การบรรลุปัจเจกฯ โดยไม่รู้ตัวของพระมหาโพธิสัตว์
การบรรลุปัจเจกฯ โดยไม่รู้ตัวของพระมหาโพธิสัตว์
ทำไมบรรลุธรรมแล้วจึงไม่รู้ตัว
เมื่อบรรลุจะรู้แค่ว่า เราพอแล้ว หมดแล้ว จบแล้ว ยอมแล้ว อะไรจะเกิดก็ช่างมันไปเถอะ รู้แค่ประมาณนี้ และรู้สึกว่าง, เบา, โล่ง และปลอดโปร่ง เหมือนโลกมันดับสลายหายไป กลายเป็นโลกอีกใบหนึ่งที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน มุมมองโลกของเราก็จะเปลี่ยนไปด้วย แล้วค่อยๆ เข้าใจโลก เข้าใจตนเองตามมาในภายหลัง ภาวะของ จุดบรรลุธรรมนั้น ไม่มีความรู้ ไม่มีธรรมเลย ไม่มีอะไรให้บรรลุเลยสักอย่าง แต่เมื่อเข้าถึงภาวะนั้นแล้ว จิตก็มีญาณหยั่งรู้ เห็นทุกอย่างตรงไปตรงมา เข้าใจโดยไม่ผิดเพี้ยน ที่เคยหลงโลก ก็หายหลงและเข้าใจทันทีว่าเราหลงอะไรมา ธรรมก็เกิดเพราะเราเคยหลงมานั่นเอง ธรรมไม่มีอะไร แต่ที่มีธรรมได้ เพราะเรามีอธรรมมาก่อน เมื่อเรามองย้อนกลับไป จึงได้เห็นธรรมจากการที่เราเคยหลง เคยผิด แล้วแก้ไขให้หลุดพ้นไปอย่างไรนั่นเอง เหมือนกับกระดาษเปล่าไม่มีอะไรเลย แต่เราไม่เคยเห็นสภาพนั้นมาก่อน หรือลืมไปนาน มีสีสันต่างๆ ระบายไว้มากมาย วันหนึ่ง ถูกล้างออกหมด จนเผยให้เห็นสิ่งที่อยู่พื้นฐานแท้จริง เราก็จะเข้าใจเองว่าสิ่งที่ปรุงแต่ง, แปลกปลอม และไม่ใช่สิ่งเดิมแท้นั้น มาจากไหน คืออะไร แต่สิ่งที่เป็นอยู่เดิม ก็ยังคงเป็นเช่นนั้นเอง ไม่เป็นอื่น และไม่มีอะไรเลยที่จะอธิบายได้ เพราะไม่มีอะไรจริงๆ มีแต่สิ่งที่ดับหายไปเท่านั้นคือ ความยึดมั่น ความทุกข์ ความหลงทั้งหลาย แต่จะไม่รู้มาก่อนเลยว่าภาวะที่แปลกประหลาดนี้ เขาเรียกว่า “บรรลุธรรมแล้ว” จึงไม่รู้ตัวว่าตนเองได้บรรลุธรรม รู้แต่ว่าหมดทุกข์ หมดความยึดมั่นแล้ว บางท่านบรรลุเซียนจิตจะยังไม่ตรงนิพพานนัก แต่อาการจะคล้ายนี้ แม้มีกิเลสบ้าง แต่พ้นจากความหลงโลกแล้ว ซึ่งหากกายทิพย์เป็นอสูรเมื่อบรรลุเซียน กายทิพย์จะสลายเปลี่ยนเป็นกายเซียนทันที
เกิดขึ้นได้อย่างไร ทำไมจึงบรรลุได้เองโดยไม่ตั้งใจ
เพราะบุญบารมีเก่ามีมาก พระมหาโพธิสัตว์แต่ละองค์มีบารมีเกิน ๒ อสงไขยทั้งนั้น แต่การบรรลุเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าใช้บารมีเพียง ๒ อสงไขย เมื่อได้ก่อคุณงามความดีมากพอถึงจุดหนึ่งเมื่อมาเกิดเป็นมนุษย์โลก จึงสุกงอมพร้อมบรรลุได้เอง แต่ช่วงนั้น กรรมเก่าก็เยอะมาก จะเข้ามาบีบคั้นจนเหมือนไม่มีทางไป นอกจากทาง “ตาย” บางท่านเกือบฆ่าตัวตาย บางท่านอกหักและประชดชีวิต ฯลฯ ลักษณะนี้ เข้าข่ายที่จะเข้าสู่ช่วงบรรลุธรรมแบบปัจเจกพุทธเจ้าทั้งสิ้น แต่เมื่อบรรลุแล้วจะไม่ใช่พระปัจเจกพุทธเจ้า เพราะดวงจิตที่บรรลุปัจเจกพุทธเจ้านั้น จะทรงอยู่ในกายมนุษย์ไม่ได้ และนิพพานไป
จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อถึงภาวะนั้น
๑) ถ้าไม่ทำอะไรภายใน ๗ วัน จิตดวงที่บรรลุปัจเจกพุทธเจ้า จะนิพพานไปเอง และเหลือแต่จิตส่วนไม่ดีไว้ และทำให้สภาพจิตแย่ลงมากกว่าเดิมมากไปอีก หรือทำให้กรรมต่างๆ เข้ามาสู่ตัวมากขึ้นไปอีก เรียกว่าหมดบุญเก่า ต้องรับกรรมต่อไป
๒) ถ้าดวงจิตที่บรรลุปัจเจกพุทธเจ้านั้น โปรดดวงจิตรองที่แบ่งภาคออกมาก่อน ให้ได้ธรรมระดับหนึ่ง อย่างน้อยแม้ไม่นิพพานเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าก็ต้องได้เซียนแบบท่านขงจื้อ สามารถดำรงชีพอยู่ต่อไปได้ โดยดวงจิตจะพัฒนาขึ้นก่อน
จะทำอย่างไรถ้าเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น
๑) ให้รีบกำหนดจิตโปรดดวงจิตรองของตนเอง หรือการสอนตัวเองในใจ ไม่ต้องหาครูที่ไหนเพราะตนเองเป็นครูที่ดีที่สุดในภาวะนั้น ทบทวนความรู้ความเข้าใจของตนเองกลับไปกลับมาสอนตนเองซ้ำๆ ดวงจิตหลักจะโปรดดวงจิตรองให้ดีขึ้นได้
๒) เข้าสังกัดธรรมหรือบวชทันที หลังดวงจิตหลักนิพพานไปแล้ว เพราะดวงจิตรองไม่มีธรรมมากพอที่จะครองตนได้ ให้เลือกว่าจะเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า หรือบำเพ็ญบารมีโปรดสัตว์ (ซึ่งต้องเป็นสาวกของพระยูไลองค์ใดองค์หนึ่งก่อน คือ เข้ามหายานหรือศาสนาอื่น) หรือจะไปเองเพื่อการตรัสรู้เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า
ตัวอย่างผู้บรรลุธรรมโดยไม่รู้ตัว
นายกาน มีบารมีเก่าแต่หนหลังมาก แต่มีกรรมมากเช่นกัน เมื่อถึงวาระกรรมและบุญโหมเข้ามาพร้อมกัน ทำให้เร่งการบำเพ็ญธรรมเพื่อเอาตัวเองพ้นทุกข์ที่ประเดประดังเข้ามา จนถึงจุดหนึ่ง จิตแบ่งภาคออกเป็นสองดวง ดวงหนึ่งบรรลุอรหันตโพธิสัตว์ ดวงที่สองเป็นอสูรเต่ามังกร วันหนึ่ง ดวงจิตหลักที่ได้อรหันตโพธิสัตว์ต้องวิบากกรรม ทำให้จุติออกจากร่างไป ธรรมในสังขารของนายกานลดลงเพราะกรรมตัดรอนด้วยเหตุนี้ ทำให้เสื่อมจากธรรมที่เคยบำเพ็ญได้ เหลือแต่ความเป็นอสูรเต่ามังกร นายกาย เสียใจและไม่สามารถหาทางไหนออกได้อีก ท้ายที่สุด ก็ยอมรับความจริง ยอมแพ้ ยอมละความมานะพยายาม มานะสังโยชน์ก็ถูกตัดไป ตามปกติ การตัดมานะสังโยชน์นับเป็นด่านสุดท้ายที่จะทำให้คนได้บรรลุอรหันต์ได้ แต่ทว่าก่อนหน้านี้ กรรมได้ตัดรอนให้นายกาน สูญเสียดวงจิตที่มีธรรมมากไปก่อน ทำให้เหลือแต่ดวงจิตที่เป็นอสูรเต่ามังกรทองครองร่างอยู่ ในกรณีนี้ อสูรเต่ามังกรได้ละมานะแล้ว จึงทำให้กายทิพย์สลาย พ้นความเป็นอสูร นายกานรู้สึกร้องไห้ บอกไม่ถูกว่าสุขหรือทุกข์ (อขมทุกข์ อขมสุข) แล้วก็โล่งอกโล่งใจ ผลจากการละมานะสังโยชน์ ทำให้พ้นจากความเป็นอสูรเต่ามังกร และกายทิพย์นั้นสลายกลายเป็นกายใหม่ คือ กายเซียน เมื่อได้กายเซียนแล้ว ทำให้นายกาน ไม่คิดที่จะโปรดสัตว์ หรือทำเพื่อพระพุทธศาสนา หรือทำเพื่อใครอะไรอีก ในขณะเดียวกันก็ไม่หลงโลก ไม่คิดอย่างปุถุชน แม้จะยังมีกิเลสบางตัวเหลืออยู่บ้าง แต่ก็พ้นจากความหลงโลกอย่างชัดเจนแล้ว พ้นจากจิตปุถุชนแล้ว แต่บารมีเหลือไม่มากพอที่จะคิดทำประโยชน์เพื่อมวลสรรพสัตว์ จึงได้บารมีเพียง “เซียน” เท่านั้น นายกาน ไม่รู้ตัวเองเลยว่าตนได้บรรลุเซียนแล้ว ได้ละมานะสังโยชน์สำเร็จแล้ว เพราะไม่รู้ว่าอย่างนี้เรียกว่าการบรรลุธรรม ไม่ได้ยึดมั่นในการบรรลุธรรม แต่ความรู้สึกที่โล่งอกเบาสบายใจเพราะละมานะสังโยชน์ได้นั้น นายกาน มีสติรู้อย่างชัดแจ้ง แต่ไม่รู้ว่าอาการนี้เขาเรียกว่าบรรลุธรรมขั้นไหนนั่นเอง
บรรลุธรรมระดับใดจึงเผยแพร่ธรรมได้
ผู้บรรลุธรรมจะผ่านสี่สายธรรม คือ
๑) พระพุทธเจ้า โดยการเป็น “อริยสาวก” นับแต่สาวกที่ได้โสดาบันขึ้นไป ล้วนเผยแพร่ธรรมได้เท่าที่ตนทราบ แต่ต้องประมาณตนเป็นผู้น้อย ว่าไม่ได้รู้ไปทั้งหมด ก็สามารถเผยแพร่ธรรมของพระพุทธเจ้าต่อไปได้ไม่มีปัญหาอะไร
๒) พระยูไล โดยการบรรลุเองด้วยการตรัสรู้ แต่ไม่ถึงขั้นพระพุทธเจ้า ทำให้ไม่ได้นิพพาน แต่จะจุติที่สุขาวดี เมื่อเผยแพร่ธรรมแล้ว จะทำให้ศิษย์บรรลุอรหันตโพธิสัตว์ ไม่ใช่อรหันตสาวกเช่น หลวงปู่มั่น ซึ่งศิษย์ท่านก็ได้อรหันตโพธิสัตว์
๓) พระอรหันตโพธิสัตว์ โดยการขึ้นตรงต่อพระยูไลบนสวรรค์ ก็สามารถเผยแพร่ธรรมจากพระยูไลบนสวรรค์ได้ เมื่อมีผู้ศรัทธา ปฏิบัติตามก็จะมีที่ไปเบื้องหน้ามีผู้รับผิดชอบรอที่สุขาวดี ธรรมเหล่านี้ เรียกว่า “อนุตรธรรม” เพราะไม่ได้เผยแพร่โดยพระยูไลซึ่งเป็นเจ้าของธรรมผู้ตรัสรู้โดยตรง แต่เป็นการเผยแพร่โดยพระอรหันตโพธิสัตว์ ที่ขึ้นตรงต่อพระยูไล เช่น ศาสนาคริสต์, อนุตราจารย์ชิงไห่ แม้แต่ศาสนาอิสลามก็มีพระอัลเลาะห์รอบนสวรรค์สุขาวดี มีพระนบีมูฮัมหมัดเป็นผู้เผยแพร่พระวัจนะ ศาสนาเหล่านี้จะนับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์เบื้องบน เช่น พระเจ้า
๔) พระปัจเจกพุทธเจ้า โดยการปฏิบัติเองจนบรรลุเป็น “พระปัจเจกพุทธเจ้า” ซึ่งเมื่อบรรลุแล้ว หากไม่ใช่ยุคของพระปัจเจกพุทธเจ้า ก็ต้องละสังขารตายไป หรือหลบไปอยู่ที่ที่ไม่มีคน เช่น ในป่าหิมพานต์ การบรรลุแบบนี้จะเผยแพร่ธรรมในวงกว้างไม่ได้ ทำได้แค่ตัวต่อตัว แม้จะทราบว่าทำอย่างไรจึงจะบรรลุธรรมตามตน สามารถสอนคนได้ก็ตาม แต่เพราะไม่มีผู้รับผิดชอบดวงจิตที่ศรัทธา จึงนิพพานแบบปัจเจกพุทธเจ้าไม่ได้ นอกจากยุคของพระปัจเจกพุทธะเท่านั้น จึงจะมีได้ แต่หากศึกษาหลักธรรมของพระปัจเจกพุทธเจ้า แล้วปรับไปใช้ในทางโลก ก็สามารถทำได้ เช่น ท่านขงจื้อ ได้นำหลักเต๋าของท่านเล่าจื้อ ไปปรับใช้ การเผยแพร่จึงทำได้เพียงทางโลก