ธรรมหลังกึ่งพุทธกาลเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างไร

ธรรมหลังกึ่งพุทธกาลเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างไร

ธรรมหลังกึ่งพุทธกาลเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างไร

ครั้งที่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพาน พระพุทธเจ้าทรงกล่าวไว้แก่พระอานนท์ว่าพระศาสนาของพระองค์จะมีอายุยาวไปถึง ๕,๐๐๐ ปี พระอานนท์ได้ทูลขอพระศาสนานั้นไว้ได้ครึ่งหนึ่ง เพื่อเป็นประโยชน์แก่พุทธบริษัทคือ บริวารสาวกของพระพุทธเจ้านั่นเอง ทว่า หลังกึ่งพุทธกาลต่อไปจนสิ้นห้าพันปีนั้น มียักษ์, มาร, เทพ, พรหม มาทูลขอไว้เช่นกัน ทำให้พระพุทธเจ้าทรงประทานให้แก่พวกเขาเหล่านั้น ซึ่งไม่ใช่บริวารสาวกของพระองค์ ไม่ใช่พุทธบริษัทของพระองค์ จากวันนั้นจนถึงวันนี้ ก็เข้าสู่กึ่งกลางยุคพุทธกาลแล้ว อายุขัยมนุษย์ต่ำกว่าร้อยปี ซึ่งไม่เหมาะที่พระพุทธเจ้าจะประกาศศาสนาพุทธอีกต่อไป และพระสาวกบริวารของท่านก็ไม่อาจบรรลุอรหันตสาวกได้ในยุคที่มีคนไม่ดีและสิ่งยั่วยุมากอย่างนี้ ดังนั้น ธรรมในยุคนี้จึงได้เกื้อกูลแก่สัตว์สี่เหล่าที่ไม่ใช่สาวกบริวารของพระพุทธเจ้าแทน เขาเหล่านี้เพราะเหตุว่าไม่ใช่บริวารของพระพุทธเจ้ามาแต่เก่าก่อน จึงไม่ได้เชื่อฟังและอยู่ในธรรมวินัยอย่างเคร่งครัดเหมือนเก่าก่อน แต่ได้ผ่อนปรนศีลเอง เช่น รับเงินทองมากมาย แต่ก็ไม่ได้เอาเงินทองไปใช้แต่ในทางเลวร้าย ได้นำไปใช้พัฒนาทางโลกนั่นเอง ทำให้แนวทางการปฏิบัตินั้น ไม่อาจครองธรรมวินัยได้ เกิดกรรมก่อชาติภพใหม่ จึงไม่อาจได้นิพพาน และเปลี่ยนวิถีเข้าสู่การบำเพ็ญบารมีเพื่อโพธิญาณไปโดยไม่มีใครต้านทานการเปลี่ยนแปลงนี้ได้ บทความฉบับนี้ จะขอกล่าวถึงธรรมที่เปลี่ยนแปลงไป และเหมาะสมกับยุคสมัยกึ่งพุทธกาล ซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

ธรรมที่ไม่ใช่สำหรับผู้มีจิตเป็นสาวกอีกต่อไป

ธรรมหลังกึ่งพุทธกาลนี้ยังได้อาศัยพระศาสนาที่พระพุทธเจ้าสร้างไว้เป็นแนวทางไม่ได้เคร่งครัดตามเก่าก่อน และอาศัยพระธรรมเป็นเครื่องปฏิบัติบำเพ็ญ แบ่งเป็นสองสายดังนี้

๑)   ธรรมสายขาว

ได้แก่ธรรมสำหรับเหล่าเทพ, พรหม ที่จะลงมาบำเพ็ญบารมีโดยอาศัยพระธรรมของพระพุทธเจ้าช่วยชี้ทาง และอาศัยโครงสร้างพระพุทธศาสนาเดิมในการอาศัยต่อไป สำหรับธรรมภาคขาวนี้ มุ่งเน้นการบรรลุธรรมตั้งแต่โสดาบันขึ้นไป แต่ไม่มุ่งถึงนิพพาน เพราะไม่ใช่สาวกของพระพุทธเจ้านั่นเอง ส่วนบุญบารมีนั้น มุ่งหวังผลถึงขั้นโพธิสัตว์เป็นสำคัญ ดังนั้น การโปรดเทพ, พรหม เป้าหมายก็คือ การได้บำเพ็ญบารมีสูงขึ้นไปถึงชั้นโพธิสัตว์ และบรรลุธรรมอย่างต่ำถึงโสดาบันนั่นเอง การบำเพ็ญธรรมแนวนี้ก็คือการบำเพ็ญในแบบมหายานนั่นเอง ซึ่งจะมีผู้ลงมาโปรดเหล่าเทพ, พรหม ดังต่อไปนี้

§         พระปัจเจกพุทธะ คือ ผู้บำเพ็ญธรรมบรรลุได้ด้วยตนเอง (เซียน) จนสามารถรับธรรมจากพระปัจเจกพุทธเจ้าได้ ซึ่งจะโปรดผู้ที่ไม่ยอมก้มหัวเป็นสาวกพระยูไลองค์ใดเลย ได้แก่ ผู้ที่ปรารถนาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าและพระปัจเจกพุทธเจ้า นั่นเอง ท่านเหล่านี้ ไม่อาจปรากฏกายได้ ต้องอยู่อย่างเร้นลับ และไม่ค่อยรับศิษย์มากนัก คัดเลือกแต่ศิษย์ที่มีบารมีมากจริงๆ คือ พวกนิกายลับนั่นเอง

§         พระยูไล (พุทธะ) จะทรงโปรดเหล่าเทพ, พรหม ให้ได้ถึงโพธิสัตว์ และได้อยู่ในวิมานของท่าน โดยจะจุติมาเป็นมนุษย์ แรกเกิดยังไม่ได้ยูไลในทันที เมื่อบำเพ็ญธรรมขึ้นไปเรื่อยๆ ก็บรรลุยูไล ท่านเหล่านี้จะดูคล้ายพระศาสดาในลัทธิใหม่มาก และจะมีสาวกจำนวนมาก ในจำนวนนั้น จะได้บรรลุโพธิสัตว์มากมาย

§         พระอนุตราจารย์ คือ ผู้บำเพ็ญธรรมจนบรรลุอรหันตโพธิสัตว์ มีความสามารถสื่อกับเบื้องบนได้ และมีพระยูไลเบื้องบนเป็นศาสดา แต่มีธรรมในแบบเดียวกับศาสนาบนโลก ไม่ใช่ศาสนาใหม่ ที่เรียกว่าอนุตราจารย์เพราะเป็นอาจารย์น้อย ส่วนอาจารย์ใหญ่คือ พระยูไลเบื้องบนนั่นเอง ท่านเหล่านี้จะโปรดผู้มีกายทิพย์เป็นกุมารให้บรรลุต่างกันไป บ้างได้เทพ, เซียน บ้างเติบโตแล้วเป็นมารก็มี

§         มหาเทพ, พรหม คือ ผู้มีบารมีเป็นมหาเทพ, พรหม คอยโปรดสัตว์ให้ได้เป็นเทพและพรหม แต่จะไม่ก้าวหน้าไปกว่านี้ เช่น ครูสอนสมาธิที่ไม่เน้นปัญญา    

๒)   ธรรมสายดำ

ได้แก่ธรรมสำหรับอสูร-ยักษ์, มาร ที่จะลงมาบำเพ็ญธรรมบารมีโดยอาศัยพระธรรมของพระพุทธเจ้าช่วยให้พ้นทุกข์ และอาศัยโครงสร้างพระพุทธศาสนาเดิมในการอาศัยต่อไป สำหรับธรรมภาคดำนี้ มุ่งเน้นการเอาตัวรอดพ้นความทุกข์ทางโลกและทางธรรม แต่ไม่มุ่งถึงนิพพาน เพราะไม่ใช่สาวกของพระพุทธเจ้านั่นเอง ส่วนบุญบารมีนั้น มุ่งหวังผลถึงขั้นเซียนเป็นสำคัญ ดังนั้น การโปรดอสูร-ยักษ์, มาร เป้าหมายก็คือ การได้บำเพ็ญบารมีสูงขึ้นไปถึงชั้นเซียน เพื่อให้หลุดพ้นทุกข์จากการเป็นอสูร-ยักษ์, มาร การบำเพ็ญธรรมแนวนี้ก็คือการบำเพ็ญในแบบเต๋านั่นเอง ซึ่งผู้ลงมาโปรดเหล่าอสูร-ยักษ์, มาร ดังต่อไปนี้

§         พระปัจเจกพุทธะ คือ ผู้บำเพ็ญธรรมบรรลุได้ด้วยตนเอง (เซียน) จนสามารถรับธรรมจากพระปัจเจกพุทธเจ้าได้ ซึ่งจะโปรดผู้ที่ไม่ยอมก้มหัวเป็นสาวกใครเลย ได้แก่ ในที่นี้ได้แก่อสูร-ยักษ์, มาร ท่านเหล่านี้ ไม่อาจปรากฏกายได้ ต้องอยู่อย่างเร้นลับ หากต้องการเผยแพร่ธรรมให้อสูร-ยักษ์, มาร ที่มีจำนวนมาก ก็อาจใช้สื่อที่มีในปัจจุบันได้ แล้วปล่อยให้อสูร-ยักษ์, มารปฏิบัติด้วยตนเอง

§         พระอนุตราจารย์ คือ ผู้บำเพ็ญธรรมจนบรรลุอรหันตโพธิสัตว์ มีความสามารถสื่อกับเบื้องบนได้ และมีพระยูไลเบื้องบนเป็นศาสดา แต่มีธรรมในแบบเดียวกับศาสนาบนโลก ไม่ใช่ศาสนาใหม่ โดยอนุตราจารย์มักได้กายทิพย์เป็นอวโลกิเตศวร ท่านเหล่านี้จะโปรดธรรมภาคดำที่มีกายทิพย์เป็นมังกรดำ เป็นสำคัญ

§         พญามาร, พญาอสูร คือ ผู้มีฤทธิ์เดชมาก หรือมีเล่ห์เหลี่ยมมีความฉลาดทางโลกมาก แต่ไม่เข้าถึงธรรมอย่างแท้จริง ได้ลงมาดักรอพวกเดียวกัน คือ อสูร-ยักษ์, มาร ซึ่งเป็นบริวารเก่าของตนเพื่อถ่ายทอดวิชชาให้เช่น วิชชาไสยเวทย์มนต์ดำ วิชชาทางโลกที่ทำให้หลงโลก เช่น วิชชาเพื่อให้ได้ตาลปัตรพัดยศ ท่านเหล่านี้ ต้องลงมาให้วิชชาแก่อสูร-ยักษ์, มาร เป็นเบื้องต้นก่อน ไม่เช่นนั้น อสูร-ยักษ์, มาร ก็จะไม่มีวิชชาที่จะบำเพ็ญ และเดินธรรมภาคดำต่อไปไม่ได้

อสูร-ยักษ์, มาร จะเดินหลงทางก่อน จนได้พบกับธรรมภาคขาว และจะถูกปราบก่อนจนสิ้นฤทธิ์แล้วจึงทำการโปรดภายหลัง ถ้าอสูร-ยักษ์, มารไม่เดินหลงทางก็ไม่ใช่อสูร-ยักษ์, มาร เพราะพวกเขามีกรรมเก่าซ้ำรอยเกวียนตามมา หลีกเลี่ยงไม่ได้ ห้ามไม่ได้ หากเขาไม่เดินซ้ำรอยกรรมเก่า ก็เท่ากับธรรมไม่เดินหน้า ก็ไม่มีความก้าวหน้าในธรรม ต่อให้ได้ธรรมภาคขาว แต่เขาก็จะมีเหตุเป็นไปให้ต้องเดินผิดทาง และต้องเข้าทางอสูร-ยักษ์, มารในที่สุด ไม่อาจเลี่ยงกรรมได้ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นธรรมดาของธรรมหลังกึ่งพุทธกาล

สรุปท้ายบทความ

พระสาวกไม่มีแล้วหลังกึ่งพุทธกาล ดังนั้น อรหันตสาวกจะไม่มี มีแต่อรหันตโพธิสัตว์ ซึ่งบำเพ็ญมาจากเทพ, พรหม และโพธิสัตว์ ซึ่งเป็นธรรมภาคขาว ส่วนอีกครึ่งหนึ่งที่อยู่ในพระพุทธศาสนาจะเป็นธรรมภาคดำ คือ อสูร-ยักษ์, มาร ไม่สามารถบำเพ็ญธรรมได้อย่างแท้จริง ทำได้แบบหลอกๆ ปลอมๆ เทียมๆ หรือหลงๆ ไปก่อน สุดท้าย จะบรรลุธรรมได้ ต้องบำเพ็ญแบบ “เซียน” เท่านั้น คือ ปฏิบัติด้วยตนเอง เพราะเป็นคนไม่ยอมก้มหัวยอมเป็นสาวกหรือเชื่อใครอย่างจริงใจ ซึ่งการจะบรรลุได้นั้น ต้องอาศัยธรรมของผู้บรรลุแบบพระปัจเจกพุทธเจ้า หรือผู้ที่สื่อรับธรรมจากพระปัจเจกพุทธเจ้าแล้วนำมาเผยแพร่ได้เท่านั้น โดยมีขั้นตอนคือ ขั้นตอนแรก ได้รับวิชชามาจากอสูร-ยักษ์, มาร ทำให้ต้องเป็นอสูร-ยักษ์, มาร ไปด้วยก่อน จากนั้น เมื่อมีวิชชาแก่กล้าก็เริ่มก่อกรรมทำผิด จนถูกพระโพธิสัตว์ เช่น พระอวโลกิเตศวรปราบ จากนั้น จึงยอมจำนน และรับธรรมจากผู้ที่บรรลุแบบเซียนหรือปัจเจกฯ เหล่าปัจเจกฯ ก็จะเข้าใจกันเอง และรู้ว่าควรถ่ายทอดธรรมให้แก่คนเหล่านี้อย่างไร พวกเขาจึงจะเปิดใจรับ ยอมนำไปปฏิบัติจนได้มรรคผลอย่างแท้จริง เมื่อทดลองปฏิบัติอย่างที่สุดแล้วก็จะพบว่าการบรรลุของตนนั้นจะได้เพียงเซียนเท่านั้น มีน้อยมากที่มีบารมีเก่ามาก และบรรลุได้ถึงโพธิสัตว์ อย่างนี้ ก็มีปรากฏบ้างเหมือนกัน       

 

 



ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น