พระอรหันตโพธิสัตว์ถ้าปรารถนานิพพานต้องทำโพวะแบ่งภาคนิพพาน

พระอรหันตโพธิสัตว์ถ้าปรารถนานิพพานต้องทำโพวะแบ่งภาคนิพพาน

พระอรหันตโพธิสัตว์ถ้าปรารถนานิพพานต้องทำโพวะแบ่งภาคนิพพาน

พระสงฆ์ไทยหลายรูปบรรลุอรหันต์แล้ว แต่ไม่ทราบว่าอรหันต์มีสองลักษณะ คือ อรหันต์ที่ได้นิพพาน เพราะเป็นสาวกของพระพุทธเจ้าแท้จริง หรือเคยเวียนว่ายตายเกิดเป็นบริวารของพระพุทธเจ้าแล้วปรารถนานิพพานในศาสนาของพระโคดม ท่านนี้ เราเรียกว่า “พุทธบริษัทของพระโคดมพุทธเจ้า” กับอรหันต์อีกแบบ ไม่ใช่สาวกแท้ ไม่ใช่พุทธบริษัท เมื่อไม่ใช่สาวก ก็ไม่สามารถเป็นอรหันตสาวกได้ เมื่อไม่ได้เป็นอรหันตสาวก ก็นิพพานไม่ได้ แต่บรรลุธรรมได้ บรรลุอรหันต์ได้แบบที่ไม่ใช่สาวก อรหันต์ได้เพราะท่านนั้นมีบารมีเก่าบำเพ็ญสั่งสมกันมาแบบที่ไม่ใช่สาวก แต่เป็นแบบโพธิสัตว์ ก็บรรลุอรหันต์อีกแบบ คือ อรหันตโพธิสัตว์ แบบนี้บรรลุอรหันต์จริง แต่ไม่ได้นิพพาน เพราะบุญกรรมเก่ามีมาก รับวิบากกรรมชาติเดียวไม่หมด ท่านเหล่านี้มีบารมีเก่าติดตัวมา การบรรลุอรหันต์จึงเป็นเรื่องธรรมดามากที่เกิดขึ้นได้ แต่กรรมที่ใช้ไม่หมดก็มีอยู่มาก จึงไม่ได้นิพพาน และนี่ก็ไม่ใช่ยุคที่พระสาวก หรือพุทธบริษัทของพระโคดมพุทธเจ้าเหลืออยู่อีกแล้ว หลังกึ่งพุทธกาล สิ้นยุคพุทธบริษัทสี่เหล่า เข้าสู่ยุคของยักษ์, มาร, เทพ, พรหม ลงมาดูแลและอาศัยใบบุญที่เหลือของพระพุทธศาสนา ดังนั้น จึงไม่มี “อรหันตสาวก” อีก เหลือแต่อรหันตโพธิสัตว์ เรื่องนี้มีผลมากต่อพุทธศาสนา จำต้องทำความเข้าใจดังนี้    

สำรวจตนเองว่าท่านเข้าข่ายอรหันตโพธิสัตว์หรือไม่

๑)    อรหันตสาวกจะเกรงกรรม ใครมาขอความช่วยเหลือ จะทราบด้วยญาณแบบอรหันตสาวกทันทีว่า กรรมของเขา เขาทำไว้ เขาต้องรับของเขา เราปล่อยว่างไม่ยุ่ง เจ้ากรรมนายเวรเขามีอยู่เราไปยุ่ง เรานี้จะโดนแทนด้วย ทำให้พัวพันไม่ได้นิพพาน ถ้าเขาให้เราช่วยในทางโลก เราละทางโลกแล้วช่วยไม่ได้ ถ้าเขามีความพร้อมจะบรรลุธรรม ให้เราช่วยทางธรรม ยื่นธรรมให้เขาได้ ดังนั้น สาวก ยังไรเสียก็มีความเป็นสาวก คือ รู้ตัวว่าตนเป็นผู้น้อย เลี่ยงและหลบภัยแห่งกรรมดีกว่า ไม่ใช่ผู้นำที่มีบารมีมากพอจะช่วยใครจากกรรม จากเจ้ากรรมนายเวรได้ ในสมัยพุทธกาล มีทั้งอรหันตสาวกและอรหันตโพธิสัตว์ปนกัน จำต้องแยกแยะดูดีๆ

๒)    อรหันตโพธิสัตว์ช่วยคนมีกรรมทางโลกได้ ใครมาขอความช่วยเหลือเพราะเดือดร้อนมีกรรมทางโลก ท่านจะยื่นมือช่วยได้ เหมือนพระอรหันต์ไทยปัจจุบัน ที่ลูกศิษย์มีปัญหาขอร้องท่านก็ช่วยเสมอ เรื่องเงินลำบากมากๆ บางทีท่านก็ช่วย นี่ไม่ใช่ทางธรรมเลย ท่านช่วยทางโลกด้วย แม้แต่หลวงพ่อจรัล ท่านก็ช่วยสอนคนให้พ้นกรรม พระอรหันตสาวกแท้จริง จะไม่ยุ่งกับคนที่ไม่ได้นิพพานในยุคของท่าน ท่านจะมีญาณรู้เลยว่าคนนี้ไม่ได้นิพพานหรอก สอนไปก็ได้แค่ปลดกรรมทางโลกให้เบาบางลงเท่านั้น ไม่ถึงนิพพาน ไม่ถึงนิพพานจริงก็ไม่พ้นทุกข์จริง ช่วยไปก็ไม่พ้นทุกข์แท้จริงอยู่ดี เสียการณ์เปล่า ท่านจะไม่ช่วย ยกเว้นว่าถ้ามีจิตเป็นโพธิสัตว์ จะช่วยแน่นอน อดใจไม่ได้ เช่น มีเงินในมือไม่รู้ทำอะไรก็สร้างวัด

๓)    อรหันตสาวกจะอยู่ในธรรมวินัยแน่วแน่ เพราะบำเพ็ญเป็นสาวกของพระพุทธเจ้ามา จึงเชื่อฟังอย่างมาก ท่านว่าอย่างไร ห้ามอย่างไรก็เชื่อหมดไม่เชื่อใครอื่น เพราะเป็นบริวารเก่ากันมาไม่รู้กี่ชาติต่อกี่ชาติ แต่อรหันตโพธิสัตว์ไม่มีวิสัยเป็นสาวกขนาดนั้น จึงไม่อยู่ในธรรมวินัยแน่วแน่ได้ขนาดนั้น หากเห็นคนได้รับความลำบากต่อหน้า ก็ผ่อนปรนศีลช่วยทันที พระอรหันต์ไทยในปัจจุบัน รับเงินทั้งสิ้น ซึ่งศีล ๑๐ ของสามเณรเขายังไม่ให้รับเงิน แต่ท่านเหล่านี้ก็รับเพราะไม่ได้โลภแต่หวังเอาไว้ช่วยเหลือประเทศชาติและประชาชน นี่ต่างกันชัดเจน

๔)   อรหันตสาวกมีความเป็นสาวกแท้จริงไม่ใช่ผู้นำเลย เมื่อไม่มีความเป็นผู้นำ เพราะพระพุทธเจ้าเป็นผู้นำของเขาแล้ว อรหันตสาวกก็เป็นสาวกอันแท้จริง และละทิ้งความเป็นเจ้า ความเป็นผู้นำ ความเป็นฮีโร่ที่คอยช่วยเหลือคนอื่นไปหมด แค่เอาตัวเองรอด แล้วถ่ายทอดธรรมให้คนที่พอรอดได้เหมือนตน นอกนั้นก็หลบเลี่ยง

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกระบวนการดับขันธปรินิพพาน

พระอรหันต์ไทยในยุคหลังกึ่งพุทธกาล แทบไม่มีใครมีความรู้มากพอที่จะแยกแยะได้ว่าตนเองอรหันต์แบบใด และไม่ได้นิพพานเพราะเหตุใด ยกเว้นเพียงท่านเดียวที่ประกาศชัดเจนในหมู่อรหันต์ว่า “ไม่เอานิพพาน” คือ “หลวงปู่ดู่” ท่านได้กล่าวไว้ว่าท่านไม่เอานิพพาน ท่านปรารถนาพุทธภูมิอย่างชัดเจน แสดงความจริงใจอย่างชัดเจน ไม่อำพราง หรือบอกลูกศิษย์ว่าตนเอานิพพาน ได้นิพพานแน่ๆ แต่ไม่รู้ตัวว่าไม่ใช่ผู้ที่จะได้นิพพาน ทำให้ลูกศิษย์จำภาพและจริยาวัตรของท่านเป็นแบบอย่างของนิพพานเช่นบางท่านสร้างวัด แล้วบอกว่าไม่มีเจตนาจะเอาบุญ ไม่โลภ ไม่อยากได้ แต่ว่ากรรมที่เกิดขึ้นนั้นใครจะรับผิดชอบ ถามว่าเวลาคนไม่เจตนาขี่รถชนคนตายต้องรับผิดชอบไหม สุดท้ายก็ต้องมีคนรับผิดชอบในกรรมนั้น เพราะจะหาใครรับผิดชอบเล่า ถ้าไม่ใช่ผู้กระทำ แม้ไม่มีเจตนาก็ตาม คำว่า “เจตนาคือตัวกรรม” นั้น หมายถึง “มโนกรรม” ส่วนกรรมที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้เจตนาก็มี “วจีกรรม” และ “กายกรรม” ประกอบเป็นองค์กรรมอยู่ด้วย แม้จิตไม่เจตนาแต่กายกรรมก็เป็นบ่อเกิดกรรมได้ วจีกรรมก็เป็นบ่อเกิดกรรมได้ แม้ไม่มีมโนกรรมอยู่ก็ตาม กรรมทั้งสามนี้ ไม่จำเป็นต้องมีครบ มีอย่างใดอย่างหนึ่งก็นับว่า “กรรม” เหมือนกัน แล้วจะหนีกรรมด้วยความไม่รับผิดชอบ บอกว่าไม่เจตนานั้นหามิได้เลย เทวดาบนสวรรค์บางองค์ไม่เจตนา ทำลูกไฟหล่นลงโลกมนุษย์ ถ้าว่าเทวดาไม่มีเจตนา ไม่ต้องรับกรรมดอกหรือ ไม่ใช่เลย มีมากมายนักที่เทวดาตกสวรรค์เพราะ “ไม่เจตนา” ในลักษณะนี้นั่นเอง

อนึ่ง กรรมหนึ่งๆ ไม่สามารถรับได้ชาติเดียวหมด เหมือนหนี้ที่ต้องผ่อนเป็นทีละชาติไปทีละน้อย คนที่เคยฆ่าเขาไว้ หากต้องมารับกรรมถูกเขาฆ่าในชาติเดียวแล้ว ก็เสียชาติเกิด เกิดมาถูกฆ่าตายไม่ทันได้คิด ไม่ทันสำนึก แบบนั้น เทวดาเขาไม่สร้างระบบกัน เพราะเป็นระบบใจโหดไม่ให้โอกาสคน ระบบกรรม จึงมีเทวดาคุมให้เป็นการผ่อนชำระไปหลายชาติจนกว่าจะใช้หมดและระลึกได้สติว่ากรรมมีจริง ดุจดังโยนหินลงน้ำ คลื่นไม่ได้เกิดระลอกเดียวเป็นแน่แท้ ธรรมชาติของกรรมก็เป็นดังนั้น เกิดขึ้นหลายต่อหลายชาติเป็นระลอกคลื่น เมื่อเกิดชาติแรก บุคคลทำกรรมหนักอันประกอบด้วยกรรมทั้งองค์สาม คือ มโนกรรม, วจีกรรม และกายกรรม ไว้ เมื่อรับวิบากกรรมหลายชาติย่อมมีความสำนึกได้บ้าง และลดรอยกรรมที่เวียนซ้ำหลายๆ ชาตินั้นลง หากฆ่ากันไปฆ่ากันมาสลับกันเป็นคนฆ่าและคนถูกฆ่าบ่อยๆ ก็ต้องมีเบื่อหน่ายกรรมกันบ้าง ในที่สุด ชาติหนึ่งอาจละองค์กรรมได้บ้าง อาจเหลือเพียงวจีกรรม, กายกรรม เพราะเจตนาที่จะกระทำไม่มีแล้ว แต่ถามว่าหลังจากชาติที่ไม่มีเจตนาจะทำกรรม ทำไปโดยไม่มีเจตนานั้น ก็ไม่ต้องรับวิบากกรรมแล้วหรือ คำตอบคือ ไม่ใช่ เพราะผลกรรมที่เคยทำไว้แต่ต้นแรกนั้น ยังใช้ไม่หมด ไม่ใช่เพราะกรรมในชาติที่ไม่เจตนาเป็นสำคัญดอก แต่เพราะกรรมทั้งกรรมนั้น ไม่อาจรับวิบากและชดใช้ได้ชาติเดียว ส่งผลกรรมซ้ำรอยเกวียนมาอีกไม่รู้กี่ชาติ บางชาติ สำนึกแล้วไม่มีเจตนาแต่ยังเกิดขึ้นโดยอุบัติเหตุได้อีก นี่เพราะอะไร เพราะกรรมไม่ได้หมดได้เพียงชาติเดียว ค่อยๆ ลดทอนลงไปทีละน้อย และการสรุปว่าไม่มีเจตนาก็ไม่ต้องรับวิบากกรรมนั้น จึงผิดอย่างยิ่ง เพราะกรรมที่เกิดโดยไม่เจตนา เป็นเพียงส่วนหนึ่งของกรรมที่ต้องรับไปยาวนานหลายระลอกคลื่น หลายชาตินั่นเอง นี่คือ “ค่านิยม” ที่เกิดขึ้นอย่างเงียบๆ ในหมู่พระอรหันต์ไทย ทำให้ต่างทำบุญสร้างบารมีมาก เพราะคิดว่าไม่มีเจตนาก็ไม่ต้องรับกรรม ยิ่งมีลูกศิษย์ที่ได้ผลประโยชน์ร่วม ช่วยส่งเสริมให้หลงทางยิ่งขึ้นด้วยแล้ว เพราะพุทธพาณิชย์ที่หากินกับพระดังๆ พระอรหันต์จึงตกเป็นเหยื่อโดยรู้ไม่เท่าทัน   

อนึ่ง ความรู้ในทางพระพุทธศาสนาของประเทศไทยนั้นอยู่ในไตรปิฎกมาก ท่องจำมาก แต่ความเข้าใจไม่ลึกซึ้งถ่องแท้เท่าของประเทศทิเบต แต่ความรู้ของประเทศทิเบตในปัจจุบันก็ยังไม่กว้างมากพอที่จะครอบคลุมคนได้ทุกกลุ่ม เป็นความรู้เฉพาะลามะ หรือนักปฏิบัติจิตขั้นสูงเป็นส่วนใหญ่ ทำให้คนทั้งหลายเข้าใจภูมิความรู้นั้นได้ยาก ยกตัวอย่างเช่น การกล่าวถึงบาโด ว่าก่อนตายจะเห็นพระพุทธเจ้าห้าพระองค์นั้น ไม่ใช่ว่าจะทุกคนเห็น เฉพาะท่านที่ฝึกจิตมาอย่างดีเท่านั้น บางคนไม่มีทางเห็นจะนิมิตดีเลย ไม่มีทางเห็นพระพุทธเจ้าเลย เพราะจิตเขาไม่ได้ฝึกมา ตายแล้วเห็นแต่เจ้ากรรมนายเวรมารุม เห็นแต่มัจจุราชที่น่ากลัวเท่านั้น อย่างนี้แล้ว แม้อ่านเรื่องบาโดไป แต่ยามตายลงก็ไม่เหมือนกัน ดังนั้น แม้ความรู้ทางทิเบตจะก้าวหน้ามาก ก็ยังไม่สามารถยึดเอาเสียทั้งหมดได้ จำต้องเริ่มต้นกันใหม่พร้อมๆ กันในยุคนี้ เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกัน ดังจะอธิบายต่อไป

บาโดและกระบวนการเข้าสู่ความตาย

บาโดเป็น “สมมุติบัญญัติ” ในทางทิเบต ที่มีการศึกษากันมาก จึงขอยืมศัพท์นี้มาใช้ มีความหมายคือ “กระบวนการเข้าสู่ความตายโดยนับตั้งแต่เริ่มเกิด” เลย ยาวไหมละถ้าจะเอาความหมาย นี่ถึงได้ต้องยืมศัพท์สั้นๆ มาใช้ หวังว่าคงไม่ว่ากันว่าไปยึดมั่นถือมั่นศัพท์ของทิเบตเขาละ ขอจงเข้าใจด้วย เมื่อเข้าใจแล้ว ต่อไปจะใช้แค่คำว่า “บาโด” สั้นๆ ในความหมายนี้ เพื่อสื่อสารต่อไป หากท่านสนใจจะศึกษาโดยละเอียดในหนังสือก็มี ในที่นี้จะมุ่งเน้น “บาโด” ของท่านที่เป็น “อรหันตโพธิสัตว์” เป็นสำคัญ ท่านเหล่านี้บุญบารมีจะเยอะมาก นิมิตดีก็มาก ความสุขสงบแบบฌานก็มาก แต่ทุกอย่างนี้ เป็นเครื่องกั้นนิพพานทั้งสิ้น นิพพานนั้นมีลักษณะเป็น “อนิมิตนิพพาน” ต้องไม่มีนิมิตเท่านั้นจึงจะนิพพานจริง โดยเฉพาะท่านที่ฝึกมโนมยิทธิสายหลวงพ่อฤษีลิงดำ มักถูกหลอกว่านิพพานแล้ว แต่เมื่อตายลงจริงๆ ไม่ได้นิพพาน ไปจุติเป็น “อรหันตโพธิสัตว์” แทน เวลาใช้มโนมยิทธิไปดูสวรรค์ จิตก็เพลิดเพลินและยินดีทางสวรรค์ ภพก็เกิด เมื่อมีภพก็มีชาติ เมื่อมีชาติ ก็มีเกิดมีชรา, มีมรณะ ไม่ได้นิพพาน ดังนั้น นิพพานก็ไม่อาศัยภพ บางท่าน กำหนดจิตไปแดนนิพพาน คำว่าแดนนิพพาน เป็น “ภพ” อย่างหนึ่ง คล้ายภพสวรรค์ ดังนั้น กำหนดจิตแบบนี้ไม่ได้นิพพาน แต่ได้ไปจุติยังที่แห่งนั้น ที่ตนหลงผิดคิดว่าเป็น “แดนนิพพาน” แม้จะถอดกายทิพย์ไปเห็นแดนนิพพานจริง แต่ถ้าเผลอยินดีกับภพ กับแดนนิพพาน ก็ไม่ได้นิพพาน แต่ถ้าไม่ปรารถนาจะนิพพานจริงๆ ก็ไปเถิดไม่ว่ากันไปจุติยังแดนที่ท่านต้องการ

โพวะและการดับขันธปรินิพพาน

โพวะเป็น “สมมุติบัญญัติ” ในทางทิเบต ที่มีการศึกษากันมาก จึงขอยืมศัพท์นี้มาใช้ มีความหมายคือ “กระบวนการเตรียมจิตขณะตาย” ยาวไหมละถ้าจะเอาความหมาย นี่ถึงได้ต้องยืมศัพท์สั้นๆ มาใช้ หวังว่าคงไม่ว่ากันว่าไปยึดมั่นถือมั่นศัพท์ของทิเบตเขาละ ขอจงเข้าใจด้วย เมื่อเข้าใจแล้ว ต่อไปจะใช้แค่คำว่า “โพวะ” สั้นๆ ในความหมายนี้ เพื่อสื่อสารต่อไป คำว่าโพวะนั่นไม่ได้หมายถึงการ “ดับขันธปรินิพพาน” เท่านั้น การดับขันธปรินิพพาน เป็นวิธีหนึ่งของโพวะ สำหรับผู้ต้องการนิพพาน แต่ถ้าไม่ต้องการนิพพานแล้วต้องทำโพวะอีกแบบ เพื่อกำหนดจิตไม่ให้นิพพาน ดังนั้น โพวะจึงเป็นคำกว้าง หมายรวมถึงการกำหนดจิตขณะจะตาย เพื่อให้ดับขันธปรินิพพานหรือไม่นิพพานก็ได้ตามแต่ท่านจะปรารถนา ในที่นี้ จะเน้นแต่การทำโพวะเพื่อดับขันธปรินิพานเท่านั้น   

การทำโพวะเพื่อดับขันธปรินิพพานสำหรับพระอรหันตโพธิสัตว์

ดังที่กล่าวข้างต้นแล้วว่า “พระอรหันตโพธิสัตว์” จะไม่ได้นิพพาน เพราะไม่ใช่อรหันตสาวก แต่สำหรับบทความต่อไปนี้ เป็นเทคนิคพิเศษ ที่เกิดจากธรรมของพระปัจเจกพุทธเจ้า ซึ่งได้รับมาในช่วงหนึ่งของการปฏิบัติธรรม เพื่อฉุดช่วยท่านที่ปรารถนานิพพานจริงๆ แม้ไม่เคยสร้างบุญบารมีร่วมปรารถนานิพพานในศาสนาของพระพุทธเจ้าสมณโดคมมาก่อน ก็สามารถนิพพานแบบ “พระปัจเจกพุทธเจ้า” ได้ ในช่วงขณะจะตายลง แม้ยามมีชีวิต ก็ได้เสวยบุญบารมีเก่าของตนอยู่สบายในผ้ากาวสาวพัตร ต่างจากพระปัจเจกพุทธเจ้าที่ไม่สามารถเข้าสู่สังคมมนุษย์ได้เหมือนพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้า นี่คือความแตกต่างของพระอรหันต์ไทยในปัจจุบัน กับพระอรหันตสาวกในสมัยพุทธกาล และพระปัจเจกพุทธเจ้า สามอย่างนี้ต่างกันแน่นอน แต่มีบางส่วนคล้ายกันอยู่ คือ พระอรหันต์ไทยในปัจจุบัน เวลามีชีวิตอยู่บนโลกอยู่อย่างพระสงฆ์สาวก แต่เมื่อละสังขารจากไป หากปรารถนานิพพาน ต้องไปแบบพระปัจเจกพุทธเจ้า จะไปเป็นพระอรหันตสาวกของพระพุทธเจ้าไม่ได้ เพราะไม่ได้สร้างบุญบารมีมาแบบสาวกนั้น บุญบารมีเก่าทำไว้แบบพระโพธิสัตว์ ซึ่งมากพอใช้ ใช้แค่ ๒ อสงไขย ก็ไปแบบพระปัจเจกพุทธเจ้าได้

๑)    พิจารณากายทิพย์แยกจากจิต ในกายทิพย์ที่มีหลายกาย กายในสุดเป็นกายอรหันต์ กายธรรม คือ ธรรมกาย แต่กายนอกนั้นยังมีส่วนกิเลสส่วนกรรมอยู่ ต้องไปเกิดอีก ดังนั้น ถ้าจิตมีดวงเดียว เมื่อตายลงจิตดวงนั้นต้องไปเสวยกรรมต่อ เกิดชาติภพใหม่ต่อ ต้องทำการ “แบ่งภาคจิต” เพื่อให้ดวงจิตออกเป็นสองดวง ดวงหนึ่งไปเสวยวิบากกรรมเกิดใหม่ ดวงหนึ่งจะได้นิพพานไปแบบพระปัจเจกฯ

๒)    ใช้อธิษฐานบารมีแบ่งภาคจิต ให้อธิษฐานว่า “ข้าพเจ้าขอแบ่งภาคจิตออกเป็นสองดวง ดวงหนึ่งไปเสวยบุญกรรมเกิดใหม่ ดวงหนึ่งจะขอนิพพาน” แล้วตั้งใจตั้งจิตให้มั่น หากมีตาทิพย์ลองพิจารณาดู จากนั้นให้ใช้มโนมิทธิแบ่งภาคจิต

๓)    ใช้มโนมยิทธิแบ่งภาคจิต สำหรับท่านที่อธิษฐานบารมีแก่กล้า จิตจะแบ่งภาคได้หลังอธิษฐาน แต่สำหรับท่านที่มีอธิษฐานบารมีอ่อน อาจต้องใช้อภิญญาช่วยแบ่ง คือ ใช้มโนมยิทธิ คือ ฤทธิ์ทางใจ ทำใจให้เด็ดเดี่ยวมั่นคงในทางที่จะทำนี้ก่อน แล้วสั่งด้วยวาจาว่า “จิตจงแบ่งออกเป็นสองดวง ดวงหนึ่งรอไปเกิดใหม่ ดวงหนึ่งรอนิพพาน” ในขั้นตอนสามขั้นตอนนี้ ให้ทำก่อนตายไม่เกิน ๗ วัน ถ้ารีบทำก่อนนานไป จิตที่ปรารถนาจะนิพพาน จะนิพพานละสังขารไปก่อน จนเหลือไว้แต่จิตที่ไม่ได้นิพพานดวงเดียว แล้วจะทำให้ผู้ทำโพวะไม่สามารถนิพพานได้ 

๔)   เข้าสู่การดับขันธปรินิพพาน เมื่อรู้ตัวว่ากำลังสิ้นใจ ขันธ์ทั้งห้ากำลังสลายลงแล้ว อย่าทำจิตเคยชินเป็นสมาธิแบบ “ฌาน” เพราะหากยามจิตจุติออกจากร่าง ไม่ได้ออกขณะรอยต่อของฌานสามและฌานสี่แล้ว จิตจะจุติออกขณะเข้าฌานใดฌานหนึ่ง ส่งผลให้จุติที่ “พรหมโลก” และเกิดเป็นพรหม ไม่ได้นิพพาน หากชำนาญในฌานมากๆ ให้เข้าฌานตายได้ จะสุขสงบตายอย่างสบาย และนิพพานในช่วงต่อฌานสามและฌานสี่เท่านั้น หากไม่ได้เข้าฌานขณะจะตาย ก็ให้พิจารณาแต่ความดับไปเป็นธรรมดาอย่างเดียว อย่าพิจารณาอย่างอื่นนอกจากธรรมดาของความดับไป สูญไป เท่านั้น จึงนิพพานได้ ถ้าเผลอแม้แต่นิดเดียวเช่น จิตเผลอชินกับสภาวะฌาน จิตไหลเข้าองค์ฌานใดฌานหนึ่งก่อนตาย ก็ไม่นิพพาน จุติที่พรหมโลกทันที ขณะตายลงจะปล่อยจิตให้เผลอเพลินแบบเข้าสมาธิ เข้าฌานไม่ได้ ต้องพิจารณาแต่ความดับไปที่เกิดขึ้นนั้นเป็นธรรมดา อย่าเผลอเด็ดขาด          

ปัจจุบันพระอรหันต์ไทยจำนวนมาก ที่ชอบนั่งสมาธิเข้าฌาน เมื่อบรรลุอรหันต์แล้วก็ไม่จำเป็นต้องพิจารณาธรรมอีก คือ เป็น “อเสขบุคคล” นับว่าจบหลักสูตรแล้วจึงไม่จำเป็นที่จะพิจารณาในสมาธิอีก และมักอาศัยฌานเป็นเครื่องยังความสุขสงบให้แก่ตน บางท่านเผลอเพลินกับความสุขสงบในฌาน เมื่อตายลงจิตเคยชินกับความสุขแบบฌาน ก็ไม่ได้นิพพาน ตายไปก็จุติยังพรหมโลก เพราะความเคยชินของจิตเพียงชั่วขณะเดียวนั้นเอง

การเข้าสู่นิพพาน คือ ทำการดับขันธปรินิพพานนั้น จิตต้องตรงพุ่งไปสู่ความดับ พิจารณาแต่ความดับไปแห่งทุกสิ่งที่ปรากฏ ถ้ามีนิมิตปรากฏก็พิจารณาแต่ความดับไปของนิมิต ถ้าจิตสัมผัสอะไรได้ก็แล้วแต่ในขณะกำลังละสังขารต้องพิจารณาแต่ความดับไปเท่านั้น อย่าเผลอเพลินในองค์ฌานเด็ดขาด เพราะหากจิตจุติขณะจิตไหลเข้าองค์ฌาน จะไม่มีการดับ องค์ฌานมีแต่ลักษณะของการต่อภาวะฌานให้คงอยู่ ไม่มีภาวะดับ ไม่ใช่นิพพาน หากเผลอเพลินในองค์ฌานจะไม่นิพพาน จะจุติที่พรหมโลก เฉกเช่น ท้าวมหาพรหมชินปัญจระ ที่อรหันต์ตั้งแต่อายุ ๗ ขวบ แต่ท่านก็ไม่ได้นิพพาน แต่จุติที่พรหมโลกแทน

สำหรับพระโพธิสัตว์ที่ไม่ปรารถนานิพพาน เมื่อยามละสังขาร อย่าพิจารณาที่ความดับ ให้พิจารณาอย่างอื่น หรือให้จิตจดจ่ออยู่แต่อย่างอื่นที่ไม่ใช่ความดับเช่น สุขาวดี, สวรรค์, วิมาน, พระพุทธเจ้า, พระยูไล, พระโพธิสัตว์, นิมิต, องค์ฌาน ฯลฯ เมื่อทำโพวะ ก็ไม่ดับขันธปรินิพพาน เช่น ท่านเจ้าคุณโพธิ์แจ้ง ซึ่ง๘ณะละสังขารได้นั่งสมาธิแล้วละสังขารขณะนั้นพอดี แต่ท่านไม่ได้จุติที่พรหมโลก เพราะสมาธิที่ทำนั้นเป็นสมาธิแบบสุขาวดีไม่ใช่ฌานทั่วไป คือ กำหนดสุขาวดีเป็นนิมิตไว้ เมื่อละสังขารก็จุติที่สุขาวดีนั่นเอง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น