสมปรารถนาทุกๆ ครั้งไป ไม่ใช่การลองผิดลองถูก ความเสี่ยง หรือการสุ่มอีกต่อไป หลายท่านคิดถึง หลักการอันเที่ยงแท้ ไม่ผันผวน ทำนายได้ชัด มั่นคง ไม่ต้องเสี่ยง มีความแน่นอนไม่เป็นอื่น
การแสวงหาหลักการอันเที่ยงแท้แน่นอนในสิ่งต่างๆ เพื่อวัตถุประสงค์ต่างๆ นี้ เป็นประกายความคิดพื้นฐานที่สุด ที่ทำให้คนๆ หนึ่งออกแสวงหาความจริงเที่ยงแท้ และเป็นจุดกำเนิดที่สร้างพระศาสดาองค์ต่างๆ ให้กับโลกของเรา หลายครั้ง เราทะเลาะขัดแย้งกัน และก่อให้เกิดสงครามขึ้นระหว่างกันเพราะเรายึดมั่นในพระศาสดาองค์ต่างกัน แล้วแนวทางไหนเล่าที่เราจะเชื่อมั่นได้ว่าเป็นสัจธรรมความจริงเที่ยงแท้ไม่แปรอื่น อะไรเราที่เราจะทุ่มเททั้งชีวิตเพื่อดำเนินชีวิตไปในทางนั้นได้อย่างไม่หลงทาง และมั่นใจได้ว่าผลสุดท้ายบั้นปลายจะประสบความสำเร็จสมปรารถนาอย่างแท้จริง เราควรจะเดิมตามใคร<o
</o
หากจะกล่าวว่าพระศาสดาทุกพระองค์บนโลกนี้ ท่านได้พบหลักการเดียวกัน แต่ที่แตกต่างกันนั้นเพราะวิธีอธิบายแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับ กลุ่มผู้ฟัง, คำศัพท์ที่ใช้, เงื่อนไขแห่งสังคม ณ ยุคสมัยนั้น, ลักษณะเฉพาะตัวในการอธิบายของบุคคลผู้ค้นพบ และอีกหลายสาเหตุ ทำให้วิธีอธิบายสัจธรรม ของแต่ละพระองค์นั้นแตกต่างกันออกไป หลายท่านคงแปลกใจมาก และรับได้ยากที่จะฟังว่ามีศาสดาอื่นอีกนอกเหนือจากศาสดาที่ตนนับถือที่ได้พบสัจธรรม ก็จะแปลกอันใด ถ้าแม้พระสาวกของศาสดาใดก็ตาม ยังสามารถบรรลุถึงสัจธรรมนั้นๆ ได้ ทำไม พระศาสดาที่มีปัญญาเหนือกว่าสาวกจะบรรลุไม่ได้ ดังนั้น หากพระสาวกในศาสนาพุทธพบสัจธรรมได้ ทำไมพระศาสนาในศาสนาคริสต์จะค้นไม่พบสัจธรรมได้บ้างเล่า จงดูเอาเถิด โลกนี้มีนักวิทยาศาสตร์นักคิดค้น และแสวงหามากมาย พวกเขามีเพียงคนเดียวที่แท้จริงหรือที่ค้นพบบางอย่างในธรรมชาติ หาใช่เช่นนั้นเลย หลายท่านมากมายต่างค้นพบความจริงในธรรมชาติ คนละส่วนคนละด้าน แล้วได้ถ่ายทอดสู่พวกเรา ผู้ได้รวบรวมไว้เป็นหมวดวิชชาต่างๆ เหตุการณ์นี้ ก็ไม่แตกต่างกันกับพระศาสดาองค์ต่างๆ ผู้ต่างแสวงหาสัจธรรมด้วยหลากหลายวิธี และท่านเหล่านั้นก็ค้นพบสัจธรรมเดียวกันทั้งหมด แต่ทรงมีวิธีในการอธิบายให้กลุ่มสาวกของตนฟังในลักษณะต่างกัน อุปมาได้อย่างนี้ เก้าอี้นั้น คนไทยเรียกว่า เก้าอี้ แต่คนฝรั่งเรียกว่า แชร์ นี่ยังเรียกแตกต่างกันไปอีกตามชนชาติต่างๆ ทั้งๆ ที่ก็เป็นสิ่งเดียวกัน นับประสาอะไรเล่ากับสัจธรรม ที่พระศาสดาผู้ค้นพบจะอธิบายได้ในวิธีการที่แตกต่างกัน
สัจธรรมอันเที่ยงแท้จริงคืออะไร?
สมมุติว่าเราเดินในห้องมืดแล้วเหยียบเชือก แล้วเกิดความตกใจกลัวและทุกข์ร้อนใจขึ้นมา เพราะคิดว่าเป็นงู สิ่งนี้สามารถเกิดได้จริงในชีวิตของเรา อุปมาได้กับ ชีวิตมนุษย์ทุกคนเกิดมายังไม่มีปัญญามาก่อน เพราะไม่มีปัญญามาก่อนนี่แหละจึงได้เกิดมา ถ้ามีปัญญาแล้วจักไม่เกิดมาบนโลกที่ไม่ค่อยจะสมหวังนี้สักเท่าไรนัก ดังนั้น เราจึงเกิดมาพร้อมกับความไม่รู้ก่อน คงไม่มีใครปฏิเสธนะครับว่าตอนเราลืมตาดูโลก เราไม่รู้อะไรมาก่อนเลย เราถูกสอนด้วยใครต่อมิใครตั้งมากมายให้สามารถปรับตัวอยู่บนโลกนี้ได้ ทีนี้ด้วยความไม่รู้ของเราแต่แรก ก็อุปมาเหมือนคนเดินในห้องมืดที่ไม่รู้ว่าเชือกที่เหยียบนั้นคือเชือก และความไม่รู้นี้แหละ ทำให้เราหลงทาง หลงผิด หลงคิดว่าเชือกเป็นงู และนำเราไปสู่ความกังวลร้อนใจ ความทุกข์ทน และอาจขับดันให้เราทำอะไรเสียเวลาในชีวิตไปได้ตั้งมากมายเพราะความไม่รู้แค่ตัวเดียว เหมือนกับดาราท่านหนึ่งที่ตายไปอายุยังไม่มาก เพราะทำงานหนัก แต่ชีวิตได้ประสบความสำเร็จทางโลกมากมาย เป็นคนเพอร์เฟคชั่นนิสต์ ท่านได้ให้สัมภาษณ์ไว้ประมาณว่า ท่านผิดพลาดอย่างมากที่มุ่งเอาแต่ปริญญาการศึกษา แต่ไม่ได้ปริญญาชีวิต หรือแม้แต่อาจารย์มหาวิทยาลัยชื่อดังจบการศึกษาดี ท่านหนึ่งต้องโดดตึกตายเพราะอกหัก สิ่งเหล่านี้ล้วนแสดงให้เราเห็นว่า แม้เรามีความรู้มากมาย เราก็ยังเป็นผู้ไม่รู้ ไม่รู้จะหาทางออก ทางที่เหมาะสมกับชีวิตของเราได้อย่างไรดี ตอกย้ำความจริงที่ว่าเราเกิดมาพร้อมความไม่รู้แต่แรก จากนั้น เราก็ถูกสอนให้เชื่อไปพลางๆ ก่อนในสิ่งต่างๆ เพื่อให้ดำเนินชีวิตร่วมกับคนปกติได้ เช่น คนไทยถูกสอนให้เรียกเก้าอี้ว่าเก้าอี้ คนฝรั่งถูกสอนให้เรียกเก้าอี้ว่าแชร์ นี่ก็ต่างกันแล้ว แต่เราไม่เคยทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้งจริงๆ ว่าเก้าอี้ในความเป็นสัจธรรมแท้จริงคืออะไร เพราะอนาคต เราอาจมีเก้าอี้ที่แตกต่างจากที่เราเห็นในปัจจุบันก็ได้ สมมุติว่า เราเห็นเก้าอี้ คนไทยเรียกว่าเก้าอี้ คนฝรั่งเรียกแชร์ แล้วสมมุติว่าเราข้าวเวลาไปอนาคต เห็นเก้าอี้ในอนาคตเป็นเพียงหมอกควันเบาบาง มีแสงสว่าง ลวดลายวิจิตร นุ่มนวล ลอยอยู่บนฟ้า มีคนนั่งอยู่บนนั้น ไม่ทราบว่าเราจะเรียกมันว่าเก้าอี้ไหม ทั้งๆ ที่มันก็ทำหน้าที่เป็นเก้าอี้อยู่ แต่เปลือกนอก มันเปลี่ยนแปลงไปตามวิวัฒนาการแห่งยุคสมัยเท่านั้น
หลายท่านมักแสวงหาคำตอบ แต่ไม่ได้คำตอบ บ้างบอกว่าสัจธรรมคือความว่าง ความไม่มีอะไร แต่อย่างที่ได้บอกไว้แล้ว สมมุติว่าเราเดินในห้องมืดเหยียบเชือกแล้วคิดว่าเป็นงูจนเกิดทุกข์ร้อนใจนั้น จะบอกว่าเชือกไม่มีอยู่ก็ไม่ได้ จะบอกว่าเป็นงูก็ไม่ได้ แต่เรารู้ไหมละว่าความจริงแล้วมันคือเชือก ดังนั้น ตราบใดที่ไม่ทราบสัจธรรมความจริง จิตของเรา ก็คิดไปเรื่อยเปื่อยสะเปะสะปะ ว่ามันเป็นนั่นเป็นนี่ไป สุดท้ายสับสนในตัวเองหาคำตอบไมได้ ก็เลยบอกว่ามันว่างไปหมดเสียอย่างนั้น แท้แล้ว ไม่ใช่ว่าการแสวงหาสัจธรรมนั้น จะค้นพบความไม่มีอะไรเลยก็หาไม่ แต่เป็นการค้นพบสภาวะอย่างหนึ่ง ที่มีอยู่จริง ที่เรียกว่า “สัจธรรม” คือ ความจริงเที่ยงแท้อันเป็นสากลในสรรพสิ่ง แต่ไม่สามารถอธิบายได้หมดด้วยคำพูดใดๆ เท่านั้นเอง เพราะคำศัพท์ต่างๆ บนโลกมนุษย์เกิดจากการบัญญัติไว้ด้วยความไม่รู้ในสัจธรรมเป็นพื้นฐาน ในเมื่อยังไม่ค้นพบสัจธรรม แล้วจะบัญญัติศัพท์ได้ถูกได้อย่างไร ดังนั้น คำว่าสัจธรรม ก็ยังไม่ใช่สัจธรรมอันแท้จริง เป็นแค่คำสมมุติยืมมาเรียกสภาวะนั้นๆ ไปชั่วคราวเท่านั้นเอง ดังนั้น ผู้ค้นพบสัจธรรม จึงต้องหาวิธีในการอธิบายสัจธรรมนั้นๆ ให้ผู้อื่นได้เข้าใจตามตน อันเป็นต้นเหตุให้เกิดศาสดาต่างๆ และคำสอนในศาสนาต่างๆ ที่แตกต่างกันออกไป แท้แล้วไม่ได้แตกต่างหรือผิดกันเลย
สัจธรรมที่พระศาสดาต่างๆ ค้นพบล้วนถูกต้องเหมือนกันอย่างไร?
สรรพสิ่งย่อมต้องมีลักษณะสากลที่เหมือนกัน เพราะมันคือหนึ่งเดียวกัน คำว่าสรรพสิ่งนั้น ไม่ได้แยกว่าสิ่งใด เพราะฉะนั้น ไม่ว่าพิจารณาส่วนใดของสรรพสิ่ง ย่อมต้องพบสิ่งเดียวกัน คือ สัจธรรม ไม่ว่าจะพิจารณาภาพรวม หรือหน่วยย่อย เพราะมันคือสรรพสิ่ง คือ สิ่งเดียวกันใช่หรือไม่ มันจึงไม่มีเหตุผลเลยว่าจะต่างกัน แต่ที่เราเห็นสรรพสิ่งต่างกันนั้น เป็นการมองที่ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขต่างๆ เช่น เงื่อนไขของประสาทรับสัมผัส, เวลา, สถานที่, บุคคล ฯลฯ ดังนั้น การมองที่ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขนี้ของเรียกว่าเป็น “ความจริงสัมพัทธ์” คือ ความจริงที่สัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกับเงื่อนไขต่างๆ ทำให้แทนที่จะเหมือนกัน กลายเป็นแตกต่างกันด้วยเพราะเงื่อนไขนั้นต่างกัน เช่น คนๆ หนึ่ง ตอนแรกดูไปเราก็บอกว่าเป็นคน พอเวลาผ่านไป ตายลง เงื่อนไขเวลาเปลี่ยนไป กลายเป็นสิ่งที่เราเรียกว่า “ศพ” เสียแล้ว ทั้งๆ มันก็อันเดิมนั่นแหละ แต่เปลี่ยนไปตามเงื่อนไขของเวลาเท่านั้นเอง อันที่จริง มันต้องมีอะไรบางอย่างที่มันเป็นของมันอย่างนั้นเองอยู่ก่อน และลักษณะของธรรมชาติที่เที่ยงแท้อย่างหนึ่งที่ทำให้เรารับรู้มันต่างกันไปตามแต่ละเวลา แต่ละเงื่อนไขต่างๆ
สำหรับความจริงที่ไม่ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขใดๆ ขอเรียกว่าเป็น “ความจริงสัมบูรณ์” หรือ สัจธรรม หรือสิ่งที่พระศาสดาองค์ต่างๆ แสวงหากันนั่นเอง เรามาดูกันว่าพระศาสดาองค์ต่างๆ อธิบายสัจธรรม อันเป็นความจริงหนึ่งเดียวที่ไม่แตกต่างกันนั้นว่าอย่างไร และมันหมายถึงอย่างเดียวกันทั้งๆ ที่อธิบายแตกต่างกันได้อย่างไร สมมุติ เราจะอธิบายหนอนตัวหนึ่ง คนบางคนอาจอธิบายในแง่ชีววิทยาเพื่อให้คนเข้าใจหนอน ตั้งแต่เกิดจนตาย เพื่อให้เวลาพบหนอน ไม่ว่าอายุเท่าใดก็ทราบได้ว่าเป็นหนอนตัวเดิม แม้หนอนจะเป็นดักแด้ไปแล้ว หรือเป็นผีเสื้อไปแล้วก็ตาม ในขณะอีกคนอาจอธิบายในแง่ประวัติศาสตร์ของหนอนตัวนี้ ว่ามีพัฒนาการอย่างไร ตั้งแต่ยุคสมัยโบราณ พัฒนาการของมันเป็นอย่างไร เพื่อให้เข้าใจว่าพูดถึงสิ่งเดียวกันแม้จะค้นพบซากฟอสซิลของบรรพบุรุษของมันแตกต่างไปในรูปอื่นก็ตาม ในขณะที่อีกคนอาจอธิบายหนอนตัวนี้ในรูปของเศรษฐกิจ เพื่อให้คนอีกกลุ่มเข้าใจว่าหนอนตัวนี้ มนุษย์เอาไปทำอาหารขายได้ผลเชิงเศรษฐกิจอย่างไร จะเห็นได้ว่าแค่หนอนตัวเดียว คนเราก็ยังสามารถอธิบายได้ต่างวิธีกันแล้ว
ศาสนาพุทธ กล่าวถึงสัจธรรมอย่างไร
สัจธรรม ในแง่ของพุทธศาสนาคือความเป็นเช่นนั้นเอง (ตถาตา) ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยคำพูดใด พระพุทธเจ้าบัญญัติคำว่า “นิพพาน” ไว้เพื่อให้เราปฏิบัติตาม ไปสู่ขั้นที่เห็นความสูญไปหมดของสิ่งที่พิจารณา ณ จุดนั้นเอง จะเห็นเองว่าตถาตามีสภาวะอย่างไร โดยที่ไม่เหลืออะไรให้ปรุงแต่งเลย จะพบภาวะธรรมบริสุทธิ์ถูกต้องแท้จริง
ศาสนาคริสต์ กล่าวถึงสัจธรรมอย่างไร
สัจธรรม ในแง่ของคริสต์ศาสนาคือความเป็นเช่นนั้นเอง (พระเจ้า) ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยคำพูดใด พระเยซูบัญญัติคำว่า “พระเจ้า” ไว้เพื่อให้เราแสวงหา โดยให้เราทำจิตของเราให้บริสุทธิ์ ไปสู่ขั้นที่เห็นความเป็นหนึ่งเดียวกันของเรากับพระเจ้า ณ จุดนั้นเอง จะเห็นเองว่ามีสภาวะอย่างไร โดยที่ไม่เหลืออะไรให้ปรุงแต่งเลย จะพบภาวะธรรมบริสุทธิ์ถูกต้องแท้จริง โดยกล่าว่า “พระบิดา (พระเจ้า) ที่เราแสวงหา คือ หนึ่งเดียวกับพระบุตร (คือเราเอง) และพระจิต (คือจิตของเรา)” โดยท่านได้กล่าวถึงพระบุตร (พระเยซู) ว่าคือ พระผู้บริสุทธิ์ นั่นคือ ต้องทำให้จิตบริสุทธิ์ไม่มีอะไรเจือปนเลย ไม่ต่างกับพระพุทธศาสนา จึงจะค้นพบได้ว่าสภาวะของพระเจ้านั้นคืออะไร ที่ไม่ใช่ตัวตน (อัตตา)
ศาสนาอิสสลาม กล่าวถึงสัจธรรมอย่างไร
สัจธรรม ในแง่ของอิสสลามคือความเหนือเกินกว่ามนุษย์จะคาดเดาได้ ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยคำพูดใด พระนบีมูฮัมหมัดบัญญัติคำว่า “พระอัลเลาะห์” ไว้เพื่อให้เราปฏิบัติตาม ไปสู่ขั้นที่เห็นความเท่าเทียมกันของสรรพสิ่งเบื้องหน้าองค์พระอัลลเลาะห์ ซึ่งเราจะต้องรับผลที่เรากระทำอย่างตรงไปตรงมา ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ไม่แตกต่างกัน ไม่มีข้อยกเว้น เราเป็นทาสของพระองค์ ไม่ใช่ทาสใครอื่น ย่อมดีกว่าการยอมเป็นทาสของมาร หรือทาสของมนุษย์ด้วยกัน เราเกิดมาเพื่อทำกิจให้พระองค์ เพราะพระองค์คือผู้ให้กำเนิดสรรพสิ่ง แสดงว่าพระองค์ต้องเป็น “เหตุ” ในการเกิดแห่งสรรพสิ่ง ซึ่งก็คือ แก่นแท้ของสรรพสิ่งนั่นเอง อันเราต้องทำการละหมาดด้วยจิตที่บริสุทธิ์มากๆ ไม่มีอะไรอื่นเจือปน สิ่งที่พิจารณา ณ จุดนั้นเอง จะเห็นเองว่าพระเจ้ามีสภาวะอย่างไร โดยที่ไม่เหลืออะไรให้ปรุงแต่งเลย จะพบภาวะบริสุทธิ์ถูกต้องแท้จริงของพระองค์ ก็เท่ากับเราค้นพบแล้วว่าสาเหตุการเกิดของสรรพสิ่งคืออะไร เมื่อเราเลือกที่จะกลับไปสู่พระองค์ คือ การที่เรากลับสู่ภาวะเดิมแท้ของเรา เป็นภาวะทีบริสุทธิ์ไม่เกิดอีกเช่นเดียวกับพระองค์ เป็นทาสของพระองค์ตลอดไป ไม่ต้องมาเป็นทาสใครอื่นบนโลกอีก ไม่ต้องเกิดอีกนั่นเอง ดังนั้น ภาวะนี้จึงไม่ต่างกับพุทธศาสนา คือ กลับสู่ภาวะเดิมแท้ก่อนเกิดนั่นเอง
ศาสนาฮินดู กล่าวถึงสัจธรรมอย่างไร
สัจธรรม ในแง่ของศาสนาฮินดูคือ ความไม่สามารถอธิบายได้ด้วยคำพูดใด ไม่มีตัวตนเป็นตัวๆ ตนๆ ของเทพเจ้า ภาวะของพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดคือ “ปรมาตมัน” นั้น ไม่อาจอธิบายได้ด้วยคำพูดมนุษย์ เราต้องหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์เอง โดยที่เราเป็นอาตมัน อาตมันคือเราแท้จริง ไม่ใช่กายสังขารนี้ แต่เราที่แท้จริงคืออะไร (จิตใช่หรือไม่) ฮินดูบัญญัติคำว่า “ปรมาตมัน” ไว้เพื่อให้เราปฏิบัติตาม ไปสู่ขั้นที่เห็นความเป็นหนึ่งเดียวกับปรมาตมัน ไม่มีอย่างอื่นเจือปนอีก ซึ่งปรมาตมันนั้นบริสุทธิ์มาก มีแต่ความดีงาม ไม่มีการเจือปนด้วยสิ่งที่มนุษย์ปรุงแต่งได้เลย เพราะบริสุทธิ์เกินกว่ามนุษย์จะปรุงแต่งหรืออธิบายได้นั่นเอง ณ จุดนั้นเอง จะเห็นเองว่าปรมาตมันมีสภาวะอย่างไร โดยที่ไม่เหลืออะไรให้ปรุงแต่งเลย จะพบภาวะธรรมบริสุทธิ์ถูกต้องแท้จริง ซึ่งไม่ต่างกับพุทธ
ศาสนาเต๋า กล่าวถึงสัจธรรมอย่างไร
สัจธรรม ในแง่ของเต๋าคือความเป็นเช่นนั้นเอง (เต๋า) ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยคำพูดใดได้ ถ้าอธิบายได้ก็ไม่ใช่สัจธรรม ไม่ใช้เต๋า ท่านเล่าจื้อบัญญัติคำว่า “เต๋า” ไว้เพื่อให้เราปฏิบัติตาม ไปสู่ขั้นที่เห็นความไม่สามารถอธิบายได้ด้วยคำพูดใดในสิ่งที่พิจารณา ณ จุดนั้นเอง จะเห็นเองว่าเต๋ามีสภาวะอย่างไร โดยที่ไม่เหลืออะไรให้ปรุงแต่งเลย จะพบภาวะธรรมบริสุทธิ์ถูกต้องแท้จริง ซึ่งเป็นบ่อเกิดสรรพสิ่ง เป็นเหตุก่อนสรรพสิ่งจะเกิด คือ ภาวะเดิมแท้ก่อนเกิดของสรรพสิ่ง เมื่อเข้าถึงแล้ว ย่อมพบภาวะความไม่เกิดอีก เพราะกลับสู่ภาวะเดิมแท้นั่นเองอันเที่ยงแท้ไม่แปรผันอีก ภาวะก่อนเกิดนั่นเอง อันไม่แตกต่างจากภาวะตถาตาของพระพุทธศาสนา ทั้งนื้บุคคลจะเข้าใจเต๋าได้ จำต้องพ้นจากหยินหยาง หรือภาวะขั้วตรงข้ามของสรรพสิ่งก่อน คือ ภาวะที่ไร้ความแตกต่างกันของสรรพสิ่ง
บางท่านอาจกล่าวว่า ผู้เขียนเอาตามใจตนเอง พยายามเขียนให้ออกมาให้ทุกศาสนาเหมือนกัน อาจต่อว่าผู้เขียนต่างๆ นานา ว่าไม่เหมือนกันหรอก และสามารถยกข้อความในคัมภีร์ต่างๆ ที่ดูคล้ายจะไม่เหมือนกันมาอธิบายได้มากมาย ถูกต้อง การกระทำเช่นนั้น ดูคล้ายจะพิสูจน์ได้มากมายว่าแตกต่างกันจริง ก็เป็นความแตกต่างที่ผู้เขียนได้กล่าวไว้แต่ต้นแล้วว่าเก้าอี้นั้น คนไทยเรียกอย่างหนึ่ง คนฝรั่งเรียกอย่างหนึ่ง แม้แต่การนำเอาเก้าอี้ไปใช้ก็ต่างกันอีก ดังนั้น เมื่อเอาสัจธรรมไปประยุกต์แล้ว จำต้องปรับเข้ากับเงื่อนไขต่างๆ ในสถานการณ์นั้นๆ ที่แตกต่างกันไปอีก ทำให้ดูเปลือกนอกแล้วราวกับว่าศาสนานั้นมีความแตกต่างกัน แท้แล้วหาเป็นเช่นนั้นไม่ ขอให้ทำความเข้าใจที่แก่นแท้ของแต่ละศาสนาให้ดี อย่าไปจับผิดที่ความแตกต่างตรงผิวเปลือก เพราะแม้แต่ต้นมะพร้าวเหมือนกันแท้ๆ เปลือกของมันยังมีจุดแตกต่างกันให้จับผิดได้มากมาย หากจะเถียงกันว่ามะพร้าวไม่เหมือนมะพร้าว ก็ย่อมสามารถทำได้ เพราะมีจุดที่แตกต่างกันให้จับมากมาย แม้แต่พื้นผิวที่ลาดเอียง กลมเบี้ยว รี ต่างกัน สีต่างกันนิดหน่อย ล้วนเป็นความแตกต่างที่ทำให้คนฆ่ากันตายได้ทั้งสิ้น ขึ้นอยู่กับผู้อ่านจะพึงเอาศาสนา เอาความต่างไปเพื่อฆ่ากันให้ตาย หรือเพื่อความสันติสุข และแน่นอนว่าผู้หวังอำนาจต่างๆ มักใช้ศาสนาเป็นเครื่องกล่อมให้คนเชื่อตามตน แต่พวกเขาเหล่านั้นเข้าใจศาสนาจริงหรือไม่ เพราะแม้แต่คำว่า “อิสลาม” นั้น ยังแปลว่า “สันติสุข” ไม่ได้แปลว่า “ประเทศ” และอิสลามไม่ขึ้นอยู่กับคำว่าประเทศ ดังนั้น จึงไม่มีความจำเป็นเลยว่าอิสลามต้องมีประเทศ มีเอกราช เป็นเมืองของตนเองหรือไม่ อิสลามก็สามารรถมีความ “สันติสุข” ได้ หากปฏิบัติตามคำสอนที่ถูกต้อง ไม่ถูกบิดเบือนโดยมารศาสนา ก็จะไม่มีการเข่นฆ่ากันของชาวอิสลามให้เห็น เพราะอิสลามที่แท้จริงคือความสันติสุขนั่นเอง อะไรที่นำไปสู่ความไม่สันติสุข ย่อมไม่ใช่อิสลาม ย่อมเป็นสิ่งที่มารศาสนาบิดเบือนคำสอนที่แท้จริงของอิสลามไปเพื่อแสวงหาประโยชน์จากการหลอกลวงเพื่อนมนุษย์ ให้ไปตายแทนตนในสงคราม หวังผมให้ตนได้อำนาจความยิ่งใหญ่ ดุจดังคำเตือนของพระนบีมูฮัมหมัดศาสดาอิสลามที่ว่า จงยอมจำนนต่อพระเจ้า อย่าจำนนต่อมาร จงยอมเป็นทาสของพระเจ้า อย่าเป็นทาสของมาร เมื่อใดที่เรากลัวมาร กลัวคนจะฆ่าเรา เรายอมไปฆ่าคนอื่น เท่ากับเรายอมจำนนแก่มารแล้ว เราห่างจากคำสอนของพระนบีมูฮัมหมัดแล้ว เราออกไปเสียจากคำว่าอิสลาม คือ ความสันติสุขแล้ว เรายอมมารแล้ว เพราะความกลัวตายของเรา เหตุใดจะต้องกลัวตาย ในเมื่อเราตายลง ครอบครัวของเราหากตายไปเพื่อพระเจ้า เพื่อเราไม่ยอมทำผิดศีล ไม่ยอมฆ่าใคร ไม่ยอมจำนนต่อมาร ไม่ยอมให้มารขู่ ไม่ยอมให้มารบงการ ไม่ยอมให้มารสั่งใช้ เพราะเราจำนนแต่พระเจ้าเท่านั้น แม้มารจะฆ่าเรา เพราะเราไม่ยอมฆ่าคนอื่น เราย่อมได้กลับคืนสู่พระเจ้าอย่างแน่นอน เราย่อมได้รับความรอด แล้วเราจะกลัวมารฆ่าเราทำไม