ธรรมสี่ศาสนา
ธรรมสี่ศาสนา
มนุษย์มีบุญกรรมทำมาแตกต่างกันทำให้มาเกิดในศาสนาได้รับธรรมจากศาสนาที่ต่างกัน ข้าพเจ้าได้ปฏิบัติธรรมแล้วรับกิจที่จะช่วยเบื้องบนคือ การช่วยสี่ศาสนาสำคัญ คือ พุทธ, คริสต์, พราหมณ์, ปรัชญา (เต๋า) ยกเว้นศาสนาอิสลามเพราะต้องแยกเป็นอิสระ ดังนี้
๑) ศาสนาพุทธ
หลังกึ่งพุทธกาล พุทธบริษัทผู้เป็นสาวกของพระพุทธเจ้าหมดลง เป็นยุคของยักษ์, มาร, เทพ, พรหม ทั้งสี่เหล่านี้ไม่ใช่สาวกของพระพุทธเจ้า จะไม่อยู่ในธรรมวินัยเคร่งครัดตรงไปตรงมาเหมือนก่อนกึ่งพุทธกาล ดังนั้น การโปรดสัตว์สี่เหล่านี้จะใช้รูปแบบเดิมไม่ได้ โดยเฉพาะยักษ์และมาร ไม่สามารถเดินธรรมสายขาวได้ เพราะมีพลังดำมากอยู่ก่อน จำต้องปฏิบัติด้วยตนเองแต่ต้องมีอาจารย์ที่เดินผ่านสายนี้แนะนำให้ ส่วนเทพพรหมนั้นไม่ยาก เพราะเดินธรรมสายขาวมาก่อนแล้ว สายขาวนั้น มีอาจารย์ดูแลได้เพราะยอมละความถือตัวเป็นศิษย์ของผู้อื่นที่ไม่ใช่พระพุทธเจ้า แต่สำหรับธรรมสายดำ จะไม่มีอาจารย์ หรือถ้ามี ก็ถ่ายทอดธรรมแบบไม่ถือเป็นอาจารย์กันเช่น ผ่านสื่อต่างๆ ในพุทธศาสนานั้น ส่วนพุทธสายดำ ดวงจิตที่มาเกิดไม่ใช่สาวก ไม่ได้จำนนยอมเป็นสาวกพระพุทธเจ้าอีกแล้ว เป็นมารและอสูรที่ถูกปราบยอมจำนน และหันมาอาศัยพุทธศาสนาในการเอาตัวรอดแทน ดังนั้น จึงเหลือแต่ส่วนพุทธสายขาว ซึ่งเป็นสาวกของพระยูไล
๒) ศาสนาพราหมณ์
จำเป็นต้องมีศาสนาพราหมณ์ เพราะพราหมณ์เป็นการบำเพ็ญธรรมโดยมีครอบครัวได้ ทำให้ปูพื้นฐานคนก่อนที่จะห่มผ้าเหลืองเป็นพระในพระพุทธศาสนา หากไม่มีพื้นฐานการบำเพ็ญทางพราหมณ์มาก่อน ก็อาจกลายเป็นพระที่ไม่ดี คุณภาพต่ำ หรือสักแต่ว่าบวชเอาเงินก็ได้ การปฏิบัติธรรมที่ไม่มีพื้นฐานทำให้หลงง่าย ในสมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าก็อาศัยพราหมณ์ช่วยสอนให้เป็นพื้นฐาน หรือแม้แต่พระอรหันตสาวกของพระองค์ก็ต้องอาศัยการบำเพ็ญธรรมมาก่อนเป็นพื้นฐานด้วย การทำให้ผู้บำเพ็ญทางพราหมณ์มีรายได้มีชีวิตอยู่ได้ จะทำให้การปฏิบัติธรรมก้าวหน้า เช่น การที่คนทรงดูดวง มีครอบครัวไปด้วย ปฏิบัติธรรมไปด้วย เมื่อเบื่อหน่ายทางโลกแล้วจริงๆ ก็ค่อยบวชพระภายหลังได้ คนที่จะเข้าศาสนานี้ได้ต้องมีความเป็นสาวก มารและอสูรที่ไม่จำนนต่อเทพเจ้าเข้าไม่ได้
๓) ศาสนาคริสต์
สำหรับท่านที่มีจิตบริสุทธิ์มากๆ หากเกิดในพุทธศาสนาหรือได้รับธรรมในพุทธศาสนาที่ถูกต้องจะบรรลุง่ายมากเพราะมีบารมีเก่ามาก และจะตรัสรู้เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า แต่ไม่สามารถทรงขันธ์อยู่ได้ จะตายเร็วเหมือนพระเยซู ดังนั้น ท่านเหล่านี้จะถูกจัดเข้ามาให้อยู่ในคริสต์ศาสนาแทน ส่วนมนุษย์อีกกลุ่มคือ พวกที่มีบาปมาก คนไม่มีบุญพอที่จะได้อยู่ในพุทธศาสนา ก็จะอาศัยคริสต์ศาสนา ในการกลับตัวกลับใจ โดยเขาต้องมีความเป็นสาวก เรียนรู้ที่จะเป็นสาวก จึงจะรับคริสต์ศาสนาที่มีพระเจ้ามีพระเยซูเป็นศาสดาได้ คนที่จะเข้าศาสนานี้ได้ต้องมีความเป็นสาวก มารและอสูรที่ไม่จำนนต่อเทพเจ้าเข้าไม่ได้
๔) ศาสนาปรัชญา
คือลัทธิเต๋า, ลัทธิขงจื้อ ฯลฯ เป็นต้น ลัทธิเหล่านี้มีธรรมที่ต้องปฏิบัติเองไม่มีศาสดา ไม่มีการนับถือเทพเจ้าโดยยอมก้มจำนนเป็นสาวกของใคร ดังนั้น ศาสนาปรัชญาที่เกิดจากการรวบรวมปรัชญาของลัทธินิกายต่างๆ ที่มุ่งเน้นการไม่ยึดมั่นอาจารย์, เทพเจ้า, พระเจ้า, พระพุทธเจ้า เหล่านี้ จึงเหมาะสมกับคนที่เป็นปัจเจกชน เหล่ามาร, อสูร ต่างๆ จะได้อาศัยแนวทางนี้ในการบำเพ็ญ เพราะพวกเขาเหล่านี้ไม่มีจิตใจที่จะยอมก้มจำนนเป็นสาวกใครอย่างซื่อสัตว์และจงรักภักดีแท้จริง การสร้างศาสนาปรัชญาขึ้นมาทำให้สามารถเผยแพร่ในประเทศที่ไม่รับศาสนาได้เพราะสิ่งที่เผยแพร่ไม่มีอะไรให้ยึดมีแต่หลักปรัชญาปฏิบัติด้วยตนเอง หากสามารถดึงมารและอสูรออกจากพุทธศาสนาได้ พระพุทธศาสนาก็ปลอดภัยแล้วให้เขามาอาศัยศาสนาปรัชญานี้กลับตัวกลับใจแทน ซึ่งก็สามารถพ้นจากความเป็นมาร บรรลุได้ถึงชั้นเซียน แม้ไม่บรรลุโสดาบันก็ตาม ที่สำคัญคือ เมื่อบรรลุแล้วจะอยู่ในสังคมมนุษย์ต่อไปอย่างไรในฐานะเซียน นี่คือ สิ่งที่ต้องทำให้มี “เซียน” ห่มผ้าแบบเซียนหากินแบบต่างๆ ได้อย่างเสรี จึงจะดึงเอามารและอสูรออกจากพุทธศาสนาได้